Skip navigation links
Home
นโยบายการเงิน
สถาบันการเงิน
ตลาดการเงิน
ระบบการชำระเงิน
สถิติ
ตลาดการเงิน
Skip Navigation Links
การดำเนินการในตลาดการเงินExpand การดำเนินการในตลาดการเงิน
การพัฒนาตลาดการเงินExpand การพัฒนาตลาดการเงิน
การบริหารเงินสำรองExpand การบริหารเงินสำรอง
หลักเกณฑ์การแลกเปลี่ยนเงิน
การให้ความช่วยเหลือของ ธปท. แก่ภาคเศรษฐกิจสำคัญExpand การให้ความช่วยเหลือของ ธปท. แก่ภาคเศรษฐกิจสำคัญ
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับตราสารหนี้ภาครัฐExpand ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับตราสารหนี้ภาครัฐ
ข้อมูลตราสารหนี้Expand ข้อมูลตราสารหนี้
การประมูลตราสารหนี้Expand การประมูลตราสารหนี้
การออกจำหน่ายพันธบัตรให้แก่ประชาชนExpand การออกจำหน่ายพันธบัตรให้แก่ประชาชน
บริการงานตราสารหนี้Expand บริการงานตราสารหนี้
ประกาศ/หนังสือเวียนตลาดการเงิน
ศูนย์สื่อสารกลางตลาดการเงิน
สถิติตลาดการเงิน
พันธบัตรออมทรัพย์ ธปท.

ตลาดการเงิน > การพัฒนาตลาดการเงิน > คณะทำงานตลาดรองตราสารหนี้
ผู้จัดการบริการ   ศิริวรรณ (0-2283-5408)    ขวัญเดือน (0-2356-7533)   
  คณะทำงานตลาดรองตราสารหนี้ 

                   

 การดำเนินงานของคณะทำงานพัฒนาตลาดรอง และคณะทำงานย่อย

1.  การเพิ่มสภาพคล่องและเพิ่มผู้ร่วมตลาดในตลาดรองตราสารหนี้

     1.1   การปรับปรุงระบบ Primary Dealer

     1.2   การพัฒนาตลาดซื้อคืนภาคเอกชน

     1.3   การส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนรายย่อย

     1.4   การปรับปรุงระบบข้อมูลและระบบซื้อขายในตลาดรองตราสารหนี้

2.  การจัดตั้งศูนย์ให้กู้ยืมพันธบัตรและบริหารหลักประกัน

3.  การพัฒนาตลาด Interest Rate Swap (IRS)

4.  การรวมศูนย์รับฝากหลักทรัพย์และระบบส่งมอบและชำระราคาตราสารหนี้

5.  การจัดตั้งกองทุนพันธบัตรเอเชียระยะที่สอง (ABF2)

 

 

ธปท. มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ตลาดการเงินมีมาตรฐานการดำเนินงานที่น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของผู้ร่วมตลาด ทั้งนี้ เพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาในตลาดการเงินโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเงินและตลาดตราสารหนี้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและการแข่งขันในตลาด ดังกล่าว อันจะเป็นการช่วยส่งเสริมการใช้เครื่องมือทางการเงินของ ธปท. เพื่อการดำเนินนโยบายการเงิน ที่มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น ธปท. ได้จัดตั้งคณะทำงานพัฒนาตลาดรอง และคณะทำงานย่อยเพื่อผักดันการพัฒนาในเรื่องต่างๆ สรุปสาระสำคัญดังนี้

1)             การเพิ่มสภาพคล่องและเพิ่มผู้ร่วมตลาดรองตราสารหนี้            

            ธปท. ได้แต่งตั้งสถาบันการเงินเป็น Primary Dealers เพื่อทำหน้าที่เป็น Market maker ในตลาดรองตราสารหนี้ โดยกำหนดให้มีการเสนออัตราผลตอบแทนซื้อขายอย่างต่อเนื่อง แต่พบว่า Primary Dealer ยังไม่สามารถทำหน้าที่ Market maker ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก เนื่องจากไม่มีพันธบัตรหมุนเวียนเพียงพอ และ PDs ไม่มีความมั่นใจในการขายชอร์ตตราสารหนี้ เนื่องจากช่องทางการยืมพันธบัตรเพื่อมาส่งมอบ อาทิเช่น ธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน หรือ ธุรกรรมยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ ยังไม่มีสภาพคล่องมากนัก   คณะทำงานเพิ่มสภาพคล่องและเพิ่มผู้ร่วมตลาดในตลาดรองตราสารหนี้ จึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินการดังนี้

            1.1 การปรับปรุงระบบ Primary Dealer

           พิจารณาปรับปรุงหน้าที่และสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสม เพื่อให้ PDs ทำหน้าที่ Market maker ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            1.2 การพัฒนาตลาดซื้อคืนภาคเอกชน

            ตลาดซื้อคืนภาคเอกชน ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ โดยจะช่วยทำให้เกิดสภาพคล่องในตลาดรองตราสารหนี้ เนื่องจากตลาดซื้อคืนภาคเอกชนมีลักษณะเป็นการกู้ยืมเงินระยะสั้นโดยมีตราสารหนี้เป็นหลักประกัน ซึ่งผู้ให้กู้สามารถใช้หลักประกันที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ไปทำธุรกรรมอื่นๆ ต่อได้ จึงช่วยเพิ่มการหมุนเวียนตราสารหนี้ในตลาดรอง นอกจากนี้สถาบันการเงินที่ขายชอร์ตตราสารหนี้ สามารถยืมตราสารผ่านธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชนมาใช้ในการส่งมอบได้ด้วย

            ที่ผ่านมา ธปท. ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กระทรวงการคลัง และธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เพื่อกำหนดรูปแบบสัญญามาตรฐาน GMRA แก้ปัญหาภาษี รวมทั้งอบรมให้ความรู้เรื่องธุรกรรม Private repo แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง

           1.3 การส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนรายย่อย

           เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผู้ร่วมตลาดและเพิ่มสภาพคล่องในตลาดรองตราสารหนี้คณะทำงานได้ดำเนินการศึกษาแนวทางการแก้ไขข้อจำกัดและขยายขอบเขตการทำธุรกรรมของนักลงทุน และยังได้ศึกษาแนวทางการผลักดันให้พันธบัตรรัฐบาลไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Global Emerging Market Index ที่นักลงทุนต่างประเทศใช้เป็นดัชนีอ้างอิงในการลงทุน  สำหรับนักลงทุนรายย่อยนั้น คณะทำงานได้พิจารณาปรับปรุงช่องทางการจัดจำหน่ายตราสารหนี้ในตลาดแรก และช่องทางการซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรอง อีกทั้งยังร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดอบรมสัมมนาเพื่อให้ความรู้แก่นักลงทุนในภูมิภาคด้วย

           1.4  การปรับปรุงระบบข้อมูลและระบบซื้อขายในตลาดรองตราสารหนี้

           กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพัฒนาระบบการซื้อขายตราสารหนี้ทางอิเลคทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางการซื้อขายให้กับนักลงทุน และเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูลให้มากขึ้น

2)        การจัดตั้งศูนย์ให้กู้ยืมพันธบัตรและบริหารหลักประกัน

           ศูนย์ให้กู้ยืมฯ จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางจับคู่ระหว่างผู้ยืมและผู้ให้ยืม พร้อมทั้งให้บริการด้านการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ และรายงานสถานะของผู้ทำธุรกรรม  ในขณะที่ศูนย์บริหารหลักประกันจะทำหน้าที่ตีมูลค่าตามราคาตลาดของหลักประกัน (Mark to market) เรียกชำระ Margin ดูแลหลักประกัน จัดทำหลักเกณฑ์การคัดเลือก และจัดสรรหลักทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน   ทั้งนี้ศูนย์ให้กู้ยืมพันธบัตร ได้เปิดให้บริการเมื่อเดือนธันวาคม 2549 และศูนย์บริหารหลักประกันเปิดให้บริการเมื่อเดือนพฤษภาคม 2549

3)         การพัฒนาตลาด Interest Rate Swap (IRS)

            ภายใต้การดำเนินงานของคณะทำงานพัฒนาตลาด Interest Rate Swap  ธปท. ได้ว่าจ้างบริษัท Pricewaterhouse Coopers (PwC) เป็นที่ปรึกษาและทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคในการพัฒนาตลาดตราสารอนุพันธ์ในหัวข้อ Building the OTC Market for Interest Rate Derivatives” โดยศึกษาปัญหาอุปสรรคที่ทำให้ตลาดอนุพันธ์มีสภาพคล่องต่ำและมีลักษณะเป็น One-way market นอกจากนี้คณะทำงาน IRS ยังได้ร่วมกับคณะกรรมการชมรม ACI ในการปรับปรุง Derivatives Manual ให้มีความชัดเจนมากขึ้นด้วย

4)         การรวมศูนย์รับฝากหลักทรัพย์และระบบส่งมอบและชำระราคาตราสารหนี้

            ธปท. ร่วมมือกับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ในการจัดตั้ง Central Securities Depository (CSD) และศูนย์กลางการชำระราคาที่ TSD โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งมอบและชำระราคาตราสารหนี้ ลดต้นทุนการดำเนินการ ซึ่งนอกจากจะเป็นผลดีต่อสภาพคล่องในตลาดรองตราสารหนี้แล้ว ยังรองรับการเชื่อมโยงระบบส่งมอบและชำระราคากับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคได้อีกด้วย ทั้งนี้ได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อเดือนพฤษภาคม 2549

5)         การจัดตั้งกองทุนพันธบัตรเอเชียระยะที่สอง (ABF2)

            กลุ่มธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกจำนวน 11 แห่งได้ประกาศการจัดตั้งกองทุนพันธบัตรเอเชียระยะที่สอง (ABF2) โดยจะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและกึ่งรัฐบาลสกุลเงินท้องถิ่นของประเทศสมาชิก 8 ประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย  การบริหารกองทุนเป็นแบบ Passive Management ตามดัชนีอ้างอิง Asian Bond Index ซึ่งจัดทำขึ้นโดย International Index Company (IIC) โดยกองทุนมีโครงสร้างแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ กองทุน Pan Asian Bond Index Fund (PAIF) ที่ลงทุนในตราสารหนี้ของประเทศสมาชิก EMEAP 8  ประเทศ และส่วนที่เป็น Fund of Bond Fund (FoBF)  ซึ่งจะกระจายการลงทุนไปยังกองทุนย่อยที่บริหารโดยผู้จัดการกองทุนในแต่ละประเทศ  ซึ่ง ABF2 จะช่วยดึงดูดความสนใจนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของแต่ละประเทศ รวมทั้งช่วยกระตุ้นให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการปรับระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

            สำหรับประเทศไทย ได้จัดตั้งกองทุนดัชนีพันธบัตรไทย ABF (ABFTH) ซึ่งเป็นกองทุนแบบ Exchange Traded Fund (ETF) กองแรกของไทย ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในตลาดพันธบัตรสำหรับภูมิภาคต่อไป

สรุป

            เพื่อให้การพัฒนาตลาดตราสารหนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐและภาคเอกชนควรทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดในการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น การเพิ่มสภาพคล่อง  การพัฒนาเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงในตลาดซื้อคืนภาคเอกชน และตลาดตราสารอนุพันธ์  การจัดตั้งตัวกลางที่มีประสิทธิภาพ และการมีศูนย์รับฝากหลักทรัพย์และชำระราคาที่มีประสิทธิภาพ

            การพัฒนาตลาดตราสารหนี้เพื่อให้เป็นทางเลือกหนึ่งในการระดมทุน และการกระจายความเสี่ยงของสถาบันการเงินและนักลงทุน เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ระบบการเงินของไทยมีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

  

1)        

Best viewed with IE 6.0 or higher at 1024 x768 screen resolution.