|

บัตรเครดิต คืออะไร
บัตรเครดิตเป็นบัตรที่ธนาคารพาณิชย์หรือผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank) ออกให้แก่ผู้ถือบัตร เพื่อ
- ใช้แทนเงินสดในการชำระค่าสินค้าและบริการ เป็นการอำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้าและบริการให้แก่ผู้ถือบัตรโดยลดการพกพาเงินสดจำนวนมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญหายหรือถูกโจรกรรม
- ใช้ถอนเงินสดจากเครื่อง ATM มาใช้ล่วงหน้า ผู้ถือบัตรสามารถเบิกเงินสดจากตู้ ATM มาใช้ก่อนล่วงหน้าได้ แต่มีข้อควรระวังในการใช้บริการ คือ คุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในการเบิกใช้เงินสดในอัตราที่ค่อนข้างสูง ประโยชน์อื่น ๆ ของการใช้บัตรเครดิต เมื่อเทียบกับการใช้เงินสดยังมีอีก เช่น
- ได้รับสินค้าก่อน และชำระเงินภายหลัง แต่ต้องชำระเต็มจำนวน และตรงกับวันที่กำหนดไว้ในใบแจ้งยอดรายการบัตรเครดิตไม่เช่นนั้น จะมีภาระในการจ่ายดอกเบี้ยและค่าบริการต่าง ๆ ให้แก่ผู้ออกบัตร
- ได้รับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เช่น ส่วนลดจากร้านค้า หรือ การสะสมคะแนนเพื่อแลกรางวัล เป็นต้น |
|

บัตรเครดิต ใครมีสิทธิ์บ้าง
การมีบัตรเครดิตไม่ได้เป็นเรื่องยากสำหรับผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยผู้ออกบัตรจะพิจารณาจากคุณสมบัติของผู้สมัครบัตรเครดิต ดังนี้ 1. ความน่าเชื่อถือ โดยพิจารณาจาก ประวัติการใช้บริการสินเชื่อ ประวัติการชำระเงินคืน วินัยในการใช้สินเชื่อ ประวัติการชำระหนี้ของ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (National Credit Bureau Co.,Ltd.) การมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง อาชีพ และบุคคลอ้างอิง เป็นต้น
2. ความสามารถในการชำระหนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
- มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน หรือ
- มีเงินฝากเป็นหลักประกันเต็มวงเงิน หรือ
- มีเงินฝากประจำกับธนาคารไม่น้อยกว่า 500,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือ
- มีเงินฝากออมทรัพย์ หรือลงทุนในตราสารหนี้ หรือลงทุนในกองทุนรวมไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน โดยวงเงินที่ผู้ถือบัตรจะได้รับจากผู้ออกบัตรเครดิตขึ้นกับการพิจารณาของผู้ออกบัตร แต่สูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ต่อเดือน
|
|

บัตรเครดิตเจ้าไหน น่าสนใจที่สุด
ธนาคารแห่งประเทศไทย มีข้อกำหนดให้ผู้ออกบัตร เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม และค่าบริการอื่น ๆ โดยให้ปิดประกาศไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานทุกแห่ง รวมทั้งให้ระบุในเอกสารชี้ชวน ใบสมัคร และสัญญา ดังนั้น ก่อนเลือกใช้บริการผู้บริโภคควรศึกษาค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ผู้ออกบัตรแต่ละแห่งเรียกเก็บจากลูกค้า รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย โดยสามารถเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมในเบื้องต้นได้จาก อัตราค่าธรรมเนียมเปรียบเทียบ
ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้บริการบัตรเครดิต สรุปได้ดังนี้ - ค่าธรรมเนียมแรกเข้า 0 -15,000 บาท ขึ้นกับชนิดของบัตรเครดิต - ค่าธรรมเนียมรายปี 0 - 30,000 บาท ขึ้นกับชนิดของบัตรเครดิต - ค่าธรรมเนียมในการชำระเงินผ่านช่องทางต่างๆ 0 – 50 บาทต่อครั้ง - อัตราดอกเบี้ย (ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ออกบัตรเรียกเก็บดอกเบี้ย เบี้ยปรับ และค่าบริการต่าง ๆ รวมกันเกินร้อยละ 20 ต่อปีไม่ได้) - ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดผ่านบัตรเครดิต (ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ออกบัตรเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเกินร้อยละ 3 ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอนไม่ได้) - ค่าติดตามทวงถามหนี้ 0 - 384 บาทต่องวด - ค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินในการใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศ ร้อยละ 2 - 2.5 ของอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง
นอกจากนี้ ควรเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์และความสะดวกอื่น ๆ ที่สำคัญ ดังนี้ - รอบระยะเวลาบัญชี - ระยะเวลาการชำระคืนโดยปลอดดอกเบี้ย - จำนวนร้านค้าที่รับบัตร - ความสะดวกในการชำระเงิน - เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผู้ถือบัตรจะได้รับ - บริการเสริม และโปรโมชั่นต่าง ๆ - พันธมิตรทางธุรกิจของผู้ออกบัตร
TIPS - ค่าธรรมเนียมแรกเข้า และค่าธรรมเนียมรายปี คุณสามารถต่อรองกับผู้ออกบัตรเพื่อขอยกเว้นการเรียกเก็บได้ - สิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากบัตรเครดิตชนิดต่าง ๆ เช่น บัตรพลาตินัม (Platinum) คุณควรนำมาเปรียบเทียบกับเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการใช้บัตรด้วย เนื่องจากค่าธรรมเนียมรายปีจะสูงกว่าบัตรธรรมดา
|
|

บัตรเครดิต...ใช้ที่ไหน
คุณสามารถใช้บัตรเครดิต
ซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่รับบัตรเครดิตในเครือข่ายบัตรเครดิตเท่านั้น
ซึ่งสามารถสังเกตได้จากตราสัญลักษณ์หรือโลโก้ของเครือข่ายบัตรเครดิตที่ติดตามร้านค้า
และสถานที่ประกอบการต่าง ๆ
|
|

ใช้บัตรเครดิตแล้ว ชำระเงินที่ไหน
เมื่อครบกำหนด คุณสามารถนำเงินไปชำระเงินค่าใช้บริการบัตรเครดิต ได้ที่
- ธนาคารพาณิชย์ หรือ Non-bank ที่เป็นผู้ออกบัตรเครดิต
- จุดบริการรับชำระเงินที่ระบุในใบแจ้งหนี้ เช่น บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เคาน์เตอร์เซอร์วิส และธนาคารพาณิชย์อื่นที่ระบุในใบแจ้งหนี้ เป็นต้น
- ช่องทางต่างๆ เช่น ตู้ ATM โทรศัพท์อัตโนมัติ อินเตอร์เน็ต หรือการทำข้อตกลงให้หักจากบัญชีเงินฝาก เป็นต้น
ทั้งนี้ การชำระเงินผ่านช่องทางต่าง ๆ อาจมีค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกัน คุณควรศึกษาเปรียบเทียบค่าธรรมเนียม และเงื่อนไข บริการอื่นๆ เช่น จำนวนเงินที่รับชำระสูงสุด เป็นต้น
อัตราค่าธรรมเนียมเปรียบเทียบ
|
|

ขั้นตอนการใช้บัตรเครดิต
ในปัจจุบันเราใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าและบริการแทนเงินสดกันอย่างแพร่หลาย โดยเมื่อคุณเลือกสินค้าที่คุณพอใจได้แล้ว คุณยื่นบัตรเครดิตให้พนักงานขาย และภายในช่วงเวลาไม่กี่นาทีคุณก็สามารถรับสินค้าและเดินออกจากร้านได้ คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า เบื้องหลังความสะดวกสบายและรวดเร็วนั้น มีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างไรบ้าง
โปรดดูแผนผังการใช้และการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตด้านล่างนี้ |
|

|
|
การซื้อสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิต
1. ผู้ซื้อยื่นบัตรเครดิตให้กับพนักงานขาย จากนั้นพนักงานขายจะนำบัตรเครดิตไปรูดที่เครื่องรูดบัตร (Electronic Data Capture: EDC) ซึ่งอาจเป็นของธนาคาร หรือ Non-bank แห่งอื่น (ซึ่งเรียกว่าสถาบันผู้รับบัตร หรือ Acquirer)
2. จากนั้น เครื่อง EDC จะส่งข้อมูลกลับไปยังสถาบันผู้รับบัตร
3. สถาบันผู้รับบัตรจะส่งข้อมูลต่อไปยังศูนย์เครือข่ายบัตรเครดิต (เช่น VISA หรือ MASTER เป็นต้น)
4. ศูนย์เครือข่ายบัตรเครดิตจะส่งข้อมูลไปยังธนาคาร หรือ Non-bank ที่เป็นผู้ออกบัตรเครดิตนั้น (ซึ่งเรียกว่าสถาบันผู้ออกบัตร หรือ Issuer) เพื่อขออนุมัติการใช้บัตรเครดิต
5. สถาบันผู้ออกบัตรจะตรวจสอบวงเงินว่ามีเพียงพอหรือไม่ และแจ้งการอนุมัติกลับไปยังศูนย์เครือข่ายบัตรเครดิต
6. ศูนย์เครือข่ายบัตรเครดิตจะแจ้งการอนุมัติกลับไปยังสถาบันผู้รับบัตร
7. สถาบันผู้รับบัตรจะแจ้งการอนุมัติกลับไปยังร้านค้าเพื่อพิมพ์ใบบันทึกการขาย (Sales Slip)
8. ผู้ซื้อตรวจสอบความถูกต้องของใบบันทึกรายการขาย (Sales Slip) ก่อนที่จะเซ็นชื่อ และเก็บ Sales Slip ไว้เป็นหลักฐานการชำระเงิน และเพื่อตรวจสอบกับใบแจ้งหนี้
การชำระเงิน
9. สถาบันผู้ออกบัตรจัดส่งใบแจ้งหนี้ให้ผู้ซื้อก่อนครบกำหนดชำระเงิน
10. ผู้ซื้อควรชำระค่าใช้จ่ายตามยอดหนี้ที่ระบุในใบแจ้งหนี้ให้แก่สถาบันผู้ออกบัตรภายในเวลาที่กำหนด ไม่เช่นนั้น ต้องเสียค่าดอกเบี้ยและค่าบริการต่างๆ
|
|

สัญลักษณ์บนบัตรเครดิต
เคยสงสัยไหม “ตราสัญลักษณ์ต่าง ๆ บนบัตรเครดิตบอกอะไรบ้าง” คำตอบ คือ บอกถึง
1. ผู้ออกบัตรเครดิต เช่น ธนาคารพาณิชย์ หรือ Non-bank ผู้ออกบัตรเครดิตนั้น
2. ผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรเครดิตที่ยอมรับกันโดยทั่วไป เช่น วีซ่า (VISA) มาสเตอร์ (Master) เป็นต้น เป็นผู้ให้บริการรับส่งข้อมูลธุรกรรมของบัตรเครดิต เพื่อการอนุมัติรายการของการใช้บัตรเครดิตในแต่ละครั้ง
3. บริษัท ร้านค้า หรือห้างสรรพสินค้าที่ร่วมกับผู้ออกบัตรเครดิต โดยที่ให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น ส่วนลดค่าสินค้าและบริการ แก่ผู้ถือบัตรเครดิตนั้น ๆ ในการใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าหรือบริการของตน
|
|

ใส่ใจกับใบแจ้งหนี้ และ Sale slip
คุณควรเก็บ Sales Slip ไว้เสมอ เพื่อ - เป็นหลักฐานในการตรวจสอบกับใบแจ้งหนี้ - เป็นข้อมูลสำหรับตัวคุณเอง ว่าคุณได้ใช้จ่ายไปแล้วเท่าไหร่ในงวดนี้ และคุณต้องเตรียมเงินสดไว้เท่าไร เพื่อให้เพียงพอสำหรับการชำระเงินตามกำหนดเวลา
เมื่อคุณได้รับใบแจ้งหนี้ ( Credit Card Statement) คุณต้องตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บในใบแจ้งหนี้ และรายละเอียดต่าง ๆ ว่าถูกต้อง และ เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด หรือไม่ หากไม่ถูกต้องให้ทักท้วงไปยังผู้ออกบัตรทันที โดยสิ่งที่คุณต้องตรวจสอบมีดังนี้
1. การใช้จ่ายของคุณในงวดนี้ - ตรวจสอบความถูกต้องของแต่ละรายการใช้จ่าย เทียบกับ Sales Slip - ดูยอดรวมคงค้าง และกำหนดการชำระเงิน เพื่อที่คุณจะได้ไปชำระเงิน หรือนำเงินเข้าบัญชีภายในกำหนดเวลา - ในกรณีที่คุณมีเงินสดไม่เพียงพอสำหรับการชำระเงินเต็มจำนวน คุณต้องดูจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องชำระ (ซึ่งจะเท่ากับ 10% ของยอดคงค้าง) ทั้งนี้ คุณจะมีภาระในการจ่ายดอกเบี้ยและค่าบริการต่าง ๆ
2. การชำระเงินของคุณในงวดที่แล้ว ดูยอดเรียกเก็บงวดที่แล้วเทียบกับยอดชำระเงินงวดที่แล้ว เพื่อตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่ และเพื่อทราบว่าคุณยังมีภาระในการชำระเงินสำหรับงวดก่อนเท่าไหร่
3. ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ที่เรียกเก็บจากคุณ อาทิเช่น ดอกเบี้ย (รวมถึงวันที่เริ่มคิดดอกเบี้ย) ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินค่าติดตามทวงถามหนี้ ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน และค่าธรรมเนียมรายปี เป็นต้น คุณต้องตรวจสอบว่าถูกต้อง และเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด หรือไม่ สำหรับค่าธรรมเนียมบางอย่าง เช่น ค่าธรรมเนียมรายปี คุณสามารถเจรจาต่อรองกับผู้ออกบัตร เพื่อขอยกเว้นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากค่าธรรมเนียมได้
4. สิทธิประโยชน์ของคุณ อย่าลืมตรวจสอบความถูกต้องของสิทธิประโยชน์ที่คุณพึงได้รับจากบัตรเครดิตของคุณ เช่น คะแนนสะสมและวันหมดอายุของคะแนนสำหรับการแลกของรางวัล หรือเครดิตเงินคืนจากการใช้จ่ายประเภทต่าง ๆ ผ่านบัตรเครดิต เป็นต้น
หากคุณมียอดค้างชำระ นอกจากภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายถึงร้อยละ 20 แล้ว ผู้ประกอบการ หรือ สถาบันการเงินบางแห่ง อาจคิดดอกเบี้ยสำหรับยอดการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นใหม่ด้วย
|
|

คิดให้ดี ก่อนก่อหนี้บัตรเดรดิต
บัตรเครดิต ควรใช้เป็นช่องทางในการชำระหนี้ค่าสินค้าและบริการ เพื่อความสะดวก แต่ไม่ควรใช้เป็นช่องทางในการกู้เงิน เพราะเสียอัตราดอกเบี้ยแพง
- บัตรเครดิตทำให้ผู้ถือบัตรมีความยืดหยุ่นทางการเงิน โดยที่ผู้ออกบัตรจ่ายเงินสดให้ก่อนล่วงหน้า และผู้ถือบัตรได้รับสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยประมาณ 30-55 วัน ทำให้มีอำนาจการใช้จ่ายสูงขึ้นจากรายได้ปกติ แต่อย่าลืมว่าคุณกำลังเอาเงินของผู้อื่นมาใช้ซึ่งผู้ถือบัตรต้องชำระคืนในภายหลัง ดังนั้น ต้องระวังการใช้จ่ายที่เกินตัวหรือเกินจำเป็น เพื่อไม่ให้มีภาระที่ต้องชำระหนี้มากเกินความสามารถ
- คุณควรเตรียมเงินให้เพียงพอกับยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและชำระเงินภายในเวลาที่กำหนด เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยและค่าปรับต่าง ๆ
- หากคุณมีบัตรเครดิตหลายใบ ควรจดบันทึกหมายเลขบัตรเครดิต วงเงินสินเชื่อ ภาระหนี้ที่มีอยู่ และวันครบกำหนดชำระเงิน ฯลฯ ให้ครบถ้วน เพื่อวางแผนการใช้บัตรเครดิตและการชำระหนี้ให้ตรงเวลา
|
|

ปัญหาหนี้สินบัตรเครดิต...มีทางออก
1. อย่าท้อถอย ทุกปัญหามีทางแก้ไข
2. คุณต้องตรวจสอบรายรับ-รายจ่ายในแต่ละเดือน โดยอาจทำเป็นตารางรายรับ - รายจ่าย เพื่อให้คุณทราบสถานะทางการเงินของคุณอย่างชัดเจน และรู้ว่าคุณมีเงินเหลือเท่าไหร่สำหรับชำระคืนหนี้สิน และเก็บออม นอกจากนั้น ยังช่วยให้รู้ว่าสามารถลดรายจ่ายรายการใดที่ไม่จำเป็นลงได้บ้าง
3. คุณต้องสำรวจภาระหนี้สินของตนเอง โดยอาจทำเป็นตาราง มีรายละเอียดต่าง ๆ เช่น ประเภทหนี้ จำนวนเงินต้นค้างชำระ จำนวนดอกเบี้ยค้างชำระ และวันถึงกำหนดชำระ เป็นต้น เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการชำระเงินของคุณได้
4. คุณควรหยุดวงจรแห่งหนี้ ด้วยการอยู่ให้ได้ด้วยรายได้ของคุณในแต่ละเดือน และบอกกับตนเองว่า คุณจะไม่ก่อหนี้สินเพิ่มอีก ซึ่งรวมถึงการกู้ยืมเพื่อมาจ่ายหนี้เก่าด้วย แล้วทยอยผ่อนชำระหนี้สินเดิม แม้จะใช้เวลา แต่หนี้สินของคุณก็จะหมดไปในที่สุด
5. หากคุณมีภาระหนี้สินมากกว่าเงินคงเหลือในแต่ละเดือน คุณสามารถปรึกษากับเจ้าหนี้ หรือสถาบันผู้ออกบัตร เพื่อร่วมกันหาวิธีแก้ไขปัญหาหนี้สินที่เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของคุณ ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การยืดอายุการชำระหนี้ การลดจำนวนเงินที่ผ่อนชำระต่อเดือน หรือ การชำระเงินต้นโดยปลอดดอกเบี้ยให้ระยะเวลาหนึ่ง เป็นต้น

ข้อห้าม อย่าหนีหนี้
คุณนำเงินของผู้อื่นมาใช้ คุณจึงมีหน้าที่ชำระเงินคืน ดังนั้น เพื่อรักษาเครดิตของคุณไว้ เผื่อในอนาคต คุณอาจมีความจำเป็นต้องกู้เงินจากธนาคารในจำนวนที่มากกว่าวงเงินสินเชื่อของบัตรเครดิต เช่น การกู้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้าน หรือรถยนต์ เป็นต้นการหนีหนี้หรือไม่ชำระหนี้ จะทำให้คุณมีประวัติการเงินที่ไม่ดีบันทึกอยู่ในบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ซึ่งหากคุณต้องการกู้เงินในอนาคต ธนาคารพาณิชย์ก็จะตรวจสอบประวัติการชำระหนี้ของคุณจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด และทำให้คุณถูกปฏิเสธการขอกู้เงิน ทั้งนี้ ประวัติการชำระเงินจะถูกเก็บอยู่ที่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เป็นเวลา 3 ปี นับจากวันที่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ได้รับรายงาน
|
|

ใคร..มีหน้าที่ช่วยแก้ปัญหาบัตรเครดิต
ปัญหาจากบัตรเครดิต เช่น ภาระหนี้ของผู้บริโภค การถูกขโมยข้อมูลไปใช้ ล้วนเป็นปัญหาที่หลายๆฝ่าย ตั้งแต่ผู้ออกบัตร ผู้ถือบัตร หรือแม้แต่ผู้กำกับดูแล ต่างต้องร่วมกันดูแลอย่างเหมาะสม กล่าวคือ
บริษัทผู้ออกบัตร ต้องให้ความรู้แก่ผู้ถือบัตรในการใช้บัตรเครดิตที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง ต้องพัฒนาระบบและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้มีความทันสมัย ปลอดภัย เพื่อป้องกันการถูกขโมยข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย
ผู้ถือบัตร ต้องเรียนรู้การรักษาสิทธิของตนเอง รวมทั้งต้องเข้าใจหน้าที่ของผู้ถือบัตร และการเป็นลูกหนี้ที่ดีด้วย
ผู้กำกับดูแล ได้แก่ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย มีหน้าที่กำกับดูแลผู้ออกบัตรเครดิต โดยการออกหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรมให้ผู้ออกบัตรถือปฏิบัติ เช่น ดอกเบี้ยสูงสุด ค่าธรรมเนียม กำกับ และตรวจสอบให้ผู้ออกบัตรปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งคุ้มครองผู้ถือบัตรให้ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งรวมถึงการให้ความรู้ที่ถูกต้องและจำเป็นต่าง ๆ เกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย ตลอดจนการใช้บัตรเครดิตอย่างถูกต้องเหมาะสม
|
|

รู้กฎหมายไว้...ไม่เสียเปรียบ
คุณรู้หรือไม่ว่า ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือไม่ใช่ก็ตาม จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแบงก์ชาติ โดยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตแต่ละประเภท ดังนี้
1. ธนาคารพาณิชย์ ต้องดำเนินธุรกิจภายใต้พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ. ศ. 2551 และ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกตามความใน พ.ร.บ. ดังกล่าว
2. ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank) ต้องดำเนินธุรกิจภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (ปว. 58) ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 รวมถึงประกาศกระทรวงการคลัง และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ออกตามความใน ปว. 58
ข้อกำหนดสำคัญที่ผู้บริโภคควรรู้ มีดังนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 9 มกราคม 2555)
> กรณีผ่อนชำระ ผู้ถือบัตรต้องชำระหนี้ขั้นต่ำในแต่ละงวดไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของยอดคงค้างทั้งสิ้น
> ห้ามผู้ออกบัตรเรียกเก็บดอกเบี้ย หรือดอกเบี้ยผิดนัด หรือเบี้ยปรับ หรือค่าบริการต่าง ๆ เป็นจำนวนรวมกันเกินร้อยละ 20 ต่อปี (ดูวิธีการคิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก) ทั้งนี้ ผู้ออกบัตรอาจเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ ในกรณีต่อไปนี้
- กรณีเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต ผู้ออกบัตรสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียม เพิ่มเติมได้อีก ไม่เกินร้อยละ 3
- กรณีมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ผู้ออกบัตรสามารถเรียกเก็บได้ตามจริง และ/หรือพอสมควรแก่เหตุ แต่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น ค่าบริการในการใช้บัตรเครดิตเพื่อชำระภาษีอากร และค่าธรรมเนียมของทางราชการ และค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ เป็นต้น
> หนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิต ที่ยังไม่ได้โอนไปเป็นหนี้ตามสัญญาเดินสะพัด ห้ามเอาดอกเบี้ยทบเข้ากับเงินต้น แล้วคิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากัน
> ห้ามนำเบี้ยปรับ และค่าใช้จ่ายในการทวงถามหนี้ มารวมกับหนี้ค้างชำระ เพื่อคิดเบี้ยปรับอีก
> วิธีการติดตามทวงถามหนี้ ต้องอยู่ภายในขอบเขตของ กฎ กติกา มารยาท ที่กำหนดใน แนวปฏิบัติในการติดตามทวงถามหนี้ ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย
> เมื่อผู้ออกบัตรได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค ผู้ออกบัตรต้องดำเนินการ ดังนี้
- ตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง
- แจ้งความคืบหน้าของผลการตรวจสอบและขั้นตอนการดำเนินการต่อไป ให้ผู้บริโภคทราบภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งการร้องเรียน
- ดำเนินการแก้ไขข้อร้องเรียนให้แล้วเสร็จ และแจ้งให้ผู้บริโภคทราบโดยเร็ว
|
|

กลโกงบัตรเครดิต |