Skip navigation links
Home
นโยบายการเงิน
สถาบันการเงิน
ตลาดการเงิน
ระบบการชำระเงิน
สถิติ
ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.)
Skip Navigation Links
แนะนำ ศคง.
สิทธิและหน้าที่ของผู้ใช้บริการทางการเงิน
รอบรู้เรื่องดอกเบี้ย
รอบรู้เรื่องสินเชื่อExpand รอบรู้เรื่องสินเชื่อ
ความรู้เรื่องบัตรเครดิต
ผู้ประกอบการในระบบการเงินไทย
ข้อมูลสถิติของ ศคง.

ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) > รอบรู้เรื่องสินเชื่อ > ความรู้เกี่ยวกับสินเชื่อ
ผู้จัดการบริการ  สุมิตร (0-2283-6764)   นารีรัตน์ (0-2283-6154)   
  ความรู้เกี่ยวกับสินเชื่อ 

                                        
ข้อมูลสำคัญประกอบการพิจารณาสินเชื่อ

ผู้ที่กำลังจะขอสินเชื่ออาจจะกังวลใจว่า หากยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบการที่มิใช่สถาบันการเงินแล้ว จะได้รับ
การอนุมัติหรือไม่ ก่อนอื่นผู้ขอสินเชื่อควรต้องรู้ว่า สถาบันการเงินใช้ข้อมูลอะไรในการพิจารณาให้สินเชื่อ

    1. ข้อมูลส่วนตัวของผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล เพศ สถานภาพสมรส อาชีพ รายได้ หลักทรัพย์ที่มีแหล่ง
      ที่อยู่อาศัย ภาระหนี้ และประเภทหนี้ ตลอดจนวัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อ ซึ่งผู้ขอสินเชื่อต้องกรอกตามความเป็นจริง
      ในใบสมัครขอสินเชื่อ
    2. ประวัติการขอสินเชื่อ และประวัติการชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อ  หรือที่เรียกว่าข้อมูลเครดิต โดยสถาบันการเงินจะตรวจสอบข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด
    3. นโยบายการให้สินเชื่อของแต่ละสถาบันการเงิน เช่น ต้องการบุกตลาดสินเชื่อรายย่อย รายกลาง SME หรือรายใหญ่ เป็นต้น ตลอดจนเครื่องมือ วิธีการและขั้นตอนการพิจารณาสินเชื่อที่แตกต่างกันไปในแต่ละสถาบันการเงิน
    4. ปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น สภาวะเศรษฐกิจ ณ ขณะนั้น ซึ่งอาจส่งผลต่ออาชีพของผู้ขอสินเชื่อ หรือเงื่อนเวลาในการ
      ชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อได้

ถ้าหากผู้ขอสินเชื่อเป็นผู้มีอาชีพการงานดี รายได้มั่นคง ไม่เคยมีหนี้สินล้นพ้นตัว มีความสามารถในการชำระหนี้  การขอสินเชื่อก็คงไม่ติดปัญหาอะไร หรือหากมีอาชีพการงานไม่มั่นคง เช่น ขายของแผงลอย โอกาสการได้เงินกู้ยังคงมีอยู่  แต่จำนวนเงินกู้ที่ได้รับคงน้อยกว่าที่ต้องการขอสินเชื่อ และอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยในจำนวนที่แพงขึ้น

   

 
                                          
เตรียมตัวให้พร้อมก่อนขอสินเชื่อ 

ข้อมูลของผู้ขอสินเชื่อมีความสำคัญในการพิจารณาให้สินเชื่ออย่างมาก ดังนั้น ผู้ขอสินเชื่อจึงควรเตรียมเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วนก่อนไปติดต่อขอสินเชื่อ เพื่อที่สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบการจะได้ไม่เสียเวลาขอหลักฐานเพิ่มเติมในกรณีที่ผู้ขอสินเชื่อแสดงเอกสารไม่เพียงพอหรือไม่น่าเชื่อถือ

          ผู้ขอสินเชื่อควรเตรียมเอกสาร ดังนี้

  1. เอกสารแสดงรายได้ของผู้ขอสินเชื่อ ตามที่สถาบันการเงินร้องขอ เช่น
    1. เป็นผู้มีรายได้จากงานประจำ แสดงหลักฐานสลิปเงินเดือนล่าสุด หรือที่เป็นปัจจุบัน
    2. เป็นเจ้าของกิจการ แสดงหลักฐานการเคลื่อนไหวของบัญชีเงินฝากของกิจการ หรือของตนเอง ย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน หรือสมุดลงบัญชีรายรับ-รายจ่ายของกิจการ ใบคำสั่งซื้อสินค้าและ/หรือใบส่งของ ใบสั่งสินค้าจากลูกค้า ใบแสดงการ
      เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น
  2. บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน  
  3. หลักฐานอื่น ๆ ที่สถาบันการเงินร้องขอ เช่น เอกสารแสดงหลักประกัน หนังสือรับรองการจดทะเบียนหุ้นส่วน/บริษัท สำเนาใบแสดงภาษีเงินได้ งบการเงินของกิจการปีล่าสุดฉบับยื่นกรมสรรพากร  เป็นต้น 

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจครอบครัว ร้านค้า หรือร้านแผงลอย ที่ไม่มีหลักฐาน เช่น บัญชีรายรับ-รายจ่ายหรือใบเสร็จต่าง ๆ นั้น ก็ยังมีโอกาสที่จะได้รับสินเชื่อ เพราะสถาบันการเงินบางแห่งมีความถนัดที่จะทำธุรกิจกับลูกค้ารายย่อย หรือกับผู้ประกอบกิจการขนาดเล็ก เช่น อาจส่งเจ้าหน้าที่สินเชื่อไปสังเกตการณ์ ณ ที่ร้านค้าแผงลอยของผู้ขอสินเชื่อ เพื่อประเมินความสามารถในการหารายได้ของผู้ขอสินเชื่อ โดยพิจารณาจากจำนวนลูกค้าที่มาซื้อของในช่วงเวลาหนึ่ง เป็นต้น

                   d                           

อยากรู้จังทำไมขอสินเชื่อไม่ผ่าน

ท่านเคยเจอเหตุการณ์นี้หรือไม่
?

ให้ข้อมูลครบถ้วนหมดแล้ว ประวัติหนี้เสียไม่มี แต่ขอสินเชื่อไม่ผ่าน !!

             


เหตุผลอาจมีได้หลายประการ ยกตัวอย่าง เช่น

  • นโยบายการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบการแต่ละแห่งที่แตกต่างกัน
  • ภาระหนี้ที่มีอยู่ และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อ
  • หลักประกันความเสี่ยงของผู้ขอสินเชื่อ เช่น หลักทรัพย์ค้ำประกัน/ผู้ค้ำประกัน
  • โอกาสในการผิดนัดชำระหนี้มากหรือน้อย
  • ประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมาของลูกหนี้
             

แต่ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุอะไรก็ตาม แบงก์ชาติกำหนดให้สถาบันการเงินต้องชี้แจงเหตุผลที่ไม่ปล่อยสินเชื่อให้ผู้ขอสินเชื่อ
ทราบอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ จะต้องทำหนังสือตอบชี้แจงเหตุผลที่ไม่ให้สินเชื่อ และลงทะเบียนจัดส่ง
ไปให้ผู้ขอสินเชื่อทราบ

 

                 d                   
d
มาตรวจสอบความสามารถชำระหนี้กันดีกว่า 

      1. สำรวจความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ ปกติแล้วการผ่อนชำระหนี้ ไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ 
            ในแต่ละเดือน เช่น ถ้าผู้ขอสินเชื่อมีรายได้ 12
,000 บาทต่อเดือน จะสามารถผ่อนหนี้ได้ประมาณ 4,000 บาท

       2. ตรวจสอบภาระหนี้เดิมรวมกับหนี้ที่จะขอใหม่ ว่ามีเยอะหรือไม่ โดยนำยอดการผ่อนชำระหนี้เดิมและยอดหนี้ที่จะ
           ขอใหม่ต่อเดือนมารวมกัน แล้วดูว่ามีสัดส่วนเกินกว่า 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือนหรือไม่ 

         ยกตัวอย่าง
ผู้ขอสินเชื่อต้องการกู้เงิน
100,000 บาท ระยะเวลาชำระหนี้คืน 5 ปี ผ่อนชำระหนี้ (เงินต้นรวมดอกเบี้ย)
           ประมาณเดือนละ 1
,
667 บาท นอกจากนี้ ผู้ขอกู้ยังมียอดหนี้เดิมที่ต้องผ่อนชำระต่อเดือนอีก 1,700 บาท ดังนั้น เมื่อ
           คำนวณภาระหนี้ทั้งสิ้นที่ต้องผ่อนต่อเดือนยังไม่เกิน 4
,000 บาท ถือว่าผู้ขอกู้ยังมีความสามารถในการชำระหนี้ได้

          ทั้งนี้ หากท่านต้องการตรวจสอบภาระหนี้สินที่ตนมีกับสถาบันการเงินต่าง ๆ ว่ามากน้อยแค่ไหน สามารถติดต่อขอทราบ
          รายละเอียด และตรวจสอบข้อมูลเครดิตของตนเองได้ที่
บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด  
         
(ตรวจสอบข้อมูลเครดิตตนเอง
click)

 

                      d                             

ข้อมูลเครดิต คืออะไร
 

ข้อมูลเครดิต คือ ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ขอสินเชื่อและบัตรเครดิตที่สถาบันการเงิน หรือบริษัทที่มิใช่สถาบันการเงินนำส่งให้แก่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (www.ncb.co.th) หรือที่เรียกกันว่าเครดิตบูโร เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลเครดิต ซึ่งหากเป็นข้อมูลสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลจะเก็บไว้ไม่เกิน 3 ปี และสินเชื่อประเภทอื่น ๆ จะเก็บไว้ไม่เกิน 5 ปี นับแต่มีการส่งข้อมูลเข้ามา

      ข้อมูลที่จัดเก็บหรือรายงานในเครดิตบูโร แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

1. ข้อมูลของผู้ขอสินเชื่อ หรือที่เรียกว่าข้อมูลบ่งชี้ ได้แก่  

  • ชื่อ-นามสกุล เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด และข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ
  • ที่อยู่ที่ลูกค้าให้ไว้กับสถาบันการเงินที่ไปขอสินเชื่อ หากมีการแจ้งเปลี่ยนแปลงที่อยู่
    ก็จะนำมาแสดงด้วย โดยแสดงที่อยู่ล่าสุด 3 อันดับแรก
  • สรุปข้อมูลบัญชีสินเชื่อ ซึ่งจะบอกว่าลูกค้ากู้เงินหรือมีสินเชื่ออยู่ทั้งหมดกี่บัญชี

2. ประวัติการขอสินเชื่อและการชำระหนี้ของลูกค้า ซึ่งจะแสดงข้อมูลเป็นรายบัญชีที่ลูกค้ามีอยู่
     ในแต่ละสถาบันการเงิน ข้อมูลที่แสดงที่สำคัญได้แก่

  • ประเภทและเลขที่บัญชีของสินเชื่อ
  • ชื่อสถาบันผู้ให้สินเชื่อ
  • วงเงินที่ได้รับอนุมัติ และวงเงินที่ใช้ไป
  • สถานะของบัญชี เช่น ปกติ  ปิดบัญชี พักชำระหนี้ ค้างชำหนี้ 
  • รายละเอียดการชำระหนี้/ การค้างชำระ ซึ่งจะแสดงประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมา
    การผิดนัดชำระหนี้ หรือชำระหนี้ล่าช้าย้อนหลังตามประเภทของสินเชื่อ ซึ่งอาจเป็น 3 ปี หรือ 5 ปี แล้วแต่ประเภทของสินเชื่อ
  • ข้อมูลอื่น ๆ เช่น วันที่ขอสินเชื่อ วันชำระหนี้ล่าสุด ผิดนัดชำระหนี้ ปิดบัญชี ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ 

   

                 d                   

ใครที่มีสิทธิ์เข้าดูข้อมูลเครดิตได้บ้าง



เนื่องจากข้อมูลที่ถูกจัดเก็บไว้ที่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด นั้น  เป็นข้อมูลที่มีรายละเอียดสำคัญของลูกค้า ดังนั้น จึงไม่เปิดเผยเป็นการทั่วไป  ผู้มีสิทธิ์ขอดูข้อมูลเครดิตได้ คือ

  1. สถาบันการเงิน และบริษัทที่เป็นสมาชิกของบริษัทข้อมูลเครดิตฯ  แต่ทั้งนี้ ต้องได้รับความยินยอมจากลูกค้า ซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูล
  2. บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ที่ต้องการขอดูข้อมูลเครดิตของตนเอง

 d                                   

อยากตรวจสอบข้อมูลเครดิตของตนเองทำอย่างไร

บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ได้เพิ่มช่องทางให้ตรวจสอบข้อมูลเครดิตของตนเองได้ง่าย และสะดวกยิ่งขึ้น
โดยสามารถติดต่อขอใช้บริการได้ 2 ช่องทาง ดังนี้

       

 


ศูนย์บริการตรวจสอบเครดิตบูโร
(Bureau Express)


ธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการ

ช่องทางการติดต่อ

สามารถติดต่อได้ที่

  • ธอส. อาคาร 2 ชั้น 2
    เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-ศุกร์
    เวลา 9.00-16.30 น.
  • สถานีรถไฟฟ้า BTS ศาลาแดง
    (ด้านในสถานี) เปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00-18.00 น. (ใ
    ห้บริการเฉพาะบุคคลธรรมดา)
  • ห้าง เจ-เวนิว ช็อปปิ้ง เซ็นเตอร์
    (นวนคร) เปิดให้บริการทุกวัน
    เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์
    เวลา 10.00-19.00 น.

 

 

  • เคาน์เตอร์ธนาคาร
    ธนาคารธนชาต ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทุกสาขา
    ทั่วประเทศ
  • ทำรายการผ่านตู้ ATM
    ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ หากมีบัตรธนาคารไหนก็สามารถทำรายการผ่านตู้ ATM ธนาคารนั้นได้
  • ทำรายการผ่านระบบธนาคารบนโทรศัพท์มือถือ ของธนาคากรุงไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพียงมีบัตร ATM หรือบัตรเดบิตของธนาคารนั้น 
  • ทำรายการผ่านธนาคารออนไลน์ ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพียงมีบัญชีกับธนาคาร

             (ให้บริการเฉพาะบุคคลธรรมดา)

ค่าธรรมเนียม/การรับเอกสาร

  • ค่าธรรมเนียม 100 บาท รอรับข้อมูลได้ทันที ภายใน15 นาที
  • ส่งทางไปรษณีย์ จ่ายเพิ่มอีกฉบับละ 20 บาท
  • ค่าธรรมเนียม 150 บาท บริษัทจะส่งข้อมูลไปให้ทางไปรษณีย์ ภายใน 7 วันทำการ

เอกสารประกอบกรณีบุคคลธรรมดา

 

ติดต่อด้วยตนเอง
1.บัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือ
เดินทาง หรือ
บัตรประจำตัวบุคคลต่างด้าว
ตัวจริง

มอบอำนาจให้กระทำแทน
1. หนังสือมอบอำนาจ พร้อมลงนาม
2. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ พร้อมสำเนารับรองความถูกต้อง
3. บัตรประจำตัวประชาชน
ของผู้รับมอบอำนาจ พร้อมสำเนารับรองความถูกต้อง

ติดต่อด้วยตนเองที่เคาน์เตอร์ของธนาคารที่ให้บริการ
1.บัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือ
เดินทาง หรือ
บัตรประจำตัวบุคคลต่างด้าว
ตัวจริง

 

เอกสารประกอบกรณีนิติบุคคล

ติดต่อด้วยตนเอง
1. สำเนาหนังสือรับรองของนิติบุคคลที่รับรองไว้ไม่เกิน
3 เดือน และลงนามรับรองความถูกต้องโดยกรรมการผู้มีอำนาจ
2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาหนังสือเดินทางของกรรมการผู้มีอำนาจ และลงนามรับรองความถูกต้องพร้อมตัวจริง
3. ตราประทับของนิติบุคคล (ถ้ามี)

มอบอำนาจให้กระทำแทน
1. หนังสือมอบอำนาจนิติบุคคล พร้อม
ลงนาม
2. สำเนาหนังสือรับรองของนิติบุคคล
ที่รับรองไว้ไม่เกิน
3 เดือน และลงนามรับรองความถูกต้องโดยกรรมการผู้มีอำนาจประทับตราของนิติบุคคล (ถ้ามี)
3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาหนังสือเดินทางของกรรมการผู้มีอำนาจ และลงนามรับรองความถูกต้องพร้อมตัวจริง
4. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือ สำเนาหนังสือเดินทางของผู้รับมอบอำนาจ และลงนามรับรองความถูกต้อง พร้อมตัวจริง


ไม่มีให้บริการ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Call Center 0-2643-1250
อีเมล์ consumer@ncb.co.th
www.ncb.co.th

 

8                                        

ข้อมูลเครดิตไม่ถูกต้อง แก้ไขได้

หากตรวจสอบข้อมูลเครดิตของตนเองแล้วพบว่าไม่ถูกต้อง หรือมีการรายงานข้อมูลเครดิตผิดพลาดควรแจ้งให้สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ของท่านทราบ นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 ให้สิทธิแก่เจ้าของข้อมูลในการยื่นคำขอตรวจสอบ และขอแก้ไขข้อมูลของตนกับเครดิตบูโรได้ โดยติดต่อได้ที่ศูนย์บริการตรวจสอบเครดิตบูโร หรือที่ธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริการโดยมีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้

    1. ยื่นคำขอโดยกรอกแบบฟอร์มที่กำหนดโดยบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด พร้อมเอกสารประกอบ ได้แก่

     

    กรณีบุคคลธรรมดา

กรณีนิติบุคคล

1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่ออก
โดยหน่วยงานราชการหรือสำเนาหนังสือเดินทาง
(กรณีเป็นชาวต่างชาติ) พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง

2. สำเนารายงานข้อมูลเครดิตฉบับที่ต้องการแก้ไข
(ถ้ามี) พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง

    1. สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลที่มีอายุ
ไม่เกิน
3 เดือนซึ่งผู้มีอำนาจลงนามรับรองความถูกต้อง พร้อมประทับตราบริษัท
(ถ้ามี)

    2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจ พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง

    3. สำเนารายงานข้อมูลเครดิตฉบับที่ต้องการแก้ไข (ถ้ามี) พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง

 

    2. เครดิตบูโรจะแจ้งคำขอไปยังสถาบันการเงินสมาชิกที่นำส่งข้อมูล เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง
    3. สถาบันการเงินจะต้องแจ้งผลการตรวจสอบ หรือการแก้ไขข้อมูลให้เจ้าของข้อมูลทราบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ
        จากเครดิตบูโร
   
    4. 
กรณีที่เจ้าของข้อมูลไม่เห็นด้วยกับผลตรวจสอบ และไม่อาจหาข้อยุติได้ เจ้าของข้อมูลสามารถอุทธรณ์ข้อโต้แย้งนั้นต่อ
        คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตเพื่อหาข้อยุติ โดยเครดิตบูโร จะจัดเก็บบันทึกข้อโต้แย้งพร้อมหลักฐานประกอบไว้ในระบบ
        ฐานข้อมูล
  

               9                 

ขอตรวจสอบข้อมูลเครดิตเมื่อถูกปฏิเสธการให้สินเชื่อ

กรณีผู้ขอสินเชื่อได้รับหนังสือแจ้งปฏิเสธการให้สินเชื่อจากสถาบันการเงิน  อันเป็นผลจากข้อมูลในเครดิตบูโรไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด ผู้ขอสินเชื่อสามารถยื่นคำขอตรวจสอบข้อมูลเครดิตได้ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม  ซึ่งสามารถยื่นคำขอได้ 2 ช่องทาง คือ
1. ที่ทำการ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด  เจ้าของข้อมูลสามารถรอรับรายงานภายในวันยื่นคำขอ หรือจะขอรับรายงานทางไปรษณีย์ได้ โดยเสียค่าไปรษณีย์ลงทะเบียน ฉบับละ 20 บาท

2. ส่งเอกสารทางไปรษณีย์ มาที่

บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด
เลขที่ 63 ธนาคารอาคารสงเคราะห์
(สำนักงานใหญ่) ชั้น 2 อาคาร 2
ถนนพระราม 9 ห้วยขวาง
กรุงเทพมหานคร 10320

          เอกสารที่ใช้ ประกอบด้วย

  1. แบบฟอร์มคำขอตรวจสอบข้อมูล ตามที่เครดิตบูโร กำหนด
  2. หนังสือแจ้งปฏิเสธการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน ที่ระบุว่า เป็นผลจากการตรวจสอบข้อมูลเครดิตจากเครดิตบูโร
  3. หลักฐานอื่น ได้แก่
         

การติดต่อ

กรณีบุคคลธรรมดา

กรณีนิติบุคคล

ติดต่อด้วยตนเอง

  1. บัตรประจำตัวประชาชน หรือ
  2. หนังสือเดินทาง หรือ
  3. บัตรประจำตัวบุคคลต่างด้าวตัวจริง
  • สำเนาหนังสือรับรองของนิติบุคคล
    ที่รับรองไว้ไม่เกิน
    3 เดือน พร้อม
    ลงนามรับรองความถูกต้องโดย
    กรรมการผู้มีอำนาจ
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาหนังสือเดินทางของกรรมการ
    ผู้มีอำนาจ ที่ลงนามรับรองความ
    ถูกต้อง พร้อมตัวจริง

มอบอำนาจกระทำแทน
(เฉพาะกรณีที่ติดต่อ ณ ที่ทำการ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด)

  • หนังสือมอบอำนาจ
  • บัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
  • บัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
  • หนังสือมอบอำนาจนิติบุคคล
    ที่ระบุรายละเอียด
    และลงนามให้
    ครบถ้วน
  • สำเนาหนังสือรับรองของนิติบุคคล
    ที่รับรองไว้ไม่เกิน
    3 เดือน และลงนามรับรองความถูกต้องโดยกรรมการ
    ผู้มีอำนาจ พร้อมประทับตราของนิติบุคคล (ถ้ามี)
     
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาหนังสือเดินทางของกรรมการ
    ผู้มีอำนาจลงนาม และลงนามรับรองความ
    ถูกต้อง พร้อมตัวจริง
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาหนังสือเดินทางของผู้รับมอบอำนาจ และ
    ลงนามรับรองความถูกต้อง พร้อมตัวจริง


          10            

ค้างชำระ/ผิดนัดชำระหนี้ ถูกขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) จริงหรือ

 
หลาย ๆ ท่านเข้าใจว่า สาเหตุที่สถาบันการเงินไม่ให้สินเชื่อ เพราะเครดิตบูโรได้ขึ้นบัญชีดำของตนไว้ หรือที่มักเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า "ติด Blacklist" แต่จริง ๆ แล้วล้วนเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องทั้งสิ้น เพราะเครดิตบูโร จะทำหน้าที่จัดเก็บ รักษา รวบรวม และประมวลผล ข้อมูลสินเชื่อของลูกค้าสถาบันการเงิน ตามที่สถาบันการเงินหรือบริษัทที่เป็นสมาชิกจัดส่งให้เท่านั้น 
มิได้มีหน้าที่ขึ้นบัญชีดำอย่างที่เข้าใจกัน ด้งนั้น ในกรณีที่ท่านขอกู้เงินแล้ว สถาบันการเงินไม่อนุมัติเงินกู้อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่สถาบันการเงินกำหนด หรือข้อมูลที่ปรากฏในเครดิตบูโรไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของสถาบันการเงินที่ขอกู้ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากท่านมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดี หรือเพราะผิดนัดชำระหนี้กับสถาบันการเงินอื่น

 

นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดว่า ถ้าค้างชำระหนี้เกิน 3 ปี หรือถ้าสถาบันการเงินไม่ติดตามทวงถามหนี้จนเกินอายุความแล้ว หรือออกจากกระบวนการล้มละลายแล้ว ข้อมูลเครดิตจะถูกลบ ความเข้าใจทั้งหมดที่กล่าวมานั้นไม่ถูกต้อง เพราะข้อมูลเครดิตจะยังคงรายงานว่าท่านมีหนี้ค้างชำระอยู่


 

11                                           

ทำอย่างไร หากประวัติเครดิตไม่ดี

กรณีที่ท่านมีประวัติข้อมูลเครดิตไม่ดี มีการค้างชำระ หรือผิดนัดชำระ ควรรีบแก้ไข ดังนี้

  • ติดต่อสถาบันการเงินที่เคยเป็นหนี้ เพื่อชำระหนี้ที่ค้างให้เสร็จสิ้น แต่หากมีหนี้คงค้างจำนวนมาก ควรเจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้เพื่อขอลดหนี้ หรือปรับโครงสร้างหนี้

  • เริ่มสร้างประวัติสินเชื่อใหม่ โดยการสร้างวินัยที่ดี ชำระหนี้ให้ตรงเวลา ไม่ผิดนัดชำระหนี้อีก เพราะทุกความเคลื่อนไหวในการชำระหนี้ของท่าน จะถูกจัดเก็บไว้เป็นประวัติเครดิตของท่าน

แม้จะไม่สามารถลบประวัติเครดิตที่ไม่ดีออกได้ในทันทีทันใด แต่อย่าเพิ่งท้อถอย เพราะสถาบันการเงินจะส่งข้อมูลเครดิตล่าสุดของท่านให้กับเครดิตบูโรทุกเดือน ซึ่งหากท่านสร้างวินัยที่ดี และชำหนี้ตรงเวลาแล้ว ข้อมูลการชำระหนี้ใหม่ที่ดีจะค่อย ๆ ทยอยเข้าไปแทนที่ประวัติไม่ดี มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้อาจใช้เวลาประมาณ 3 หรือ 5 ปี ตามช่วงเวลาการจัดเก็บรายงานการชำระหนี้ตามประเภทของสินเชื่อ แต่ในที่สุด ประวัติสินเชื่อที่ไม่ดีก็จะทยอยหายไปจากฐานข้อมูลของท่าน แล้วท่านก็จะกลับมาเป็นคนที่มีประวัติทางการเงินที่ดีอีกครั้ง 

 

 

 

***************************************************************************************

 

 

 

 

      

 

                                          

                                   l1

                        “เช่าซื้อ (Hire Purchase)” และลีสซิ่ง (Leasing)” คืออะไร

การจัดการทางการเงินที่ดี คือ การมีเงินพอใช้ในกรณีจำเป็น แต่ถ้าหากเรามีเงินไม่พอที่จะซื้อสินค้าหรือสิ่งที่เราต้องการ และมีความจำเป็น
ที่จะต้องซื้อหรือใช้ เราสามารถใช้บริการสินเชื่อประเภทเช่าซื้อ หรือ ลีสซิ่งได้ เพื่อให้ได้สินค้านั้นมาใช้ก่อน โดยที่เรายังไม่ได้เป็นเจ้าของ

การเช่าซื้อหรือลิสซึ่ง เป็นสินเชื่อที่ทำให้เราได้สินค้า เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องจักร เป็นต้น มาใช้ในชีวิต
ประจำวัน หรือเพื่อขยายธุรกิจของเรา โดยที่เรายังไม่ได้เป็นเจ้าของหรือมีกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้น และไม่ต้องจ่ายเป็นก้อนใหญ่ในคราวเดียวแต่ค่อย ๆ จ่ายตามกำลังเงินที่มี แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรืออีกนัยหนึ่ง วิธีนี้มีลักษณะคล้ายกับการเช่าสินค้ามาใช้นั่นเอง

                                                 

2น่าสนใจจัง แต่จะขอสินเชื่อเช่าซื้อ (Hire Purchase) หรือ ลีสซิ่ง (Leasing) ดี

สินเชื่อเช่าซื้อ (Hire Purchase)

มีลักษณะคล้ายกับการซื้อสินค้าเงินผ่อน แต่ต่างกันตรงที่ว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นยังไม่เป็นของเราจนกว่าจะชำระค่าสินค้านั้นครบ
กล่าวคือ จะมีการทำสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างเราและผู้ให้เช่าซื้อ ว่าจะมีการชำระค่าสินค้าเป็นงวด ๆ ตามจำนวนเงินและระยะเวลาที่กำหนด โดยระหว่างนั้นเราสามารถนำสินค้าหรือทรัพย์สินนั้น มาใช้งานได้ก่อนแต่กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ จนกว่าจะจ่ายเงินครบ
ตามสัญญาจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์นั้นมาเป็นของเรา เช่น การเช่าซื้อรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ เป็นต้น

ลีสซิ่ง (Leasing)

มีลักษณะคล้ายกับสัญญาเช่าซื้อ คือ เราจะต้องชำระเงินค่าเช่าเป็นงวด ๆ ตามจำนวนเงินและเวลาที่กำหนดในสัญญาเช่า ต่างกันตรงที่เมื่อ
สิ้นสุดสัญญาเช่า เราสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อ ต่อสัญญาเช่า หรือว่าส่งคืนทรัพย์ให้กับผู้ให้เช่า ส่วนมากคนที่จะทำสัญญาสินเชื่อลักษณะนี้ มักจะเป็นบริษัทหรือนิติบุคลที่ต้องการเช่าทรัพย์สินที่มีราคาแพงหรือเช่าสินทรัพย์ในปริมาณมาก เช่น เครื่องจักร รถยนต์ หรืออาจเป็นการเช่าสินค้าที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น คอมพิวเตอร์สำนักงาน เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น

 

                 

 

มาทำความรู้จักกับ "สินเชื่อเช่าซื้อ"และ "ลีสซิ่ง" ให้มากขึ้นกันเถอะ 

 

 

เช่าซื้อ

ลีสซิ่ง

1. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

บทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับลีสซิ่งไว้เฉพาะ

2. ผู้เช่า

บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล

นิติบุคคล

3. วัตถุประสงค์ของการเช่า

เพื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สิน

เพื่อใช้ทรัพย์สินระยะยาว

4. วงเงินสินเชื่อ (คิดเป็น
    ร้อยละของมูลค่าทรัพย์สิน)

โดยทั่วไปอยู่ที่ 70-80%

สามารถขอได้สูงสุดถึง 100%

5. ระยะเวลาเช่า

 1-5 ปี

ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป

6. กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
    เมื่อสิ้นสุดสัญญา

เป็นของผู้เช่าโดยอัตโนมัติ

ตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาว่าจะ
เลือกซื้อ
เช่าต่อ หรือ
คืนทรัพย์สิน

7. การยกเลิกสัญญา

ผู้เช่าสามารถบอกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ได้ด้วยการส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่
ผู้ให้เช่า

ตามแต่ประเภทของลีสซิ่ง (Financial Lease หรือ Operating Lease)

8. การคิดดอกเบี้ย

คิดแบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate)

คิดแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)

9. ความรับผิดชอบ
   ในการดูแลทรัพย์สิน

ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สิน
ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ให้แก่ผู้เช่า และผู้เช่ามีหน้าที่ดูแลในทรัพย์สิน
ที่ชำรุดบกพร่อง

ตามแต่ประเภทของสีสซิ่ง  (Financial Lease หรือ Operating Lease)

10. ทรัพย์สินที่ให้เช่า

ส่วนใหญ่มักเป็นการเช่าซื้อรถยนต์ รองลงมาได้แก่ รถจักรยานยนต์ เครื่องจักร และเครื่องใช้ไฟฟ้า

ส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักร รองลงมาได้แก่ คอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร และเครื่องใช้สำนักงาน

 

เงิ4นต้น ดอกเบี้ย คิดง่ายนิดเดียว
เงินต้น ดอกเบี้ย คิดง่ายนิดเดียว

 

สัญญาเช่าซื้อ และลีสซิ่ง นอกจากจะแตกต่างในเรื่องของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ในวันที่สัญญาครบกำหนดแล้ว ยังมีการคิดดอกเบี้ยคนละแบบ กล่าวคือ สัญญาเช่าซื้อจะคิดดอกเบี้ยในอัตราคงที่ หรือ Flat rate โดยดอกเบี้ยจะถูกคิดจากเงินต้นที่คงที่ตลอดอายุสัญญา ส่วน
ลีสซิ่งนั้น ดอกเบี้ยจะถูกคิดจากเงินต้นที่ลดลงในแต่ละงวด
ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละงวดลดลงไปด้วย หรือที่เรียกว่า ดอกเบี้ยที่แท้จริงแบบลดต้นลดดอก
(Effective Rate) อ่านเพิ่มเติม ดอกเบี้ยอัตราคงที่ และดอกเบี้ยที่แท้จริงแบบลดต้นลดดอก

 

คิดยังไงนะ ! ดอกเบี้ยอัตราคงที่ และ ดอกเบี้ยที่แท้จริงแบบลดต้นลดดอก

ตัวอย่าง การคิดดอกเบี้ยของสินเชื่อเช่าซื้อ และลีสซิ่ง
 
สมมติว่า เราอยากได้รถยนต์ราคา 500,000 บาท ระยะเวลาผ่อนไม่เกิน 2 ปี อัตราดอกเบี้ย 12% ต่อปี

แบบที่ 1 สัญญาเช่าซื้อ - ดอกเบี้ยในอัตราคงที่ หรือ Flat rate

กำหนดให้ผ่อน 2 ปี เท่ากับ 24 งวด

วิธีคิด

1.    คำนวณดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งสิ้น

       = 500,000 x 12% x 2 ปี
       = 120,000 บาท

2.  คำนวณเงินผ่อนต่องวด

       = (500,000 + 120,000) ÷24
       = 25,834 บาทต่องวด

สรุป เราต้องจ่ายเงินทั้งหมดเท่ากับ 500,000+120,000   = 620,000 บาท โดยทยอยผ่อนเดือนละ 25,834 บาท

แบบที่ 2 ลีสซิ่ง – ดอกเบี้ยที่แท้จริงแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) 

 

  กำหนดให้จ่ายเงินงวดเท่ากับ 23,537 บาทต่องวด

หากคำนวณจนครบทุกงวด (24 งวด) ดอกเบี้ยจ่ายทั้งหมดจะเท่ากับ 64,882 บาท เงินรวมที่ต้องจ่ายให้กับผู้ให้สินเชื่อทั้งหมดจะเท่ากับ 564,882 บาท เมื่อเทียบดอกเบี้ยจ่ายที่คิดโดยอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกกับเงินต้นที่ได้รับ ดอกเบี้ยจ่ายคำนวณคร่าว ๆ จะเท่ากับ  

= (64,882 ÷ 2) ÷ 500,000

                                = 6.49 % ต่อปี           

         

ในทางปฏิบัติ อัตราดอกเบี้ยของเช่าซื้อ และลีสซิ่ง อาจไม่จำเป็นต้องเท่ากัน
ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงิน และผู้ประกอบการแต่ละแห่ง
จึงควรตรวจสอบจากสถาบันการเงิน และผู้ประกอบการที่ให้บริการดังกล่าว

 

อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ และ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงแบบลดต้นลดดอกไม่เท่ากันหรือ


ดอกเบี้ยจ่ายแบบอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงแบบลดต้นลดดอกจะน้อยกว่าดอกเบี้ยจ่ายแบบอัตราคงที่ เนื่องจากดอกเบี้ยจ่ายแบบอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงแบบลดต้นลดดอกนั้น ดอกเบี้ยจะถูกลดไปพร้อมกับเงินต้นที่ลดลงทุกงวด ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ ดอกเบี้ยถูกคิดจากเงินต้นเริ่มแรกเพียงครั้งเดียว แล้วจึงเฉลี่ยจ่ายในแต่ละงวด ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงแบบลดต้นลดดอก
จึงเสียดอกเบี้ยที่น้อยกว่า

 

...อัตราดอกเบี้ยแบบอัตราคงที่ ทำให้เราต้องจ่ายดอกเบี้ยมากกว่า อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก...


 

l3

สองแบบของลิสซึ่ง
 

ก่อนที่จะขอสินเชื่อลีสซิ่งนั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่า ลีสซิ่งมี 2 แบบ คือ สัญญาเช่าการเงิน (Financial Lease) และ สัญญาเช่าดำเนินงาน (Operating Lease)  โดยมีความแตกต่างในด้านของราคาทรัพย์สิน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน และอายุสัญญา

มาดูความแตกต่างของลิสซิ่งทั้งสองแบบกัน

   

 

สัญญาเช่าการเงิน

สัญญาเช่าดำเนินงาน

ทรัพย์สินที่ให้เช่า

เป็นทรัพย์สินที่มีราคาสูง
อายุการใช้งานนาน
เช่น เครื่องจักร เครื่องบิน เรือเดินทะเล
และรถยนต์
 

เป็นทรัพย์สินที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว
หรือใช้เทคโนโลยีชั้นสูง
เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์
 
เครื่องถ่ายเอกสาร และ เครื่องใช้สำนักงาน
 

กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน

โอนเป็นของผู้เช่า เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของสัญญา

เมื่อสิ้นสุดสัญญา ผู้เช่าสามารถเลือกที่จะ
ซื้อ
คืนทรัพย์สิน หรือ
เช่าทรัพย์สินต่อ

ระยะเวลาเช่า

ระยะเวลาเช่าแน่นอนและนาน
ครอบคลุมอายุการใช้งานของทรัพย์สิน หรือไม่เกิน 10 ปี และผู้ใช้บริการ
ส่วนใหญ่มักจะซื้อสินทรัพย์นั้น
เมื่อสิ้นสุดสัญญา

เป็นการเช่าในระยะสั้น 
อายุสัญญาจะสั้นกว่าอายุการใช้งาน
ของทรัพย์สิน

 

ความรับผิดชอบในการดูแลทรัพย์สิน

ผู้เช่าเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหาย
และบำรุงรักษาทรัพย์สินที่เช่า

ผู้ให้เช่าเป็นผู้รับผิดชอบในการ
บำรุงรักษาทรัพย์สิน

กรณียกเลิกสัญญา

ผู้เช่าบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด
เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้

ผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าสามารถบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดเมื่อใดก็ได้
โดยบอกล่วงหน้าให้อีกฝ่ายทราบ

 

 ขอสินเชื่อ6เช่าซื้อ หรือ ลิสซิ่งทำอย่างไร 

ขอสินเชื่อเช่าซื้อ หรือ ลิสซิ่งทำอย่างไร 

               หากเราต้องการทำสัญญาสินเชื่อเช่าซื้อ หรือ ลีสซิ่ง เราสามารถทำได้ ดังนี้

1.      สำรวจความพร้อมของตัวเราเอง ว่าเราสามารถจ่ายชำระเงินงวดได้หรือไม่ เพราะการทำสินเชื่อเช่าซื้อ หรือลีสซิ่ง จะ
ทำให้เราเป็นหนี้  และถ้าไม่ชำระติดต่อกัน 3 งวด ผู้ให้เช่าจะมีหนังสือแจ้งให้ชำระเงิน แต่ถ้ายังไม่ชำระ ผู้ให้เช่าสามารถ
ยึดทรัพย์นั้นได้ทันที

2.      เตรียมหลักฐานให้พร้อม ได้แก่

  • สำเนาทะเบียนบ้าน / บัตรประชาชน / สำเนาการจดทะเบียนบริษัท ฯ
  • สลิปเงินเดือน เอกสารแหล่งรายได้อื่น ๆ (ถ้ามี)
  • สำเนาสมุดเงินฝากมีเงินเดือนผ่านบัญชี หรือมีการเดินบัญชี
  • แผนที่บ้านผู้เช่าซื้อ
  • หรืออื่น ๆ ตามแต่สถาบันแต่ละแห่งกำหนด

3.      ติดต่อไปยังสถาบันการเงิน หรือผู้ประกอบการ ที่ทำธุรกิจเช่าซื้อ/ลิสซิ่ง เพื่อขอสินเชื่อ

4.      ศึกษาสัญญาสินเชื่อ และเงื่อนไขการผ่อนชำระ ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องของรายละเอียดในสัญญาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ

 

ข้อควรรู้ เมื่อต้องทำ7สัญญาเช่าซื้อรถยนต์

ข้อควรรู้ เมื่อต้องทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์

ตามประกาศ เรื่อง ให้ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2543 สัญญาเช่าซื้อรถจะต้องมีรายละเอียด
ดังต่อไปนี้ ระบุไว้ในสัญญา

  1. รายละเอียดเกี่ยวกับรถและสภาพรถ หากเป็นรถมือสอง ต้องมีหน่วยบอกระยะทางที่ได้ใช้ไปแล้ว
  2. รายละเอียดเกี่ยวกับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ที่ระบุว่าเมื่อผู้เช่าจ่ายเงินครบตามสัญญาแล้ว ผู้ให้เช่าจะต้องดำเนินการ
    จดทะเบียนโอนรถให้เป็นชื่อของผู้เช่าภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสารประกอบการจดทะเบียนจากผู้เช่าครบถ้วน
  3. รายละเอียดเกี่ยวกับการยึดรถเมื่อผิดนัดชำระหนี้โดยระบุว่าหากผู้เช่าผิดนัดชำระหนี้ 3 งวดติดต่อกัน และได้รับจดหมายแจ้งจากผู้ให้เช่าว่าผิดนัดชำระหนี้ และทวงถามให้ชำระหนี้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แต่ผู้เช่ายังไม่ไปจ่ายเงินภายใน 30 วันตามที่กำหนด ผู้ให้เช่าสามารถยึดรถได้
  4. รายละเอียดเกี่ยวกับการยกเลิกสัญญาเช่าและขายรถให้กับคนอื่น โดยระบุว่า ผู้ให้เช่าต้องมีหนังสือแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้สิทธิ์ผู้เช่าซื้อรถตามจำนวนเงินที่ค้างจ่าย
  5. รายละเอียดเกี่ยวกับการขายเกินมูลค่าหนี้ที่เหลืออยู่ โดยระบุว่า หากผู้ให้เช่าขายรถ (โดยการประมูล หรือขายทอดตลาด)
    และได้เงินมากกว่าหนี้ที่ค้างชำระ ผู้ให้เช่าจะต้องคืนเงินส่วนเกินให้กับผู้เช่า แต่ถ้าหากขายแล้วได้ราคาน้อยกว่าหนี้ค้างชำระ ผู้ให้เช่าต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
  6. รายละเอียดเกี่ยวกับการทวงหนี้ ที่ระบุว่าผู้เช่าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการทวงหนี้ทั้งหมดตามที่ผู้ให้เช่า
    ได้จ่ายไปตามจริง
  7. รายละเอียดการติดต่อระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่า ที่ระบุว่า ถ้าผู้ให้เช่าต้องการติดต่อกับผู้เช่า จะต้องทำเป็นหนังสือ และส่งทางไปรษณีย์โดยลงทะเบียนตอบรับ
  8. รายละเอียดเกี่ยวกับการปิดบัญชีก่อนกำหนด ที่ระบุว่า ถ้าผู้เช่าต้องการชำระค่าเช่าซื้อทั้งหมดเพื่อปิดบัญชี ผู้ให้เช่าต้องให้
    ส่วนลดแก่ผู้เช่าในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนดจ่าย
     

ยกตัวอย่างเช่น ยอดเงินกู้ซื้อรถยนต์ 240,000 บาท  อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% ผู้กู้ตกลงผ่อนจ่ายเดือนละ 10,600 บาท  (แบ่งเป็นเงินต้น 10,000 บาท ดอกเบี้ย 600 บาท) จำนวน 24 งวด 

ต่อมา พอขึ้นปีที่ 2 ผู้กู้ต้องการปิดบัญชี  ซึ่งผู้กู้ได้จ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยไปแล้ว 12 เดือน ยังคงเหลืออีก 12 เดือนที่ยังค้างชำระ   มีวิธีการคำนวณดังนี้

เงินต้นของงวดที่เหลือ (10,000 x 12 เดือน)         120,000 บาท
ดอกเบี้ยของงวดที่เหลือ (600 x 12 เดือน)                7,200 บาท
หักส่วนลดแก่ผู้เช่า50%ของดอกเบี้ยงวดที่เหลือ (7200 x 50%) (3,600) บาท
ดังนั้น คงเหลือเงินที่ต้องชำระคืน  123,600 บาท 

 

...ก่อนใช้บริการทางสินเชื่อใด ๆ เราควรพิจารณาถึงความต้องการของเรา
รวมทั้งลักษณะเงื่อนไขของสินเชื่อแต่ละประเภทก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการ...

สินเชื่อไม่เป็นธรร8 ปรึกษาใครดี

สินเชื่อไม่เป็นธรรม ปรึกษาใครดี 

ก่อนทำสัญญาสินเชื่อใดๆ เราควรทำความเข้าใจและอ่านเงื่อนไข ข้อตกลงในสัญญาให้รอบคอบ สอบถามให้เกิดความเข้าใจ เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากภายหลัง แต่ถ้าหากถูกเอาเปรียบด้วยสัญญาสินเชื่อที่ไม่เป็นธรรม เราสามารถติดต่อไปที่

1.                        สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค 
           กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา

              ฝ่ายรับเรื่องราวร้องทุกข์  
              โทร
0-2143-0380-82 หรือ สายด่วนร้องทุกข์ โทร 1166 
              E-Mail: consumer@ocpb.go.th
 

2.                     ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) อาคาร 3 ชั้น 5
              ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่
             
273 ถนนสามเสน บางขุนพรหม
             
เขตพระนคร กรุงเทพ 10200
             
โทรสารหมายเลข 0-2283-6151 หรือ สายด่วน ศคง. โทร. 1213                                            
             
E- mail address: fcc@bot.or.th

              ส่วนคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน
              ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ
              68/3 ถนนโชตนา ตำบลช้างเผือก
              อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300
              หรือ สายด่วน ศคง. โทร. 1213  E- mail address: fcc@bot.or.th

              ส่วนคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน
              ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงหนือ
              393 ถนนศรีจันทร์ ตำบลในเมือง
              อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000 
              หรือ สายด่วน ศคง. โทร. 1213  E- mail address: fcc@bot.or.th

              ส่วนคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน
              ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้
              472 ถนนเพชรเกษม อำเภอหาดหใญ่ 
              จังหวัดสงขลา 90110
              หรือ สายด่วน ศคง. โทร. 1213  E- mail address: fcc@bot.or.th

 

******************************************************************

 

 

 

 

 

 

loan1

b1

หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง แต่มีเงินไม่พอ จะทำอย่างไรดี..... 

สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นสินเชื่อเพื่อนำเงินไปซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย เช่น ซื้อที่ดิน สร้างบ้าน ซื้อบ้านพร้อมที่ดิน ซื้อห้องชุด
รวมถึงขอกู้จากสถาบันการเงินอีกแห่งหนึ่งเพื่อไถ่ถอนที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินเดิม เนื่องจากได้ดอกเบี้ยที่ถูกกว่าหรือมีเงื่อนไขที่ตรงใจมากกว่า หรือที่เรียกว่า รีไฟแนนซ์ (refinance)  

การซื้อที่อยู่อาศัยอาจเป็นการซื้อของที่มีราคาแพงที่สุดในชีวิตของคนจำนวนมาก ผู้ที่ต้องการจะขอสินเชื่อจึงควรหาข้อมูล ทำความเข้าใจกับเงื่อนไขต่าง ๆ ของทั้งสถาบันการเงินและตนเองให้ดี ก่อนตัดสินใจว่าจะซื้อที่อยู่อาศัยราคาเท่าไหร่ ขอสินเชื่อจากที่ไหน และจะขอเท่าไหร่
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นและนำมาซึ่งปัญหาและความทุกข์ในอนาคต 
 

 



 

 

loan2

ควรจะซื้อบ้านราคาเท่าไหร่ดี

คำถามแรกที่คนอยากมีบ้านหรือที่อยู่อาศัยในรูปแบบอื่น ๆ เป็นของตนเอง (ซึ่งจะขอเรียกรวม ๆ ว่าบ้าน) ส่วนใหญ่มักมีอยู่ในใจก็คือ
ควรซื้อบ้านราคาเท่าไหร่ หรือว่าเราจะจ่ายเงินเพื่อซื้อบ้านในฝันของเราไหวหรือไม่

 

หลักการคร่าว ๆ ในการพิจารณาเรื่องนี้ คือ ควรคำนวณจากภาระหนี้ที่ต้องจ่ายของตนเอง ซึ่งหนี้ทั้งหมดรวมกัน เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่น ๆ ที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน เพื่อให้มีเงินพอที่จะใช้จ่ายใน
สิ่งที่จำเป็น มีเงินออมไว้ใช้ในยามเกษียณ  และอย่าลืมว่ายังมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้เราทำเพื่อให้ชีวิตมีความสุข เช่น การไปท่องเที่ยวในวันหยุดกับครอบครัว กล่าวง่าย ๆ คือ มีหนี้แต่พอประมาณเพื่อที่จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ในความพอดีได้ โดยไม่ต้องรัดเข็มขัดแน่นจนเกินไปหรือมีหนี้สินล้นพ้นตัวในอนาคต

 

 

 

b3
oan3
ขอสินเชื่อจากใคร และจะเลือกข้อเสนอไหนดี

 

ปัจจัยหลักที่ผู้สนใจขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมักจะใช้ในการพิจารณาว่าจะไปขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินใดจึงจะดีที่สุด ก็คืออัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ควรคำนึงถึงอีก เช่น ความเชี่ยวชาญและคุณภาพการบริการ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเงื่อนไข
ในการชำระเงิน เช่น จำนวนงวด จำนวนเงินที่ต้องชำระในแต่ละงวด

สถาบันการเงินอาจมีเงื่อนไขหลาย ๆ แบบ หรือที่นิยมเรียกทับศัพท์ว่าแพกเกจ (package) ให้ผู้ขอกู้เลือก  จึงต้องศึกษา สอบถาม (อย่าอาย
ที่จะถามเพราะเป็นสิทธิของเราที่จะถาม และได้รับคำอธิบายที่ชัดเจน ถูกต้อง ครบถ้วน) และเปรียบเทียบข้อมูลเหล่านี้ของสถาบันการเงิน
แต่ละแห่งให้ดี รวมทั้งควรคำนึงถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในอนาคต ก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการที่ตรงกับความสามารถในการชำระหนี้และความต้องการของเรามากที่สุด เช่น ดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง ซึ่งถ้าเป็นช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นและเราต้องจ่ายดอกเบี้ยอัตราลอยตัว ก็อาจทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงโดยไม่จำเป็น

 

 

 

 

loan4

สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใครขอได้บ้าง คิดดอกเบี้ยเท่าไหร่ มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง 

 

สถาบันการเงินแต่ละแห่งจะกำหนดคุณสมบัติของผู้ขอกู้และอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันไปตามความเสี่ยงของผู้ขอกู้แต่ละกลุ่ม กลยุทธ์ทางธุรกิจ และต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินนั้น ซึ่งดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนใหญ่มักเป็นอัตราคงที่ในช่วงแรก และเปลี่ยนเป็นอัตราลอยตัว
ในช่วงหลัง โดยใช้อัตราอ้างอิงต่าง ๆ เช่น
MLR, MRR  ซึ่งอาจมีการลบหรือบวกเพิ่มด้วย เช่น MLR-2% ขึ้นกับความเสี่ยงของผู้กู้เป็นสำคัญ นอกจากนี้ โดยทั่วไปผู้ขอกู้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าสำรวจและประเมินมูลค่าหลักประกัน ค่าจดจำนองหลักประกัน
ค่าธรรมเนียมการโอน 
 

 

 

 

 

 

b5

จะผ่อนได้นานแค่ไหน งวดละเท่าใด

  • สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะมีระยะเวลาที่ต้องผ่อนชำระยาวนานกว่าสินเชื่อประเภทอื่นเพราะเป็นเงินก้อนใหญ่ แต่มักไม่เกิน 30 ปี
  • ระยะเวลาที่ต้องผ่อนชำระขึ้นอยู่กับอายุของผู้ขอกู้ในขณะนั้นด้วย ซึ่งยิ่งมีอายุมากและมีจำนวนปีที่จะทำงานได้น้อยลง สถาบันการเงินก็อาจกำหนดระยะเวลาผ่อนชำระสั้นลง ทำให้ต้องจ่ายเงินต่องวดมากกว่าผู้ขอกู้ที่มีอายุน้อยกว่า
  • ผู้สนใจขอกู้ควรขอตารางประมาณการค่าผ่อนชำระในแต่ละงวดจากสถาบันการเงินเพื่อที่จะได้ทราบคร่าว ๆ ว่าจะมีภาระในการ
    ผ่อนประมาณงวดละเท่าใด

 

 

 

 

b6

ทำไมวงเงินสินเชื่อได้น้อยกว่าราคาบ้านที่จะซื้อ


สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยถือว่ามีความสำคัญมากในการช่วยให้ประชาชนสามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง แต่การให้สินเชื่อในวงเงินที่สูงเกินไปหรือให้สินเชื่อแก่บุคคลที่ไม่พร้อม หรือมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะผ่อนชำระหนี้ได้ ถือเป็นอันตรายต่อทั้งสถาบันการเงิน ซึ่งก็คือ ผู้ให้สินเชื่อและตัวลูกหนี้ ซึ่งถ้าลูกหนี้ค้างชำระหลาย ๆ งวด ลูกหนี้ก็อาจจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และถูกยึดที่ดินหรือบ้านไปในที่สุดและถ้ามีลูกหนี้ที่ผ่อนไม่ไหวหลาย ๆ ราย สถาบันการเงินอาจมีปัญหามีเงินหมุนเวียนไม่เพียงพอ จนถึงขั้นขาดสภาพคล่อง และอาจลุกลามจนกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจระดับชาติได้อย่างที่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger Crisis)

ดังนั้น สถาบันการเงินจึงกำหนดให้ผู้ขอกู้ต้องใช้เงินของตนเองบางส่วนในการซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งอีกมุมหนึ่งก็เป็นการแสดงว่าผู้ขอกู้รายนั้นเป็น
ผู้มีวินัยทางการเงิน สามารถเก็บหอมรอมริบเองได้บ้าง และส่วนที่เหลือจึงจะมาขอกู้จากสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินมักจะกำหนดวงเงินให้สินเชื่อไว้ไม่เกินร้อยละ
80-90 ของมูลค่าที่อยู่อาศัยที่ต้องการซื้อ ซึ่งการกำหนดวงเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันเช่นนี้เรียกว่า loan-to-value ratio หรือ LTV นั่นเอง

 

 

 

b7

ประกันภัยกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย


การทำประกันวินาศภัย หรือประกันประเภทอื่น ๆ เช่น ประกันชีวิต มีข้อดีคือเป็นการป้องกันและโอนความเสี่ยงไปยังบริษัทประกัน เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินและความยากลำบากของลูกหนี้หรือครอบครัวของลูกหนี้ หากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงไม่คาดฝันขึ้น เช่น ไฟไหม้ ลูกหนี้ป่วยหนักจนไม่สามารถทำงานได้ หรือลูกหนี้เสียชีวิตก่อนที่จะชำระหนี้หมด

   

กรณีที่เป็นการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่มีสิ่งปลูกสร้างด้วย โดยทั่วไปสถาบันการเงินจะกำหนดให้ลูกหนี้ทำประกันวินาศภัย และยก
ผลประโยชน์ให้แก่สถาบันการเงิน อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินไม่สามารถบังคับให้ลูกหนี้ทำประกันกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง หรือกำหนดการทำประกันกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาว่าจะอนุมัติสินเชื่อหรือไม่ ดังนั้น ลูกหนี้จึงมีสิทธิเลือก
ทำประกันกับบริษัทใดก็ได้หรือทำผ่านนายหน้าประกันใดก็ได้ตามความสมัครใจ
   
               

b8

นำเงินก้อนไปโปะใช้หนี้ดีไหม


หากมีเหตุการณ์ดี ๆ ทางการเงินในชีวิตเกิดขึ้น เช่น ได้โบนัสก้อนใหญ่ ถูกรางวัล ลูกหนี้ก็อาจเริ่มคิดว่าจะเอาเงินที่ได้ ไปจ่ายเงินที่กู้มาซื้อที่อยู่อาศัยดีหรือไม่  ซึ่งอาจจะเป็นการจ่ายทั้งหมด หรือเพื่อให้เงินต้นลดลงบางส่วน

การทำเช่นนั้นน่าจะดี เพราะทำให้ภาระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการจ่ายในช่วงปีแรก ๆ ของสัญญา ซึ่งยอดเงินต้นยังสูงอยู่ทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในอนาคตจะลดลงอย่างมาก แต่ต้องดูด้วยว่าสถาบันการเงินมีการคิดค่าปรับเมื่อชำระก่อนครบกำหนด (prepayment fee) หรือไม่ การที่สถาบันการเงินกำหนดเงื่อนไขการจ่ายค่าเบี้ยปรับเช่นนี้ เป็นเพราะการจ่ายเงินก่อนกำหนดมีผลกระทบต่อการวางแผนกระแสเงินสดรับเข้า และรายได้ของสถาบันการเงินซึ่งจะลดลงตามภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ที่ลดลงด้วย รวมทั้งอาจไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับสถาบันการเงิน เช่น ต้นทุนด้านการปฏิบัติการ  ดังนั้น เราจึงต้องเปรียบเทียบให้ดีว่าเงินที่จะประหยัดได้จากภาระดอกเบี้ยที่ลดลงเป็นจำนวนที่มากหรือน้อยกว่าค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นเพราะการเอาเงินไปโปะเพื่อลดหนี้ทั้งหมดไว ๆ ด้วย

 

b9

รีไฟแนนซ์ คืออะไร


การรีไฟแนนซ์ หมายถึง “การเปลี่ยนเจ้าหนี้” ซึ่งสำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยก็คือ การไถ่ถอนหนี้ที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินเดิมเพื่อมาขอกู้จากสถาบันการเงินอีกแห่งหนึ่งแทน ซึ่งเหตุผลส่วนใหญ่ในการรีไฟแนนซ์ก็คือ สถาบันการเงินแห่งใหม่เสนออัตราดอกเบี้ยที่
ต่ำกว่า หรือมีเงื่อนไขที่จูงใจกว่าสถาบันการเงินเดิม

อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจจะรีไฟแนนซ์ ควรคำนวณให้ดีก่อนว่าคุ้มหรือไม่ โดยพิจารณาว่าเงินที่ประหยัดได้จากดอกเบี้ยที่ลดลงมากกว่าค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากการรีไฟแนนซ์หรือไม่ เช่น ค่าใช้จ่ายในการประเมินมูลค่าบ้าน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาค่า
จดจำนอง ซึ่งเกิดจากการที่ต้องเริ่มกระบวนการพิจารณาสินเชื่อใหม่ทั้งหมด และอาจต้องเสียค่าปรับให้แก่เจ้าหนี้เก่าในกรณีที่ยุติการกู้ก่อนระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา

 

b10

ผ่อนไม่ไหว ทำไงดี


ในการผ่อนบ้านแต่ละงวด ลูกหนี้ควรไปชำระเงินก่อนหรือตรงเวลาเพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหรือเสียดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากการชำระหนี้ล่าช้า อย่างไรก็ตาม หากมีปัญหาเกิดขึ้นที่จะทำให้ไม่สามารถไปชำระได้ตรงเวลาหรือเริ่มจะผ่อนไม่ไหว ลูกหนี้ควรรีบเข้าไปคุยกับสถาบันการเงินโดยเร็วเพื่อแจ้งสาเหตุและหาทางแก้ไขปัญหา เช่น ลดจำนวนเงินที่ต้องจ่ายในแต่ละงวดจนกว่าจะสามารถกลับไปชำระเงินในแบบเดิมที่เคยตกลงกันไว้ (เช่น เมื่อหางานใหม่ได้ หรือหายป่วย) หากสถาบันการเงินติดต่อมาเองก็ไม่ควรหลีกเลี่ยงหรือไม่รับรู้
การติดต่อทั้งทางโทรศัพท์ จดหมาย หรือวิธีอื่น ๆ ซึ่งการหลีกเลี่ยงไม่รับรู้การติดต่อจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง รวมทั้งอาจมีค่าใช้จ่าย
อื่น ๆ เพิ่มเติมอีก เช่น ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้

การแสดงความกระตือรือร้นในการแก้ไขปัญหาถือเป็นการแสดงความตั้งใจในการชำระหนี้ แม้ไม่อาจจะจ่ายได้ตามสัญญาในเวลานั้น ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยให้มีการแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที และมีโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินเพื่อหาทางออกมากขึ้น  อย่าลืมว่า “เป็นหนี้ก็ต้องใช้ ถ้าไม่ไหวมาคุยกัน”

  

หมายเหตุ : บทความบางส่วนดัดแปลงจาก www.bankinginfo.com.my และwww. moneysense.gov.sg 

 

 

*********************************************************

 

 

 

r1
สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ คืออะไร

คุณเคยอยากจะซื้อสินค้าและบริการไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กู้เงินเพื่อไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามาทดแทนเครื่องเก่าที่เสียไปหลังถูกน้ำท่วม หรืออยากพาครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่เงินที่มีอยู่ไม่พอบ้างหรือไม่ 

ถ้าเคย  วิธีแก้ปัญหาก็มีหลายทาง เช่น ตัดใจไม่ซื้อก็ได้ อดใจไว้ก่อน รอเก็บเงินได้พอแล้วค่อยซื้อ ขอพ่อแม่ ขอแฟน ยืมญาติ ยืมเพื่อน แต่ถ้า
จำเป็นต้องซื้อตอนนี้ แต่ดูแล้วเงินเก็บก็ไม่พอ ไม่มีใครให้ขอหรือให้ยืม สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งของคุณ

 เอ..แล้วสินเชื่อประเภทนี้ คืออะไรนะ.....

 

จากการที่มีประชาชนจำนวนมากใช้บริการสินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าและบริการ เพื่อไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน สินเชื่อในทำนองดังกล่าวจึงมีผลกระทบต่อคนในวงกว้าง กระทรวงการคลังและแบงก์ชาติจึงได้เข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อประเภทนี้มากขึ้น โดยกำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับ “สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ” ขึ้นตั้งแต่ปี 2548 คนทั่วไปจะคุ้นเคยกับคำว่า สินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ผู้ประกอบธุรกิจ หรืออาจเรียกในที่นี้ว่า ผู้ให้สินเชื่อ ให้แก่บุคคลธรรมดา ดยไม่ระบุวัตถุประสงค์ หรือเพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการที่ไม่ได้นำไปประกอบธุรกิจ ซึ่งสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

  1. สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่ต้องใช้หลักประกันในการขอสินเชื่อ
  2. สินเชื่อเช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งในสินค้าที่ผู้ให้เช่าซื้อฯ ไม่ได้จำหน่ายเอง เช่น ไปเช่าซื้อเครื่องซักผ้าที่ห้างสรรพสินค้า
    AA แต่ทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องซักผ้าเครื่องนั้นจากบริษัท non-bank BB เป็นต้น แต่ไม่รวมถึงการให้เช่าซื้อและให้เช่าซื้อแบบ
    ลีสซิ่งรถยนต์และจักรยานยนต์

อนึ่ง มีสินเชื่อบางประเภทซึ่งให้แก่บุคคลธรรมดาที่อาจมีวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง และอาจไม่ต้องใช้หลักประกัน ที่ไม่ถือเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ได้แก่ สินเชื่อเพื่อการศึกษา สินเชื่อเพื่อการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ สินเชื่อเพื่อการรักษาพยาบาล สินเชื่อเพื่อสวัสดิการพนักงานที่หน่วยงานต้นสังกัดได้ทำสัญญากับผู้ให้สินเชื่อ (เช่น บริษัท ก ได้ไปทำสัญญากับธนาคาร A ให้ธนาคาร A ปล่อยสินเชื่อเพื่อสวัสดิการให้แก่พนักงานของบริษัท ก) และสินเชื่อประเภทอื่น ๆ ที่แบงก์ชาติจะกำหนดเพิ่มเติมในอนาคต

 

 

r3

รูปแบบ และผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ

ผู้ให้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับในปัจจุบัน ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทที่เรียกกันว่า นอนแบงก์ (non-bank) ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อประเภทนี้จากกระทรวงการคลังโดยมีแบงก์ชาติเป็นผู้กำกับดูแล

สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับมีหลายรูปแบบ เช่น

(1) ทำสัญญาและรับเงินไปทั้งก้อน

(2) ทำสัญญาเพื่อรับวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนโดยใช้บัตรเงินสดค่อย ๆ กดเงินออกมาเท่าที่ต้องการจะใช้ในแต่ละครั้ง

(3) ทำสัญญาเช่าซื้อสินค้าแต่ละชิ้นโดยต้องสมัครเป็นสมาชิกของผู้ให้สินเชื่อก่อน

                                                                   

       

r4

ใครมีสิทธิ์ขอสินเชื่อประเภทนี้ ขอวงเงินเท่าไร และต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง


บุคคลธรรมดาทั่วไปสามารถขอสินเชื่อประเภทนี้ได้ โดยทางการไม่ได้กำหนดเกณฑ์เรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะขอสินเชื่อไว้ เช่น รายได้ขั้นต่ำ ซึ่งผู้ให้สินเชื่อแต่ละรายเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขในเรื่องนี้เอง ซึ่งโดยมากมักจะพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้คืนของผู้ขอสินเชื่อ
เป็นสำคัญในการตัดสินใจอนุมัติ

หากผู้ให้สินเชื่อเห็นว่าผู้ขอสินเชื่อมีความสามารถที่จะชำระคืนหนี้ได้ ก็สามารถอนุมัติวงเงินให้แก่ผู้ขอสินเชื่อแต่ละรายได้สูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน

ผู้ให้สินเชื่อเป็นผู้กำหนดเอกสารที่ใช้ในการสมัครขอสินเชื่อ แต่อย่างน้อยต้องมีหลักฐานที่แสดงรายได้ของผู้ขอสินเชื่อเพื่อนำมาคำนวณ
วงเงิน ซึ่งอาจคำนวณได้จาก

  • สลิปเงินเดือน
  • ใบรับรองเงินเดือน
  • หลักฐานการเสียภาษีเงินได้พร้อมสำเนาใบเสร็จรับเงินจากกรมสรรพากร
  • ประมาณการรายได้จากยอดขายที่สามารถพิสูจน์และตรวจสอบได้ หรือ
  • กระแสเงินสดในบัญชีเงินฝากซึ่งฝากไว้กับสถาบันการเงินเฉลี่ยต่อเดือนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน  

 

r5

ผู้ให้สินเชื่อจะคิดดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอะไรได้บ้าง


ผู้ให้สินเชื่อสามารถเรียกเก็บ

  1. ดอกเบี้ย ค่าบริการ เบี้ยปรับหรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี โดยต้องคำนวณแบบลดต้นลดดอก หรือที่เรียกกันว่าคิดดอกเบี้ยแบบ effective rate
     
  2. ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในส่วนที่ผู้ให้สินเชื่อต้องจ่ายให้แก่ผู้อื่นตามที่ได้รับอนุญาตจากแบงก์ชาติ เช่น ค่าอากรแสตมป์
    ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบข้อมูลเครดิต ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้  ค่าขอสำเนาใบแจ้งยอดหนี้ ค่าขอรหัสประจำตัวบัตรใหม่ทดแทนรหัสเดิม(กรณีใช้บัตรในการเบิกถอน) 
     

ก่อนตัดสินใจสมัครขอสินเชื่อ เราสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ได้จากแผ่นพับใบสมัคร หรือ website ของผู้ให้สินเชื่อ และสามารถเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่สำคัญของสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับได้จาก website ของแบงก์ชาติ ภายใต้หัวข้อ อัตราค่าธรรมเนียมเปรียบเทียบ 

 

แต่ละงวดต้องจ่ายเท่าใด

ผู้ให้สินเชื่อจะกำหนดจำนวนขั้นต่ำในการชำระหนี้แต่ละงวด โดยพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้แต่ละราย

r6

ยอมเสียเวลาสักนิด เพื่อพิศดูเอกสาร

ผู้ให้สินเชื่อจะต้องมอบตารางแสดงภาระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ตอนทำสัญญาด้วย เพื่อให้ลูกหนี้ทราบคร่าว ๆ ว่าจะต้องผ่อนงวดละเท่าใด

 

Click เพื่อดูภาพขยาย

นอกจากนี้ ลูกหนี้จะได้รับใบแจ้งหนี้ล่วงหน้า 10 วัน ก่อนถึงกำหนดชำระหนี้ในแต่ละงวด ซึ่งจะทำให้ลูกหนี้ทราบว่าตนเองมียอดหนี้ที่ต้องชำระเท่าใด ต้องชำระภายในวันไหน มียอดหนี้ค้างชำระเท่าไร (กรณีผิดนัดชำระหนี้) และมียอดหนี้ที่ยังไม่ครบกำหนดชำระเท่าไร ซึ่งลูกหนี้จะต้องตรวจสอบก่อนจ่ายเงินด้วยว่าจำนวนเงินในใบแจ้งหนี้ที่ได้รับมานั้นถูกต้องหรือไม่ และหากลูกหนี้มีการเปลี่ยนที่อยู่ที่ติดต่อที่ให้ไว้แก่
ผู้ให้สินเชื่อ เช่น ย้ายบ้านหรือย้ายที่ทำงาน ก็จะต้องแจ้งผู้ให้สินเชื่อทราบด้วย เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการไม่ได้รับใบแจ้งหนี้ในอนาคต

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือ เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินจากการชำระหนี้แล้ว ก็จะต้องตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่ เช่น จำนวนเงินในใบเสร็จตรงกับจำนวนเงินที่เราจ่ายไปหรือไม่ เงินที่จ่ายไปมีส่วนที่ไปตัดเงินต้นหรือไม่ หรือตัดเฉพาะดอกเบี้ย และอย่าลืมเก็บใบเสร็จรับเงินของงวดนี้ไว้เพื่อเปรียบเทียบดูกับข้อมูลในใบแจ้งหนี้ที่จะส่งมาให้เราในงวดถัดไปว่าตรงกันหรือไม่

   

ตัวอย่างใบเสร็จรับเงิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เงินต้น

ดอกเบี้ย

ค่าใช้จ่าย
อื่น ๆ

รวม

จำนวนเงินที่ชำระในงวดนี้

XXX

+

XX

+

X

=

XXXX

 

 

 

 

 

 

 

 

(แจ้งไว้ในใบเสร็จรับเงิน หรือใบแจ้งหนี้)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จำนวนเงินที่ค้างชำระ (กรณีลูกค้าผิดนัด)

XXX

+

XX

+

X

=

XXXX

 

 

จำนวนเงินที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ

XXX

+

XX

+

X

=

XXXX

หากมีข้อสงสัยหรือพบว่ามีข้อความที่ไม่ถูกต้องในเอกสารต่าง ๆ ทั้งที่ยกตัวอย่างนี้ และเอกสารอื่น ๆ ก็ควรรีบติดต่อผู้ให้สินเชื่อเพื่อสอบถามหรือแก้ไขปัญหาโดยเร็ว 

r7

ข้อคิด..ก่อนและหลังการขอสินเชื่อ

 
  1. ควรถามตัวเองก่อนว่า สิ่งของที่จะซื้อ
    - จำเป็นหรือแค่อยากได้
    - ต้องซื้อตอนนี้เลยหรือเปล่า
    - ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่เจอของชิ้นนี้ก็ยังอยู่มาได้ใช่ไหม 
    ถ้าถามแล้วได้คำตอบว่าจำเป็นต้องซื้อตอนนี้จริง ๆ ก็ลองคิดดูดี ๆ ว่าจำเป็นต้อง
    ขอสินเชื่อหรือไม่ เพราะควรขอสินเชื่อต่อเมื่อมั่นใจว่าสามารถจ่ายคืนได้

 

  1. อย่าลืมว่าเงินที่ได้มาจากการขอสินเชื่อไม่ใช่เงินของเรา ไม่ใช่เงินให้เปล่า แต่เป็นเงินที่ดึงมาจากในอนาคตเพื่อใช้ในปัจจุบัน จึงมี “ราคา” ที่ต้องจ่ายก็คือดอกเบี้ยนั่นเอง

     3.   ถ้ามีอะไรที่จำเป็นต้องซื้อหรืออยากได้แต่ไม่ด่วน ให้ลองเก็บเงินเป็นงวด ๆ เหมือนผ่อนกับตัวเองก่อน นอกจาก
ไม่เสียดอกเบี้ยแล้ว ยังได้ดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มด้วย และเมื่อเก็บได้ครบแล้ว ความอยากซื้ออยากได้ก็อาจหมดไป ทำให้เรามีเงินเก็บเพิ่มขึ้นอีก
ต่างหาก

     4.   สินเชื่อประเภทนี้เป็นสินเชื่อที่ไม่ทำให้เรามีรายได้เพิ่ม ไม่เหมือนสินเชื่อที่เรานำไปทำการค้าหรือลงทุน และคิดดอกเบี้ยแพงกว่า
สินเชื่อทั่วไปเนื่องจากไม่มีหลักประกัน
จึงควรขอสินเชื่อให้ถูกวัตถุประสงค์ถ้าทำได้ และหากสามารถขอสินเชื่อส่วนบุคคลแบบที่ต้องใช้หลักประกันได้ก็จะช่วยลดภาระหนี้ได้มาก เนื่องจากสินเชื่อที่มีหลักประกันจะคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า

     5.   หาข้อมูล สอบถาม เปรียบเทียบ เงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ คุณภาพการบริการ ของสถาบันการเงินและบริษัท non-bank หลาย ๆ ที่ ตามวิธีที่กล่าวมาแล้ว สังเกตด้วยว่าอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มีหน่วยเป็นอะไร เช่น กี่ % ต่อเดือนหรือต่อปี กี่บาทต่อครั้งหรือต่องวด  อย่าเชื่อโฆษณาที่มีเงื่อนไขดีเกินจริงโดยทันที แต่ต้องตรวจสอบว่ามีเงื่อนไขอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ อย่าละเลยไม่อ่าน
ข้อความตัวเล็ก ๆ ในส่วนล่างของโฆษณา ซึ่งเราอาจถามเจ้าหน้าที่ ดูจากสื่อต่าง ๆ หรือคุยกับคนรู้จักที่เคยใช้บริการแล้วเพื่อตัดสินใจเลือกขอสินเชื่อที่เหมาะสมและตรงความต้องการของเราที่สุด

     6.   ควรเลือกใช้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลจากสถาบันการเงินหรือบริษัทที่ได้รับอนุญาต เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ เช่น
ได้รับเงินกู้เต็มจำนวน ดอกเบี้ยถูกกว่าเงินกู้นอกระบบ มีทางการคอยควบคุมดูแล ตรวจสอบได้ถ้ามีปัญหา ลดความเสี่ยงเรื่องการถูกทำร้าย
ร่างกายหรือทรัพย์สินอย่างที่มักเกิดขึ้นกับเงินกู้นอกระบบ   

     7.   ขอวงเงินเท่าที่จำเป็น และอย่าขอมากเกินกว่าที่เราเองรู้สึกสบายใจ ยืนยัน ยืนกราน
และไม่ต้องเกรงใจเจ้าหน้าที่สินเชื่อถ้าเขาชวนให้เราสมัครสินเชื่อที่เราไม่จำเป็นต้องใช้หรือให้วงเงิน
มากเกินไป เราสามารถตอบกลับอย่างสุภาพว่า “ไม่” ได้โดยที่ไม่ต้องรู้สึกผิด อย่าลืมว่าคนที่ต้องใช้หนี้คือเรา คนที่ชวนเราสมัครไม่ได้มาช่วยเราชำระหนี้ด้วย และอย่าสมัครเพราะอยากได้ของแถม เพราะเราจะได้หนี้ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นแถมมาด้วย

 


                                          

     8.   พยายามชำระหนี้ให้หมดเร็วที่สุดเพื่อลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการเพิ่มเงินที่จ่ายในแต่ละงวดหรือหาเงินก้อนใหญ่มาโปะ แต่ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าปรับจากการชำระเงินไม่เป็นไปตามสัญญาหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องลองเปรียบเทียบกับจำนวนเงินที่จะประหยัดได้ว่าคุ้มค่าที่จะจ่ายเพิ่มอย่างที่กล่าวมาหรือเปล่า

9.  คอยตรวจสอบยอดหนี้ทั้งหมดของตนเองอยู่เสมอ และสังเกตว่าเริ่มจะมีหนี้มาก
เกินไปหรือไม่ หากจำเป็นก็อาจต้องปรับรูปแบบการใช้ชีวิตของตนเอง เพื่อ
ไม่ให้เกิดปัญหาเงินไม่พอใช้
และปัญหาอื่น ๆ เช่น ถูกทวงหนี้อย่างไม่เป็นธรรม
ในภายหลัง

 

     10.   ถ้าเริ่มชำระหนี้ไม่ไหว ให้รีบติดต่อสถาบันการเงินหรือบริษัทเจ้าหนี้ของเราโดยเร็วเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา หรือติดต่อสถาบันการเงินอื่นที่มีโครงการให้สินเชื่อรีไฟแนนซ์สินเชื่อส่วนบุคคล เพราะปล่อยไว้ยิ่งนาน หนี้จะยิ่งเพิ่ม และสายเกินแก้มากขึ้นเรื่อย ๆ  

 

หมายเหตุ : บทความบางส่วนดัดแปลงจาก www.bankinginfo.com.my และwww.moneysense.gov.sg

 

 

 

***************************************************************

 Content Editor Web Part


Best viewed with IE 6.0 or higher at 1024 x768 screen resolution.