โดยสรุป เกณฑ์ Basel II ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ต่างกัน และส่งเสริมกันและกัน คือ
ส่วนที่ 1 หรือที่เรียกกันเป็นศัพท์เทคนิคว่า “หลักการที่ 1 การดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำ (Pillar 1 : Minimum Capital Requirement)” เป็นเกณฑ์เชิงปริมาณสำหรับสถาบันการเงินใช้ในการคำนวณเงินกองทุนขั้นต่ำตามกฎหมายเพื่อรองรับความเสี่ยง 3 ประเภท ได้แก่ ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk) และความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk) โดยกำหนดให้สถาบันการเงินต้องมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด (BIS ratio) ไม่ต่ำกว่าระดับที่กำหนด ซึ่ง ธปท. ได้กำหนดอัตราส่วนดังกล่าวไว้ที่ 8.5% BIS ratio เป็นอัตราส่วนหนึ่งที่ใช้ ในการดูความมั่นคงของสถาบันการเงิน โดย BIS ratio ยิ่งสูง ก็หมายความว่าสถาบันการเงินยิ่งมีความมั่นคง
ทั้งนี้ “สินทรัพย์เสี่ยง” ก็คือตัวเลขที่ใช้แสดงถึงระดับความเสี่ยงของสถาบันการเงิน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะสัมพันธ์กับปริมาณสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน โดยสินทรัพย์แต่ละรายการก็มีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เช่น การให้สินเชื่อ แก่ลูกค้ารายย่อยจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการให้สินเชื่อแก่บริษัทเอกชน เป็นต้น ดังนั้น เพื่อสะท้อนระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน Basel II จึงกำหนด “น้ำหนักความเสี่ยง” ขึ้น เพื่อนำไปคูณกับยอดสินทรัพย์ที่มีให้กลายเป็น “สินทรัพย์เสี่ยง” โดยหากสินทรัพย์นั้นมีความเสี่ยงสูง น้ำหนักความเสี่ยงนี้ก็จะสูงตามไปด้วย เช่น สินเชื่อมูลค่า 100 บาท หากให้แก่ลูกค้ารายย่อยจะมีน้ำหนักความเสี่ยง 75% คิดเป็นสินทรัพย์เสี่ยง 75 บาท แต่หากให้แก่บริษัทเอกชนซึ่งมีน้ำหนักความเสี่ยง 100% สินเชื่อมูลค่า 100 บาท จะคิดเป็นสินทรัพย์เสี่ยงถึง 100 บาท เป็นต้น ดังนั้น ด้วยเงินให้สินเชื่อที่เท่ากัน น้ำหนักความเสี่ยงก็จะเป็นตัวกำหนดว่าสินทรัพย์นั้นมีความเสี่ยงมากหรือน้อย และเมื่อหาค่า “สินทรัพย์เสี่ยง” ได้แล้ว สถาบันการเงินก็จะสามารถหาได้ว่าจะต้องมีเงินกองทุนตามกฎหมายเท่าไร ซึ่งสำหรับประเทศไทย หากธนาคารพาณิชย์มีสินทรัพย์เสี่ยงมูลค่า 100 บาท ก็จะต้องมีเงินกองทุนไว้ 8.50 บาท
นอกจากนั้น “น้ำหนักความเสี่ยง” ยังเป็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Basel II และ Basel I เนื่องจาก Basel II ได้กำหนดค่า “น้ำหนักความเสี่ยง” ที่ละเอียดและสมเหตุสมผลมากกว่า โดยจะสะท้อนถึงคุณภาพของลูกหนี้ได้ดีกว่า เช่น หากเป็นลูกหนี้บริษัทเอกชนเหมือนกัน แต่บริษัทหนึ่งมีผลการดำเนินงานดี ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือดีกว่า ก็จะได้รับน้ำหนักความเสี่ยงน้อยกว่าบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือน้อยกว่า เป็นต้น
ส่วนที่ 2 หรือ “หลักการที่ 2 การกำกับดูแลโดยทางการ (Pillar 2 : Supervisory Review Process)” เป็นส่วนที่ช่วยเสริมหลักการที่ 1 โดยให้สถาบันการเงินคำนึงถึงความเสี่ยงและดำรงเงินกองทุนมากกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด โดยสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยงและความเพียงพอของเงินกองทุนด้วยตนเอง เพราะสถาบันการเงินแต่ละแห่งก็มีลักษณะเฉพาะตัว และตัวสถาบันการเงินเองก็เป็นผู้ที่เข้าใจในธุรกิจของตนเองดีที่สุด จึงควรรู้ว่าเงินกองทุนที่ต้องมีอย่างแท้จริง (Economic capital) ของตนเองเป็นเท่าใด และนอกจากจะพิจารณาจากความเสี่ยงในปัจจุบันแล้ว สถาบันการเงินยังจะต้องมองถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าและลักษณะของวัฏจักรเศรษฐกิจ (Business cycle) เพื่อวางแผนการจัดการเงินกองทุนในอนาคตอีกด้วย
ส่วนที่ 3 หรือ “หลักการที่ 3 การใช้กลไกตลาดในการกำกับดูแล (Pillar 3 : Market Discipline)” กำหนดขึ้นมา เพื่อเป็นตัวเสริมของหลักการที่ 1 และหลักการที่ 2 เพื่อให้การกำกับดูแลสถาบันการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะเน้นให้สถาบันการเงินมีความโปร่งใสเกี่ยวกับความเสี่ยงของตนเองด้วยการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงต่อบุคคลภายนอก จากข้อมูลที่เปิดเผยนี้ กลไกตลาดก็จะเป็นแรงผลักดันให้สถาบันการเงินมีการบริหารความเสี่ยงที่ดีอีกทางหนึ่งด้วย