Skip navigation links
Home
นโยบายการเงิน
สถาบันการเงิน
ตลาดการเงิน
ระบบการชำระเงิน
สถิติ
ตลาดการเงิน
Skip Navigation Links
การดำเนินการในตลาดการเงินExpand การดำเนินการในตลาดการเงิน
การพัฒนาตลาดการเงินExpand การพัฒนาตลาดการเงิน
การบริหารเงินสำรองExpand การบริหารเงินสำรอง
หลักเกณฑ์การแลกเปลี่ยนเงิน
การให้ความช่วยเหลือของ ธปท. แก่ภาคเศรษฐกิจสำคัญExpand การให้ความช่วยเหลือของ ธปท. แก่ภาคเศรษฐกิจสำคัญ
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับตราสารหนี้ภาครัฐExpand ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับตราสารหนี้ภาครัฐ
ข้อมูลตราสารหนี้Expand ข้อมูลตราสารหนี้
การประมูลตราสารหนี้Expand การประมูลตราสารหนี้
การออกจำหน่ายพันธบัตรให้แก่ประชาชนExpand การออกจำหน่ายพันธบัตรให้แก่ประชาชน
บริการงานตราสารหนี้Expand บริการงานตราสารหนี้
ประกาศ/หนังสือเวียนตลาดการเงิน
ศูนย์สื่อสารกลางตลาดการเงิน
สถิติตลาดการเงิน
พันธบัตรออมทรัพย์ ธปท.

ตลาดการเงิน > การพัฒนาตลาดการเงิน
ผู้จัดการบริการ  ศิริวรรณ (0-2283-5408)   ขวัญเดือน (0-2356-7533)   
  การพัฒนาตลาดการเงิน 

 

 

การพัฒนาตลาดการเงิน

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาตลาดการเงิน

ตลาดการเงินเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ โดยเป็นกลไกในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้สามารถดำเนินการไปได้อย่างราบรื่น เป็นแหล่งที่ผู้มีเงินเหลือและผู้ที่ต้องการเงินมาพบและตกลงกู้ยืม หรือซื้อขายหลักทรัพย์หรือตราสารรูปแบบต่างๆ ระหว่างกัน ดังนั้น การพัฒนาตลาดการเงินจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ตลาดการเงินสามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ  ตลาดการเงินที่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะต้องมีความลึกและความกว้าง กล่าวคือ มีผู้ออกตราสาร (supply side) ที่หลากหลาย ทำให้มีสินค้าให้เลือกจำนวนมากและมีความเสี่ยงในด้านเครดิตที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกันก็มีนักลงทุน (demand side) จำนวนมากและหลากหลายประเภทที่จะทำให้มีความต้องการผลตอบแทนและความเสี่ยงในลักษณะที่แตกต่างกัน ผู้ออกตราสารและนักลงทุนหลากหลายประเภท ทำให้มีมุมมองต่อตลาดหลายทิศทาง จึงทำให้มีการซื้อขายเปลี่ยนมือของสินทรัพย์ทางการเงินจำนวนมาก ตลาดจึงมีความคล่องตัว และสามารถรองรับการทำธุรกรรมปริมาณมากได้โดยไม่กระทบกับราคา ลักษณะตลาดการเงินเช่นว่านี้ถือว่ามีสภาพคล่องสูง เพราะตราสารสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้โดยเร็วในราคาที่สมเหตุสมผล  นอกจากนี้ การมีระบบการชำระราคาและส่งมอบที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ
ในการทำให้ต้นทุนในการทำธุรกรรมต่ำ

นอกจากนี้ ตลาดการเงินที่มีสภาพคล่องสูงจะช่วยให้ ธปท. สามารถใช้ตลาดการเงิน
เป็นช่องทางในการดำเนินนโยบายการเงิน และส่งผ่านนโยบายดังกล่าวไปยังระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพื่อดูแลให้อัตราดอกเบี้ย และอัตราเงินเฟ้อเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ด้วยเหตุนี้ ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ร่วมกันพัฒนาตลาดการเงินเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กล่าวข้างต้น

องค์ประกอบของตลาดการเงิน

ตลาดการเงินสามารถแบ่งตามวัตถุประสงค์และรูปแบบการทำธุรกรรมได้หลายส่วน โดยแต่ละส่วนมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านอัตราผลตอบแทน ผู้เล่น ปริมาณธุรกรรม และระดับการพัฒนา

1. ตลาดเงินตราต่างประเทศ คือตลาดสำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยทั่วไปอยู่ในลักษณะ Over-the-Counter (OTC) ซึ่งผู้ดำเนินการจะเป็นธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในไทยและได้รับอนุญาตจาก ธปท. ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับลูกค้าเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ธนาคารพาณิชย์ทั้งไทยและต่างประเทศ
เป็นผู้เล่นที่สำคัญในตลาดนี้

ธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในไทยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 กฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) รวมถึงประกาศกระทรวงการคลัง ประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน และหนังสือเวียนเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินที่เกี่ยวข้อง

โดยทั่วไปประเภทของธุรกรรมเงินตราต่างประเทศประกอบด้วยธุรกรรมทันที (spot) ธุรกรรมล่วงหน้า (forward) ธุรกรรมสวอปเงินตราต่างประเทศ (foreign exchange swap) และธุรกรรมอนุพันธ์เงินตราต่างประเทศ เช่น FX Options และ Cross Currency Swaps เครื่องมือการเงินของตลาดเงินตราต่างประเทศ เช่น FX Swap มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเครื่องมือการเงิน
ในตลาดเงิน เช่น
Interbank และ Repo เพราะต่างก็เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกู้ยืมระยะสั้น

 ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้เปลี่ยนมาใช้ระบบอัตรา แลกเปลี่ยนแบบลอยตัว (Managed Float) ซึ่งค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินตราสกุลต่างๆ กำหนดโดยกลไกตลาดตามอุปสงค์และอุปทานในตลาดเงินตราต่างประเทศ ทั้งในและต่างประเทศ และสามารถเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

2. ตลาดเงิน เป็นตลาดสำหรับการกู้ยืมและการลงทุนระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี เพื่อบริหาร
สภาพคล่องในช่วงสั้นๆ ธุรกรรมในตลาดเงินส่วนใหญ่ ได้แก่ ธุรกรรมการกู้ยืมแบบไม่มีหลักประกัน
(Clean Loan) ระหว่างธนาคาร การซื้อ-ขายตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตร ธปท.
ตั๋วสัญญาใช้เงิน และตั๋วแลกเงิน และการทำธุรกรรมซื้อคืน
(Repurchase Agreement หรือ Repo)
ซึ่งแบ่งเป็นธุรกรรมที่ ธปท. ทำกับสถาบันการเงินที่เป็น
Primary Dealers เรียกว่าธุรกรรม Bilateral Repo และธุรกรรมที่ภาคเอกชนทำระหว่างกันเอง เรียกว่าธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน หรือ Private Repo เป็นต้น โดยในปี 2547 ธปท. ได้ผลักดันการสร้างเส้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงการกู้ยืมระหว่างธนาคารระยะสั้น หรือ BIBOR (Bangkok Interbank Offered Rates) สำหรับใช้เป็นอัตราอ้างอิงในการทำธุรกรรมการกู้ยืมเงินในตลาดเงิน
รวมทั้งเป็นอัตราอ้างอิงสำหรับตราสารที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (floating rate note) ด้วย นอกเหนือจากธนาคารพาณิชย์ ผู้เล่นในตลาดเงินอื่นๆ ได้แก่ สถาบันการเงินอื่นๆ บริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่

3. ตลาดตราสารหนี้ คือตลาดสำหรับการระดมทุนและการออมในระยะที่ยาวกว่า 1 ปี โดยการออกตราสารหนี้ (Debt Securities หรือ Bonds) ผู้ออกตราสารหนี้และผู้ลงทุนจะมีความสัมพันธ์กันในฐานะลูกหนี้และเจ้าหนี้ โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยตามกำหนดเวลาและอัตราที่ชัดเจน และได้รับเงินต้นคืนเมื่อตราสารหนี้นั้นครบกำหนด

ผู้ออกตราสารหนี้ขายเพื่อระดมทุน (Issuer) ถือว่าเป็นการขายตราสารหนี้ในตลาดแรก (Primary Market) ส่วนการซื้อตราสารหนี้ที่มีการออกขายเพื่อการลงทุนหรือการออม (Investment) ทำได้โดยการซื้อจากผู้ออกโดยตรงในตลาดแรก หรือซื้อต่อจากนักลงทุนอื่นๆ ที่เรียกว่าเป็นการซื้อตราสารหนี้ในตลาดรอง (Secondary Market)

ตราสารหนี้สามารถแบ่งตามลักษณะของผู้ออก ได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ตราสารหนี้ภาครัฐ และตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยสามารถออกเป็นตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่น หรือสกุลเงินต่างประเทศก็ได้ นอกจากนั้น ผู้ออกยังสามารถเลือกวิธีการจ่ายดอกเบี้ยได้หลากหลาย เช่น ตราสารหนี้อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate Bond) อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate Bond) โดยอ้างอิงกับดัชนี (Index Linked Bond) หรืออิงกับอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Linked Bond) เป็นต้น ทั้งนี้ มีปัจจัยที่ใช้ประกอบการพิจารณาลักษณะของตราสารหนี้ที่จะออกหลายประการ เช่น ภาวะอัตราดอกเบี้ย ภาวะเงินเฟ้อ ความต้องการของนักลงทุน วัตถุประสงค์ในการระดมทุน และ net cash flow ที่ผู้ออก
คาดว่าจะได้รับในอนาคต เป็นต้น

ฐานของผู้เล่นในตลาดตราสารหนี้จะค่อนข้างหลากหลายกว่าผู้เล่นในตลาดเงิน นอกจากสถาบันการเงิน สถาบัน และองค์กรขนาดใหญ่แล้ว ยังรวมถึงนิติบุคคล และบุคคลธรรมดาที่เป็น
ผู้ออมทั่วไป
(นักลงทุนรายย่อย) ด้วย รัฐบาลและ ธปท. ได้มีการออกพันธบัตรออมทรัพย์ (Savings bond) แยกจากตราสารหนี้ที่ออกเพื่อขายแก่สถาบันการเงินและสถาบันขนาดใหญ่ เพื่อจำหน่ายให้กับนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการออมหรือการลงทุนระยะกลางและระยะยาวโดยเฉพาะ โดยจัดจำหน่ายผ่านสาขาธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยสามารถซื้อได้โดยสะดวก และทั่วถึงมากขึ้นด้วย

4. ตลาดอนุพันธ์  เป็นตลาดตราสารการเงินที่มีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าตลาดเงิน หรือตลาดเงินตราต่างประเทศ โดยตราสารอนุพันธ์จะมีสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying asset) เป็นตราสารการเงิน ธุรกรรม ราคาสินค้า ฯลฯ แล้วแต่คู่กรณีจะตกลงทำสัญญาซื้อขายกัน ซึ่งตราสารอนุพันธ์ทางการเงินใช้เป็นเครื่องมือสัญญาป้องกัน/บริหารความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาหลักทรัพย์/สินค้า โดยราคาของอนุพันธ์ขึ้นกับระดับราคาของสินทรัพย์อ้างอิงที่ใช้ เช่น
ตราสารหนี้ ตราสารทุน อัตราแลกเปลี่ยน และสินค้าโภคภัณฑ์ ปัจจุบันสามารถแบ่งประเภทตลาดออกเป็น ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
(Futures market) และตลาดออปชัน (Option market)  สำหรับตลาดตราสารหนี้ผู้ที่ลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยอาจเลือกวิธีการป้องกันความเสี่ยงจากการปรับสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ยได้โดยการทำธุรกรรม  Interest Rate Swap (IRS) เพื่อแลกอัตราดอกเบี้ยคงที่ที่รับจากพันธบัตรเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวแทน สำหรับอนุพันธ์ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นตราสารทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้มีการจัดตั้งบริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  (TFEX) เมื่อปี  2547 เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 โดยในปี 2549 TFEX ได้มีการออกสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของดัชนี SET50 (SET50 Index Futures)  ต่อมาในปี  2550 ได้ออกออปชันของดัชนี SET50 (SET50 Index Options)  ในส่วนของฟิวเจอร์สและออปชันของสินค้าอ้างอิงประเภทอื่นๆ นั้น TFEX ได้มีแผนที่จะดำเนินการต่อไป สามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.tfex.co.th สำหรับในเรื่องของสินค้าเกษตรนั้น สำนักงานคณะกรรมการกำกับการ
ซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการวางนโยบายการส่งเสริมและพัฒนา ตลอดจนกำกับดูแล โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.afet.or.th

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมตลาดการเงินของไทยยังมีเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง
ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ปริมาณธุรกรรมในตลาดการเงินอื่นๆ ไม่สามารถพัฒนาในเชิงลึกได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ร่วมมือกันในการปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อลดอุปสรรคในการพัฒนาตลาดของเครื่องมือบริหารความเสี่ยง รวมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้เล่นประเภทต่างๆ ทั้งในเรื่องของผลิตภัณฑ์ซึ่งมีความซับซ้อน การบริหารจัดการ และกฎเกณฑ์กำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้เล่นในตลาดการเงินสามารถโอนถ่ายความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

5. ตลาดตราสารทุน เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการระดมทุนของภาคธุรกิจในระยะยาวโดยการออกตราสารทุน ผู้ถือตราสารทุนจะมีสถานะเป็นเจ้าของกิจการเช่นเดียวกับผู้ออกตราสาร ซึ่ง
ผู้ลงทุนในตราสารทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล
(Dividend) และกำไรจากส่วนต่างของราคา (Capital Gain) โดยสำนักคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลโดยตรง ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ http://www.sec.or.th และ http://www.set.or.th

การเปรียบเทียบปริมาณธุรกรรมในแต่ละตลาดระหว่างปี 2545 2550 แสดงว่าตลาดเงินและตลาดเงินตราต่างประเทศมีสัดส่วนธุรกรรมสูงที่สุด      

 

แนวทางของการพัฒนาตลาดการเงินไทย

ในปัจจุบันตลาดการเงินมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงาน/องค์กรที่เกี่ยวข้องได้แก่ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมสรรพากร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์  สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารต่างชาติ สภาวิชาชีพบัญชี และ ธปท. รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิ/นักวิชาการ และผู้ร่วมตลาดอื่นๆ ได้ร่วมมือกันในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ เพื่อรองรับ และสนับสนุนการพัฒนาตลาดเช่น ระบบการชำระราคาและส่งมอบ ผ่อนคลายกฎเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกรรม การส่งเสริมการทำธุรกรรมประเภทใหม่ๆ ตามความต้องการของผู้ร่วมตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป การแก้ไขแนวทางการจัดเก็บภาษีให้ยุติธรรม และไม่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกรรม การจัดทำมาตรฐานบัญชี การผลักดันการทำ Codes of Conduct และมาตรฐานในการทำธุรกรรมของผู้ร่วมตลาด การจัดตั้งสมาคม หรือชมรมของ
ผู้ร่วมตลาด เพื่อทำหน้าที่ศูนย์กลางการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูล และกำหนดแนวทางปฏิบัติมาตรฐานต่างๆ การจัดอบรมให้ความรู้ และการหารือกับผู้ร่วมตลาดทุกฝ่ายเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างสม่ำเสมอ โดยการดำเนินการในด้านต่างๆ ที่กล่าวมาส่วนใหญ่จะเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องโดยอาจเป็นการกำหนดให้เป็นแผนแม่บทหรือแผนงานกลยุทธ์ภายใต้คณะกรรมการหรือคณะทำงานที่จัดตั้งขึ้น  หรืออาจหารือเป็นการเฉพาะกิจ ซึ่งการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนทำให้สามารถเข้าใจปัญหาอุปสรรคและหาแนวทางแก้ไขได้อย่างตรงประเด็น โดยแนวทางในการพัฒนามุ่งหวังให้เพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของตลาดการเงิน เพื่อให้ตลาดการเงินของไทยสามารถรองรับกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันการณ์และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2551 รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาตลาดการเงินและตลาดทุนของไทย โดยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับการพัฒนาตลาดทุนไทยซึ่งมี รมว.กระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อกำหนดแนวทางการจัดทำแผนพัฒนาตลาดทุน และมอบหมายให้มีผู้รับผิดชอบในด้านต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม


Best viewed with IE 6.0 or higher at 1024 x768 screen resolution.