Skip navigation links
Home
นโยบายการเงิน
สถาบันการเงิน
ตลาดการเงิน
ระบบการชำระเงิน
สถิติ
ภาวะเศรษฐกิจ
Skip Navigation Links
เศรษฐกิจในประเทศExpand เศรษฐกิจในประเทศ
เศรษฐกิจต่างประเทศExpand เศรษฐกิจต่างประเทศ
เศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขงExpand เศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง
สัมมนาวิชาการ
บทความและงานวิจัยเศรษฐกิจ
สถิติเศรษฐกิจและการเงิน
ผลการสำรวจข้อมูลเศรษฐกิจ

ภาวะเศรษฐกิจ > เศรษฐกิจในประเทศ > เศรษฐกิจภาคเหนือ > รายงานเศรษฐกิจและการเงิน > ลำดับเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ > ลำดับเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจภาคเหนือ ปี 2552
ผู้จัดการบริการ   ดำรงค์ (0-5393-1165)    ทวีศักดิ์ (0-5393-1162)   
  ลำดับเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจภาคเหนือ ปี 2552 
ปี  

ตุลาคม 2552

กันยายน 2552

  • วันที่ 8 กันยายน 2552  คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ดังนี้
             1. แนวทางการขึ้นทะเบียนเกษตรกรในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์การใช้ที่ดิน ให้ใช้เอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานการขึ้นทะเบียนการปลูกพืช สำหรับพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ให้กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านหรือประธานกรรมการชุมชนเป็นผู้รับรอง และให้ใช้วิธีการทำประชาคมเพื่อรับรองชนิดและพื้นที่การปลูกพืชของเกษตรกรแต่ละครัวเรือน โดยเกษตรกรที่ผ่านการทำประชาคมต้องไม่อ้างกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองพื้นที่นั้น 
             2. ให้ใช้ผลผลิตต่อไร่ระดับจังหวัดของข้าวเปลือกนาปีจำแนกตามพันธุ์ในพื้นที่ในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน ปีเพาะปลูก 2552/53 โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรร่วมกับกรมการข้าวประเมิน เพื่อเป็นเกณฑ์ในการคำนวณปริมาณการผลิตให้แก่เกษตรที่เข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกร ส่วนจังหวัดที่ไม่ได้กำหนดจำนวนผลผลิตต่อไร่ระดับจังหวัดไว้ ให้ใช้จำนวนผลผลิตต่อไร่ระดับภาคมาเป็นเกณฑ์คำนวณผลผลิตของเกษตรกรแทนโดยอนุโลม
             3. การดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2552/53 
                      3.1 เป้าหมายและพื้นที่ดำเนินการ ประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกหอมมะลิ (รวมข้าวเปลือกพันธุ์ กข.15) ข้าวเปลือกหอมจังหวัด ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว ในพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั่วประเทศ  
                      3.2 ราคาและปริมาณประกันรายได้เกษตรกร กำหนดปริมาณและราคาประกันรายได้เกษตรกรต่อครัวเรือน ณ ความชื้นไม่เกิน 15% ดังนี้
  • ทั้งนี้ ในพื้นที่ที่สามารถปลูกข้าวได้มากกว่าปีละ 1 ครั้ง ให้เกษตรกรได้รับการประกันรายได้ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง
                      3.3 ระยะเวลาการขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมการเกษตร และจัดประชุมประชาคมเพื่อรับรองการผลิต ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม 2552
                      3.4 การคำนวณปริมาณผลผลิตของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยใช้ปริมาณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่รายจังหวัด แยกตามชนิดข้าวและพื้นที่ในและนอกเขตชลประทานเป็นเกณฑ์
                      3.5 กรณีที่ยังไม่ผ่านประชาคมรับรองการผลิต ต่อมามีการขายผลผลิตไป จะไม่ได้รับสิทธิในการทำสัญญาประกันรายได้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 
                      3.6 กรณีเกษตรกรได้ทำสัญญาประกันรายได้กับ ธ.ก.ส. แล้ว ต่อมาภายหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตได้น้อยกว่าปริมาณที่ทำสัญญาประกันรายได้ไว้ หรือไม่ได้รับผลผลิตเนื่องจากประสบภัยพิบัติหรือภัยธรรมชาติ สามารถได้รับเงินชดเชยตามเกณฑ์กลางอ้างอิงตามปริมาณผลผลิตที่ได้ทำสัญญาประกันรายได้ไว้แล้ว

(ที่มา : สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 8 กันยายน 2552)

  • วันที่ 22 กันยายน 2552  คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นผู้ ดำเนินการทำลายลำไยอบแห้งปี 2546 และปี 2547 ด้วยวิธีการรีไซเคิลโดยการบดให้แตกละเอียดหน้าคลัง สินค้าแล้วนำไปอัดแท่งใช้เป็นพลังงานชีวมวล และให้นำไปจำหน่ายได้โดยนำรายได้จากการจำหน่ายส่งคืนคณะกรรมการนโยบายและช่วยเหลือเกษตรกร ภายใต้วงเงินงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้เป็นค่าใช้จ่ายดำเนินการแล้วไม่เกิน 90 ล้านบาท

(ที่มา : สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 22 กันยายน 2552)

สิงหาคม 2552

  • วันที่ 19 สิงหาคม 2552  สำนักงานมาตรฐานสินค้า กระทรวงพาณิชย์ ประกาศกำหนดท้องที่หรือเขตตรวจสอบมาตรฐานสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังสำหรับส่งไปต่างประเทศ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2552 เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน สำหรับในเขตภาคเหนือ ได้แก่ 1. จังหวัดกำแพงเพชร 2. อำเภอตากฟ้า อำเภอพยุหะคีรี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ 3. อำเภอวิเชียรบุรี อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ (ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 18 กันยายน 2552)

กรกฎาคม 2552

  • วันที่ 14 กรกฎาคม 2552 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการแนวทางการประกันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2552/53 ดังนี้
            1. ประกาศราคาขั้นต่ำ กิโลกรัมละ 7.10 บาท โดยใช้เกณฑ์ต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% เฉลี่ยทั้งประเทศกิโลกรัมละ 5.43 บาท (ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร) รวมค่าขนส่งจากไร่นาไปยังผู้รับซื้อเฉลี่ยกิโลกรัมละ 0.25 บาท และค่าตอบแทนให้เกษตรกรร้อยละ 25
            2. ทำสัญญาประกันราคา ตั้งแต่เดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน 2552 ระหว่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กับเกษตรกรที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ ในพื้นที่เป้าหมายจังหวัดแหล่งผลิต ทั้งนี้ เกษตรกรต้องมีหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกให้ โดยในสัญญาประกันจะระบุมาตรฐานคุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาประกันขั้นต่ำ ปริมาณที่จะทำประกัน และระยะเวลาประกัน
            3. กำหนดราคาตลาดอ้างอิง โดยคณะทำงานกำหนดราคาตลาดอ้างอิงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะอนุกรรมการด้านการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
            4. เมื่อครบกำหนดระยะเวลาประกัน หากราคาขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดต่ำกว่าราคาประกันที่ตกลงไว้ตามสัญญา เกษตรกรจะได้รับเงินส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาตลาดอ้างอิง หากราคาตลาดสูงกว่าราคาประกันเกษตรกรสามารถขายข้าวโพดในตลาดท้องถิ่นได้ตามปกติ

(ที่มา : สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 14 กรกฎาคม 2552)

  • วันที่ 21 กรกฎาคม 2552 คณะรัฐมนตรีมีมติ ดังนี้
            1. อนุมัติเงินทุนหมุนเวียนและวงเงินจ่ายขาดในการจำหน่ายข้าวสารสต็อกรัฐบาลโดยอิงกลไกตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) ดังนี้ 
                    1.1 ให้องค์การคลังสินค้านำเงินค่าข้าวสารโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2551/52 ที่ระบายจำหน่ายได้ ซึ่งต้องส่งคืนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจำนวน 425 ล้านบาท เป็นทุนหมุนเวียนใช้เป็นหลักประกันการซื้อขายล่วงหน้าใน AFET ปริมาณข้าวสารโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2551/52 จำนวน 763,920 ตัน (ข้าวหอมมะลิ 100 % ชั้น 2 ปริมาณ 300,000 ตัน และข้าวขาว 5 % ปริมาณ 463,920 ตัน) เมื่อหมดภาระผูกพันแล้วหากเงินที่ได้รับคืนเพิ่มขึ้นหรือลดลงให้นำไปคำนวณเป็นรายได้หรือภาระขาดทุนตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2551/52
                    1.2 อนุมัติงบกลางเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีเงินฉุกเฉินหรือจำเป็นในวงเงินจ่ายขาด 24.64 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าตอบแทนนายหน้าซื้อขายล่วงหน้าและค่าจ้างผู้จัดการการซื้อขายล่วงหน้า
            2. เห็นชอบแนวทางการดำเนินมาตรการข้าว ปี 2552/53 โดยการประกันราคาและประกันภัยข้าวเปลือกแก่เกษตรกรเป็นการทั่วไปเพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง และแก้ไขปัญหาความสามารถในการแข่งขันส่งออกของประเทศ ดังนี้ 
                    2.1 ให้คณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติด้านการผลิตพิจารณากำหนดราคาประกันข้าวเปลือกแต่ละชนิดที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากต้นทุนการผลิตข้าวเปลือกแต่ละชนิด และค่าตอบแทนที่เหมาะสมที่เกษตรกรควรจะได้รับ พร้อมทั้งเร่งรัดการจัดทำทะเบียนเกษตรกร
                    2.2 ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ประชาสัมพันธ์การประกันราคาข้าวเปลือก เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่เกษตรกร
                    2.3 ให้คณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติด้านการตลาด พิจารณากำหนดมาตรการการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก เพื่อเป็นมาตรการเสริมเพิ่มเติมจากการประกันราคาข้าวเปลือก
            3. รับทราบผลการจัดทำโครงการเผยแพร่ผลไม้ไทยต่อนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ โดยระบายลิ้นจี่ 50,000 กิโลกรัม ในระยะเวลา 10 วัน (ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม - 6 มิถุนายน 2552) เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาลิ้นจี่ล้นตลาด ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศได้รับลิ้นจี่จำนวน 5,000 คนต่อวัน รวมทั้งสิ้นประมาณ 50,000 คน

(ที่มา : สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 21 กรกฎาคม 2552)

มิถุนายน 2552

  • วันที่ 3 มิถุนายน 2552    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2551/2552 ในอัตรา 830 บาทต่อตันอ้อย ณ ระดับค่าความหวาน 10 ซี.ซี.เอส. อัตราขึ้น/ลงของราคาอ้อย 49.80 บาทต่อ ซี.ซี.เอส. และกำหนดผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2551/52 เท่ากับ 355.71 บาทต่อตันอ้อย

(ที่มา : สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 6 มิถุนายน 2552)

  • วันที่ 5 มิถุนายน 2552    สายการบินบีพี แอร์ เปิดเส้นทางบินแม่สอด-กรุงเทพฯ และกรุงเทพฯ-แม่สอด ในทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ โดยใช้เครื่องบิน ATR 72 ขนาด 70 ที่นั่ง 

(ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 28-30 พฤษภาคม 2552)

  • วันที่ 9 มิถุนายน 2552    คณะรัฐมนตรีมีมติ ดังนี้
          1. อนุมัติหลักการแนวทางการบริหารจัดการลำไยอบแห้งปี 2546 และปี 2547 ที่เหลืออยู่ โดยนำไปทำลายด้วยการบดอัดแน่นหรือบดเปลือกแตก ณ หน้าคลังสินค้าจัดเก็บ และนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงในเตาเผาหรือทำลายโดยฝังกลบในหลุมที่ได้มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และอนุมัติหลักการค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทำลายและบริหารจัดการในวงเงินไม่เกิน 90 ล้านบาท
          2. อนุมัติให้ปรับเพิ่มเป้าหมายปริมาณรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 จากเดิมที่กำหนดไว้ 4.0 ล้านตัน เพิ่มอีก 2.0 ล้านตัน เป็น 6.0 ล้านตัน ระยะเวลารับจำนำสิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 เพื่อให้สอดรับกับปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สำรวจและปรับตัวเลขผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังปี 2552 ใหม่ โดยปรับเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกจาก 11.6 ล้านไร่ เป็น 12.4 ล้านไร่ ผลผลิตเพิ่มจาก 7.674 ล้านตัน เป็น 8.415 ล้านตัน และเห็นชอบให้ใช้วงเงินดำเนินการรับจำนำเพิ่มเติมจำนวน 23,600 ล้านบาท 

(ที่มา : สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 9 มิถุนายน 2552)

  • วันที่ 9 มิถุนายน 2552 คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร มีมติปรับแผนและข้อปฏิบัติการดำเนินโครงการบริหารจัดการลำไย ปี 2552 ดังนี้
            1. ขยายระยะเวลาการกระจายลำไยสู่ตลาดปลายทางและการผลักดันการส่งออกลำไยสดจากวันที่ 1 กรกฎาคม-20 สิงหาคม 2552 เป็นวันที่ 1 กรกฎาคม-31 สิงหาคม 2552 และขยายเวลาการยื่นความจำนงเพื่อเข้าร่วมโครงการลำไยอบแห้งทั้งเปลือก จากเดิมวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 เป็นวันที่ 10 สิงหาคม 2552
            2. เพิ่มหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถกู้ยืมเงินเพื่อรับซื้อลำไยสดจากเกษตรกรเพื่อกระจายผลผลิตภายในประเทศ
            3. เพิ่มปริมาณเป้าหมายลำไยสดตามมาตรการผลักดันการส่งออกลำไยสดไปต่างประเทศอีกจำนวน 10,000 ตัน
            4. อนุมัติเงินจ่ายขาดเพิ่มเติมให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์วงเงิน 27.5 ล้านบาท โดยจำแนกเป็น
                     4.1 วงเงิน 2.5 ล้านบาท เพื่อซื้อกล่องบรรจุลำไยสดจำนวน 312,500 กล่อง ให้สถาบันเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนนำไปบรรจุลำไยปริมาณ 1,250 ตัน สำหรับการกระจายลำไยสดผ่านห้างสรรพสินค้า
                     4.2 วงเงิน 25 ล้านบาท เป็นค่าชดเชยค่าขนส่งเหมาจ่ายและค่าบริหารจัดการกิโลกรัมละ 2.50 บาท แก่สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้เข้าร่วมโครงการผลักดันส่งออกลำไยสด เพิ่มอีก 10,000 ตัน

(ที่มา : สรุปผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร วันที่ 28 กรกฎาคม 2552)

พฤษภาคม 2552

  • วันที่ 4  พฤษภาคม 2552  คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรแลสหกรณ์ดำเนินการบริหารจัดการลิ้นจี่ปี 2552 ในส่วนของมาตรการเร่งรัดการกระจายผลผลิตภายใน ประเทศ และการส่งเสริมการตลาดภายในประเทศ ระยะเวลาดำเนินการวันที่ 1 พฤษภาคม 2552 - 10 มิถุนายน 2552 ระยะเวลาโครงการวันที่ 1 พฤษภาคม 2552 - 31 พฤษภาคม 2553 โดยอนุมัติวงเงิน 39.11 ล้านบาท (สำหรับช่วงวันที่ 1 พฤษภาคม 2552 – 10 มิถุนายน 2552) ซึ่งจำแนกเป็นค่าใช้จ่าย ดังนี้
              1) วงเงิน 37.0 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายดำเนินการเร่งรัดกระจายผลผลิตภายในประเทศเป้าหมาย 18,500 ตัน ในอัตรากิโลกรัมละ 2 บาท
              2) วงเงิน 1.0 ล้านบาท เป็นค่าดำเนินการจัดเทศกาลบริโภคลิ้นจี่ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา
              3) วงเงิน 1.11 ล้านบาท เป็นค่าบริหารโครงการ

(ที่มา : สรุปผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร วันที่ 4 พฤษภาคม2552)

  • วันที่ 6 พฤษภาคม 2552  คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ขยายระยะเวลารับจำนำมันสำปะหลังตามโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังปี 2551/52 จากเดิมสิ้นสุดเดือนเมษายน 2552 เป็นสิ้นสุดวันที่ 16 พฤษภาคม 2552 เพื่อชดเชยระยะเวลาที่ไม่สามารถรับจำนำในระหว่างวันที่ 8-20 เมษายน 2552 เนื่องจากการรอหนังสือแจ้งผลการพิจารณาการรับจำนำเพิ่มจากเดิม 10 ล้านตัน เป็น 13 ล้านตัน

(ที่มา : สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 6 พฤษภาคม2552)

  • วันที่ 14 พฤษภาคม 2552    กรมการค้าต่างประเทศประกาศไม่มีการจัดสรรปริมาณลำไยแห้งจำนวนไม่เกิน 8 เมตริกตัน ที่จะออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในโควตาตามพันธกรณี ตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ประจำปี 2552 เนื่องจากครบกำหนดระยะเวลายื่นคำขอรับปริมาณการจัดสรรโดยไม่มีผู้ยื่นขอรับจัดสรร

    (ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 19 มิถุนายน 2552)

  • วันที่ 26 พฤษภาคม 2552 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแนวทางใหม่ในการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังปี 2552/53 สรุปได้ดังนี้
              1. ประกาศราคาขั้นต่ำหัวมันสดฤดูการผลิตปี 2552/53 ล่วงหน้ากิโลกรัมละ 1.70 บาท โดยใช้เกณฑ์ต้นทุนการผลิต ณ ไร่นา บวกค่าขนส่งและผลตอบแทนให้เกษตรกร
              2. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรทำสัญญาประกันราคาขั้นต่ำหัวมันสดกับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ในพื้นที่เป้าหมายจังหวัดแหล่งผลิต ในช่วงฤดูเพาะปลูก (เดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2552)
              3. เมื่อครบกำหนดระยะเวลาประกัน หากราคาขายหัวมันสดในตลาดต่ำกว่าราคาประกันที่ตกลงไว้เกษตรกรจะได้รับเงินส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาตลาด หากราคาตลาดสูงกว่าราคาขั้นต่ำเกษตรกรจะขายมันสำปะหลังในตลาดท้องถิ่นได้ตามปกติ
              4. คณะอนุกรรมการด้านการตลาดมันสำปะหลังเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไข วิธีดำเนินโครงการฯ รวมทั้งค่าใช้จ่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางระบบตรวจสอบกำกับดูแล

(ที่มา : สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 26 พฤษภาคม2552)

  • วันที่ 29 พฤษภาคม 2552    กระทรวงพาณิชย์ได้ออกระเบียบการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีทั้งหมดหรือบางส่วนสำหรับสินค้าหอมหัวใหญ่ กระเทียม และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมความตกลงต่างๆ ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่น โดยมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญ ดังนี้

          1)  ต้องเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดและส่งตรงมาจากประเทศสมาชิกฯ
          2)  ปริมาณการนำเข้าให้เป็นไปตามโควตาที่ประเทศไทยผูกพันไว้ตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก
          3)  หนังสือรับรองมีอายุ 1 เดือนนับแต่วันออก แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2552 
          4)  ให้รายงานการนำเข้าภายใน 1 เดือน หลังจากวันที่นำสินค้าเข้าในแต่ละครั้ง

(ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 15 มิถุนายน 2552)

เมษายน 2552

  • วันที่ 2 เมษายน 2552    กระทรวงพาณิชย์ได้ออกระเบียบการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษีในโควตาตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) สำหรับสินค้าข้าวปี 2552 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2552 เพื่อให้การดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายข้าวในภาพรวมของประเทศเป็นผลดียิ่งขึ้น โดยต้องเป็นข้าวที่มีถิ่นกำเนิดและส่งมาจากประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกและสาธารณรัฐประชา ธิปไตยประชาชนลาว รวมปริมาณ 249,757 เมตริกตัน การออกหนังสือรับรองให้ใช้ได้ครั้งเดียว มีอายุ 15 วันนับแต่วันออก แต่ไม่เกินวันสุดท้ายของแต่ละงวด ซึ่งแบ่งการนำเข้าเป็น 3 งวด งวดละ 83,252.33 เมตริกตัน คือ
          งวดที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 เมษายน 2552
          งวดที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2552
          งวดที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552

(ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 22 เมษายน 2552)

  • วันที่ 7 เมษายน 2552  การท่าเรือแห่งประเทศไทย ประกาศลดอัตราค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าเรือเชียงแสน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ใช้บริการจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยให้สามารถประกอบการต่อไปได้โดยให้ลดอัตราค่าธรรมเนียมการใช้ท่าสำหรับการบรรทุกหรือขนถ่ายสินค้า (Cargo Loading or Discharging Fee) เฉพาะลำดับที่ 201.1 สินค้าทั่วไป ลงเหลือร้อยละ 50 จากอัตราปกติ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552

(ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 29 เมษายน 2552)

  • วันที่ 24 เมษายน 2552    สำนักงานมาตรฐานสินค้า กระทรวงพาณิชย์ กำหนดท้องที่หรือเขตตรวจสอบมาตรฐานสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังสำหรับส่งไปต่างประเทศ พ.ศ. 2552  (ฉบับที่ 3 ใช้แทนประกาศเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2552 เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน) สำหรับในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอตากฟ้า อำเภอพยุหะคีรี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ มีผลบังคับใช้ทันที

(ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 26 พฤษภาคม  2552)

มีนาคม 2552

  • วันที่ 17 มีนาคม 2552    คณะรัฐมนตรีอนุมัติมาตรการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 โดยมีปริมาณรับจำนำ 2.5 ล้านตันข้าวเปลือก ราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้านาปรัง 25 % - 100 % ตันละ 10,800 - 12,000 บาท และข้าวเปลือกเหนียว 10 % ตันละ 9,000 บาท มอบหมายให้องค์การคลังสินค้าและองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรเป็นผู้รับฝากและออกใบประทวนสินค้า และให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรรับจำนำใบประทวน ระยะเวลารับจำนำระหว่างวันที่ 16 มีนาคม - 31 กรกฎาคม 2552 ระยะเวลาไถ่ถอน 4 เดือน นับจากเดือนที่รับจำนำ สำหรับระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม - 31 ธันวาคม 2552

    (ที่มา : สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 17 มีนาคม 2552)

  • วันที่ 6 มีนาคม 2552    กระทรวงพาณิชย์ประกาศให้มีการควบคุมการขนย้ายสินค้า ปี 2552 (ฉบับที่ 2) ห้ามไม่ให้บุคคลใดขนย้ายสินค้าเข้ามาในท้องที่ที่กำหนดในเขตพื้นที่ภาคเหนือ โดยประกาศฉบับนี้ใช้แทนประกาศเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์และระบบตลาดในประเทศ มีรายละเอียดดังนี้

(ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 8 เมษายน 2552)

  • วันที่ 11 มีนาคม 2552  คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย มีประกาศ ดังนี้

1.  กำหนดชนิดและปริมาณน้ำตาลทรายที่ให้โรงงานน้ำตาลในเขตพื้นที่ภาคเหนือผลิตในฤดูการผลิตในปี 2550/2551 (บัญชีจัดสรรขั้นสุดท้าย) เนื่องจากได้สิ้นสุดการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายฤดูการผลิตปี 2550/51 แล้วโดยจำแนกเป็นโควตา ก. 5.1 ล้านกระสอบ โควตา ข. 2.3 ล้านกระสอบ และโควตา ค. 14.6 ล้านกระสอบ

2.  กำหนดวันเริ่มต้นการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายฤดูการผลิตปี 2551/2552 ของโรงงานในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ดังนี้

3. การจัดสรรปริมาณอ้อยขั้นต้นและขั้นสุดท้าย ประจำฤดูการผลิตปี 2551/2552 พ.ศ. 2552 ให้แก่โรงงานในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ดังนี้

  • วันที่ 24 มีนาคม 2552  กระทรวงพาณิชย์ประกาศระเบียบการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษีในโควตาตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) สำหรับสินค้ากระเทียมและหอมหัวใหญ่ ปี 2552 พ.ศ. 2552 ในปริมาณ 65 เมตริกตัน และ 365 เมตริกตัน ตามลำดับ โดยมีถิ่นกำเนิดและส่งมาจากประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกหรือภาคีแกตต์ 1947 และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระยะเวลาการออกหนังสือรับรองมีอายุ 1 เดือนนับแต่วันออก แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2552 และให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป

(ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 15 พฤษภาคม 2552)

  • วันที่ 30 มีนาคม 2552  กระทรวงพาณิชย์ได้ออกระเบียบการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีทั้งหมดหรือบางส่วนสำหรับสินค้าที่มีการกำหนดปริมาณการนำเข้า (ในโควตา) ตามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ สำหรับปี 2552 (สินค้าเกษตร 4 รายการ) พ.ศ. 2552 โดยกำหนดให้หนังสือรับรองมีอายุ 1 เดือนนับแต่วันออก แต่ไม่เกินกำหนดระยะเวลานำเข้า (ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2552) ตามสินค้าและปริมาณ ดังนี้ 1) น้ำนมดิบและนมพร้อมดื่ม นมผงขาดมันเนย 120 เมตริกตัน 2) มันฝรั่ง 36.71 เมตริกตัน 3) หอมหัวใหญ่ 44.37 เมตริกตัน 4) เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ 0.383 เมตริกตัน ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป

(ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 15 พฤษภาคม 2552)

    กุมภาพันธ์ 2552

    • วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552    กระทรวงพาณิชย์มีประกาศ ดังนี้

            1. การควบคุมการขนย้ายสินค้า ปี 2552 โดยห้ามไม่ให้บุคคลใดขนย้ายสินค้าเข้ามา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งในด้านราคา ปริมาณ และรักษาเสถียรภาพของระบบตลาด สำหรับในเขตพื้นที่ภาคเหนือมีรายละเอียดดังนี้

       

            2. การแจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ และจัดทำบัญชีควบคุมสินค้ากระเทียมที่นำเข้าจากต่างประเทศ ปี 2552 มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 1 ปี โดย

                 2.1 ให้ผู้นำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศ แจ้งชื่อทางการค้า (ตรา) ชนิด ขนาด เกรด ปริมาณการนำเข้า ปริมาณการจำหน่าย ปริมาณคงเหลือ สถานที่เก็บ ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อหรือผู้รับภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันนำเข้า

                 2.2 ให้ผู้ครอบครองกระเทียมที่นำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศตั้งแต่ 2 พันกิโลกรัมขึ้นไป ทั้งในฐานะผู้มีกรรมสิทธิ์หรือครอบครองแทนผู้อื่น แจ้งชื่อทางการค้า (ตรา) ชนิด ขนาด เกรด ปริมาณที่มีอยู่ ปริมาณที่ได้มา ปริมาณการจำหน่าย ปริมาณคงเหลือ สถานที่เก็บ ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ หรือผู้รับ ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันประกาศ สำหรับกรณีที่มีการครอบครองภายหลังวันที่ประกาศใช้ให้แจ้งฯ ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ครอบครองเกินปริมาณที่กำหนด

               2.3 ให้ผู้นำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศและผู้ครอบครองฯ ตั้งแต่ 2 พันกิโลกรัมขึ้นไป จัดทำบัญชีคุมสินค้า ให้แล้วเสร็จภายใน 3 วันนับตั้งแต่วันที่นำเข้ามา ได้รับเข้ามา จำหน่ายไปแต่ละครั้ง และต้องเก็บพร้อมหลักฐานการได้มาและการจำหน่ายไว้ ณ สถานที่เก็บ

                 (ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 20 มีนาคม 2552)
    • วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 คณะรัฐมนตรีมีมติ ดังนี้
            1. อนุมัติการดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตรปี 2551/2552 เพิ่มเติม ได้แก่

          2. เห็นชอบการจัดตั้งกลุ่มจังหวัด และการกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์การของกลุ่มจังหวัดในภาคเหนือ ดังนี้ 

    กลุ่มจังหวัด

    จังหวัดในกลุ่ม

    จังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการ
    ของกลุ่มจังหวัด

    ภาคเหนือตอนบน 1

    เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน

    เชียงใหม่

    ภาคเหนือตอนบน 2

    น่าน พะเยา เชียงราย แพร่

    เชียงราย

    ภาคเหนือตอนล่าง 1

    ตาก พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์

    พิษณุโลก

    ภาคเหนือตอนล่าง 2

    กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี

    นครสวรรค์

          3. เห็นชอบในการขยายระยะเวลาโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก (East Asia Emergency Rice Reserve : EAERR) ออกไปอย่างน้อย 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2552 เป็นต้นไป จนกว่ามีการจัดตั้งเป็นองค์กรถาวร ทั้งนี้ เป็นการขยายระยะเวลาเป็นครั้งที่ 3 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินการโครงการระหว่างรอการจัดตั้ง ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve (APTERR) เป็นองค์กรถาวร

    (ที่มา : สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552)

    มกราคม 2552

    • วันที่ 9 มกราคม 2552  สายการบิน เอส จี เอ เปิดให้บริการเครื่องบินขนาดเล็กที่มีเที่ยวบินความถี่สูง (Air Shuttle) เส้นทางเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน โดยสามารถออกเดินทางได้ทุก 30 นาที หรือทุก 1 ชั่วโมง ตามความต้องการของตลาด

    (ที่มา : www.sga.co.th)

    • วันที่ 11 มกราคม 2552  กระทรวงพาณิชย์ออกระเบียบว่าด้วยการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษีในโควตาพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) สำหรับสินค้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่และสินค้ามันฝรั่ง ปี 2552 ถึงปี 2554 พ.ศ. 2552 ที่มีถิ่นกำเนิดและส่งมาจากประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยกำหนดให้ปริมาณเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ที่จะออกหนังสือรับรองปีละ 3.15 เมตริกตัน ส่วนมันฝรั่งให้ผู้บริหารการนำเข้ากำหนดปริมาณและช่วงเวลาที่เห็นสมควรในแต่ละปี โดยระยะเวลาการออกหนังสือรับรองมีอายุ 1 เดือนนับแต่วันออก แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม ของปีที่ออกหนังสือรับรองนั้น

    (ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552)

    • วันที่ 19 มกราคม 2552  กระทรวงคมนาคมได้ประกาศให้มีสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงรายแห่งที่ 2 ในบริเวณที่ดินโฉนดเลขที่ 109632 เนื้อที่ 8 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณถนนพหลโยธิน ตำบลสันทราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

    (ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552)

    • วันที่ 21 มกราคม 2552  กระทรวงพาณิชย์ได้ออกระเบียบการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษีในโควตาพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ในสินค้าข้าวปี 2552 ปริมาณ 249,757 เมตริกตัน ที่มีถิ่นกำเนิดและส่งมาจากประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีระยะเวลาการออกหนังสือรับรองมีอายุ 1 เดือนนับแต่วันออก และไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2552

    (ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552)

    • วันที่ 22 มกราคม 2552    กระทรวงพาณิชย์ได้ออกระเบียบการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษีในโควตาตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) สินค้าลำไยแห้ง ปี 2552 พ.ศ.2552 ที่มีถิ่นกำเนิดและส่งมาจากประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยจัดสรรปริมาณการนำเข้ารวมไม่เกิน 8 เมตริกตัน ระยะเวลาการออกหนังสือรับรองมีอายุ 1 เดือนนับแต่วันออก แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2552

      (ที่มา : ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 2 มีนาคม 2552)

    Best viewed with IE 6.0 or higher at 1024 x768 screen resolution.