ธปท. มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ตลาดการเงินมีมาตรฐานการดำเนินงานที่น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของผู้ร่วมตลาด ทั้งนี้ เพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาในตลาดการเงินโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเงินและตลาดตราสารหนี้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและการแข่งขันในตลาด ดังกล่าว อันจะเป็นการช่วยส่งเสริมการใช้เครื่องมือทางการเงินของ ธปท. เพื่อการดำเนินนโยบายการเงิน ที่มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น ธปท. ได้จัดตั้งคณะทำงานพัฒนาตลาดรอง และคณะทำงานย่อยเพื่อผักดันการพัฒนาในเรื่องต่างๆ สรุปสาระสำคัญดังนี้
1) การเพิ่มสภาพคล่องและเพิ่มผู้ร่วมตลาดรองตราสารหนี้
ธปท. ได้แต่งตั้งสถาบันการเงินเป็น Primary Dealers เพื่อทำหน้าที่เป็น Market maker ในตลาดรองตราสารหนี้ โดยกำหนดให้มีการเสนออัตราผลตอบแทนซื้อขายอย่างต่อเนื่อง แต่พบว่า Primary Dealer ยังไม่สามารถทำหน้าที่ Market maker ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก เนื่องจากไม่มีพันธบัตรหมุนเวียนเพียงพอ และ PDs ไม่มีความมั่นใจในการขายชอร์ตตราสารหนี้ เนื่องจากช่องทางการยืมพันธบัตรเพื่อมาส่งมอบ อาทิเช่น ธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน หรือ ธุรกรรมยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ ยังไม่มีสภาพคล่องมากนัก คณะทำงานเพิ่มสภาพคล่องและเพิ่มผู้ร่วมตลาดในตลาดรองตราสารหนี้ จึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินการดังนี้
1.1 การปรับปรุงระบบ Primary Dealer
พิจารณาปรับปรุงหน้าที่และสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสม เพื่อให้ PDs ทำหน้าที่ Market maker ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1.2 การพัฒนาตลาดซื้อคืนภาคเอกชน
ตลาดซื้อคืนภาคเอกชน ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ โดยจะช่วยทำให้เกิดสภาพคล่องในตลาดรองตราสารหนี้ เนื่องจากตลาดซื้อคืนภาคเอกชนมีลักษณะเป็นการกู้ยืมเงินระยะสั้นโดยมีตราสารหนี้เป็นหลักประกัน ซึ่งผู้ให้กู้สามารถใช้หลักประกันที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ไปทำธุรกรรมอื่นๆ ต่อได้ จึงช่วยเพิ่มการหมุนเวียนตราสารหนี้ในตลาดรอง นอกจากนี้สถาบันการเงินที่ขายชอร์ตตราสารหนี้ สามารถยืมตราสารผ่านธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนมาใช้ในการส่งมอบได้ด้วย
ที่ผ่านมา ธปท. ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กระทรวงการคลัง และธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เพื่อกำหนดรูปแบบสัญญามาตรฐาน GMRA แก้ปัญหาภาษี รวมทั้งอบรมให้ความรู้เรื่องธุรกรรม Private repo แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง
1.3 การส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนรายย่อย
เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผู้ร่วมตลาดและเพิ่มสภาพคล่องในตลาดรองตราสารหนี้คณะทำงานได้ดำเนินการศึกษาแนวทางการแก้ไขข้อจำกัดและขยายขอบเขตการทำธุรกรรมของนักลงทุน และยังได้ศึกษาแนวทางการผลักดันให้พันธบัตรรัฐบาลไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Global Emerging Market Index ที่นักลงทุนต่างประเทศใช้เป็นดัชนีอ้างอิงในการลงทุน สำหรับนักลงทุนรายย่อยนั้น คณะทำงานได้พิจารณาปรับปรุงช่องทางการจัดจำหน่ายตราสารหนี้ในตลาดแรก และช่องทางการซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรอง อีกทั้งยังร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดอบรมสัมมนาเพื่อให้ความรู้แก่นักลงทุนในภูมิภาคด้วย
1.4 การปรับปรุงระบบข้อมูลและระบบซื้อขายในตลาดรองตราสารหนี้
กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพัฒนาระบบการซื้อขายตราสารหนี้ทางอิเลคทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางการซื้อขายให้กับนักลงทุน และเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูลให้มากขึ้น

2) การจัดตั้งศูนย์ให้กู้ยืมพันธบัตรและบริหารหลักประกัน
ศูนย์ให้กู้ยืมฯ จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางจับคู่ระหว่างผู้ยืมและผู้ให้ยืม พร้อมทั้งให้บริการด้านการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ และรายงานสถานะของผู้ทำธุรกรรม ในขณะที่ศูนย์บริหารหลักประกันจะทำหน้าที่ตีมูลค่าตามราคาตลาดของหลักประกัน (Mark to market) เรียกชำระ Margin ดูแลหลักประกัน จัดทำหลักเกณฑ์การคัดเลือก และจัดสรรหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน ทั้งนี้ศูนย์ให้กู้ยืมพันธบัตร ได้เปิดให้บริการเมื่อเดือนธันวาคม 2549 และศูนย์บริหารหลักประกันเปิดให้บริการเมื่อเดือนพฤษภาคม 2549

3) การพัฒนาตลาด Interest Rate Swap (IRS)
ภายใต้การดำเนินงานของคณะทำงานพัฒนาตลาด Interest Rate Swap ธปท. ได้ว่าจ้างบริษัท Pricewaterhouse Coopers (PwC) เป็นที่ปรึกษาและทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคในการพัฒนาตลาดตราสารอนุพันธ์ในหัวข้อ Building the OTC Market for Interest Rate Derivatives” โดยศึกษาปัญหาอุปสรรคที่ทำให้ตลาดอนุพันธ์มีสภาพคล่องต่ำและมีลักษณะเป็น One-way market นอกจากนี้คณะทำงาน IRS ยังได้ร่วมกับคณะกรรมการชมรม ACI ในการปรับปรุง Derivatives Manual ให้มีความชัดเจนมากขึ้นด้วย

4) การรวมศูนย์รับฝากหลักทรัพย์และระบบส่งมอบและชำระราคาตราสารหนี้
ธปท. ร่วมมือกับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ในการจัดตั้ง Central Securities Depository (CSD) และศูนย์กลางการชำระราคาที่ TSD โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งมอบและชำระราคาตราสารหนี้ ลดต้นทุนการดำเนินการ ซึ่งนอกจากจะเป็นผลดีต่อสภาพคล่องในตลาดรองตราสารหนี้แล้ว ยังรองรับการเชื่อมโยงระบบส่งมอบและชำระราคากับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคได้อีกด้วย ทั้งนี้ได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อเดือนพฤษภาคม 2549

5) การจัดตั้งกองทุนพันธบัตรเอเชียระยะที่สอง (ABF2)
กลุ่มธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกจำนวน 11 แห่งได้ประกาศการจัดตั้งกองทุนพันธบัตรเอเชียระยะที่สอง (ABF2) โดยจะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและกึ่งรัฐบาลสกุลเงินท้องถิ่นของประเทศสมาชิก 8 ประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย การบริหารกองทุนเป็นแบบ Passive Management ตามดัชนีอ้างอิง Asian Bond Index ซึ่งจัดทำขึ้นโดย International Index Company (IIC) โดยกองทุนมีโครงสร้างแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ กองทุน Pan Asian Bond Index Fund (PAIF) ที่ลงทุนในตราสารหนี้ของประเทศสมาชิก EMEAP 8 ประเทศ และส่วนที่เป็น Fund of Bond Fund (FoBF) ซึ่งจะกระจายการลงทุนไปยังกองทุนย่อยที่บริหารโดยผู้จัดการกองทุนในแต่ละประเทศ ซึ่ง ABF2 จะช่วยดึงดูดความสนใจนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของแต่ละประเทศ รวมทั้งช่วยกระตุ้นให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการปรับระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
สำหรับประเทศไทย ได้จัดตั้งกองทุนดัชนีพันธบัตรไทย ABF (ABFTH) ซึ่งเป็นกองทุนแบบ Exchange Traded Fund (ETF) กองแรกของไทย ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในตลาดพันธบัตรสำหรับภูมิภาคต่อไป
สรุป
เพื่อให้การพัฒนาตลาดตราสารหนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐและภาคเอกชนควรทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดในการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น การเพิ่มสภาพคล่อง การพัฒนาเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงในตลาดซื้อคืนภาคเอกชน และตลาดตราสารอนุพันธ์ การจัดตั้งตัวกลางที่มีประสิทธิภาพ และการมีศูนย์รับฝากหลักทรัพย์และชำระราคาที่มีประสิทธิภาพ
การพัฒนาตลาดตราสารหนี้เพื่อให้เป็นทางเลือกหนึ่งในการระดมทุน และการกระจายความเสี่ยงของสถาบันการเงินและนักลงทุน เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ระบบการเงินของไทยมีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป