บทสรุปผู้บริหาร
ในปี 2553 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นจากการส่งออกและการใช้จ่ายภาคเอกชน ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐก็มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 7.8 จากปีก่อน เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ระดับร้อยละ 3.3 และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ร้อยละ 1.0 ขณะที่อัตราการว่างงานเพียงร้อยละ 1.0 ส่วนเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงที่ 172.1 พันล้านดอลลาร์ สรอ.
ระบบธนาคารพาณิชย์ทำหน้าที่สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยสินเชื่อขยายตัวร้อยละ 11.3 จากปีก่อน ทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค และที่สำคัญคือ สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมฟื้นตัวโดยกลับมาขยายตัวร้อยละ 7.4 จากที่หดตัวในปีก่อนหน้า ภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ประกอบกับการที่ระบบธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น โดยสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง สัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หลังหักสำรองต่อสินเชื่อรวม (Net NPL Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.9 การฟื้นตัวของสินเชื่อควบคู่กับคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นส่งผลให้ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไร 123.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้งจากรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ประกอบกับค่าใช้จ่ายหนี้สูญ และหนี้สงสัยจะสูญลดลงตามคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (Return on Assets : ROA) จึงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 1.1 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 16.2 ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ
อ่านต่อ