|

สิทธิและหน้าที่ของผู้ใช้บริการทางการเงิน
เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทำให้สถาบันการเงินต่าง ๆ มีการพัฒนารูปแบบการให้บริการทางการเงินที่หลากหลายกับลูกค้าของตน เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า และการแข่งขันทางธุรกิจ แต่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านั้นอาจมีความซับซ้อน และความเสี่ยง จึงอาจเป็นความสะดวกสบายที่นำภัยมาสู่ผู้บริโภคได้
ด้วยเหตุนี้ การเป็นผู้บริโภคในยุคที่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินมึความหลากหลาย ซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องรู้จักสิทธิและหน้าที่ และการปกป้องสิทธิของตน เสมือนเป็นการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเอง จะได้ตัดสินใจเลือกใช้บริการทางการเงินได้เหมาะสมกับสถานะทางการเงินและความต้องการ แถมยังเป็นการป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบอีกด้วย
|
|

สิทธิในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และครบถ้วน
ผู้ใช้บริการทางการเงินมีสิทธิที่จะได้รับทราบรายละเอียด และเงื่อนไขการให้บริการต่าง ๆ ซึ่งสถาบันการเงินต้องเปิดเผยข้อมูล ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และการให้บริการต่างๆอย่างถูกต้อง ครบถ้วน เพียงพอ ต่อการเปรียบเทียบเพื่อตัดสินใจ และไม่บิดเบือน ข้อเท็จจริงตามเกณฑ์ที่แบงก์ชาติกำหนด ดังนี้
- เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไว้ในที่เปิดเผย
สังเกตุเห็นง่าย เช่น สำนักงานใหญ่ สาขาที่ทำการ รวมทั้งในเว็บไซต์ของตนเอง และของแบงก์ชาติ เพื่อสร้างความโปร่งใส และช่วยให้ลูกค้ามีข้อมูลเปรียบเทียบ เพื่อประกอบการตัดสินใจ
- เปิดเผยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) ที่ผู้ฝากเงินได้รับให้แก่ผู้ฝากเงินทราบด้วย เช่น ในใบโฆษณาเงินฝากประจำที่มีการให้อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได เป็นต้น
|
|
เปิดเผยข้อมูลอย่างไร

|
- เจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินมีหน้าที่อธิบายลักษณะของผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการต่างๆ ให้ท่านเข้าใจก่อนตัดสินใจ
- การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ต้องมีความชัดเจนเข้าใจง่าย ให้ข้อมูลครบถ้วน ไม่ก่อให้เกิดการเข้าใจผิด
ไม่โฆษณาเกินจริง และต้องระบุอัตราดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนและชัดเจน
- กรณีขอกู้เงินแล้วไม่ได้รับการอนุมัติเงินกู้ สถาบันการเงินต้องมีหนังสือชี้แจงเหตุผลที่ไม่ให้เงินกู้ และท่านมีสิทธิในการขอคืนเอกสารประกอบการพิจารณาสินเชื่อ และต้องได้รับเอกสารคืนภายในเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ท่านเกิดความเข้าใจ สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ และมีข้อมูลในการปรับปรุงประสิทธิภาพตนเองเพื่อขอสินเชื่อใหม่
|
|

สิทธิที่ต้องได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในการติดตามทวงถามหนี้
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดแนวนโยบายในการติดตามทวงถามหนี้ของสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับ เพื่อความเหมาะสม และความเป็นธรรมกับลูกหนี้ดังนี้
- ติดตามทวงถามได้เฉพาะภายในเวลาที่กำหนด
- วันจันทร์ – วันศุกร์ ภายในเวลา 08.00 น. – 20.00 น. - วันหยุดราชการ ภายในเวลา 08.00 น. – 18.00 น. - ความถี่ในการติดต่อต้องเหมาะสม
- ต้องแสดงตัวและแจ้งวัตถุประสงค์ในการติดตามทวงถามหนี้
- กรณีเป็นสถาบันการเงิน ต้องแจ้งชื่อ และวัตถุประสงค์ในการติดต่อให้ลูกหนี้ได้รับทราบอย่างถูกต้องเหมาะสม - กรณีเป็นผู้ให้บริการเรียกเก็บหนี้ (ตัวแทนสถาบันการเงิน) ต้องแสดงเอกสาร ว่าได้รับอนุญาตจากผู้ประกอบธุรกิจให้ทำการแทน
- ต้องใช้วิธีการเรียกเก็บหนี้ที่เหมาะสม
- เก็บเงินได้จากลูกหนี้เท่านั้น ยกเว้นได้รับความยินยอมจากลูกหนี้ หรือเป็นสิทธิตามกฏหมาย - ไม่รบกวนหรือรังควานลูกหนี้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร - ไม่ใช้คำพูดที่รุนแรง หรือหยาบคาย ข่มขู่ และคุกคามในลักษณะที่ผิดกฏหมายเพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้ - ห้ามปลอมแปลง บิดเบือนข้อมูล เอกสาร หรือแสดงท่าทางอันทำให้ลูกหนี้สำคัญผิดว่าเอกสารเรียกเก็บหนี้ หรือเอกสารที่ใช้ในการติดต่อกับลูกหนี้นั้น ออกหรือได้รับอนุญาต หรือรับรองจากหน่วยงานของรัฐ หรือ บริษัทข้อมูลเครดิต
- ต้องเก็บรักษาความลับของลูกหนี้ ห้ามเปิดเผยข้อมูลหนี้ของลูกหนี้ให้บุคคลอื่นทราบระหว่างติดต่อทวงถามหนี้ แม้จะเป็นบุคคลในครอบครัว ยกเว้นได้รับความยินยอมจากลูกหนี้
- ต้องมีหลักฐานแสดงการรับเงินจากลูกหนี้ที่เหมาะสมและมีผลในทางกฎหมาย
|
|
ข้อควรรู้ก่อนเป็นลูกหนี้
1. ก่อนเป็นลูกหนี้ ผู้ประกอบการหรือสถาบันการเงินต้องแจ้งให้ผู้ที่มาขอกู้เงินครั้งแรกทราบในเรื่องต่อไปนี้ - ค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในการกู้เงิน เช่น ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าปรับต่างๆ - รายชื่อตัวแทนที่ทำหน้าที่ในการติดตามทวงถามหนี้
2. ขณะเป็นลูกหนี้ - ต้องแจ้งให้ลูกหนี้ทราบล่วงหน้าหากมอบหมายให้ผู้อื่นเก็บหนี้แทน - ต้องจัดส่งเอกสารยืนยันยอดหนี้ให้แก่ลูกหนี้
3. ลูกหนี้สามารถร้องเรียนได้ที่สถาบันการเงิน หรือแบงก์ชาติ หากสถาบันการเงินหรือตัวแทนมีพฤติกรรมในการติดตาม ทวงถามหนี้ไม่เหมาะสม หรือเข้าข่ายคุกคามลูกหนี้
หมายเหตุ : กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างยกร่าง พ.ร.บ. ติดตามทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรมเพื่อเป็นกฏหมายที่ใช้ควบคุมผู้ทวงถามหนี้ ของสินเชื่อทุกประเภท และสร้างความเป็นธรรมต่อลูกหนี้ | |
|

สิทธิที่ได้รับความคุ้มครองเรื่องการรักษาความลับของข้อมูล
สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน รวมทั้ง บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ต้องรักษาข้อมูลของลูกค้าเป็นความลับ จะใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าได้เฉพาะวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานของสถาบันการเงิน และ/หรือผลประโยชน์ของลูกค้าเท่านั้น การเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าต่อองค์กรอื่นหรือบุคคลอื่นจะทำได้ต่อเมื่อ
- ลูกค้าร้องขอและยินยอมให้เปิดเผยข้อมูล
- การให้ข้อมูลกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เพื่อวัตถุประสงค์ในการรายงานซึ่งมีลักษณะเดียวกัน
- กฏหมายอนุญาตหรือกำหนดไว้ เช่น การเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าตามคำสั่งศาล หรือหน่วยงานของรัฐที่ใช้อำนาจ
ตามฏหมาย เช่น ผู้ตรวจการของแบงก์ชาติ
บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เกี่ยวข้องกับเราอย่างไร บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (National Credit Bureau Co.,ltd) จะทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลสินเชื่อของลูกค้าสถาบัน การเงิน ซึ่งประกอบด้วยข้อมูล 2 ส่วน คือ ข้อมูลบ่งชี้ตัวบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวประชาชน และอีกส่วนหนึ่งเป็นประวัติการชำระสินเชื่อ และการชำระสินเชื่อบัตรเครดิต ซึ่งจะมีการรายงานข้อมูลเครดิตแสดงยอดหนี้คงค้าง และประวัติการผิดนัดชำระในแต่ละเดือนโดยเก็บข้อมูลย้อนหลังไม่เกิน 36 เดือน ซึ่งสถาบันการเงินสามารถเรียกดูข้อมูลดังกล่าวเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกค้าซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลก่อน (อ่านเพิ่มเติม click)
|
สิทธิการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวในบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ
-
สิทธิที่จะรับรู้ว่าบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของเราอะไรบ้าง
-
สิทธิที่จะขอตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และต้องได้รับแจ้งผลการตรวจสอบภายในระยะเวลาที่กำหนด
-
สิทธิที่จะขอตรวจสอบข้อมูลโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม กรณีที่สถาบันการเงินปฏิเสธคำขอสินเชื่อเพราะใช้ข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ แต่ต้องดำเนินการภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับการปฏิเสธการขอสินเชื่อนั้น
-
สิทธิที่จะโต้แย้งและขอแก้ไขเมื่อทราบว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง
-
สิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเรื่องความถูกต้องของข้อมูลที่หาข้อยุติไม่ได้ระหว่างเจ้าของข้อมูลกับบริษัทข้อมูลเครดิต
|
|

สิทธิในการร้องเรียนเมื่อประสบปัญหาการใช้บริการทางการเงิน
เมื่อประสบกับปัญหาในการใช้บริการทางการเงินสามารถร้องเรียนได้ที่
- สถาบันการเงินผู้ให้บริการ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
เช่น การเบิกเงินจากตู้เอทีเอ็มแล้วไม่ได้รับเงิน เงินฝากในบัญชีสูญหาย มีผู้อื่นนำบัตรเครดิต ไปซื้อสินค้าและบริการ ทั้งนี้ สถาบันการเงินต้องแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการในเวลาที่เหมาะสม รวมทั้งแจ้งขั้นตอนที่จะดำเนินการต่อไป หากต้องใช้เวลาในการดำเนินการ
- ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ในกรณีที่ท่านไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือไม่ได้รับการชี้แจงจากสถาบันการเงิน รวมทั้งกรณีที่ท่านต้องการสอบถาม หรือขอข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่แบงก์ชาติดูแล เช่น ธนบัตร พันธบัตร ตราสารหนี้ และการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น
|
|
ช่องทางการรับเรื่องร้องเรียน หรือสอบถามข้อมูลทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย มีช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนและสอบถามข้อมูลสำหรับบริการประชาชน ดังนี้
- โทรสายด่วน 1213 (บริการตอบรับอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง)
- เว็บไซต์ แบงก์ชาติ www.bot.or.th และเลือก ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน
- ส่ง e-mail ถึง ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) : fcc@bot.or.th
ส่งโทรสาร (FAX) หมายเลข 0-2283-6151 หรือ
- ติดต่อขอพบเจ้าหน้าที่เพื่อรับคำปรึกษา ตามที่อยู่ด้านล่างนี้
ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน อาคาร 3 ชั้น 5 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ถนนสามเสน แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
ส่วนคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ 68/3 ถนนโชตนา ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300 ส่วนคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 393 ถนนศรีจันทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000 ส่วนคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ 472 ถนนเพชรเกษม อำเภอหาดหใญ่ จังหวัดสงขลา 90110 |
|
ขั้นตอนการรับเรื่องร้องเรียน หรือสอบถามข้อมูลทางการเงิน |
|

|

หน้าที่ของผู้บริโภค
แม้ว่าสถาบันการเงินจะเล็งเห็นความสำคัญของการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินอย่างเป็นระบบ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่สิ่งสำคัญ คือ ผู้บริโภคมีหน้าที่ทำความเข้าใจเอกสาร และเงื่อนไขการ ให้บริการต่าง ๆ อย่างละเอียดรอบคอบก่อนตัดสินใจสมัครเป็นผู้ใช้บริการ เพื่อป้องกันตนเองจากการถูกหลอก หรือเอารัดเอาเปรียบ และเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการเลือกใช้บริการทางการเงินเหล่านั้น
|
|

ดูแลตัวเองอย่างไรให้พ้นภัยการเงิน
- ศึกษาข้อมูลและติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของบริการทางการเงิน เพื่อป้องกันการถูกหลอก หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ และเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของตนในการเปรียบเทียบผลตอบแทนในการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงิน
- อ่าน ศึกษา และทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ทางการเงินและเงื่อนไขการให้บริการ
อย่างรอบคอบก่อนซื้อหรือตัดสินใจใช้บริการ
- วางแผนการเงินของตน เพื่อจะได้ทราบสถานะการเงิน และสามารถเลือกผลิตภัณฑ์
ทางการเงินได้สอดคล้องกับรายได้ของตนเอง
- อ่าน ทำความเข้าใจ และตรวจสอบสัญญาทุกครั้งก่อนลงนาม ซึ่งในเบื้องต้นต้องใส่ใจประเด็นสำคัญ ดังนี้
|
- จำนวนเงิน ที่ระบุในสัญญาเป็นจำนวนเงินที่ตกลงไว้หรือไม่ ตัวเลขตรงกับตัวหนังสือหรือไม่
- ระยะเวลา ทั้งวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดสัญญา
- ระบุรายละเอียด เช่น รายชื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บ ระยะเวลาการคิดดอกเบี้ย (ถ้ามี)
ไว้ในสัญญาอย่างครบถ้วนถูกต้อง
- จำนวนเงินที่ต้องชำระต่องวด และจำนวนงวดที่ต้องชำระ
- ค่าปรับกรณีผิดนัดชำระหนี้
- ค่าธรรมเนียมต่างๆ ในส่วนที่ต้องรับผิดชอบ
- เงื่อนไขอื่นๆ ที่ระบุไว้ในสัญญา
|
- ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารที่ได้รับจากสถาบันการเงิน เช่น ใบแจ้งยอดการใช้เงิน ใบแจ้งข้อมูลเครดิต ใบเสร็จ
รับเงิน เป็นต้น หากข้อมูลในเอกสารไม่ถูกต้อง รีบติดต่อกับสถาบันการเงินผู้ออกเอกสารทันที และติดตามให้สถาบันการเงินแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง ทั้งนี้ ควรเก็บเอกสารหลักฐาน หรือเอกสารการติดต่อให้มีการแก้ไขข้อมูลไว้อย่างน้อย 1 รอบบัญชี หรือจนกว่าจะได้รับหลักฐานยืนยันว่าข้อมูลได้แก้ไขถูกต้องแล้ว
- ต้องระมัดระวังก่อนลงนามในเอกสารเพิ่มเติม เพื่อสอบถามความยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลภายนอก เช่น “สามารถเปิดเผยข้อมูลให้แก่บริษัทในเครือได้” หรือ “ยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลเพื่อให้บริการอื่นๆ ที่ลูกค้าสนใจได้” หากลงนามเท่ากับเราได้ให้ความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลของเราแก่บุคคลอื่นได้
|
|

ทำตัวอย่างไรเมื่อเป็นลูกหนี้
- มีหน้าที่ต้องชำระหนี้อาจเป็นตัวเงินหรือทรัพย์สินอื่นให้กับเจ้าหนี้ตามจำนวนที่ได้ไปขอกู้ยืม
หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ หรือไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาได้ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย หรือค่าเสียหายตามที่ระบุไว้ในสัญญาภายใต้กรอบของกฏหมาย
หากท่านไม่สามารถชำระหนี้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา ท่านสามารถติดต่อเจ้าหนี้เพื่อหาทางแก้ปัญหา ข้อสำคัญอย่าเบี้ยวหรือหนีหนี้เพราะท่านจะไม่ได้รับการพิจารณาสินเชื่อเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี
ก่อนผูกพันตนเองในฐานะลูกหนี้ควรทำความเข้าใจ ประเมินความสามารถในการชำระคืนหนี้ และตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาในสัญญาก่อนลงนามทุกครั้ง
|
|

ทำอย่างไรเมื่อเป็นผู้ค้ำประกัน
ผู้ค้ำประกัน คือ บุคคลที่สามที่เข้ามาผูกพันตนกับเจ้าหนี้ โดยยินยอมชำระหนี้แทนลูกหนี้ (ผู้กู้เงิน) หากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งการค้ำประกันจะจำกัดวงเงินค้ำประกันหรือไม่ก็ได้
กรณีที่จำกัดวงเงินค้ำประกัน : มีการระบุจำนวนเงินที่รับชำระหนี้แทนลูกหนี้ไว้ในรายละเอียดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
กรณีไม่จำกัดวงเงินค้ำประกัน : ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบหนี้สิน และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากภาระหนี้ทั้งหมด รวมถึง ดอกเบี้ยผิดนัด ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าทนายความ ค่าดำเนินการติดตามทวงถามหนี้ ค่าธรรมเนียมศาล
พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 กำหนดให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติ โดยในการทำสัญญาค้ำประกันด้วยบุคคล ให้มีการระบุเงินต้นในสัญญา และไม่ให้มีการทำข้อตกลงค้ำประกันแบบไม่จำกัดจำนวน
|