Skip navigation links
Home
นโยบายการเงิน
สถาบันการเงิน
ตลาดการเงิน
ระบบการชำระเงิน
สถิติ
ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.)
Skip Navigation Links
ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.)
รู้เท่าทัน กลโกงเงิน
ความรู้เกี่ยวกับสินเชื่อ
บัตรเครดิต สิทธิที่ควรทราบ
สิทธิและหน้าที่ของผู้ใช้บริการทางการเงิน
มารู้จักอัตราดอกเบี้ยกันดีกว่า
ผู้ประกอบการในระบบการเงินไทย
ข่าวและกิจกรรม ศคง.

ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) > บัตรเครดิต สิทธิที่ควรทราบ
ผู้จัดการบริการ  สุมิตร (0-2283-6764)   นารีรัตน์ (0-2283-6154)   
  บัตรเครดิต สิทธิที่ควรทราบ 

บัตรเครดิต คืออะไร

บัตรเครดิตเป็นบัตรที่ธนาคารพาณิชย์หรือผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank)
ออกให้แก่ผู้ถือบัตร เพื่อ

- ใช้แทนเงินสดในการชำระค่าสินค้าและบริการ
   เป็นการอำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้าและบริการให้แก่ผู้ถือบัตรโดยลดการพกพาเงินสดจำนวนมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญหายหรือถูกโจรกรรม

- ใช้ถอนเงินสดจากเครื่อง ATM มาใช้ล่วงหน้า
   ผู้ถือบัตรสามารถเบิกเงินสดจากตู้ ATM มาใช้ก่อนล่วงหน้าได้ แต่มีข้อควรระวังในการใช้บริการ คือ คุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในการเบิกใช้เงินสดในอัตราที่ค่อนข้างสูง
  
ประโยชน์อื่น ๆ ของการใช้บัตรเครดิต เมื่อเทียบกับการใช้เงินสดยังมีอีก  เช่น

- ไ
ด้รับสินค้าก่อน และชำระเงินภายหลัง แต่ต้องชำระเต็มจำนวน และตรงกับวันที่กำหนดไว้ในใบแจ้งยอดรายการบัตรเครดิตไม่เช่นนั้น  จะมีภาระในการจ่ายดอกเบี้ยและค่าบริการต่าง ๆ ให้แก่ผู้ออกบัตร

-
ได้รับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เช่น ส่วนลดจากร้านค้า หรือ การสะสมคะแนนเพื่อแลกรางวัล เป็นต้น

บัตรเครดิต ใครมีสิทธิ์บ้าง

การมีบัตรเครดิตไม่ได้เป็นเรื่องยากสำหรับผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยผู้ออกบัตรจะพิจารณาจากคุณสมบัติของผู้สมัครบัตรเครดิต ดังนี้
 
1. ความน่าเชื่อถือ โดยพิจารณาจาก ประวัติการใช้บริการสินเชื่อ ประวัติการชำระเงินคืน  วินัยในการใช้สินเชื่อ ประวัติการชำระหนี้ของ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (National Credit Bureau Co.,Ltd.) การมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง  อาชีพ และบุคคลอ้างอิง เป็นต้น

2. ความสามารถในการชำระหนี้  ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

     -
มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน หรือ

     - 
มีเงินฝากเป็นหลักประกันเต็มวงเงิน หรือ

     -
มีเงินฝากประจำกับธนาคารไม่น้อยกว่า 500,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือ

     -
มีเงินฝากออมทรัพย์ หรือลงทุนในตราสารหนี้ หรือลงทุนในกองทุนรวมไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า  6 เดือน โดยวงเงินที่ผู้ถือบัตรจะได้รับจากผู้ออกบัตรเครดิตขึ้นกับการพิจารณาของผู้ออกบัตร แต่สูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ต่อเดือน 


บัตรเครดิตเจ้าไหน น่าสนใจที่สุด


ธนาคารแห่งประเทศไทย มีข้อกำหนดให้ผู้ออกบัตร เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม และค่าบริการอื่น ๆ โดยให้ปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานทุกแห่ง  รวมทั้งให้ระบุในเอกสารชี้ชวน ใบสมัคร และสัญญา  ดังนั้น ก่อนเลือกใช้บริการผู้บริโภคควรศึกษาค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ผู้ออกบัตรแต่ละแห่งเรียกเก็บจากลูกค้า รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย โดยสามารถเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมในเบื้องต้นได้จาก อัตราค่าธรรมเนียมเปรียบเทียบ
 
     ทั้งนี้   ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้บริการบัตรเครดิต สรุปได้ดังนี้
     - 
ค่าธรรมเนียมแรกเข้า   0 -15,000 บาท  ขึ้นกับชนิดของบัตรเครดิต
     -
ค่าธรรมเนียมรายปี   0 - 30,000 บาท ขึ้นกับชนิดของบัตรเครดิต
     -
ค่าธรรมเนียมในการชำระเงินผ่านช่องทางต่างๆ   0 – 50 บาทต่อครั้ง
     -
อัตราดอกเบี้ย   (ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ออกบัตรเรียกเก็บดอกเบี้ย เบี้ยปรับ และค่าบริการต่าง ๆ รวมกันเกินร้อยละ 20 ต่อปีไม่ได้)
     -
ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดผ่านบัตรเครดิต  (ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ออกบัตรเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเกินร้อยละ 3 ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอนไม่ได้)
     - ค่
าติดตามทวงถามหนี้  0 - 384 บาทต่องวด
     -
ค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินในการใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศ ร้อยละ 2 - 2.5 ของอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง

     นอกจากนี้ ควรเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์และความสะดวกอื่น ๆ ที่สำคัญ ดังนี้
     - รอบระยะเวลาบัญชี
     - ระยะเวลาการชำระคืนโดยปลอดดอกเบี้ย
     - จำนวนร้านค้าที่รับบัตร
     - ความสะดวกในการชำระเงิน
     - เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผู้ถือบัตรจะได้รับ
     - บริการเสริม และโปรโมชั่นต่าง ๆ
     - พันธมิตรทางธุรกิจของผู้ออกบัตร

      TIPS
    - 
ค่าธรรมเนียมแรกเข้า และค่าธรรมเนียมรายปี คุณสามารถต่อรองกับผู้ออกบัตรเพื่อขอยกเว้นการเรียกเก็บได้
     -
สิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากบัตรเครดิตชนิดต่าง ๆ เช่น บัตรพลาตินัม (Platinum) คุณควรนำมาเปรียบเทียบกับเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการใช้บัตรด้วย เนื่องจากค่าธรรมเนียมรายปีจะสูงกว่าบัตรธรรมดา

 


 

 

 บัตรเครดิต...ใช้ที่ไหน

คุณสามารถใช้บัตรเครดิต

ซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่รับบัตรเครดิตในเครือข่ายบัตรเครดิตเท่านั้น

ซึ่งสามารถสังเกตได้จากตราสัญลักษณ์หรือโลโก้ของเครือข่ายบัตรเครดิตที่ติดตามร้านค้า

และสถานที่ประกอบการต่าง ๆ 
  


 

   

                    

 



ใช้บัตรเครดิตแล้ว ชำระเงินที่ไหน

เมื่อครบกำหนด คุณสามารถนำเงินไปชำระเงินค่าใช้บริการบัตรเครดิต ได้ที่

-  ธ
นาคารพาณิชย์ หรือ Non-bank ที่เป็นผู้ออกบัตรเครดิต

-  จุดบริการรับชำระเงินที่ระบุในใบแจ้งหนี้ เช่น บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เคาน์เตอร์เซอร์วิส และธนาคารพาณิชย์อื่นที่ระบุในใบแจ้งหนี้ เป็นต้น

-
ช่องทางต่างๆ เช่น ตู้ ATM โทรศัพท์อัตโนมัติ อินเตอร์เน็ต หรือการทำข้อตกลงให้หักจากบัญชีเงินฝาก เป็นต้น

   ทั้งนี้ การชำระเงินผ่านช่องทางต่าง ๆ อาจมีค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกัน คุณควรศึกษาเปรียบเทียบค่าธรรมเนียม  และเงื่อนไข บริการอื่นๆ เช่น จำนวนเงินที่รับชำระสูงสุด เป็นต้น

อัตราค่าธรรมเนียมเปรียบเทียบ

 





ขั้นตอนการใช้บัตรเครดิต

ในปัจจุบันเราใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าและบริการแทนเงินสดกันอย่างแพร่หลาย   โดยเมื่อคุณเลือกสินค้าที่คุณพอใจได้แล้ว  คุณยื่นบัตรเครดิตให้พนักงานขาย และภายในช่วงเวลาไม่กี่นาทีคุณก็สามารถรับสินค้าและเดินออกจากร้านได้  คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า เบื้องหลังความสะดวกสบายและรวดเร็วนั้น  มีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างไรบ้าง

โปรดดูแผนผังการใช้และการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตด้านล่างนี้

 

     การซื้อสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิต

     1. ผู้ซื้อยื่นบัตรเครดิตให้กับพนักงานขาย จากนั้นพนักงานขายจะนำบัตรเครดิตไปรูดที่เครื่องรูดบัตร (Electronic Data Capture: EDC) ซึ่งอาจเป็นของธนาคาร หรือ Non-bank แห่งอื่น (ซึ่งเรียกว่าสถาบันผู้รับบัตร หรือ Acquirer)

2
. จากนั้น เครื่อง EDC จะส่งข้อมูลกลับไปยังสถาบันผู้รับบัตร

3. สถาบันผู้รับบัตรจะส่งข้อมูลต่อไปยังศูนย์เครือข่ายบัตรเครดิต (เช่น VISA หรือ MASTER เป็นต้น)

4. ศูนย์เครือข่ายบัตรเครดิตจะส่งข้อมูลไปยังธนาคาร หรือ Non-bank ที่เป็นผู้ออกบัตรเครดิตนั้น (ซึ่งเรียกว่าสถาบันผู้ออกบัตร หรือ Issuer) เพื่อขออนุมัติการใช้บัตรเครดิต

5. สถาบันผู้ออกบัตรจะตรวจสอบวงเงินว่ามีเพียงพอหรือไม่ และแจ้งการอนุมัติกลับไปยังศูนย์เครือข่ายบัตรเครดิต

6. ศูนย์เครือข่ายบัตรเครดิตจะแจ้งการอนุมัติกลับไปยังสถาบันผู้รับบัตร

7. สถาบันผู้รับบัตรจะแจ้งการอนุมัติกลับไปยังร้านค้าเพื่อพิมพ์ใบบันทึกการขาย (Sales Slip)

8. ผู้ซื้อตรวจสอบความถูกต้องของใบบันทึกรายการขาย (Sales Slip) ก่อนที่จะเซ็นชื่อ และเก็บ Sales Slip ไว้เป็นหลักฐานการชำระเงิน และเพื่อตรวจสอบกับใบแจ้งหนี้

การชำระเงิน

9. สถาบันผู้ออกบัตรจัดส่งใบแจ้งหนี้ให้ผู้ซื้อก่อนครบกำหนดชำระเงิน

    10. ผู้ซื้อควรชำระค่าใช้จ่ายตามยอดหนี้ที่ระบุในใบแจ้งหนี้ให้แก่สถาบันผู้ออกบัตรภายในเวลาที่กำหนด ไม่เช่นนั้น ต้องเสียค่าดอกเบี้ยและค่าบริการต่างๆ


 





สัญลักษณ์บนบัตรเครดิต

เคยสงสัยไหม ตราสัญลักษณ์ต่าง ๆ บนบัตรเครดิตบอกอะไรบ้าง คำตอบ คือ บอกถึง

1. ผู้ออกบัตรเครดิต เช่น ธนาคารพาณิชย์ หรือ Non-bank ผู้ออกบัตรเครดิตนั้น

2. ผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรเครดิต
ที่ยอมรับกันโดยทั่วไป เช่น วีซ่า (VISA) มาสเตอร์ (Master) เป็นต้น เป็นผู้ให้บริการรับส่งข้อมูลธุรกรรมของบัตรเครดิต เพื่อการอนุมัติรายการของการใช้บัตรเครดิตในแต่ละครั้ง

3. บริษัท ร้านค้า หรือห้างสรรพสินค้า
ที่ร่วมกับผู้ออกบัตรเครดิต โดยที่ให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น ส่วนลดค่าสินค้าและบริการ แก่ผู้ถือบัตรเครดิตนั้น ๆ ในการใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าหรือบริการของตน


 



ใส่ใจกับใบแจ้งหนี้ และ Sale slip

 
คุณควรเก็บ Sales Slip ไว้เสมอ เพื่อ
-
เป็นหลักฐานในการตรวจสอบกับใบแจ้งหนี้
เป็นข้อมูลสำหรับตัวคุณเอง ว่าคุณได้ใช้จ่ายไปแล้วเท่าไหร่ในงวดนี้ และคุณต้องเตรียมเงินสดไว้เท่าไร เพื่อให้เพียงพอสำหรับการชำระเงินตามกำหนดเวลา

เมื่อคุณได้รับใบแจ้งหนี้ ( Credit Card Statement)
คุณต้องตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บในใบแจ้งหนี้ และรายละเอียดต่าง ๆ ว่าถูกต้อง และ เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด หรือไม่  หากไม่ถูกต้องให้ทักท้วงไปยังผู้ออกบัตรทันที โดยสิ่งที่คุณต้องตรวจสอบมีดังนี้

1. การใช้จ่ายของคุณในงวดนี้ 
    -
ตรวจสอบความถูกต้องของแต่ละรายการใช้จ่าย เทียบกับ Sales Slip
    -
ดูยอดรวมคงค้าง และกำหนดการชำระเงิน เพื่อที่คุณจะได้ไปชำระเงิน หรือนำเงินเข้าบัญชีภายในกำหนดเวลา
    -
ในกรณีที่คุณมีเงินสดไม่เพียงพอสำหรับการชำระเงินเต็มจำนวน คุณต้องดูจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องชำระ (ซึ่งจะเท่ากับ 10% ของยอดคงค้าง)  ทั้งนี้ คุณจะมีภาระในการจ่ายดอกเบี้ยและค่าบริการต่าง ๆ          

2. การชำระเงินของคุณในงวดที่แล้ว ดูยอดเรียกเก็บงวดที่แล้วเทียบกับยอดชำระเงินงวดที่แล้ว เพื่อตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่ และเพื่อทราบว่าคุณยังมีภาระในการชำระเงินสำหรับงวดก่อนเท่าไหร่

3. ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ที่เรียกเก็บจากคุณ  อาทิเช่น ดอกเบี้ย (รวมถึงวันที่เริ่มคิดดอกเบี้ย) ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินค่าติดตามทวงถามหนี้ ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน และค่าธรรมเนียมรายปี เป็นต้น คุณต้องตรวจสอบว่าถูกต้อง และเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด หรือไม่  สำหรับค่าธรรมเนียมบางอย่าง เช่น ค่าธรรมเนียมรายปี คุณสามารถเจรจาต่อรองกับผู้ออกบัตร เพื่อขอยกเว้นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากค่าธรรมเนียมได้

4. สิทธิประโยชน์ของคุณ อย่าลืมตรวจสอบความถูกต้องของสิทธิประโยชน์ที่คุณพึงได้รับจากบัตรเครดิตของคุณ เช่น คะแนนสะสมและวันหมดอายุของคะแนนสำหรับการแลกของรางวัล  หรือเครดิตเงินคืนจากการใช้จ่ายประเภทต่าง ๆ ผ่านบัตรเครดิต เป็นต้น

หากคุณมียอดค้างชำระ นอกจากภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายถึงร้อยละ 20 แล้ว ผู้ประกอบการ หรือ สถาบันการเงินบางแห่ง อาจคิดดอกเบี้ยสำหรับยอดการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นใหม่ด้วย


 

 

คิดให้ดี ก่อนก่อหนี้บัตรเดรดิต

บัตรเครดิต ควรใช้เป็นช่องทางในการชำระหนี้ค่าสินค้าและบริการ เพื่อความสะดวก แต่ไม่ควรใช้เป็นช่องทางในการกู้เงิน เพราะเสียอัตราดอกเบี้ยแพง

- บัตรเครดิตทำให้ผู้ถือบัตรมีความยืดหยุ่นทางการเงิน โดยที่ผู้ออกบัตรจ่ายเงินสดให้ก่อนล่วงหน้า  และผู้ถือบัตรได้รับสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยประมาณ 30-55 วัน ทำให้มีอำนาจการใช้จ่ายสูงขึ้นจากรายได้ปกติ  แต่อย่าลืมว่าคุณกำลังเอาเงินของผู้อื่นมาใช้ซึ่งผู้ถือบัตรต้องชำระคืนในภายหลัง  ดังนั้น ต้องระวังการใช้จ่ายที่เกินตัวหรือเกินจำเป็น เพื่อไม่ให้มีภาระที่ต้องชำระหนี้มากเกินความสามารถ

-
คุณควรเตรียมเงินให้เพียงพอกับยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและชำระเงินภายในเวลาที่กำหนด เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยและค่าปรับต่าง ๆ

-
หากคุณมีบัตรเครดิตหลายใบ  ควรจดบันทึกหมายเลขบัตรเครดิต วงเงินสินเชื่อ ภาระหนี้ที่มีอยู่ และวันครบกำหนดชำระเงิน ฯลฯ ให้ครบถ้วน เพื่อวางแผนการใช้บัตรเครดิตและการชำระหนี้ให้ตรงเวลา

 

 

 



ปัญหาหนี้สินบัตรเครดิต...มีทางออก

1. อย่าท้อถอย ทุกปัญหามีทางแก้ไข

2. คุณต้องตรวจสอบรายรับ-รายจ่ายในแต่ละเดือน  โดยอาจทำเป็นตารางรายรับ - รายจ่าย เพื่อให้คุณทราบสถานะทางการเงินของคุณอย่างชัดเจน และรู้ว่าคุณมีเงินเหลือเท่าไหร่สำหรับชำระคืนหนี้สิน และเก็บออม นอกจากนั้น ยังช่วยให้รู้ว่าสามารถลดรายจ่ายรายการใดที่ไม่จำเป็นลงได้บ้าง

3. คุณต้องสำรวจภาระหนี้สินของตนเอง  โดยอาจทำเป็นตาราง มีรายละเอียดต่าง ๆ เช่น ประเภทหนี้  จำนวนเงินต้นค้างชำระ จำนวนดอกเบี้ยค้างชำระ และวันถึงกำหนดชำระ เป็นต้น เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการชำระเงินของคุณได้

4. คุณควรหยุดวงจรแห่งหนี้ ด้วยการอยู่ให้ได้ด้วยรายได้ของคุณในแต่ละเดือน และบอกกับตนเองว่า คุณจะไม่ก่อหนี้สินเพิ่มอีก ซึ่งรวมถึงการกู้ยืมเพื่อมาจ่ายหนี้เก่าด้วย แล้วทยอยผ่อนชำระหนี้สินเดิม แม้จะใช้เวลา แต่หนี้สินของคุณก็จะหมดไปในที่สุด

5. หากคุณมีภาระหนี้สินมากกว่าเงินคงเหลือในแต่ละเดือน คุณสามารถปรึกษากับเจ้าหนี้ หรือสถาบันผู้ออกบัตร เพื่อร่วมกันหาวิธีแก้ไขปัญหาหนี้สินที่เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของคุณ ซึ่งมีหลายวิธี  เช่น การยืดอายุการชำระหนี้  การลดจำนวนเงินที่ผ่อนชำระต่อเดือน หรือ การชำระเงินต้นโดยปลอดดอกเบี้ยให้ระยะเวลาหนึ่ง เป็นต้น 



ข้อห้าม  อย่าหนีหนี้

คุณนำเงินของผู้อื่นมาใช้ คุณจึงมีหน้าที่ชำระเงินคืน  ดังนั้น เพื่อรักษาเครดิตของคุณไว้ เผื่อในอนาคต คุณอาจมีความจำเป็นต้องกู้เงินจากธนาคารในจำนวนที่มากกว่าวงเงินสินเชื่อของบัตรเครดิต เช่น การกู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้าน หรือรถยนต์ เป็นต้นการหนีหนี้หรือไม่ชำระหนี้ จะทำให้คุณมีประวัติการเงินที่ไม่ดีบันทึกอยู่ในบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ซึ่งหากคุณต้องการกู้เงินในอนาคต ธนาคารพาณิชย์ก็จะตรวจสอบประวัติการชำระหนี้ของคุณจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด และทำให้คุณถูกปฏิเสธการขอกู้เงิน ทั้งนี้ ประวัติการชำระเงินจะถูกเก็บอยู่ที่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เป็นเวลา 3 ปี นับจากวันที่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ได้รับรายงาน



ใคร..มีหน้าที่ช่วยแก้ปัญหาบัตรเครดิต

ปัญหาจากบัตรเครดิต เช่น ภาระหนี้ของผู้บริโภค การถูกขโมยข้อมูลไปใช้ ล้วนเป็นปัญหาที่หลายๆฝ่าย ตั้งแต่ผู้ออกบัตร ผู้ถือบัตร หรือแม้แต่ผู้กำกับดูแล ต่างต้องร่วมกันดูแลอย่างเหมาะสม กล่าวคือ

บริษัทผู้ออกบัตร ต้องให้ความรู้แก่ผู้ถือบัตรในการใช้บัตรเครดิตที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง ต้องพัฒนาระบบและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้มีความทันสมัย ปลอดภัย เพื่อป้องกันการถูกขโมยข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย

ผู้ถือบัตร ต้องเรียนรู้การรักษาสิทธิของตนเอง รวมทั้งต้องเข้าใจหน้าที่ของผู้ถือบัตร และการเป็นลูกหนี้ที่ดีด้วย

ผู้กำกับดูแล ได้แก่ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย มีหน้าที่กำกับดูแลผู้ออกบัตรเครดิต โดยการออกหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรมให้ผู้ออกบัตรถือปฏิบัติ เช่น ดอกเบี้ยสูงสุด ค่าธรรมเนียม กำกับ และตรวจสอบให้ผู้ออกบัตรปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งคุ้มครองผู้ถือบัตรให้ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งรวมถึงการให้ความรู้ที่ถูกต้องและจำเป็นต่าง ๆ เกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย ตลอดจนการใช้บัตรเครดิตอย่างถูกต้องเหมาะสม







รู้กฎหมายไว้...ไม่เสียเปรียบ


คุณรู้หรือไม่ว่า ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือไม่ใช่ก็ตาม จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแบงก์ชาติ โดยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตแต่ละประเภท ดังนี้ 

1. ธนาคารพาณิชย์ ต้องดำเนินธุรกิจภายใต้พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ. ศ. 2551 และ
    ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกตามความใน พ.ร.บ. ดังกล่าว  

2. ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank) ต้องดำเนินธุรกิจภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58
     (ปว. 58)  ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545  รวมถึงประกาศกระทรวงการคลัง และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย 
     ที่ออกตามความใน ปว. 58

ข้อกำหนดสำคัญที่ผู้บริโภคควรรู้ มีดังนี้
(ข้อมูล ณ วันที่ 9 มกราคม 2555)

> กรณีผ่อนชำระ ผู้ถือบัตรต้องชำระหนี้ขั้นต่ำในแต่ละงวดไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของยอดคงค้างทั้งสิ้น

ห้ามผู้ออกบัตรเรียกเก็บดอกเบี้ย หรือดอกเบี้ยผิดนัด หรือเบี้ยปรับ หรือค่าบริการต่าง ๆ เป็นจำนวนรวมกันเกินร้อยละ 20 ต่อปี   (ดูวิธีการคิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก)  ทั้งนี้ ผู้ออกบัตรอาจเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ ในกรณีต่อไปนี้

              -
กรณีเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต ผู้ออกบัตรสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียม เพิ่มเติมได้อีก ไม่เกินร้อยละ 3

               -
กรณีมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ผู้ออกบัตรสามารถเรียกเก็บได้ตามจริง และ/หรือพอสมควรแก่เหตุ แต่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น ค่าบริการในการใช้บัตรเครดิตเพื่อชำระภาษีอากร และค่าธรรมเนียมของทางราชการ และค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ เป็นต้น

  > หนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิต ที่ยังไม่ได้โอนไปเป็นหนี้ตามสัญญาเดินสะพัด ห้ามเอาดอกเบี้ยทบเข้ากับเงินต้น แล้วคิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากัน

  > ห้ามนำเบี้ยปรับ และค่าใช้จ่ายในการทวงถามหนี้ มารวมกับหนี้ค้างชำระ เพื่อคิดเบี้ยปรับอีก

  > วิ
ธีการติดตามทวงถามหนี้  ต้องอยู่ภายในขอบเขตของ กฎ กติกา มารยาท ที่กำหนดใน แนวปฏิบัติในการติดตามทวงถามหนี้ ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย

  > เมื่อผู้ออกบัตรได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค  ผู้ออกบัตรต้องดำเนินการ ดังนี้

               -
 ตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง

               -
แจ้งความคืบหน้าของผลการตรวจสอบและขั้นตอนการดำเนินการต่อไป ให้ผู้บริโภคทราบภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งการร้องเรียน

              -
ดำเนินการแก้ไขข้อร้องเรียนให้แล้วเสร็จ และแจ้งให้ผู้บริโภคทราบโดยเร็ว

 

กลโกงบัตรเครดิต


Best viewed with IE 6.0 or higher at 1024 x768 screen resolution.