Skip navigation links
Home
นโยบายการเงิน
สถาบันการเงิน
ตลาดการเงิน
ระบบการชำระเงิน
สถิติ
ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.)
Skip Navigation Links
ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.)
รู้เท่าทัน กลโกงเงิน
ความรู้เกี่ยวกับสินเชื่อ
บัตรเครดิต สิทธิที่ควรทราบ
สิทธิและหน้าที่ของผู้ใช้บริการทางการเงิน
มารู้จักอัตราดอกเบี้ยกันดีกว่า
ผู้ประกอบการในระบบการเงินไทย
ข่าวและกิจกรรม ศคง.

ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) > มารู้จักอัตราดอกเบี้ยกันดีกว่า
ผู้จัดการบริการ  สุมิตร (0-2283-6764)   นารีรัตน์ (0-2283-6154)   
  มารู้จักอัตราดอกเบี้ยกันดีกว่า 

 

ดอกเบี้ย คืออะไร

ดอกเบี้ย หมายถึง
  • ผลตอบแทนที่ผู้ฝากเงินได้รับจากการฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินหรือที่เรียกว่า ดอกเบี้ยเงินฝาก
  • ผลตอบแทนที่ผู้ให้สินเชื่อได้รับจากผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งในกรณีนี้จะหมายถึง สถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) หรือที่เรียกว่า ดอกเบี้ยเงินกู้
  • ผลตอบแทนอาจอยู่ในรูปของตัวเงิน ทรัพย์สิน หรือสิ่งของต่าง ๆ ที่คิดคำนวณเป็นเงินได้ เช่น ธนาคารพาณิชย์แจกของสมนาคุณให้กับลูกค้า อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เป็นต้น เพื่อจูงใจให้ฝากเงินไว้กับธนาคาร ดังนั้น การคำนวณดอกเบี้ยที่ได้รับแท้จริงต้องรวมมูลค่าของสมนาคุณด้วย


 

q1

อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก

 

อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก หมายถึง อัตราดอกเบี้ยร้อยละต่อปีที่สถาบันการเงินจ่ายให้กับผู้ฝากเงิน เพื่อเป็นค่าตอบแทนที่ผู้ฝากนำเงินมาเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับสถาบันการเงิน อัตราดอกเบี้ยเงินฝากมีหลายประเภท หลายอัตรา โดยขึ้นกับระยะเวลาการฝากเงินและเงื่อนไขการถอนเงิน เช่น อัตราดอกเบี้ยของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่สามารถถอนเงินได้ตลอดเวลา จึงต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน เป็นต้น

ทั้งนี้ เมื่อท่านเลือกจะบริหารเงินโดยการฝากเงิน ควรเลือกประเภทการฝากเงินที่เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle) ของท่าน เพื่อที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฝากเงินนั้น  

homeloan 

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารพาณิชย์ใช้อ้างอิงมีอะไรบ้าง

 
  1. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบมีระยะเวลาสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (Minimum Loan Rate: MLR) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิงที่ธนาคารพาณิชย์อาจใช้คิดกับลูกค้าสินเชื่อรายใหญ่หรือลูกค้าชั้นดี เช่น มีประวัติการเงินที่ดี มีหลักทรัพย์
    ค้ำประกันอย่างเพียงพอ โดยส่วนใหญ่ใช้กับเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เช่น สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ
  2. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเกินบัญชีสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (Minimum Overdraft Rate : MOR) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิงที่ธนาคารพาณิชย์อาจใช้คิดกับเงินกู้เบิกเกินบัญชี สำหรับลูกค้าชั้นดี
  3. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี  (Minimum Retail Rate : MRR) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้
    อ้างอิงที่ธนาคารพาณิชย์อาจใช้คิดกับสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อ
    บัตรเครดิต เป็นต้น
  4. อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Minimum Housing Rate : MHR) หมายถึง อัตราดอกเบี้ย
    เงินกู้อ้างอิงที่ธนาคารพาณิชย์อาจใช้คิดกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งโดยปกติอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่
    5 แห่ง

ท่านสามารถหาข้อมูลอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวที่ธนาคารพาณิชย์ใช้อยู่ได้จากเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) และของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง

q2

ถามตอบเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิง

 

คำถาม  ทำไม MLR ของแต่ละธนาคารไม่เท่ากัน

เพราะต้นทุนของแต่ละธนาคารไม่เท่ากัน จึงทำให้ MLR ของแต่ละธนาคารไม่เท่ากัน

คำถาม  ทำไม MLR ต้อง +X% ด้วย และทำไม X% ของลูกค้าแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน

เพราะต้นทุนในการให้กู้แก่ลูกค้าแต่ละรายไม่เท่ากัน บางรายอาจมากกว่า MLR จึงต้องเพิ่ม X% โดย X% แต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของผู้กู้แต่ละคน เช่น บางคนมีฐานะทางการเงินดีกว่า มีหลักทรัพย์ค้ำประกันมูลค่าสูงกว่า เป็นต้น X% ก็อาจจะต่ำกว่าอีกคนได้
นอกจากนี้ยังขึ้นกับดุลพินิจของสถาบันการเงินที่ไปขอกู้ ซึ่งแต่ละแห่งอาจมีหลักเกณฑ์ และวิธีการพิจารณาที่แตกต่างกันไป ลูกค้าควรสอบถามกับสถาบันการเงินที่เราสนใจหลาย ๆ แห่ง และนำมาพิจารณาเปรียบเทียบว่าสถาบันการเงินแห่งไหนมีเงื่อนไขที่ดีและเหมาะสมกับเรามากที่สุด

คำถาม  หาข้อมูล MLR ของแต่ละธนาคารได้จากที่ไหน

  • จากสถานที่ทำการของธนาคารแต่ละแห่ง ได้แก่ สำนักงานใหญ่ และสำนักงานสาขา
  • จาก Website ของธนาคาร หรือ
  • จาก Website ของแบงก์ชาติ  www.bot.or.th  โดยเลือกหัวข้อ อัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารพาณิชย์ หรือ สถิติ > สถิติตลาดการเงิน > อัตราดอกเบี้ย > อัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ ซึ่งท่านสามารถเปรียบเทียบ MLR ของสถาบันการเงินแต่ละแห่งได้

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • ค่าธรรมเนียมเปรียบเทียบระหว่างธนาคาร click
  • อัตราดอกเบี้ยย้อนหลัง click

q3

สาระน่ารู้การคำนวณดอกเบี้ย

 

โดยทั่วไปการคำนวณดอกเบี้ยจะคำนวณเป็นรายวัน โดยใช้หลักเกณฑ์ 1 ปี มี 365 วัน และใช้สูตรการคำนวณดอกเบี้ย ดังนี้

 

 

การคิดดอกเบี้ยทบต้น



จากคำกล่าวที่ว่า ออมก่อน รวยก่อน ความร่ำรวยดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอานุภาพของดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest Rate) หากกล่าวโดยย่อ ความหมายของดอกเบี้ยทบต้น ก็คือ ดอกเบี้ยของดอกเบี้ย นั่นเอง

แผนภาพการคำนวณดอกเบี้ยทบต้น

click เพื่อดูภาพขยาย



ตัวอย่าง
ฝากเงิน 10,000 บาทในบัญชีออมทรัพย์แบบพิเศษ (ไม่เสียภาษี) ซึ่งจะจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี
  • เวลาผ่านไป 1 ปี ได้รับดอกเบี้ย 1,000 บาทจากเงินต้น สิ้นสุดปีที่ 1 มีเงินในบัญชี เท่ากับ 11,000 บาท
  • เวลาผ่านไป 2 ปี ได้รับดอกเบี้ย 2,000 บาทจากเงินต้น (1,000 แรกจากปีที่ 1 และอีก 1,000 จากปีที่ 2) และได้รับดอกเบี้ยของดอกเบี้ยอีก 100 บาท รวมเป็นดอกเบี้ยทั้งสิ้น 2,100 บาท สิ้นสุดปีที่ 2 จะมีเงินในบัญชี เท่ากับ 12,100 บาท
  • เมื่อเวลายิ่งผ่านไป ผลตอบแทนของเงินฝาก มิใช่เพียงมาจากดอกเบี้ยของเงินต้นที่ได้ฝากไว้กับธนาคารเท่านั้น แต่จะได้รับ ดอกเบี้ยของดอกเบี้ย ตามจำนวนปีที่เพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี อานุภาพของดอกเบี้ยทบต้น จะทำให้เงินต้นเพียงแค่ 10,000 บาท กลายเป็น 67,275 บาท

  

ข้อควรระลึกถึง: ผลของดอกเบี้ยทบต้นทำให้ผลตอบแทนเงินฝากเพิ่มขึ้น
ดังนั้น ในทางกลับกัน หากเป็นการกู้เงิน การคิดดอกเบี้ยทบต้นเช่นนี้ก็ย่อมไปเร่งภาระหนี้เช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากไม่ชำระหนี้ตามที่กำหนดในสัญญา

 

q4 

การคิดดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์

 
  • โดยทั่วไปบัญชีเงินฝากออมทรัพย์จะคิดดอกเบี้ยให้ผู้ฝากปีละ 2 ครั้ง คือ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน และสิ้นเดือนธันวาคม
  • รายได้ดอกเบี้ยของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์จากทุกธนาคารรวมกันที่ไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี จะได้รับการยกเว้นภาษี
    ณ ที่จ่ายร้อยละ 15
  • วันสุดท้ายของเดือนที่มีการจ่ายดอกเบี้ยจะไม่นับรวมเป็นจำนวนวันในการคำนวณ เช่น ดอกเบี้ยที่ได้รับในเดือนมิถุนายนจะถูกคำนวณจนถึงวันที่ 29 มิถุนายน เป็นต้น

 

 ตัวอย่าง วันที่ 1 มกราคม 2554 นาย ก. ฝากเงินประเภทออมทรัพย์ที่ธนาคารพาณิชย์ จำนวน 10,000 บาท ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี โดยธนาคารพาณิชย์จะจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากออมทรัพย์ให้ทุก ๆ 6 เดือน ในวันที่ 30 มิถุนายน และ 31 ธันวาคม ของทุกปี ดังนั้น หากนาย ก. ฝากเงิน 10,000 บาทนี้ไว้ทั้งปี โดยไม่ถอนเงินออกหรือฝากเงินเพิ่ม และไม่ได้ถอนดอกเบี้ยออกมาใช้ในระหว่างปี ดอกเบี้ย
ที่นาย ก. จะได้รับในปี
2554 จะสามารถคำนวณได้ดังนี้

 

 click เพื่อดูภาพขยาย

 

ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ที่นาย ก. จะได้รับในปี 2554 จะเท่ากับ มูลค่าของเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 มูลค่าของเงินฝาก ณ วันที่
1 มกราคม
2554 = 10,200.45 บาท – 10,000.00 บาท = 200.45 บาท

ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 หากนาย ก. ไม่ได้ถอนเงินต้นและดอกเบี้ยออกมา แต่ทำการฝากเงินจำนวนดังกล่าวต่อเนื่องไปในปี 2555
เงินต้นที่จะถูกใช้ในการคำนวณดอกเบี้ยในปี 255
5 จะเท่ากับ 10,200.45 บาท

q5 

การคิดดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน, 6 เดือน, 12 เดือน

 

กรณีฝากประจำ 3 เดือน

  • กรณีเริ่มต้นฝากเงินวันที่ 1 มกราคม ธนาคารพาณิชย์จะจ่ายดอกเบี้ยในวันที่ 1 ของเดือนเมษายน กรกฎาคม ตุลาคมของปีนั้น และ
    วันที่ 1 มกราคมของปีถัดไป ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์จะจ่ายดอกเบี้ยตามเงื่อนไขการฝากประจำ
  • การฝากเงินประเภทเงินฝากประจำนั้น โดยปกติจะต้องมีการเสียภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 ของยอดรายได้ดอกเบี้ย
  • วันสุดท้ายของเดือนที่มีการจ่ายดอกเบี้ยจะไม่นับรวมเป็นจำนวนวันในการคำนวณ เช่น ดอกเบี้ยที่ได้รับในเดือนเมษายนจะถูกคำนวณจนถึงวันที่ 29 เมษายน เป็นต้น

ตัวอย่าง หากนาย ก. เลือกที่จะฝากเงินแบบเงินฝากประจำระยะเวลา 3 เดือน ได้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี เริ่มต้นฝากวันที่1 มกราคม 2554 จำนวน 10,000 บาท และเมื่อครบกำหนด 3 เดือน นาย ก. ยังคงฝากเงินแบบเงินฝากประจำระยะเวลา 3 เดือน ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการถอนเงินต้นและดอกเบี้ยออกมาใช้ โดยดอกเบี้ยที่นาย ก. จะได้รับจริงหลังหักภาษีในปี 2554 จะสามารถคำนวณได้ดังนี้

 

ดอกเบี้ยเงินฝากประจำแบบ 3 เดือน ที่นาย ก. จะได้รับในปี 2554 จะเท่ากับมูลค่าของเงินฝาก ณ วันที่ 1 มกราคม 2555 มูลค่าของเงินฝาก ณ วันที่ 1 มกราคม 2554 = 10,257.45 บาท – 10,000.00 บาท = 257.45 บาท

หากวันที่ 1 มกราคม 2555 นาย ก. ไม่ได้ถอนเงินต้นและดอกเบี้ยออกมา แต่ฝากเงินจำนวนดังกล่าวแบบเงินฝากประจำระยะเวลา 3 เดือน
ต่อเนื่องไปในปี
2555 เงินต้นที่จะถูกใช้ในการคำนวณดอกเบี้ยในปีถัดไป จะเท่ากับ 10,257.45 บาทนั่นเอง

(การคำนวณดอกเบี้ยกรณีฝากประจำ 6 เดือน และ 12 เดือน ยึดหลักเดียวกันกับข้างต้น)

 

q6

การคิดดอกเบี้ยเงินฝากแบบขั้นบันได (Step Up)

 
  • ดอกเบี้ยเงินฝากแบบขั้นบันได หมายถึง ดอกเบี้ยจะมีการเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาของการฝาก ตามแต่เงื่อนไขของบัญชีเงินฝากที่สถาบันการเงินนั้น ๆ กำหนด ส่วนใหญ่จะกำหนดยอดเงินฝากขั้นต่ำ รวมทั้งเงื่อนไขการเบิกถอนก่อนกำหนด เช่น ฝากขั้นต่ำ50,000 บาท และห้ามถอนก่อนกำหนด ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับดอกเบี้ยตามที่ประกาศ เป็นต้น
  • ปกติแล้ว การคิดดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดจะเป็นการคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้น คือจะไม่นำดอกเบี้ยที่ได้รับในช่วงแรกมารวมเป็น
    เงินต้นในงวดถัดไป
  • การฝากเงินแบบขั้นบันไดเข้าข่ายประเภทเงินฝากประจำ ดังนั้นจะต้องมีการเสียภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 ของยอดดอกเบี้ย

ตัวอย่าง

ธนาคารพาณิชย์ประชาสัมพันธ์การฝากเงินให้กับนาย ก. ว่า หากนาย ก. ต้องการฝากเงินที่ได้รับผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากประจำ
ที่อัตราร้อยละ
3 ต่อปี ควรฝากแบบขั้นบันได (Step Up) ที่มีระยะเวลาฝากเงิน 11 เดือน ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 4 ต่อปี
แต่นาย ก
. จะไม่สามารถถอนเงินได้ก่อนกำหนด และธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดทั้งนี้ นาย ก. สนใจที่จะฝากเงิน
แบบขั้นบันไดนี้ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะได้รับผลตอบแทนมากกว่าการฝากเงิน
แบบประจำ

นาย ก. จึงทดลองคำนวณดอกเบี้ยเงินฝากแบบขั้นบันไดที่จะได้รับ โดยมีอัตราดอกเบี้ย ดังนี้

เดือนที่ 1 – 3         อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ      ร้อยละ 1

เดือนที่ 4 – 6         อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ      ร้อยละ 2

เดือนที่ 7 – 9         อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ      ร้อยละ 3

เดือนที่ 10 – 11     อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ      ร้อยละ 4

 

 

 

ดอกเบี้ยเงินฝากแบบขั้นบันไดที่นาย ก. ได้รับจากการฝากเงินในช่วง 11 เดือน (334 วัน) เท่ากับ
                                          24.66 + 49.86 + 75.62 + 66.85 = 216.99 บาท

ซึ่งเมื่อคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ นาย ก. ได้รับจะเท่ากับ
                                          2.
37% =  216.99 x 100 x 365
                                                               10,000 x 334

ทั้งนี้ ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2554 ซึ่งครบกำหนดสัญญาฝากเงินแบบขั้นบันได นาย ก. จะได้รับเงินทั้งหมดจำนวน 10,184.44 บาท
ซึ่งประกอบด้วย เงินต้นจำนวน
10,000 บาท และดอกเบี้ยหลังหักภาษี ร้อยละ 15 จำนวน 184.44 บาท (216.99 x 0.85)

เห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ที่ร้อยละ 2.37 จะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ที่ร้อยละ 3

ข้อควรระลึกถึง:

ผู้ฝากเงินควรสอบถามข้อมูลเหล่านี้ จากธนาคารก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการเงินฝากแบบขั้นบันได

  1. อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศไว้สูงสุดอาจไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ได้รับ
  2. แบงก์ชาติกำหนดให้ ธนาคารพาณิชย์ต้องแจ้งอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงให้แก่ผู้ฝากเงินแบบขั้นบันไดทราบเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์เงินฝาก อันเป็นการปกป้องสิทธิของผู้ใช้บริการทางการเงิน
  3. การถอนเงินฝากแบบขั้นบันไดก่อนกำหนด อาจได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าที่ประกาศ ซึ่งส่วนใหญ่ธนาคารจะจ่ายด้วยอัตราดอกเบี้ย
    เงินฝากออมทรัพย์
    *

* ช่วงอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ ต่ำสุด – สูงสุด เฉลี่ยทั้งปี 2554 รวบรวมจาก 5 ธนาคารพาณิชย์ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ  ธนาคาร
กรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์  ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา (ข้อมูล ณ ธันวาคม
2554 ประมาณ ร้อยละ 0.78 - 0.80 ต่อปี)

q7

การคิดดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ (Fixed Rate) และแบบลอยตัว (Floating Rate)

 ลอย

อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบางประเภทที่ผู้กู้จ่ายให้แก่สถาบันการเงินในอัตราคงที่
ไม่ขึ้นหรือลงตามต้นทุนของสถาบันการเงิน โดยในสัญญาเงินกู้จะต้องระบุว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญาเงินกู้ เช่น สินเชื่อเพื่อการศึกษา กำหนดให้ชำระดอกเบี้ยร้อยละ
7 ต่อปี เป็นเวลา 4 ปี เป็นต้น (อธิบายเพิ่มเติมในเรื่องของสินเชื่อ)

อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้บางประเภทที่ผู้กู้จะต้องจ่ายให้แก่สถาบันการเงินผู้ให้กู้ ในอัตราที่เปลี่ยนแปลงไปตามต้นทุนของสถาบันการเงิน หรือตามอัตราที่กำหนด ซึ่งสถาบันการเงินจะประกาศกำหนดออกมาเป็นครั้งคราวไป เช่น
เงินกู้เพื่อการหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ ผู้กู้จะต้องเสียดอกเบี้ยในแต่ละช่วงเวลาในอัตราที่สถาบันการเงินประกาศ (อธิบายเพิ่มเติมในเรื่องของสินเชื่อ)

ตัวอย่าง นาย ข. กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์เพื่อประกอบธุรกิจจำนวน 1,000,000 บาท สัญญาระบุว่า ในปีแรก นาย ข. ต้องจ่ายดอกเบี้ย
ในอัตราคงที่ร้อยละ
3 ต่อปี ปีที่ 2 ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา MLR – 2% และปีที่ 3 ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา MLR - 1% จะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่นาย ข. ต้องจ่ายมี 2 แบบ คือ แบบคงที่และแบบลอยตัว ดังนั้น ดอกเบี้ยที่นาย ข. ต้องจ่ายคำนวณได้ ดังนี้ (สมมติให้ MLR ในปีที่ 2 เท่ากับร้อยละ 6  และในปีที่ 3 เท่ากับร้อยละ 7)

 

link 

การคิดดอกเบี้ยเช่าซื้อแบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate)

 

การคิดอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อแบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate) ส่วนมากจะใช้สำหรับการเช่าซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ซึ่งผู้เช่า
จะต้องจ่ายชำระเงินให้แก่ผู้ให้เช่าด้วยจำนวนเงินเท่า ๆ กันทุกงวด ตลอดระยะเวลาที่เช่าซื้อ ซึ่งจะคำนวณดอกเบี้ยทั้งหมดที่ลูกค้า
ต้องชำระจากเงินต้นที่คงที่ตลอดอายุของสัญญาเช่าซื้อ โดยมีวิธีการคำนวณดังต่อไปนี้

 

     จำนวนเงินที่ต้องชำระในแต่ละงวด =       เงินต้น + ดอกเบี้ยที่ต้องชำระทั้งหมด
                                                ระยะเวลาที่ต้องผ่อนชำระทั้งหมด (งวด)

 

 

ตัวอย่าง นาย ข. ทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์กับธนาคารพาณิชย์ มูลค่าเท่ากับ 100,000 บาท ธนาคารคิดดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ
3 ต่อปี กำหนดระยะเวลาในการเช่าซื้อ
2 ปีหรือ 24 เดือน สัญญากำหนดให้นาย ข. ต้องชำระเงินแก่ธนาคารพาณิชย์ทุกเดือน ดังนั้น นาย ข.
จะต้องผ่อนชำระเงินให้ธนาคารพาณิชย์ในอัตราเดือนละเท่าใด

  

1.  ดอกเบี้ยที่ต้องชำระทั้งหมด

=

เงินต้น × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × ระยะเวลา (ปี)

     (ตลอดระยะเวลา 2ปี)

= 

100,000 บาท × 3% × 2 ปี

 

=

6,000 บาท

2.  จำนวนเงินที่ต้องชำระในแต่ละงวด

=

เงินต้น + ดอกเบี้ยที่ต้องชำระทั้งหมด
ระยะเวลาที่ต้องผ่อนชำระทั้งหมด (งวด)

 

 

100,000 + 6,000
      24 เดือน

 

=

4,416.67 บาทต่อเดือน

 

 nonbank

การคิดดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)

 

การคิดดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) ส่วนมากจะใช้สำหรับการคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อเกือบทุกประเภท เช่น สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเพื่อการศึกษา เป็นต้น ซึ่งมีลักษณะของการคำนวณดอกเบี้ยในแต่ละงวดจะเป็นแบบลดทั้งเงินต้น และดอกเบี้ย โดยสามารถคำนวณดอกเบี้ยจ่ายและจำนวนเงินผ่อนในแต่ละงวดได้ดังนี้

    ดอกเบี้ยจ่ายต่องวด    = เงินต้นคงเหลือต้นงวด ×     อัตราดอกเบี้ยต่อปี
                                                                                 
12 เดือน

    เงินต้นลดลง             = จำนวนเงินที่จ่ายต่องวด – ดอกเบี้ยจ่ายต่องวด

    ตัวอย่าง นาย ข. ทำสัญญากู้เงินเพื่อซื้อคอนโดมิเนียมกับธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง จำนวน 1,500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย
ร้อยละ
10 ต่อปี กำหนดชำระคืนเดือนละ 15,000 บาท เป็นระยะเวลา 18 ปี หรือ 216 งวด (18 ปี x 12 เดือน)

นาย ข. ต้องการทราบว่าเงินที่ตนเองชำระในแต่ละงวดนั้น เป็นค่าดอกเบี้ยและเงินต้นจำนวนเท่าไร

สามารถคำนวณได้จากสูตรการคำนวณดังนี้

 

 

 

จากการคำนวณตามสูตรข้างต้น เงินต้นและดอกเบี้ยที่นาย ข. จ่ายให้แก่ธนาคารพาณิชย์ในแต่ละงวดจะไม่เท่ากัน และยังทยอยลดลงด้วย ซึ่งสามารถแสดงตามตารางการคำนวณข้างล่าง ดังนี้

     

หมายเหตุ : * จำนวนเงินที่ต้องจ่ายในงวดสุดท้ายจะเท่ากับ เงินต้นคงเหลืองวดที่แล้วรวมกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเพิ่มสำหรับงวด
สุดท้าย

 

q8 

การคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิต

 

ดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะเกิดขึ้นใน 2 กรณี คือ กรณีที่ชำระค่าสินค้าไม่เต็มจำนวนหรือทยอยผ่อนชำระ (และไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขปลอดดอกเบี้ย หรือดอกเบี้ย 0%) หรือกรณีที่มีการเบิกถอนเงินสดมาใช้จ่ายล่วงหน้า แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดได้ไม่เกิน 20% ต่อปี ซึ่งการคิดดอกเบี้ยทั้งสองรูปแบบสามารถคำนวณได้ดังนี้

(1) กรณีชำระคืนค่าสินค้าหรือบริการขั้นต่ำ หรือ บางส่วน (Interest on Revolving Credit)

ตัวอย่าง
วันที่
5 ตุลาคม 2554 นาย ค. ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าที่ร้านค้าแห่งหนึ่งจำนวน 18,000 บาท ธนาคารส่งใบแจ้งหนี้ที่ระบุรายละเอียด ดังนี้

   

วันสรุปยอดบัญชี

กำหนดชำระเงิน

ยอดเงินขั้นต่ำที่ต้องชำระ

ยอดหนี้

25 ตุลาคม 2554

9 พฤศจิกายน 2554

1,800.00

18,000.00

 

 

 

 

วันที่ทำรายการ

วันที่บันทึก

รายการ

จำนวนเงิน

 

 

ยอดหนี้ครั้งก่อน

ยอดชำระแล้ว

2,000.00

-2,000.00

5 ตุลาคม 2554

6 ตุลาคม 2554

ซื้อมือถือ                   

ยอดรวมทั้งสิ้น                     

18,000.00

18,000.00

ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 นาย ค. ชำระเงินขั้นต่ำ คือ ร้อยละ 10 ของยอดค่าสินค้าทั้งหมด หรือเท่ากับ 1,800 บาท ดังนั้น
ในรอบบัญชีถัดไป ธนาคารจะจัดส่งใบแจ้งหนี้ ซึ่งมีรายละเอียดยอดคงค้าง เท่ากับ


18,000 – 1,800 = 16,200 บาท และดอกเบี้ย  298.84 บาท

อย่างไรก็ตาม อยากรู้ว่า นาย ค. จะต้องเสียดอกเบี้ยจากการใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้าสำหรับยอด
18,000 บาท เป็นจำนวนเท่าไร สำหรับในยอดบัญชีถัด ๆ ไป (ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการคำนวณดอกเบี้ย สมมติให้ นาย ค. ไม่มีการใช้บัตรเครดิตในช่วง 2 รอบบิลถัดไป)

ธนาคารจะมีการคำนวณดอกเบี้ยโดยแยกเป็นส่วนๆ ดังนี้

1)  ส่วนแรก: ดอกเบี้ยจะคิดจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดในรอบบัญชีที่แล้ว หรือ 18,000 บาท โดยจำนวนวัน จะนับจากวันที่สรุปยอดรายการ (25 ต.ค. 2554) จนถึงวันก่อนที่ธนาคารได้รับชำระเงินขั้นต่ำ  (8 พ.ย. 2554) หรือเท่ากับ 15 วัน  (ทั้งนี้ ธนาคารหรือผู้ประกอบการบางราย อาจนับจำนวนวันจากวันที่เกิดรายการนั้น ๆ ซึ่งในกรณีนี้ คือ วันที่ 5 ตุลาคม 2555)

 

 2)  ส่วนที่สอง: ดอกเบี้ยจะคิดจากยอดเงินต้นคงเหลือ หรือ 16,200 บาท โดยจำนวนวัน จะนับจากวันที่ชำระเงินขั้นต่ำ (9.. 2554)
จนถึงวันสรุปยอดรายการเดือนถัดไป (25.. 2554) หรือเท่ากับ 17 วัน 

3)  ส่วนที่สาม: กรณีที่ลูกหนี้ชำระยอดหนี้ทั้งหมดในเดือนถัดไป (9.. 2554) แต่ธนาคารยังคงคิดดอกเบี้ยจากยอดเงินคงค้าง
16,200 บาท โดยจำนวนวัน นับจากวันที่สรุปยอดรายการ (25..2554) จนถึงวันก่อนที่ธนาคารได้รับชำระเงิน (8.. 2554)

 

 

4) ส่วนที่สี่: กรณีที่มีรายการใช้จ่ายเกิดขึ้นก่อนสรุปยอดรายการใช้จ่ายในรอบบัญชีใหม่ ซึ่งสถาบันการเงินบางแห่งจะคำนวณดอกเบี้ยจากยอดการใช้จ่ายใหม่ที่เกิดขึ้นทันที  โดยจำนวนวัน จะนับจากวันที่ธนาคารบันทึกรายการ จนถึงวันสรุปยอดรายการ (ตัวอย่างนี้ สมมุติให้ไม่มีการใช้จ่ายดังกล่าวเกิดขึ้น จึงไม่มีดอกเบี้ยในส่วนนี้)

 

ตารางสรุปการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต ในกรณีเลือกจ่ายชำระคืนค่าสินค้าหรือบริการขั้นต่ำ
   

วันที่

รายการ

จำนวนเงิน (บาท)

หมายเหตุ

5 ต.ค. 54

ใช้บัตรเครดิต ซื้อสินค้า 18,000 บาท ที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง

 

 

6 ต.ค. 54

บันทึกรายการ

18,000.00

 

25 ต.ค. 54

วันสรุปยอดรายการ เดือนต.. 54

18,000.00

ระหว่างวันที่ 6 – 25.. ไม่มีรายการ
ใช้จ่ายใหม่เกิดขึ้น

9 พ.ย. 54

วันครบกำหนดชำระเงิน
รอบบิลเดือน ต.ค. 54
นาย ค. เลือกชำระคืนขั้นต่ำ 10% (18,000 X 10%)

 

1,800.00

 

ยอดเงินคงค้างชำระ
(18
,000 – 1,800) = 16,200 บาท

25พ.ย. 54

วันสรุปยอดรายการ เดือนพ.. 54

ยอดคงค้าง
ดอกเบี้ยค้างชำระ

 รวมยอดที่ต้องชำระ

 

16,200.00
147.94
150.90
16,498.84

ระหว่างวันที่ 9 25.. ไม่มีรายการ
ใช้จ่ายใหม่เกิดขึ้น

-    การคำนวณดอกเบี้ย
คิดเป็น
2 ส่วน ดังนี้

1. จากยอดเงินใช้จ่าย
(18
,000 X 20% X 15 วัน)

2. จากยอดเงินคงค้าง
(16
,200 X 20% X 17 วัน)

 

9 ธ.ค. 54

วันครบกำหนดชำระเงิน รอบบิลเดือน พ.ย. 54

นาย ค. เลือกชำระเต็มจำนวน

16,498.84

แม้นาย ค. จะชำระยอดเต็มแต่ยังมี
ดอกเบี้ยบางส่วนเกิดขึ้นในรอบบัญชี
ถัดไป คือ รอบวันที่ 25 ธ.ค. 54
  

25 ธ.ค. 54

วันสรุปยอดรายการเดือนธ.. 2554

ดอกเบี้ยค้างชำระ

 

124.27

ระหว่างวันที่ 9 – 25.. 55 ไม่มีรายการ
ใช้จ่ายใหม่เกิดขึ้น

-    จากยอดเงินคงค้าง
(16,200 x 20% x 14 วัน)
นับจากวันสรุปยอดรายการ (25 พ.ย. 54)
จนถึงหนึ่งวันก่อนวันครบกำหนดชำระเงิน
(8 ธ.ค. 54)

9 ม.ค. 55

ครบกำหนดชำระเงิน
รอบบิลเดือน ธ.ค. 2554

นาย ค. ชำระดอกเบี้ยที่เหลือ
ทั้งจำนวน

124.27

- นับจากวันที่นาย ค. ไม่มียอดหนี้
คงค้างเหลืออยู่ การใช้จ่ายบัตรเครดิต
รอบใหม่ของ นาย ค. จะถือว่าปลอด
ดอกเบี้ยไปจนกว่า นาย ค. จะมีการชำระ
บางส่วนสำหรับรายการใช้จ่ายใหม่

ผลรวมของดอกเบี้ยจากการเลือกชำระคืนขั้นต่ำ 10%

423.11

- การเลือกชำระขั้นต่ำทำให้มี
ภาระดอกเบี้ย หาก นาย ค
ไม่รีบชำระให้เสร็จสิ้น แถมยัง
สร้างภาระหนี้ใหม่ อาจทำให้ภาระ
ดอกเบี้ยของนาย ค. เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 
จนไม่สามารถชำระหนี้ได้ กลายเป็น
หนี้เสียได้



(2)
กรณีเบิกเงินสดล่วงหน้า (
Interest on Cash Advance) จะมีวิธีการคำนวณดังนี้


จำนวนเงินที่เบิก
x
อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวันที่เบิกจนถึงวันที่ชำระคืนหรือวันสรุปยอดรายการ แล้วแต่วันใดจะถึงก่อน
365 วัน

 

ตัวอย่าง วันที่ 1 ตุลาคม 2554 นาย ค. ใช้บัตรเครดิตเบิกเงินสดล่วงหน้ามาจำนวน 20,000 บาท ต่อมาได้รับใบแจ้งหนี้จากธนาคารพาณิชย์ซึ่งสรุปยอดรายการถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2554 และกำหนดชำระเงินในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 (กรณีนี้วันสรุปยอดรายการถึง
ก่อนวันชำระเงิน) โดยธนาคารพาณิชย์คิดดอกเบี้ย
20% ต่อปี  นาย ค. ต้องเสียดอกเบี้ยจากการเบิกเงินสดล่วงหน้าเป็นจำนวนเท่าไร

ดอกเบี้ยจ่ายจากการเบิกเงินสดล่วงหน้า       = 20,000 x 20% x 25 วัน
                                                                                365 วัน
                                                                =  273.97 บาท

 

ข้อควรระลึกถึง: ในการเบิกเงินสดล่วงหน้า นอกจากต้องจ่ายดอกเบี้ยแล้ว
ยังอาจจะมีค่าธรรมเนียมตามอัตราที่ผู้ออกบัตรแต่ละรายกำหนดด้วย
แต่แบงก์ชาติกำหนดให้ผู้ออกบัตรเรียกเก็บได้ ไม่เกินร้อยละ 3 ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน

 

ผู้สนใจใช้บริการบัตรเครดิตสามารถศึกษาวิธีการคำนวณดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของผู้ออกบัตรแต่ละราย หรือด้านหลังของใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต
q9 

การคิดดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan)

 

สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นสินเชื่อที่ผู้กู้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ โดยไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น สินเชื่อเพื่อการศึกษา เป็นต้น ซึ่งการคิดดอกเบี้ยสำหรับจะคำนวณแบบลดต้นลดดอก คล้ายคลึงกับวิธีการคิดดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเพื่อ
ที่อยู่อาศัย แต่จะมีการนำเอาค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวข้องมารวมในการคำนวณอัตราดอกเบี้ยเพื่อใช้ในการคิดลดด้วย

 

ตัวอย่าง เดือนมกราคม นาย ค. ได้รับอนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคลจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งเพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ในการตกแต่งบ้าน จำนวน 55,000 บาท ธนาคารกำหนดอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และยอดเงินชำระต่องวด ดังนี้

  • อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 ต่องวด (หรือเทียบเท่าร้อยละ 18 ต่อปี)
  • อัตราค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินร้อยละ 0.5 ต่องวด (หรือเทียบเท่าร้อยละ 6 ต่อปี)
  • จ่ายชำระคืนแก่ธนาคารพาณิชย์ทุกเดือน ๆ ละ 2,160 บาท เป็นระยะเวลา 3 ปีหรือ 36 งวด

นาย ค. ต้องการทราบว่า เงินที่ตนเองชำระในแต่ละงวด จำนวน 2,160 บาทนั้น เป็นการชำระค่าดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง และเงินต้นจำนวนเท่าไร ซึ่งสามารถคำนวณได้จากสูตร ดังนี้

 

 

เงินต้นคงเหลือในงวดที่ 1 นำไปคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในงวดที่ 2  เงินต้นคงเหลือในงวดที่ 2 ก็จะใช้คิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในงวดที่ 3 สำหรับงวดถัด ๆ ไปก็จะใช้วิธีเดียวกันนี้

ผู้สนใจใช้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลสามารถศึกษาวิธีการคำนวณเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของผู้ให้บริการแต่ละราย หรือในใบแจ้งยอดบัญชีก็ได้

q10 

การคิดดอกเบี้ยให้เป็นแบบร้อยละต่อปี (Annual Percentage Rate)

การคิดดอกเบี้ยให้เป็นร้อยละต่อปี หรือ Annual Percentage Rate (APR) มักใช้ในการคำนวณกรณีที่ธนาคารพาณิชย์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นแบบรายเดือนหรือรายไตรมาส แต่ต้องการหาอัตราดอกเบี้ยแบบรายปี
ทั้งนี้ กรณีที่ธนาคารพาณิชย์มีการแจกของสมนาคุณให้กับลูกค้าเพื่อจูงใจในการฝากเงินกับธนาคาร ต้องนำมารวมในการคำนวณหาอัตรา
ผลตอบแทนที่แท้จริงที่ลูกค้าจะได้รับด้วย

การคำนวณ APR สามารถคำนวณได้ดังนี้

 

 

ตัวอย่าง นาย ค. ฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์จำนวน 500,000 บาท เป็นเวลา 1 ปี ธนาคารคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1.5 ทุก ๆ 6 เดือน (หรือ 2 งวดต่อปี) นอกจากนี้ ธนาคารให้โทรศัพท์มือถือมูลค่า 20,000 บาท เป็นของสมนาคุณแก่นาย ค. ในวันที่ฝากเงินกับธนาคารด้วย

นาย ค. ต้องการทราบว่าแท้จริงแล้วตนเองจะได้รับอัตราดอกเบี้ยต่อปีเท่าไร ซึ่งสามารถคำนวณได้ดังนี้

APR (%)         =    (P x i x n) + π x 100
                                           P

                          =     (500,000 x 1.5% x 2) + 20,000  x 100
                                                      500,000

                           =      7% ต่อปี

 

TIP:  การคำนวณ APR ในกรณีที่มีการแจกของสมนาคุณ จะต้องนำมูลค่าของสมนาคุณที่ได้รับมาคำนวณรวมกับ
อัตราดอกเบี้ยด้วย โดยมูลค่าของสมนาคุณที่นำมาคำนวณสามารถเทียบเคียงได้จากราคาตลาด ณ ขณะนั้น

q11

การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยในมุมมองของธุรกิจรายย่อย

 

ในมุมมองของธุรกิจรายย่อย ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย หมายถึง ความเสียหายที่ผู้ประกอบธุรกิจอาจจะได้รับจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เป็นผลลบต่อกำไรสุทธิของกิจการ จนส่งผลให้รายรับจากการประกอบธุรกิจไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่
เพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ย

ทำไมผู้ประกอบการรายย่อยต้องดูแลความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย

          ผู้ประกอบการรายย่อยโดยทั่วไป จะมีรายรับมาจากการประกอบธุรกิจ หรือขายสินค้าที่ได้ตกลงราคาขายกับลูกค้าไว้ล่วงหน้าแล้ว จึง
ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงราคาขายสินค้าได้ตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการจะมีต้นทุนและรายจ่ายอื่น ๆ จากการทำธุรกิจ เช่น
ค่าจ้างพนักงาน ค่าวัตถุดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นทุนทางการเงินที่เกิดจากการกู้เงิน หรือดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นี้ จะส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการลดลง หรืออาจถึงขั้นขาดทุนได้

          ดังนั้น การดูแลความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อให้ต้นทุนการผลิต และการดำเนินงานของกิจการไม่
เพิ่มสูงขึ้นจากแผนที่ตั้งไว้ จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อย

ควรดูแลอย่างไร

          ผู้ประกอบการสามารถดูแลโดยการเลือกประเภทของสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน ดังนี้

  • ศึกษาและทำความเข้าใจเงื่อนไขสินเชื่อแต่ละประเภท เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและวงเงินสินเชื่อจาก
    ธนาคารหลาย ๆ แห่ง
    เพื่อเลือกกู้เงินจากธนาคารที่ให้อัตราดอกเบี้ยและวงเงินที่เอื้อประโยชน์แก่กิจการมากที่สุด
  • พิจารณาทางเลือกที่ช่วยให้ได้รับวงเงินกู้ที่ต้องการ และภายในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม เช่น การนำทรัพย์สินมาใช้
    เป็นหลักประกัน หรือการมีผู้ค้ำประกัน
  • เลือกสินเชื่อที่เหมาะสม และสอดคล้องกับกระแสเงินสดรับ จ่ายของกิจการ ได้แก่
    • การกู้เงินในระยะสั้น เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนและเสริมสภาพคล่องของกิจการในกรณีฉุกเฉิน ควรเลือกใช้สินเชื่อ อาทิ
      วงเงินประเภทเงินเบิกเกินบัญชี
      (O/D) ที่มักเปิดคู่กับบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและสมุดเช็ค กล่าวคือ ณ ขณะหนึ่ง ๆ
      ผู้ประกอบการอาจหมุนเงินไม่ทัน ทำให้ไม่สามารถนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันได้ทัน และไม่เพียงพอกับยอด
      ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำ-ค่าไฟ ค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ เป็นต้น ดังนั้น เพื่อให้ธุรกิจไม่สะดุดหยุดลง
      ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเบิกใช้วงเงิน
      O/D หรือใช้เงินเกินกว่าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่มีอยู่ แม้จะก่อให้เกิดภาระดอกเบี้ยสำหรับยอดเงินที่มีการเบิกเกินบัญชีนั้น อย่างไรก็ตาม ภาระดอกเบี้ยนี้จะกลายเป็นเรื่องรอง หากผู้ประกอบการรีบ
      นำกระแสเงินสดที่ได้รับมา ฝากเข้าในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันในจำนวนที่เท่ากับ หรือมากกว่า
      O/D ที่ได้เบิกใช้ไปให้
      เร็วที่สุด  
    • การกู้เงินในระยะยาวเพื่อการลงทุนระยะยาวของกิจการ ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับกลยุทธ์และกระแสเงินสดรับในระยะยาวของธุรกิจด้วย จึงควรหาสินเชื่อระยะยาวที่มีดอกเบี้ยคงที่ เพื่อควบคุมไม่ให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายเกินกว่ากระแสเงินสดรับ
      ที่คาดว่าจะหาได้ในระยะเวลานั้น ๆ
  • หลีกเลี่ยงการใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น การนำเงินกู้ระยะสั้นไปลงทุนในธุรกิจที่ต้องรอผลตอบแทนในระยะยาว หรือการนำเงินที่ได้จากเงินกู้ระยะยาวแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัวไปทำธุรกิจที่คาดว่าจะได้ผลตอบแทนคงที่ ซึ่งหากดอกเบี้ยสูงขึ้นผู้ประกอบธุรกิจก็อาจจะมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะจ่ายภาระจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในอนาคตได้
 

ข้อควรระลึกถึง:  การใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์ อาจทำให้สูญเสียธุรกิจ หมดตัว
และยังอาจถูกบันทึกประวัติการชำระเงินที่ไม่ดี ทำให้ไม่ได้วงเงินกู้ในครั้งต่อไปได้

 

*********************************************************

 


Best viewed with IE 6.0 or higher at 1024 x768 screen resolution.