ราคาหรือมูลค่าของตราสารหนี้ คือ มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินที่จะได้รับจากดอกเบี้ยในงวดที่เหลืออยู่และต้นเงินที่จะได้รับเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน หรือเรียกว่าเป็นการคำนวณราคาหรือมูลค่าตามเวลา (Time Value of Money) อาจคำนวณได้คร่าว ๆ ว่าควรจะสูงหรือต่ำกว่าราคาตรา โดยการเปรียบเทียบระหว่างอัตราดอกเบี้ย
ในตลาด (อัตราผลตอบแทนที่ต้องการ) กับอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (coupon)
ตัวอย่างการประมาณราคาตราสารหนี้โดยเปรียบเทียบจากอัตราดอกเบี้ยในตลาด
สมมติว่า มีตราสารหนี้ฉบับหนึ่ง ราคาตรา 1,000 บาท อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (coupon) กำหนดไว้ 6%
กรณีที่ 1 อัตราดอกเบี้ยในตลาดเท่ากับอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว 6%
ราคาของตราสารหนี้ฉบับนี้ควรเท่ากับราคาตราคือ 1,000 บาท เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในตลาด ณ ขณะนั้นเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้หน้าตั๋ว จึงไม่มีความแตกต่างของอัตราผลตอบแทนที่จะได้รับจากการซื้อตราสารหนี้ฉบับนี้กับการลงทุนประเภทอื่น ๆ ในตลาดขณะนั้น
กรณีที่ 2 อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลงเหลือ 4%
ราคาของตราสารหนี้ฉบับนี้ควรจะสูงกว่าราคาตรา เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในตลาด ณ ขณะนั้นต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้หน้าตั๋ว ผู้ซื้อจึงต้องยอมจ่ายสูงกว่าราคาตรา เพื่อจะได้รับดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ 6% ซึ่งสูงกว่าการลงทุนประเภทอื่น ๆ ในตลาดขณะนั้นที่ให้ผลตอบแทนเพียง 4%
กรณีที่ 3 อัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 8%
ราคาของตราสารหนี้ฉบับนี้ควรจะต่ำกว่าราคาตรา เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในตลาด ณ ขณะนั้นสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้หน้าตั๋ว ผู้ขายจึงต้องยอมขายต่ำกว่าราคาตรา เพราะหากผู้ซื้อเลือกที่จะไปลงทุนประเภทอื่น ๆ ในตลาดขณะนั้นจะได้รับผลตอบแทนถึง 8% ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยที่จะได้รับจากการถือกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้ที่กำหนดไว้เพียง 6%
ความแตกต่างระหว่าง Dirty Price กับ Clean Price
ราคาซื้อขายตราสารหนี้โดยปกติเป็นราคาที่รวมดอกเบี้ยค้างรับ (ดอกเบี้ยสำหรับระยะเวลาที่ผู้ขายควรจะได้รับจากการถือกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้นั้น นับแต่วันจ่ายดอกเบี้ยครั้งล่าสุดจนถึงวันที่ทำการซื้อขาย) เข้าไปด้วย เรียกว่า Dirty Price หรือ Gross Price ส่วนราคาที่ไม่รวมดอกเบี้ยค้างรับเรียกว่า Clean Price
ปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อราคาตราสารหนี้
นอกจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อราคาของตราสารหนี้ เช่น อันดับความน่าเชื่อถือ หรือ Credit rating ของตราสารรุ่นนั้น ๆ หรือของผู้ออกตราสารหนี้ หากตราสารหนี้หรือผู้ออกตราสารหนี้ถูกปรับลดอันดับเครดิต (Downgrade) ก็จะส่งผลให้นักลงทุนเรียกร้องอัตราผลตอบแทนในการลงทุนในตราสารหนี้นั้น ๆ สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง และจะส่งผลให้ราคาของตราสารหนี้นั้นลดลง นอกจากนั้น ปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่น เช่น อัตราเงินเฟ้อ ก็ส่งผลถึงการคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของตลาด ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องมาถึงราคาของตราสารหนี้เช่นเดียวกัน