การหักบัญชีระหว่างธนาคารในระบบ manual เดิมที่ปฏิบัติกันมาเป็นระยะเวลายาวนานนั้น ธนาคารสมาชิกต้องคัดแยกเช็คเป็นรายธนาคารเพื่อนํามาแลกเปลี่ยนระหว่างกันและคํานวณดุลการหักบัญชีเอง วิธีการดังกล่าวมักเกิดข้อผิดพลาดและดุลการหักบัญชีมักจะล่าช้ามีผลกระทบต่อการดําเนินการของตลาดเงิน นอกจากนี้ ปริมาณเช็คที่เพิ่มสูงขึ้นตามความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กอปรกับปัญหาการจราจรคับคั่งในกรุงเทพมหานครมีผลให้ลูกค้าบางส่วนไม่สามารถฝากเช็คได้ทันกําหนดเวลาปิดรับเช็ค จึงมีการเปลี่ยนระบบการหักบัญชีเช็คระหว่างธนาคารจากระบบ manual เป็น "ระบบการหักบัญชีเช็คระหว่างธนาคารด้วยอิเล็กทรอนิกส์" (Electronic Cheque Clearing System - ECS) ด้วยการใช้ข้อมูลที่อ่านจากตัวเช็คคํานวณดุลและบันทึกบัญชีลูกค้าแทนการใช้ตัวเช็ค ทั้งในการเรียกเก็บและการคืนเช็ค เริ่มดําเนินการหักบัญชีระหว่างธนาคารตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2539 เป็นต้นมา
พระราชกฤษฎีกากําหนดกิจการธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 มาตรา 12 (16) กําหนดให้การดําเนินการระบบการหักบัญชีระหว่างธนาคารเป็นงานของธนาคารกลาง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยพึงดําเนินการได้ ดังนั้น จึงได้มีการออก “ระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการหักบัญชีระหว่างธนาคารในกรุงเทพมหานครด้วยอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2539” เพื่อให้ธนาคารสมาชิกปฏิบัติงานในการหักบัญชีระบบ ECS อย่างราบรื่น ทั้งนี้ ระเบียบที่กล่าวได้กําหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของธนาคารสมาชิก วิธีปฏิบัติงาน รวมทั้งการดําเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องและในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการตีความใด ๆ ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้วินิจฉัย นอกจากนี้ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการหักบัญชีระหว่างธนาคารตามระเบียบดังกล่าว คณะอนุญาโตตุลาการซึ่งแต่งตั้งขึ้นโดยธนาคารสมาชิกและธนาคารแห่งประเทศไทยจะทําหน้าที่พิจารณาชี้ขาด
กลับสู่ด้านบน
สมาชิกศูนย์หักบัญชีฯ ต้องมีคุณสมบัติเป็นธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือเป็นธนาคารที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้น ครอบคลุมสาขาของธนาคารสมาชิกทุกแห่งที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม รวมทั้งบางสาขาในจังหวัดอยุธยา
ระบบ ECS สามารถให้บริการสมาชิกศูนย์หักบัญชีฯ ได้ 2 ประเภท คือ สมาชิกออนไลน์ ได้แก่ ธนาคารสมาชิกที่มีการรับส่งข้อมูลเช็คกับศูนย์หักบัญชีฯ ผ่านระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายสื่อสาร และสมาชิกออฟไลน์ ได้แก่ธนาคารสมาชิกซึ่งศูนย์หักบัญชีฯ ดำเนินการจัดทําข้อมูลจากตัวเช็คและนําส่งเข้าระบบงานแทนให้ ปัจจุบันธนาคารสมาชิกทั้งหมดของระบบ ECS เป็นสมาชิกออนไลน์
ตราสารที่นํามาดําเนินการผ่านระบบ ECS ประกอบด้วย เช็ค ดราฟต์ ตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินที่เป็นสกุลเงินบาทและเป็นไปตามมาตรฐานที่ ธปท. กำหนด ทั้งนี้ ตราสารดังกล่าวต้องเป็นของธนาคารสมาชิกศูนย์หักบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ หรือเป็นตราสารของลูกค้าที่ธนาคารสมาชิกรับรองการจ่ายเงิน
กลับสู่ด้านบน
(1) รอบการหักบัญชีปกติ (Normal Round)
ในระบบ ECS ลูกค้าจะสามารถนําเช็คฝากเรียกเก็บที่ธนาคารสมาชิกได้เกือบตลอดเวลาทําการธนาคาร ธนาคารสมาชิกจะเป็นผู้พิจารณากําหนดเวลาปิดรับฝากเช็คเองซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละธนาคารและสาขา ลูกค้าที่นําฝากเช็คเข้าบัญชีในเวลาที่กําหนดจะได้รับการเครดิตบัญชีและเช็คจะถูกส่งเรียกเก็บในวันทําการนั้น ลูกค้าจะสามารถใช้เงินที่ฝากเรียกเก็บได้ในวันทําการถัดไป
เมื่อสาขาธนาคารสมาชิกรับฝากเช็คจากลูกค้า ธนาคารสมาชิกออนไลน์จะส่งข้อมูลเช็คเรียกเก็บที่อ่านจาก Code Line ซึ่งพิมพ์ด้วยหมึกแม่เหล็ก (Magnetic Ink Character Recognition - MICR) ผ่านเครือข่ายสื่อสารมายังศูนย์หักบัญชีฯ ภายในเวลาที่กําหนด ในขณะที่ธนาคารสมาชิกออฟไลน์จะส่งตัวเช็คให้ศูนย์หักบัญชีฯ ดําเนินการอ่านและจัดทําข้อมูลเช็คเรียกเก็บ ข้อมูลเช็คทั้งสองส่วนจะถูกนำมารวมกันเพื่อคํานวณดุลการหักบัญชีเบื้องต้นส่งให้ธนาคารสมาชิกทางออนไลน์หรือในรูปรายงาน
หลังจากนั้น ระบบ ECS จะดึงข้อมูลเช็คมูลค่าสูง (high value cheque) ตามที่ธนาคารสมาชิกแต่ละแห่งกําหนด ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อส่งให้ธนาคารผู้จ่ายตรวจสอบ และตอบหากมีกรณีปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ระบบจะนําข้อมูลเช็คมูลค่าสูงที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินออกและคํานวณดุลการหักบัญชีสุทธิใหม่ รวมทั้งส่งข้อมูลเช็ครับเข้าให้ธนาคารสมาชิกเพื่อใช้ในการตัดบัญชีลูกค้า และดําเนินการชําระดุลการหักบัญชีสุทธิผ่านระบบบาทเนต ในเย็นวันทําการเดียวกัน ธนาคารสมาชิกออนไลน์ต้องส่งตัวเช็คให้ศูนย์หักบัญชีฯ เพื่อทําการอ่าน คัดแยก และตรวจสอบกับข้อมูลที่ได้รับระหว่างวัน โดยคัดแยกเป็นรายธนาคาร รายสาขาธนาคาร และเรียงหมายเลขบัญชีให้ธนาคารผู้จ่ายเพื่อใช้ในการตรวจสอบตัวเช็ค
(2) รอบการหักบัญชีเช็คคืน (Return Round)
ในวันทําการรุ่งขึ้น ธนาคารสมาชิกจะส่งข้อมูลเช็คที่ตัดบัญชีไม่ได้พร้อมทั้งเหตุผลการคืนให้ศูนย์หักบัญชีฯ ผ่านเครือข่ายสื่อสารหรือในรูปสื่อข้อมูลประเภทต่าง ๆ เพื่อคำนวณดุลการหักบัญชีรอบเช็คคืนและชําระดุลการหักบัญชีผ่านระบบบาทเนตเช่นกัน โดยศูนย์หักบัญชีฯจะส่งข้อมูลเช็คคืนให้ธนาคารสมาชิกนําไปปลด hold เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้เงินได้ สําหรับตัวเช็คธนาคารสมาชิกจะนํามาคืนกันที่ศูนย์หักบัญชีฯ เพื่อให้ธนาคารผู้รับคืนเช็คดําเนินการต่อไป
กลับสู่ด้านบน
ระบบ ECS
ใช้ข้อมูลเช็คที่ธนาคารสมาชิกส่งเรียกเก็บให้ศูนย์หักบัญชีฯ ประมวลผล จึงจําเป็นต้องมีเครื่องมือและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อใช้อ่านข้อมูลเช็ค รับ/
ส่ง และประมวลผลข้อมูลอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีความจําเป็นสำหรับระบบงาน คือ
ธนาคารสมาชิก ต้องมีเครี่อง reader/encoder ที่สาขาเพื่อใช้อ่านข้อมูลที่พิมพ์ใน Code Line ของเช็ค รวมทั้ง พิมพ์ (encode) จำนวนเงินด้วยหมึก MICR ชนิด E-13B ลงบนเช็คที่ต้องส่งให้ศูนย์หักบัญชีฯ ในช่วงเย็น และต้องมีระบบงานกลางประมวลข้อมูลจากสาขาต่าง ๆ เพื่อส่งให้ศูนย์หักบัญชีฯ การรับ/ส่งข้อมูลทําผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทําหน้าที่เป็น Front end processor (ECHFEP)
ศูนย์หักบัญชีฯ ใช้อุปกรณ์การสื่อสาร (router) ซึ่งเชื่อมโยงกับเครื่อง ECHFEP ของธนาคารสมาชิกในการรับ/ส่งข้อมูล และมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็น host เพื่อประมวลผลข้อมูลเช็คที่ธนาคารสมาชิกส่งให้ศูนย์หักบัญชีฯ ตลอดจนใช้ควบคุมการทํางานของเครื่องอ่านและคัดแยกเช็ค (Reader/Sorter) ขนาดความเร็ว 1700 ฉบับต่อนาที จํานวน 6 เครื่องที่ใช้อ่านข้อมูลบน Code Line ของเช็คที่ธนาคารสมาชิกนําส่งแล้วนําไปเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ธนาคารสมาชิกได้นําส่งในระหว่างวันในขณะเดียวกันก็คัดแยกเช็คเป็นรายสาขาธนาคารและเรียงหมายเลขบัญชี
ระบบ ECS จะทําการคํานวณดุลการหักบัญชีสุทธิและจัดทําข้อมูลเพื่อการชําระดุลผ่านระบบบาทเนตในแต่ละวันทําการ โดยศูนย์หักบัญชีฯ จะดําเนินการนำเงินเข้าหรือหักเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของธนาคารสมาชิกที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตามยอดเงินที่แต่ละธนาคารสมาชิกเสียดุลหรือได้ดุลการหักบัญชี ทั้งนี้ ธนาคารสมาชิกที่ได้ดุลจะยังไม่สามารถนําเงินไปใช้ในธุรกรรมใดได้จนกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะชำระดุลการหักบัญชีรอบเช็คคืนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ธนาคารสมาชิกจึงจะสามารถใช้ยอดเงินที่ได้ดุลการหักบัญชีได้
ธนาคารสมาชิกจะเริ่มบริหารเงินได้ตั้งแต่ได้รับดุลการหักบัญชีเบื้องต้น (เวลา ประมาณ 15.45 น.) ธนาคารสมาชิกที่ขาดดุลการหักบัญชีมีเงินในบัญชีไม่เพียงพอสําหรับการชําระดุลก็จะกู้ยืมเงินจากธนาคารอื่น หรือจากตลาดเงินได้ หากไม่สามารถนําเงินเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ในเวลาที่กําหนด ธนาคารแห่งประเทศไทยจะถือว่าการหักบัญชีครั้งนั้นเป็นโมฆะและคํานวณดุลการหักบัญชีใหม่โดยไม่นําข้อมูลเช็คที่ธนาคารนั้นเรียกเก็บและถูกเรียกเก็บมาคํานวณด้วย แล้วดําเนินการชําระดุลสุทธิของธนาคารที่เหลือต่อไป ส่วนกรณีที่ไม่สามารถชําระดุลการหักบัญชีรอบเช็คคืนได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะดําเนินการด้วยวิธีเดียวกันแต่จะย้อนกลับไปคํานวณดุลการหักบัญชีในรอบปกติของวันทําการก่อนอีกครั้งหนึ่ง
กลับสู่ด้านบน
ศูนย์หักบัญชีฯ ดําเนินงานโดยไม่มุ่งหวังผลกําไร ธนาคารผู้เรียกเก็บจะเสียค่าธรรมเนียมการใช้บริการหักบัญชีด้วยอิเล็กทรอนิกส์ และคัดแยกเช็คตามรายธนาคารฉบับละ 0.20 บาท สําหรับธนาคารผู้จ่ายฉบับละ 0.40 บาท และหากธนาคารผู้จ่ายประสงค์ให้คัดแยกเช็คตามรายสาขาธนาคารและรายบัญชีเพิ่มเติม จะเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 0.60 บาท
ธนาคารสมาชิกคิดค่าธรรมเนียมการให้บริการการใช้เช็คจากลูกค้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันฉบับละ 12 บาท (และลูกค้าต้องชําระค่าอากรฉบับละ 3 บาท) ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมการคิดค่าบริการของธนาคารสมาชิกในส่วนนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยทําหน้าที่ในการพิจารณาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมรวมกับการคิดค่าธรรมเนียมการให้บริการอื่น ๆ ร่วมกับธนาคารพาณิชย์
เพื่อการรักษาความปลอดภัย ระบบจะมีการกำหนดชุดรหัสลับในการรับส่งข้อมูลโดยระบบจะคํานวณค่า Message Authentication Code (MAC) จากข้อมูลที่ธนาคารสมาชิกส่งเข้ามาทุกรายการ แล้วส่งข้อมูลพร้อม MAC เป็นข้อมูลเช็ครับเข้าให้ธนาคารผู้จ่าย เพื่อใช้ในการตัดบัญชีลูกค้าและจัดทําข้อมูลเช็คคืน ส่งให้ศูนย์หักบัญชีฯ ในวันทําการถัดไป โดยระบบจะตรวจสอบจากค่า MAC ว่าเป็นข้อมูลเดียวกันกับที่ศูนย์หักบัญชีฯ ส่งให้ นอกจากนี้ กรณีที่ธนาคารสมาชิกไม่สามารถส่งข้อมูลออนไลน์ได้ และต้องส่งข้อมูลในรูปของสื่อบันทึกข้อมูล (media) แทน ระบบก็จะมีชุดรหัสลับเพื่อใช้สำหรับสื่อบันทึกข้อมูลให้ด้วย
เนื่องจากระบบ ECS ใช้ข้อมูลเช็คในการคํานวณดุลการหักบัญชี ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการส่งข้อมูลเช็คของธนาคารสมาชิก ระบบจึงมีการคัดแยกข้อมูลเช็คที่มีมูลค่าสูงซึ่งมีผลกระทบกับการชําระดุลการหักบัญชีเพื่อให้ธนาคารผู้จ่ายตรวจสอบและสามารถปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คได้ และชําระดุลการหักบัญชีประจําวันในเวลาประมาณ 17.00 น. ตลอดจนได้มีการกําหนดพิธีปฏิบัติเพื่อรองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินที่ทําให้ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติด้วย
สําหรับนโยบายการลดความเสี่ยงในการชําระดุลการหักบัญชีนั้น เนื่องจากเช็คมูลค่าสูงซึ่งปกติธนาคารพาณิชย์จะใช้ชําระเงินค่าซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และเงินกู้ยืมระหว่างธนาคารมีจํานวนเงินรวมเกินกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าเช็คที่เรียกเก็บในแต่ละวัน ธนาคารแห่งประเทศไทยมีนโยบายที่จะให้ธนาคารพาณิชย์นํารายการดังกล่าวมาโอนผ่านระบบบาทเนตเพื่อลดความเสี่ยงของระบบ ECS โดยเริ่มใช้ตั้งแต่มีนาคม 2543
กลับสู่ด้านบน
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งศูนย์สํารองขึ้นที่โรงพิมพ์ธนบัตร พุทธมณฑล สาย 7 เพื่อรองรับกรณีที่อาจเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ที่ส่งผลให้ศูนย์หักบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ไม่สามารถดําเนินการได้ ศูนย์สํารองดังกล่าวจะสามารถดําเนินการหักบัญชีได้ครบวงจรทั้งการรับส่งข้อมูลเช็ค ตลอดจนการอ่านและคัดแยกเช็คด้วยเครื่องอ่านและคัดแยกได้
นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังได้กําหนดแผนการปฏิบัติงานเพื่อรองรับกรณีเกิดเหตุขัดข้องและเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ ตามความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งด้านของธนาคารสมาชิกและศูนย์หักบัญชีฯ เช่น กรณีธนาคารสมาชิกไม่สามารถส่งข้อมูลเช็คเรียกเก็บให้ศูนย์หักบัญชีฯ ผ่านleased line ได้ ก็ให้ใช้ dial-up line ในการส่งข้อมูลแทน หรือ กรณีธนาคารสมาชิกไม่สามารถส่งข้อมูลเช็คเรียกเก็บให้ศูนย์หักบัญชีฯ ทางออนไลน์ได้ ต้องส่งข้อมูลในรูปของสื่อบันทึกข้อมูล (media) แทน หรือหากธนาคารสมาชิกไม่สามารถจัดทําข้อมูลเช็คเรียกเก็บได้ ต้องนําเช็คเรียกเก็บมาที่ศูนย์หักบัญชีฯ เพื่อจัดทําข้อมูลต่อไป