|
ดอกเบี้ย คืออะไร |
ดอกเบี้ย หมายถึง
- ผลตอบแทนที่ผู้ฝากเงินได้รับจากการฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินหรือที่เรียกว่า ดอกเบี้ยเงินฝาก
- ผลตอบแทนที่ผู้ให้สินเชื่อได้รับจากผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งในกรณีนี้จะหมายถึง สถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) หรือที่เรียกว่า ดอกเบี้ยเงินกู้
- ผลตอบแทนอาจอยู่ในรูปของตัวเงิน ทรัพย์สิน หรือสิ่งของต่าง ๆ ที่คิดคำนวณเป็นเงินได้ เช่น ธนาคารพาณิชย์แจกของสมนาคุณให้กับลูกค้า อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เป็นต้น เพื่อจูงใจให้ฝากเงินไว้กับธนาคาร ดังนั้น การคำนวณดอกเบี้ยที่ได้รับแท้จริงต้องรวมมูลค่าของสมนาคุณด้วย

|
|
q1
อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก |
อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก หมายถึง อัตราดอกเบี้ยร้อยละต่อปีที่สถาบันการเงินจ่ายให้กับผู้ฝากเงิน เพื่อเป็นค่าตอบแทนที่ผู้ฝากนำเงินมาเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับสถาบันการเงิน อัตราดอกเบี้ยเงินฝากมีหลายประเภท หลายอัตรา โดยขึ้นกับระยะเวลาการฝากเงินและเงื่อนไขการถอนเงิน เช่น อัตราดอกเบี้ยของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่สามารถถอนเงินได้ตลอดเวลา จึงต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน เป็นต้น
ทั้งนี้ เมื่อท่านเลือกจะบริหารเงินโดยการฝากเงิน ควรเลือกประเภทการฝากเงินที่เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle) ของท่าน เพื่อที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฝากเงินนั้น |
|
homeloan
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารพาณิชย์ใช้อ้างอิงมีอะไรบ้าง |
- อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบมีระยะเวลาสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (Minimum Loan Rate: MLR) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิงที่ธนาคารพาณิชย์อาจใช้คิดกับลูกค้าสินเชื่อรายใหญ่หรือลูกค้าชั้นดี เช่น มีประวัติการเงินที่ดี มีหลักทรัพย์
ค้ำประกันอย่างเพียงพอ โดยส่วนใหญ่ใช้กับเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เช่น สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ
- อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเกินบัญชีสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (Minimum Overdraft Rate : MOR) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิงที่ธนาคารพาณิชย์อาจใช้คิดกับเงินกู้เบิกเกินบัญชี สำหรับลูกค้าชั้นดี
- อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate : MRR) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้
อ้างอิงที่ธนาคารพาณิชย์อาจใช้คิดกับสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อ บัตรเครดิต เป็นต้น
- อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Minimum Housing Rate : MHR) หมายถึง อัตราดอกเบี้ย
เงินกู้อ้างอิงที่ธนาคารพาณิชย์อาจใช้คิดกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งโดยปกติอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 5 แห่ง
ท่านสามารถหาข้อมูลอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวที่ธนาคารพาณิชย์ใช้อยู่ได้จากเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) และของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง |
|
q2
ถามตอบเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิง |
|
คำถาม ทำไม MLR ของแต่ละธนาคารไม่เท่ากัน
เพราะต้นทุนของแต่ละธนาคารไม่เท่ากัน จึงทำให้ MLR ของแต่ละธนาคารไม่เท่ากัน
คำถาม ทำไม MLR ต้อง +X% ด้วย และทำไม X% ของลูกค้าแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน
เพราะต้นทุนในการให้กู้แก่ลูกค้าแต่ละรายไม่เท่ากัน บางรายอาจมากกว่า MLR จึงต้องเพิ่ม X% โดย X% แต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของผู้กู้แต่ละคน เช่น บางคนมีฐานะทางการเงินดีกว่า มีหลักทรัพย์ค้ำประกันมูลค่าสูงกว่า เป็นต้น X% ก็อาจจะต่ำกว่าอีกคนได้ นอกจากนี้ยังขึ้นกับดุลพินิจของสถาบันการเงินที่ไปขอกู้ ซึ่งแต่ละแห่งอาจมีหลักเกณฑ์ และวิธีการพิจารณาที่แตกต่างกันไป ลูกค้าควรสอบถามกับสถาบันการเงินที่เราสนใจหลาย ๆ แห่ง และนำมาพิจารณาเปรียบเทียบว่าสถาบันการเงินแห่งไหนมีเงื่อนไขที่ดีและเหมาะสมกับเรามากที่สุด
คำถาม หาข้อมูล MLR ของแต่ละธนาคารได้จากที่ไหน
- จากสถานที่ทำการของธนาคารแต่ละแห่ง ได้แก่ สำนักงานใหญ่ และสำนักงานสาขา
- จาก Website ของธนาคาร หรือ
- จาก Website ของแบงก์ชาติ www.bot.or.th โดยเลือกหัวข้อ อัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารพาณิชย์ หรือ สถิติ > สถิติตลาดการเงิน > อัตราดอกเบี้ย > อัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ ซึ่งท่านสามารถเปรียบเทียบ MLR ของสถาบันการเงินแต่ละแห่งได้
|
|
|
|
ข้อมูลเพิ่มเติม
- ค่าธรรมเนียมเปรียบเทียบระหว่างธนาคาร click
- อัตราดอกเบี้ยย้อนหลัง click
|
|
q3
สาระน่ารู้การคำนวณดอกเบี้ย
|
|
โดยทั่วไปการคำนวณดอกเบี้ยจะคำนวณเป็นรายวัน โดยใช้หลักเกณฑ์ 1 ปี มี 365 วัน และใช้สูตรการคำนวณดอกเบี้ย ดังนี้
|
|

|
|
การคิดดอกเบี้ยทบต้น |
|
จากคำกล่าวที่ว่า “ออมก่อน รวยก่อน” ความร่ำรวยดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอานุภาพของดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest Rate) หากกล่าวโดยย่อ ความหมายของดอกเบี้ยทบต้น ก็คือ ดอกเบี้ยของดอกเบี้ย นั่นเอง
แผนภาพการคำนวณดอกเบี้ยทบต้น |
|
click เพื่อดูภาพขยาย

|
ตัวอย่าง ฝากเงิน 10,000 บาทในบัญชีออมทรัพย์แบบพิเศษ (ไม่เสียภาษี) ซึ่งจะจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี
- เวลาผ่านไป 1 ปี ได้รับดอกเบี้ย 1,000 บาทจากเงินต้น สิ้นสุดปีที่ 1 มีเงินในบัญชี เท่ากับ 11,000 บาท
- เวลาผ่านไป 2 ปี ได้รับดอกเบี้ย 2,000 บาทจากเงินต้น (1,000 แรกจากปีที่ 1 และอีก 1,000 จากปีที่ 2) และได้รับดอกเบี้ยของดอกเบี้ยอีก 100 บาท รวมเป็นดอกเบี้ยทั้งสิ้น 2,100 บาท สิ้นสุดปีที่ 2 จะมีเงินในบัญชี เท่ากับ 12,100 บาท
- เมื่อเวลายิ่งผ่านไป ผลตอบแทนของเงินฝาก มิใช่เพียงมาจากดอกเบี้ยของเงินต้นที่ได้ฝากไว้กับธนาคารเท่านั้น แต่จะได้รับ “ดอกเบี้ยของดอกเบี้ย” ตามจำนวนปีที่เพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี อานุภาพของดอกเบี้ยทบต้น จะทำให้เงินต้นเพียงแค่ 10,000 บาท กลายเป็น 67,275 บาท
|
ข้อควรระลึกถึง: ผลของดอกเบี้ยทบต้นทำให้ผลตอบแทนเงินฝากเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในทางกลับกัน หากเป็นการกู้เงิน การคิดดอกเบี้ยทบต้นเช่นนี้ก็ย่อมไปเร่งภาระหนี้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากไม่ชำระหนี้ตามที่กำหนดในสัญญา
| |
| q4
การคิดดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ |
-
โดยทั่วไปบัญชีเงินฝากออมทรัพย์จะคิดดอกเบี้ยให้ผู้ฝากปีละ 2 ครั้ง คือ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน และสิ้นเดือนธันวาคม
-
รายได้ดอกเบี้ยของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์จากทุกธนาคารรวมกันที่ไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี จะได้รับการยกเว้นภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 15
-
วันสุดท้ายของเดือนที่มีการจ่ายดอกเบี้ยจะไม่นับรวมเป็นจำนวนวันในการคำนวณ เช่น ดอกเบี้ยที่ได้รับในเดือนมิถุนายนจะถูกคำนวณจนถึงวันที่ 29 มิถุนายน เป็นต้น
|
|
ตัวอย่าง วันที่ 1 มกราคม 2554 นาย ก. ฝากเงินประเภทออมทรัพย์ที่ธนาคารพาณิชย์ จำนวน 10,000 บาท ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี โดยธนาคารพาณิชย์จะจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากออมทรัพย์ให้ทุก ๆ 6 เดือน ในวันที่ 30 มิถุนายน และ 31 ธันวาคม ของทุกปี ดังนั้น หากนาย ก. ฝากเงิน 10,000 บาทนี้ไว้ทั้งปี โดยไม่ถอนเงินออกหรือฝากเงินเพิ่ม และไม่ได้ถอนดอกเบี้ยออกมาใช้ในระหว่างปี ดอกเบี้ย ที่นาย ก. จะได้รับในปี 2554 จะสามารถคำนวณได้ดังนี้
|
|
click เพื่อดูภาพขยาย
 |
ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ที่นาย ก. จะได้รับในปี 2554 จะเท่ากับ มูลค่าของเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 – มูลค่าของเงินฝาก ณ วันที่ 1 มกราคม 2554 = 10,200.45 บาท – 10,000.00 บาท = 200.45 บาท
ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 หากนาย ก. ไม่ได้ถอนเงินต้นและดอกเบี้ยออกมา แต่ทำการฝากเงินจำนวนดังกล่าวต่อเนื่องไปในปี 2555 เงินต้นที่จะถูกใช้ในการคำนวณดอกเบี้ยในปี 2555 จะเท่ากับ 10,200.45 บาท |
| q5
การคิดดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน, 6 เดือน, 12 เดือน
|
|
กรณีฝากประจำ 3 เดือน
- กรณีเริ่มต้นฝากเงินวันที่ 1 มกราคม ธนาคารพาณิชย์จะจ่ายดอกเบี้ยในวันที่ 1 ของเดือนเมษายน กรกฎาคม ตุลาคมของปีนั้น และ
วันที่ 1 มกราคมของปีถัดไป ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์จะจ่ายดอกเบี้ยตามเงื่อนไขการฝากประจำ
- การฝากเงินประเภทเงินฝากประจำนั้น โดยปกติจะต้องมีการเสียภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 ของยอดรายได้ดอกเบี้ย
- วันสุดท้ายของเดือนที่มีการจ่ายดอกเบี้ยจะไม่นับรวมเป็นจำนวนวันในการคำนวณ เช่น ดอกเบี้ยที่ได้รับในเดือนเมษายนจะถูกคำนวณจนถึงวันที่ 29 เมษายน เป็นต้น
ตัวอย่าง หากนาย ก. เลือกที่จะฝากเงินแบบเงินฝากประจำระยะเวลา 3 เดือน ได้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี เริ่มต้นฝากวันที่1 มกราคม 2554 จำนวน 10,000 บาท และเมื่อครบกำหนด 3 เดือน นาย ก. ยังคงฝากเงินแบบเงินฝากประจำระยะเวลา 3 เดือน ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการถอนเงินต้นและดอกเบี้ยออกมาใช้ โดยดอกเบี้ยที่นาย ก. จะได้รับจริงหลังหักภาษีในปี 2554 จะสามารถคำนวณได้ดังนี้
|
|

|
| ดอกเบี้ยเงินฝากประจำแบบ 3 เดือน ที่นาย ก. จะได้รับในปี 2554 จะเท่ากับมูลค่าของเงินฝาก ณ วันที่ 1 มกราคม 2555 – มูลค่าของเงินฝาก ณ วันที่ 1 มกราคม 2554 = 10,257.45 บาท – 10,000.00 บาท = 257.45 บาท
หากวันที่ 1 มกราคม 2555 นาย ก. ไม่ได้ถอนเงินต้นและดอกเบี้ยออกมา แต่ฝากเงินจำนวนดังกล่าวแบบเงินฝากประจำระยะเวลา 3 เดือน ต่อเนื่องไปในปี 2555 เงินต้นที่จะถูกใช้ในการคำนวณดอกเบี้ยในปีถัดไป จะเท่ากับ 10,257.45 บาทนั่นเอง
(การคำนวณดอกเบี้ยกรณีฝากประจำ 6 เดือน และ 12 เดือน ยึดหลักเดียวกันกับข้างต้น)
|
|
q6
การคิดดอกเบี้ยเงินฝากแบบขั้นบันได ( Step Up) |
- ดอกเบี้ยเงินฝากแบบขั้นบันได หมายถึง ดอกเบี้ยจะมีการเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาของการฝาก ตามแต่เงื่อนไขของบัญชีเงินฝากที่สถาบันการเงินนั้น ๆ กำหนด ส่วนใหญ่จะกำหนดยอดเงินฝากขั้นต่ำ รวมทั้งเงื่อนไขการเบิกถอนก่อนกำหนด เช่น ฝากขั้นต่ำ50,000 บาท และห้ามถอนก่อนกำหนด ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับดอกเบี้ยตามที่ประกาศ เป็นต้น
- ปกติแล้ว การคิดดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดจะเป็นการคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้น คือจะไม่นำดอกเบี้ยที่ได้รับในช่วงแรกมารวมเป็น
เงินต้นในงวดถัดไป
- การฝากเงินแบบขั้นบันไดเข้าข่ายประเภทเงินฝากประจำ ดังนั้นจะต้องมีการเสียภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 ของยอดดอกเบี้ย
|
|
ตัวอย่าง
ธนาคารพาณิชย์ประชาสัมพันธ์การฝากเงินให้กับนาย ก. ว่า “หากนาย ก. ต้องการฝากเงินที่ได้รับผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากประจำ ที่อัตราร้อยละ 3 ต่อปี ควรฝากแบบขั้นบันได (Step Up) ที่มีระยะเวลาฝากเงิน 11 เดือน ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 4 ต่อปี แต่นาย ก. จะไม่สามารถถอนเงินได้ก่อนกำหนด และธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนด” ทั้งนี้ นาย ก. สนใจที่จะฝากเงิน แบบขั้นบันไดนี้ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะได้รับผลตอบแทนมากกว่าการฝากเงินแบบประจำ
นาย ก. จึงทดลองคำนวณดอกเบี้ยเงินฝากแบบขั้นบันไดที่จะได้รับ โดยมีอัตราดอกเบี้ย ดังนี้
เดือนที่ 1 – 3 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ ร้อยละ 1
เดือนที่ 4 – 6 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ ร้อยละ 2
เดือนที่ 7 – 9 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ ร้อยละ 3
เดือนที่ 10 – 11 อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ ร้อยละ 4 |
|
|
|

|
|
ดอกเบี้ยเงินฝากแบบขั้นบันไดที่นาย ก. ได้รับจากการฝากเงินในช่วง 11 เดือน (334 วัน) เท่ากับ 24.66 + 49.86 + 75.62 + 66.85 = 216.99 บาท
ซึ่งเมื่อคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ นาย ก. ได้รับจะเท่ากับ 2.37% = 216.99 x 100 x 365 10,000 x 334
ทั้งนี้ ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2554 ซึ่งครบกำหนดสัญญาฝากเงินแบบขั้นบันได นาย ก. จะได้รับเงินทั้งหมดจำนวน 10,184.44 บาท ซึ่งประกอบด้วย เงินต้นจำนวน 10,000 บาท และดอกเบี้ยหลังหักภาษี ร้อยละ 15 จำนวน 184.44 บาท (216.99 x 0.85)
เห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ที่ร้อยละ 2.37 จะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ที่ร้อยละ 3
|
| ข้อควรระลึกถึง:
ผู้ฝากเงินควรสอบถามข้อมูลเหล่านี้ จากธนาคารก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการเงินฝากแบบขั้นบันได
- อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศไว้สูงสุดอาจไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ได้รับ
- แบงก์ชาติกำหนดให้ ธนาคารพาณิชย์ต้องแจ้งอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงให้แก่ผู้ฝากเงินแบบขั้นบันไดทราบเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์เงินฝาก อันเป็นการปกป้องสิทธิของผู้ใช้บริการทางการเงิน
- การถอนเงินฝากแบบขั้นบันไดก่อนกำหนด อาจได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าที่ประกาศ ซึ่งส่วนใหญ่ธนาคารจะจ่ายด้วยอัตราดอกเบี้ย
เงินฝากออมทรัพย์*
* ช่วงอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ ต่ำสุด – สูงสุด เฉลี่ยทั้งปี 2554 รวบรวมจาก 5 ธนาคารพาณิชย์ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคาร กรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา (ข้อมูล ณ ธันวาคม 2554 ประมาณ ร้อยละ 0.78 - 0.80 ต่อปี) |
|
|
q7
การคิดดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ (Fixed Rate) และแบบลอยตัว (Floating Rate) |
| ลอย
อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบางประเภทที่ผู้กู้จ่ายให้แก่สถาบันการเงินในอัตราคงที่ ไม่ขึ้นหรือลงตามต้นทุนของสถาบันการเงิน โดยในสัญญาเงินกู้จะต้องระบุว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญาเงินกู้ เช่น สินเชื่อเพื่อการศึกษา กำหนดให้ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี เป็นเวลา 4 ปี เป็นต้น (อธิบายเพิ่มเติมในเรื่องของสินเชื่อ)
อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้บางประเภทที่ผู้กู้จะต้องจ่ายให้แก่สถาบันการเงินผู้ให้กู้ ในอัตราที่เปลี่ยนแปลงไปตามต้นทุนของสถาบันการเงิน หรือตามอัตราที่กำหนด ซึ่งสถาบันการเงินจะประกาศกำหนดออกมาเป็นครั้งคราวไป เช่น เงินกู้เพื่อการหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ ผู้กู้จะต้องเสียดอกเบี้ยในแต่ละช่วงเวลาในอัตราที่สถาบันการเงินประกาศ (อธิบายเพิ่มเติมในเรื่องของสินเชื่อ)
ตัวอย่าง นาย ข. กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์เพื่อประกอบธุรกิจจำนวน 1,000,000 บาท สัญญาระบุว่า ในปีแรก นาย ข. ต้องจ่ายดอกเบี้ย ในอัตราคงที่ร้อยละ 3 ต่อปี ปีที่ 2 ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา MLR – 2% และปีที่ 3 ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา MLR - 1% จะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่นาย ข. ต้องจ่ายมี 2 แบบ คือ แบบคงที่และแบบลอยตัว ดังนั้น ดอกเบี้ยที่นาย ข. ต้องจ่ายคำนวณได้ ดังนี้ (สมมติให้ MLR ในปีที่ 2 เท่ากับร้อยละ 6 และในปีที่ 3 เท่ากับร้อยละ 7) |
|

|
| link
การคิดดอกเบี้ยเช่าซื้อแบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate) |
|
การคิดอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อแบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate) ส่วนมากจะใช้สำหรับการเช่าซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ซึ่งผู้เช่า จะต้องจ่ายชำระเงินให้แก่ผู้ให้เช่าด้วยจำนวนเงินเท่า ๆ กันทุกงวด ตลอดระยะเวลาที่เช่าซื้อ ซึ่งจะคำนวณดอกเบี้ยทั้งหมดที่ลูกค้า ต้องชำระจากเงินต้นที่คงที่ตลอดอายุของสัญญาเช่าซื้อ โดยมีวิธีการคำนวณดังต่อไปนี้
|
จำนวนเงินที่ต้องชำระในแต่ละงวด = เงินต้น + ดอกเบี้ยที่ต้องชำระทั้งหมด ระยะเวลาที่ต้องผ่อนชำระทั้งหมด (งวด)
| |
|
ตัวอย่าง นาย ข. ทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์กับธนาคารพาณิชย์ มูลค่าเท่ากับ 100,000 บาท ธนาคารคิดดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3 ต่อปี กำหนดระยะเวลาในการเช่าซื้อ 2 ปีหรือ 24 เดือน สัญญากำหนดให้นาย ข. ต้องชำระเงินแก่ธนาคารพาณิชย์ทุกเดือน ดังนั้น นาย ข. จะต้องผ่อนชำระเงินให้ธนาคารพาณิชย์ในอัตราเดือนละเท่าใด
|
1. ดอกเบี้ยที่ต้องชำระทั้งหมด |
= |
เงินต้น × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × ระยะเวลา (ปี) |
|
(ตลอดระยะเวลา 2ปี) |
= |
100,000 บาท × 3% × 2 ปี |
|
|
= |
6,000 บาท |
|
2. จำนวนเงินที่ต้องชำระในแต่ละงวด |
= |
เงินต้น + ดอกเบี้ยที่ต้องชำระทั้งหมด ระยะเวลาที่ต้องผ่อนชำระทั้งหมด (งวด) |
|
|
|
100,000 + 6,000 24 เดือน |
|
|
= |
4,416.67 บาทต่อเดือน | |
| nonbank
การคิดดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) |
|
การคิดดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) ส่วนมากจะใช้สำหรับการคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อเกือบทุกประเภท เช่น สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเพื่อการศึกษา เป็นต้น ซึ่งมีลักษณะของการคำนวณดอกเบี้ยในแต่ละงวดจะเป็นแบบลดทั้งเงินต้น และดอกเบี้ย โดยสามารถคำนวณดอกเบี้ยจ่ายและจำนวนเงินผ่อนในแต่ละงวดได้ดังนี้
ดอกเบี้ยจ่ายต่องวด = เงินต้นคงเหลือต้นงวด × อัตราดอกเบี้ยต่อปี 12 เดือน
เงินต้นลดลง = จำนวนเงินที่จ่ายต่องวด – ดอกเบี้ยจ่ายต่องวด
ตัวอย่าง นาย ข. ทำสัญญากู้เงินเพื่อซื้อคอนโดมิเนียมกับธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง จำนวน 1,500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 10 ต่อปี กำหนดชำระคืนเดือนละ 15,000 บาท เป็นระยะเวลา 18 ปี หรือ 216 งวด (18 ปี x 12 เดือน)
นาย ข. ต้องการทราบว่าเงินที่ตนเองชำระในแต่ละงวดนั้น เป็นค่าดอกเบี้ยและเงินต้นจำนวนเท่าไร
สามารถคำนวณได้จากสูตรการคำนวณดังนี้ |
|

|
|

|
|
จากการคำนวณตามสูตรข้างต้น เงินต้นและดอกเบี้ยที่นาย ข. จ่ายให้แก่ธนาคารพาณิชย์ในแต่ละงวดจะไม่เท่ากัน และยังทยอยลดลงด้วย ซึ่งสามารถแสดงตามตารางการคำนวณข้างล่าง ดังนี้ |
|

หมายเหตุ : * จำนวนเงินที่ต้องจ่ายในงวดสุดท้ายจะเท่ากับ เงินต้นคงเหลืองวดที่แล้วรวมกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเพิ่มสำหรับงวด สุดท้าย
|
| q8
การคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิต |
|
ดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะเกิดขึ้นใน 2 กรณี คือ กรณีที่ชำระค่าสินค้าไม่เต็มจำนวนหรือทยอยผ่อนชำระ (และไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขปลอดดอกเบี้ย หรือดอกเบี้ย 0%) หรือกรณีที่มีการเบิกถอนเงินสดมาใช้จ่ายล่วงหน้า แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดได้ไม่เกิน 20% ต่อปี ซึ่งการคิดดอกเบี้ยทั้งสองรูปแบบสามารถคำนวณได้ดังนี้
(1) กรณีชำระคืนค่าสินค้าหรือบริการขั้นต่ำ หรือ บางส่วน (Interest on Revolving Credit)
ตัวอย่าง วันที่ 5 ตุลาคม 2554 นาย ค. ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าที่ร้านค้าแห่งหนึ่งจำนวน 18,000 บาท ธนาคารส่งใบแจ้งหนี้ที่ระบุรายละเอียด ดังนี้ |
|
วันสรุปยอดบัญชี |
กำหนดชำระเงิน |
ยอดเงินขั้นต่ำที่ต้องชำระ |
ยอดหนี้ |
|
25 ตุลาคม 2554 |
9 พฤศจิกายน 2554 |
1,800.00 |
18,000.00 |
|
|
|
|
|
|
วันที่ทำรายการ |
วันที่บันทึก |
รายการ |
จำนวนเงิน |
|
|
|
ยอดหนี้ครั้งก่อน
ยอดชำระแล้ว |
2,000.00
-2,000.00 |
|
5 ตุลาคม 2554 |
6 ตุลาคม 2554 |
ซื้อมือถือ
ยอดรวมทั้งสิ้น |
18,000.00
18,000.00 | |
ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 นาย ค. ชำระเงินขั้นต่ำ คือ ร้อยละ 10 ของยอดค่าสินค้าทั้งหมด หรือเท่ากับ 1,800 บาท ดังนั้น ในรอบบัญชีถัดไป ธนาคารจะจัดส่งใบแจ้งหนี้ ซึ่งมีรายละเอียดยอดคงค้าง เท่ากับ
18,000 – 1,800 = 16,200 บาท และดอกเบี้ย 298.84 บาท
อย่างไรก็ตาม อยากรู้ว่า นาย ค. จะต้องเสียดอกเบี้ยจากการใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้าสำหรับยอด 18,000 บาท เป็นจำนวนเท่าไร สำหรับในยอดบัญชีถัด ๆ ไป (ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการคำนวณดอกเบี้ย สมมติให้ นาย ค. ไม่มีการใช้บัตรเครดิตในช่วง 2 รอบบิลถัดไป)
ธนาคารจะมีการคำนวณดอกเบี้ยโดยแยกเป็นส่วนๆ ดังนี้ 1) ส่วนแรก: ดอกเบี้ยจะคิดจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดในรอบบัญชีที่แล้ว หรือ 18,000 บาท โดยจำนวนวัน จะนับจากวันที่สรุปยอดรายการ (25 ต.ค. 2554) จนถึงวันก่อนที่ธนาคารได้รับชำระเงินขั้นต่ำ (8 พ.ย. 2554) หรือเท่ากับ 15 วัน (ทั้งนี้ ธนาคารหรือผู้ประกอบการบางราย อาจนับจำนวนวันจากวันที่เกิดรายการนั้น ๆ ซึ่งในกรณีนี้ คือ วันที่ 5 ตุลาคม 2555)
|
|

|
2) ส่วนที่สอง: ดอกเบี้ยจะคิดจากยอดเงินต้นคงเหลือ หรือ 16,200 บาท โดยจำนวนวัน จะนับจากวันที่ชำระเงินขั้นต่ำ (9 พ.ย. 2554) จนถึงวันสรุปยอดรายการเดือนถัดไป (25 พ.ย. 2554) หรือเท่ากับ 17 วัน |
|

|
3) ส่วนที่สาม: กรณีที่ลูกหนี้ชำระยอดหนี้ทั้งหมดในเดือนถัดไป (9 ธ.ค. 2554) แต่ธนาคารยังคงคิดดอกเบี้ยจากยอดเงินคงค้าง 16,200 บาท โดยจำนวนวัน นับจากวันที่สรุปยอดรายการ (25 พ.ย.2554) จนถึงวันก่อนที่ธนาคารได้รับชำระเงิน (8 ธ.ค. 2554) |
|

|
|
4) ส่วนที่สี่: กรณีที่มีรายการใช้จ่ายเกิดขึ้นก่อนสรุปยอดรายการใช้จ่ายในรอบบัญชีใหม่ ซึ่งสถาบันการเงินบางแห่งจะคำนวณดอกเบี้ยจากยอดการใช้จ่ายใหม่ที่เกิดขึ้นทันที โดยจำนวนวัน จะนับจากวันที่ธนาคารบันทึกรายการ จนถึงวันสรุปยอดรายการ (ตัวอย่างนี้ สมมุติให้ไม่มีการใช้จ่ายดังกล่าวเกิดขึ้น จึงไม่มีดอกเบี้ยในส่วนนี้) |
|

|
| ตารางสรุปการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต ในกรณีเลือกจ่ายชำระคืนค่าสินค้าหรือบริการขั้นต่ำ |
|
วันที่ |
รายการ |
จำนวนเงิน (บาท) |
หมายเหตุ |
|
5 ต.ค. 54 |
ใช้บัตรเครดิต ซื้อสินค้า 18,000 บาท ที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง |
|
|
|
6 ต.ค. 54 |
บันทึกรายการ |
18,000.00 |
|
|
25 ต.ค. 54 |
วันสรุปยอดรายการ เดือนต.ค. 54 |
18,000.00 |
ระหว่างวันที่ 6 – 25 ต.ค. ไม่มีรายการ ใช้จ่ายใหม่เกิดขึ้น |
|
9 พ.ย. 54 |
วันครบกำหนดชำระเงิน รอบบิลเดือน ต.ค. 54 นาย ค. เลือกชำระคืนขั้นต่ำ 10% (18,000 X 10%) |
1,800.00 |
ยอดเงินคงค้างชำระ (18,000 – 1,800) = 16,200 บาท |
|
25พ.ย. 54 |
วันสรุปยอดรายการ เดือนพ.ย. 54
ยอดคงค้าง ดอกเบี้ยค้างชำระ
รวมยอดที่ต้องชำระ |
16,200.00 147.94 150.90 16,498.84 |
ระหว่างวันที่ 9 – 25 พ.ย. ไม่มีรายการ ใช้จ่ายใหม่เกิดขึ้น
- การคำนวณดอกเบี้ย คิดเป็น 2 ส่วน ดังนี้
1. จากยอดเงินใช้จ่าย (18,000 X 20% X 15 วัน)
2. จากยอดเงินคงค้าง (16,200 X 20% X 17 วัน)
|
|
9 ธ.ค. 54 |
วันครบกำหนดชำระเงิน รอบบิลเดือน พ.ย. 54
นาย ค. เลือกชำระเต็มจำนวน |
16,498.84 |
แม้นาย ค. จะชำระยอดเต็มแต่ยังมี ดอกเบี้ยบางส่วนเกิดขึ้นในรอบบัญชี ถัดไป คือ รอบวันที่ 25 ธ.ค. 54 |
|
25 ธ.ค. 54 |
วันสรุปยอดรายการเดือนธ.ค. 2554
ดอกเบี้ยค้างชำระ |
124.27 |
ระหว่างวันที่ 9 – 25 ธ.ค. 55 ไม่มีรายการ ใช้จ่ายใหม่เกิดขึ้น
- จากยอดเงินคงค้าง (16,200 x 20% x 14 วัน) นับจากวันสรุปยอดรายการ (25 พ.ย. 54) จนถึงหนึ่งวันก่อนวันครบกำหนดชำระเงิน (8 ธ.ค. 54) |
|
9 ม.ค. 55 |
ครบกำหนดชำระเงิน รอบบิลเดือน ธ.ค. 2554
นาย ค. ชำระดอกเบี้ยที่เหลือ ทั้งจำนวน |
124.27 |
- นับจากวันที่นาย ค. ไม่มียอดหนี้ คงค้างเหลืออยู่ การใช้จ่ายบัตรเครดิต รอบใหม่ของ นาย ค. จะถือว่าปลอด ดอกเบี้ยไปจนกว่า นาย ค. จะมีการชำระ บางส่วนสำหรับรายการใช้จ่ายใหม่ |
|
ผลรวมของดอกเบี้ยจากการเลือกชำระคืนขั้นต่ำ 10% |
423.11 |
- การเลือกชำระขั้นต่ำทำให้มี ภาระดอกเบี้ย หาก นาย ค ไม่รีบชำระให้เสร็จสิ้น แถมยัง สร้างภาระหนี้ใหม่ อาจทำให้ภาระ ดอกเบี้ยของนาย ค. เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่สามารถชำระหนี้ได้ กลายเป็น หนี้เสียได้ | |
(2) กรณีเบิกเงินสดล่วงหน้า (Interest on Cash Advance) จะมีวิธีการคำนวณดังนี้ |
จำนวนเงินที่เบิก x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวันที่เบิกจนถึงวันที่ชำระคืนหรือวันสรุปยอดรายการ แล้วแต่วันใดจะถึงก่อน 365 วัน
|
|
ตัวอย่าง วันที่ 1 ตุลาคม 2554 นาย ค. ใช้บัตรเครดิตเบิกเงินสดล่วงหน้ามาจำนวน 20,000 บาท ต่อมาได้รับใบแจ้งหนี้จากธนาคารพาณิชย์ซึ่งสรุปยอดรายการถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2554 และกำหนดชำระเงินในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 (กรณีนี้วันสรุปยอดรายการถึง ก่อนวันชำระเงิน) โดยธนาคารพาณิชย์คิดดอกเบี้ย 20% ต่อปี นาย ค. ต้องเสียดอกเบี้ยจากการเบิกเงินสดล่วงหน้าเป็นจำนวนเท่าไร
ดอกเบี้ยจ่ายจากการเบิกเงินสดล่วงหน้า = 20,000 x 20% x 25 วัน 365 วัน = 273.97 บาท |
ข้อควรระลึกถึง: ในการเบิกเงินสดล่วงหน้า นอกจากต้องจ่ายดอกเบี้ยแล้ว ยังอาจจะมีค่าธรรมเนียมตามอัตราที่ผู้ออกบัตรแต่ละรายกำหนดด้วย แต่แบงก์ชาติกำหนดให้ผู้ออกบัตรเรียกเก็บได้ ไม่เกินร้อยละ 3 ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน
| | ผู้สนใจใช้บริการบัตรเครดิตสามารถศึกษาวิธีการคำนวณดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของผู้ออกบัตรแต่ละราย หรือด้านหลังของใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต |
| q9
การคิดดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) |
|
สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นสินเชื่อที่ผู้กู้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ โดยไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น สินเชื่อเพื่อการศึกษา เป็นต้น ซึ่งการคิดดอกเบี้ยสำหรับจะคำนวณแบบลดต้นลดดอก คล้ายคลึงกับวิธีการคิดดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเพื่อ ที่อยู่อาศัย แต่จะมีการนำเอาค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวข้องมารวมในการคำนวณอัตราดอกเบี้ยเพื่อใช้ในการคิดลดด้วย |
|
|

|
|
ตัวอย่าง เดือนมกราคม นาย ค. ได้รับอนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคลจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งเพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ในการตกแต่งบ้าน จำนวน 55,000 บาท ธนาคารกำหนดอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และยอดเงินชำระต่องวด ดังนี้
- อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 ต่องวด (หรือเทียบเท่าร้อยละ 18 ต่อปี)
- อัตราค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินร้อยละ 0.5 ต่องวด (หรือเทียบเท่าร้อยละ 6 ต่อปี)
- จ่ายชำระคืนแก่ธนาคารพาณิชย์ทุกเดือน ๆ ละ 2,160 บาท เป็นระยะเวลา 3 ปีหรือ 36 งวด
นาย ค. ต้องการทราบว่า เงินที่ตนเองชำระในแต่ละงวด จำนวน 2,160 บาทนั้น เป็นการชำระค่าดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง และเงินต้นจำนวนเท่าไร ซึ่งสามารถคำนวณได้จากสูตร ดังนี้
|
|

|
|
เงินต้นคงเหลือในงวดที่ 1 นำไปคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในงวดที่ 2 เงินต้นคงเหลือในงวดที่ 2 ก็จะใช้คิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในงวดที่ 3 สำหรับงวดถัด ๆ ไปก็จะใช้วิธีเดียวกันนี้
ผู้สนใจใช้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลสามารถศึกษาวิธีการคำนวณเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของผู้ให้บริการแต่ละราย หรือในใบแจ้งยอดบัญชีก็ได้ |
| q10
การคิดดอกเบี้ยให้เป็นแบบร้อยละต่อปี (Annual Percentage Rate) |
การคิดดอกเบี้ยให้เป็นร้อยละต่อปี หรือ Annual Percentage Rate (APR) มักใช้ในการคำนวณกรณีที่ธนาคารพาณิชย์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นแบบรายเดือนหรือรายไตรมาส แต่ต้องการหาอัตราดอกเบี้ยแบบรายปี ทั้งนี้ กรณีที่ธนาคารพาณิชย์มีการแจกของสมนาคุณให้กับลูกค้าเพื่อจูงใจในการฝากเงินกับธนาคาร ต้องนำมารวมในการคำนวณหาอัตรา ผลตอบแทนที่แท้จริงที่ลูกค้าจะได้รับด้วย
การคำนวณ APR สามารถคำนวณได้ดังนี้ |
|

|
|
ตัวอย่าง นาย ค. ฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์จำนวน 500,000 บาท เป็นเวลา 1 ปี ธนาคารคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1.5 ทุก ๆ 6 เดือน (หรือ 2 งวดต่อปี) นอกจากนี้ ธนาคารให้โทรศัพท์มือถือมูลค่า 20,000 บาท เป็นของสมนาคุณแก่นาย ค. ในวันที่ฝากเงินกับธนาคารด้วย
นาย ค. ต้องการทราบว่าแท้จริงแล้วตนเองจะได้รับอัตราดอกเบี้ยต่อปีเท่าไร ซึ่งสามารถคำนวณได้ดังนี้
APR (%) = (P x i x n) + π x 100 P
= (500,000 x 1.5% x 2) + 20,000 x 100 500,000
= 7% ต่อปี |
|
TIP: การคำนวณ APR ในกรณีที่มีการแจกของสมนาคุณ จะต้องนำมูลค่าของสมนาคุณที่ได้รับมาคำนวณรวมกับ อัตราดอกเบี้ยด้วย โดยมูลค่าของสมนาคุณที่นำมาคำนวณสามารถเทียบเคียงได้จากราคาตลาด ณ ขณะนั้น |
|
q11
การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยในมุมมองของธุรกิจรายย่อย |
|
ในมุมมองของธุรกิจรายย่อย ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย หมายถึง ความเสียหายที่ผู้ประกอบธุรกิจอาจจะได้รับจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เป็นผลลบต่อกำไรสุทธิของกิจการ จนส่งผลให้รายรับจากการประกอบธุรกิจไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่ เพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ย
ทำไมผู้ประกอบการรายย่อยต้องดูแลความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย
ผู้ประกอบการรายย่อยโดยทั่วไป จะมีรายรับมาจากการประกอบธุรกิจ หรือขายสินค้าที่ได้ตกลงราคาขายกับลูกค้าไว้ล่วงหน้าแล้ว จึง ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงราคาขายสินค้าได้ตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการจะมีต้นทุนและรายจ่ายอื่น ๆ จากการทำธุรกิจ เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าวัตถุดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นทุนทางการเงินที่เกิดจากการกู้เงิน หรือดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นี้ จะส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการลดลง หรืออาจถึงขั้นขาดทุนได้
ดังนั้น การดูแลความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อให้ต้นทุนการผลิต และการดำเนินงานของกิจการไม่ เพิ่มสูงขึ้นจากแผนที่ตั้งไว้ จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อย
ควรดูแลอย่างไร
ผู้ประกอบการสามารถดูแลโดยการเลือกประเภทของสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน ดังนี้
- ศึกษาและทำความเข้าใจเงื่อนไขสินเชื่อแต่ละประเภท เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและวงเงินสินเชื่อจาก
ธนาคารหลาย ๆ แห่ง เพื่อเลือกกู้เงินจากธนาคารที่ให้อัตราดอกเบี้ยและวงเงินที่เอื้อประโยชน์แก่กิจการมากที่สุด
- พิจารณาทางเลือกที่ช่วยให้ได้รับวงเงินกู้ที่ต้องการ และภายในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม เช่น การนำทรัพย์สินมาใช้
เป็นหลักประกัน หรือการมีผู้ค้ำประกัน
- เลือกสินเชื่อที่เหมาะสม และสอดคล้องกับกระแสเงินสดรับ – จ่ายของกิจการ ได้แก่
- การกู้เงินในระยะสั้น เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนและเสริมสภาพคล่องของกิจการในกรณีฉุกเฉิน ควรเลือกใช้สินเชื่อ อาทิ
วงเงินประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (O/D) ที่มักเปิดคู่กับบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและสมุดเช็ค กล่าวคือ ณ ขณะหนึ่ง ๆ ผู้ประกอบการอาจหมุนเงินไม่ทัน ทำให้ไม่สามารถนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันได้ทัน และไม่เพียงพอกับยอด ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำ-ค่าไฟ ค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ เป็นต้น ดังนั้น เพื่อให้ธุรกิจไม่สะดุดหยุดลง ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเบิกใช้วงเงิน O/D หรือใช้เงินเกินกว่าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่มีอยู่ แม้จะก่อให้เกิดภาระดอกเบี้ยสำหรับยอดเงินที่มีการเบิกเกินบัญชีนั้น อย่างไรก็ตาม ภาระดอกเบี้ยนี้จะกลายเป็นเรื่องรอง หากผู้ประกอบการรีบ นำกระแสเงินสดที่ได้รับมา ฝากเข้าในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันในจำนวนที่เท่ากับ หรือมากกว่า O/D ที่ได้เบิกใช้ไปให้ เร็วที่สุด
- การกู้เงินในระยะยาวเพื่อการลงทุนระยะยาวของกิจการ ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับกลยุทธ์และกระแสเงินสดรับในระยะยาวของธุรกิจด้วย จึงควรหาสินเชื่อระยะยาวที่มีดอกเบี้ยคงที่ เพื่อควบคุมไม่ให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายเกินกว่ากระแสเงินสดรับ
ที่คาดว่าจะหาได้ในระยะเวลานั้น ๆ
- หลีกเลี่ยงการใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น การนำเงินกู้ระยะสั้นไปลงทุนในธุรกิจที่ต้องรอผลตอบแทนในระยะยาว หรือการนำเงินที่ได้จากเงินกู้ระยะยาวแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัวไปทำธุรกิจที่คาดว่าจะได้ผลตอบแทนคงที่ ซึ่งหากดอกเบี้ยสูงขึ้นผู้ประกอบธุรกิจก็อาจจะมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะจ่ายภาระจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในอนาคตได้
|
|
ข้อควรระลึกถึง: การใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์ อาจทำให้สูญเสียธุรกิจ หมดตัว และยังอาจถูกบันทึกประวัติการชำระเงินที่ไม่ดี ทำให้ไม่ได้วงเงินกู้ในครั้งต่อไปได้
|
|
********************************************************* |