จากการที่เศรษฐกิจและการค้าของประเทศมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีผลให ธุรกรรมการชำระเงินในแตละวันมีปริมาณและมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วในการทำธุรกรรมทางการเงินที่มีมูลค่าสูง ลดต้นทุนและความเสี่ยงของระบบ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงไดดำเนินการพัฒนาระบบการโอนเงินรายใหญทางอิเล็กทรอนิกสที่เรียกว่าบาทเนต (BAHTNET - Bank of Thailand Automated High-value Transfer Network)
ระบบบาทเนตเป็นเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงระหว่างธปท.กับผู้ใช้บริการเพื่อประโยชน์ในการโอนเงินมูลค่าสูงในลักษณะ Real Time Gross Settlement (Online RTGS) รวมทั้งรับส่งข้อความระหว่างสถาบันการเงินหรือสถาบันอื่นที่ได้รับอนุญาตให้เปิดบัญชีเงินฝากที่ ธปท. โดยวัตถุประสงค์ในการพัฒนาระบบบาทเนตเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในระบบการชำระเงินซึ่งจะช่วยเอื้อให้การชำระเงินมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย รวดเร็ว ทั้งนี้ ระบบบาทเนตถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในการรองรับการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงินและการโอนเงินเพื่อบุคคลที่สามซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแตวันที่ 24 พฤษภาคม 2538 เป็นต้นมา
ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีบริการระบบบาทเนต การชำระเงินระหว่างสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะดำเนินการโดยการใช้เช็ค ซึ่งผู้รับโอนเงินจะไม่ได้รับเงินทันทีเนื่องจากการชำระดุลเช็คต้องผ่านกระบวนการเรียกเก็บและการชำระเงินระหว่างธนาคารผู้สั่งจ่ายและธนาคารผู้รับโอนก่อน ดังนั้นผู้รับโอนเงินจึงมีความเสี่ยง เนื่องจากการชำระเงินไม่ได้มีผลสิ้นสุดทันที (finality) ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงของระบบการชำระเงินโดยรวมได้
ผู้ใช้บริการบาทเนตต้องเป็นผู้ที่มีบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและยอมรับปฏิบัติตามระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยบริการบาทเนต พ.ศ. 2538 โดยระเบียบดังกล่าวกำหนดอำนาจหน้าที่และขอบเขตความรับผิดชอบของธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะผูให้บริการและผู้ใช้บริการรวมทั้งกำหนดรูปแบบและหลักเกณฑ์ในการใช้บริการในกรณีที่มีข้อพิพาทและไม่สามารถตกลงกันไดให้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการซึ่งประกอบด้วยอนุญาโตตุลาการที่แต่งตั้งโดยคู่กรณีฝ่ายละ1 คนและอนุญาโตตุลาการทั้งสองจะแต่งตั้งบุคคลภายนอกอีกหนี่งคนร่วมเป็นคณะอนุญาโตตุลาการ
สำหรับการโอนเงินเพื่อบุคคลที่สามซึ่งธนาคารพาณิชยให้บริการแก่ลูกค้าในการโอนเงินผ่านระบบบาทเนตไปเข้าบัญชีของผู้รับเงินที่ธนาคารอื่นจะตองดำเนินการภายใตหลักเกณฑการใหบริการโอนเงินแก่ลูกค้าของธนาคารพาณิชยเพื่อความเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ
กลับสู่ด้านบน
ผู้ใช้บริการระบบบาทเนตจะต้องมีบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้ใช้บริการปัจจุบันประกอบด้วย ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินพิเศษของรัฐ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หน่วยงานภาครัฐ บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด และส่วนงานภายในของ ธปท.
ตามระเบียบ ธปท. ว่าด้วยการบริการบาทเนต พ.ศ. 2549 ผู้ใช้บริการของระบบสามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทดังนี้
- ผู้ใช้บริการที่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. ให้ใช้บริการระบบาทเนตโดยใช้คอมพิวเตอร์ลูกข่ายของตนเอง (Direct Member)
- ผู้ใช้บริการสมทบเป็นผู้ใช้บริการที่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. ให้ใช้บริการระบบาทเนตภายใต้คอมพิวเตอร์ลูกข่ายของผู้ใช้บริการบาทเนตรายอื่น (Associated Member)
ณ กุมภาพันธ์ 2551 มีผู้ใช้บริการ 67 ราย ประกอบด้วยผู้ใช้บริการแบบ Direct member จำนวน 62 ราย และ Associated Member จำนวน 5 ราย
ผู้ใช้บริการบาทเนตสามารถเชื่อมโยงกับระบบบาทเนต ได้ 2 ช่องทาง ได้แก่
- การเชื่อมโยงและรับส่งข้อความผ่านเครือข่าย S.W.I.F.T ซึ่งเป็นเครือข่ายสากลที่ใช้ในการส่งข้อความทางการเงิน ผู้ใช้บริการจะต้องส่งข้อความตามรูปแบบมาตรฐานของ S.W.I.F.T ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการที่ใช้ระบบ S.W.I.F.T สามารถพัฒนาระบบงานภายในให้เชื่อมโยงกับ ธปท. โดยตรงในลักษณะ Straight-through Processing (STP) ได้
- การเชื่อมโยงและรับส่งข้อความผ่าน BOT WEB PORTAL ในระบบ Electronic Financial Service (EFS) ของ ธปท.โดยใช้บริการ BAHTNET Service และผู้ใช้บริการที่ส่งข้อความผ่านช่องทางนี้สามารถส่งข้อความตามรูปแบบที่ ธปท. ได้พัฒนาขึ้นในรูปแบบที่มีลักษณะเดียวกับรูปแบบมาตรฐานของ S.W.I.F.T เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บริการทุกสถาบันทั้งที่เป็นสมาชิก S.W.I.F.T. และที่ไม่เป็นสมาชิกจะต้องติดตั้ง BAHTNET Service เพื่อใช้ในการสอบถามข้อมูลที่เกี่ยวกับยอดคงเหลือหรือความเคลื่อนไหวของบัญชีเงินฝาก หรือบัญชีตราสารหนี้ รวมทั้งใช้ในการจัดการคิวสำหรับรายการที่ส่งผ่านระบบบาทเนตและการจัดการรายงานสิ้นวัน
ระบบบาทเนตเปิดให้บริการทุกวันทำการธนาคารตั้งแตเวลา 8.30 น. ถึง17.30 น. โดยมีบริการประเภทต่าง ๆ ดังนี้
- การโอนเงิน (Funds Transfer)
ผู้ใช้บริการสามารถสั่งโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไปเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ใช้บริการอื่นหรือโอนเงินระหว่างบัญชีของตนเองที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
- การโอนเงินเพื่อบุคคลที่สาม (Third Party Funds Transfer)
เป็นการโอนเงินตามคำสั่งของลูกค้าที่สั่งให้ธนาคารผู้สั่งโอนทำการโอนเงินเข้าบัญชีผู้รับผลประโยชน์ซึ่งอยู่อีกธนาคารหนึ่ง โดยการโอนเงินดังกล่าวดำเนินการภายในวันเดียวกัน (same day basis)
- การสอบถามข้อมูล (Inquiry)
ผู้ใช้บริการสามารถใช้ระบบบาทเนตเรียกดูข้อมูลที่เกี่ยวกับบัญชีเงินฝากของตนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น ยอดคงเหลือ ความเคลื่อนไหวในบัญชีและสอบถามรายการรับส่งข้อมูลที่รอดำเนินการและที่ดำเนินการสำเร็จแล้ว
- การสื่อสารระหว่างกัน (Bilateral Communication)
ผู้ใช้บริการสามารถส่งข่าวสารผ่านระบบบาทเนตไปยังผู้ใช้บริการอื่น ๆ ได้ตลอดเวลาที่ระบบเปิดให้บริการ
- การประกาศข้อความ (Message Broadcast)
โดยปกติจะเป็นการประกาศข้อความของธนาคารแห่งประเทศไทยถึงผู้ใช้บริการทั้งหมด หากผู้ใช้บริการรายใดต้องการส่งข่าวสารให้ผู้ใช้บริการทั้งหมดในระบบทราบก็สามารถขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยดำเนินการประกาศให้ได้
- การชำระดุล (Multilateral Funds Transfer - MFT)
เป็นกระบวนการโอนเงินพร้อมกันหลายฝ่ายที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้ในการชำระดุลการหักบัญชีของผู้ใช้บริการ (ทำการ debit และ credit บัญชีพร้อมกัน) เช่น ดุลการหักบัญชีเช็คและดุลการโอนเงินรายย่อยในแต่ละวันเป็นต้น
กลับสู่ด้านบน
ธปท. ได้มีการพัฒนาระบบบาทเนตอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานที่มากขึ้น ตลอดจนมุ่งพัฒนาให้เป็นระบบที่มีความทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จึงได้พัฒนาระบบบาทเนตไปสู่ระบบที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยได้นำ S.W.I.F.T (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication) มาใช้เป็นช่องทางหลักในการรับส่งข้อความระหว่างผู้ใช้บริการบาทเนตกับ ธปท. และปรับปรุงระบบโดยเพิ่มบริการให้รองรับธุรกรรมการชำระเงินที่หลากหลายยิ่ง ดังนี้
- การเพิ่มบริการส่งมอบพร้อมชำระราคาตราสารหนี้ภาครัฐแบบ DVP
ธปท. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ภาครัฐ รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดธุรกรรมการซื้อขายในตลาดรอง และเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาไปสู่การพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุนที่มีประสิทธิภาพและเป็นสากล จึงได้พัฒนาระบบให้สามารถรองรับการโอนตราสารหนี้เพื่อตอบสนองต่อธุรกรรมการส่งมอบและชำระราคาตราสารหนี้ที่ ธปท. เป็นนายทะเบียนในลักษณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ของตราสารหนี้จะเกิดขึ้นพร้อมกับการชำระราคาในลักษณะรายการต่อรายการและมีผลสมบูรณ์โดยทันที จากเดิมที่ผู้ขายตราสารหนี้ส่วนใหญ่จะได้รับการชำระราคาด้วยเช็ค โดยเริ่มให้บริการเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2544
การโอนย้ายงานส่งมอบและชำระราคาตราสารหนี้ภาครัฐ จาก ธปท.ไปยังบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด -TSD: Thailand Securities Depository Co.,Ltd.
จากการที่กระทรวงการคลังได้จัดทำแผนพัฒนาตราสารหนี้ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2548 - 2557) เพื่อผลักดันให้การพัฒนาตลาดตราสารหนี้ของไทยมีบทบาทมากขึ้น โดยสามารถเป็นแหล่งระดมเงินทุนหลักนอกเหนือจากสถาบันการเงินและตลาดทุน ภายใต้แผนพัฒนาฉบับดังกล่าวจะต้องมีดำเนินการให้มีศูนย์รับฝากหลักทรัพย์แต่เพียงแห่งเดียวในประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการชำระดุลของตราสาร ดังนั้น ธปท.จึงได้โอนย้ายบริการด้านการรับฝากตราสารหนี้ภาครัฐและบริการส่งมอบพร้อมชำระราคาตราสารหนี้ภาครัฐที่ดำเนินการผ่านระบบบาทเนตของ ธปท. ไปดำเนินการภายใต้ระบบงานของ TSD โดยร่วมกันพัฒนาระบบให้มีการเชื่อมโยงระหว่างระบบบาทเนตของ ธปท.กับระบบงานของ TSD เพื่อรองรับการชำระราคาตราสารหนี้ให้เป็นแบบ Real-time ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2549
- การเชื่อมโยงระบบบาทเนตกับระบบ GFMIS เพื่อรองรับธุรกรรมการรับ-จ่ายเงินภาครัฐ
ธปท. ได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการส่งเสริมและปรับปรุงระบบการจัดการของหน่วยงานภาครัฐ ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพภายใต้โครงการเปลี่ยนระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Government Fiscal Management Information System: GFMIS) ซึ่งมีเป้าหมายที่สำคัญประการหนึ่งคือเพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการรับ-จ่ายเงินของบัญชีเงินคงคลังที่ ธปท.ให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยพัฒนาระบบบาทเนตให้เชื่อมโยงกับระบบ GFMIS ทำให้ส่วนราชการต่าง ๆ สามารถนำส่งรายได้เข้ารัฐและเบิกจ่ายเงินงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายหรือชำระเงินแก่เจ้าหนี้ได้ด้วยการส่งข้อมูลจากระบบ GFMIS มาเข้าประมวลผลในระบบบาทเนตโดยเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2547
- การเพิ่มบริการชำระดุลสุทธิของธุรกรรมการชำระเงินประเภทต่าง ๆ ระหว่างผู้ใช้บริการบาทเนต
การชำระดุลสุทธิของธุรกรรมการชำระเงินประเภทต่าง ๆ ระหว่างผู้ใช้บริการบาทเนตมีลักษณะเป็นการโอนเงินที่ระบบจะหักเงินในบัญชีของผู้โอนและนำเงินเข้าบัญชีผู้รับโอนพร้อมกันหลาย ๆ สถาบันเพื่อการชำระดุลธุรกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างกัน เช่น การชำระดุลการหักบัญชีเช็คระหว่างธนาคาร เป็นต้น เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้ได้มาตรฐานสากลและลดความเสี่ยงในการชำระดุลระหว่างสถาบัน ธปท. ได้พัฒนาบริการชำระดุลกลางโดย หน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถใช้บริการส่งคำสั่งเพื่อชำระดุลธุรกรรมอื่นๆ ได้ด้วย เช่น การชำระดุลธุรกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ การชำระดุลสำหรับการใช้บัตรเครดิต เป็นต้น โดยเริ่มให้บริการเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2547 และปัจจุบัน TSD ได้ใช้บริการส่งคำสั่งชำระดุลธุรกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์แล้วเมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม 2548
- การเพิ่มบริการชำระราคาตราสารทุนและตราสารหนี้ภาคเอกชนในรูปแบบ RTGS
ธปท. ได้ดำเนินการพัฒนาระบบบาทเนตให้สามารถเชื่อมโยงกับระบบงานของบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับการส่งมอบและชำระราคาตราสารหนี้ภาคเอกชนและตราสารทุนที่อยู่ในความดูแลของ TSD ในลักษณะ RTGS สำหรับรายการ Big lot (คำสั่งซื้อ- ขายตราสารที่มีจำนวนมากกว่า 1 ล้านหุ้น หรือมีมูลค่ามากกว่า 3 ล้านบาท) เพื่อลดความเสี่ยงในการชำระดุล อีกทั้งเป็นช่องทางในการเพิ่มธุรกรรมการโอนเงินเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์ในระบบบาทเนตให้มากยิ่งขึ้นโดยเริ่มให้บริการเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2548
กลับสู่ด้านบน
เนื่องจากระบบบาทเนตเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการโอนเงินมูลค่าสูง ธปท. จึงได้กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม โดยผู้ใช้บริการที่ส่งข้อความมายังระบบบาทเนตโดยผ่านช่องทาง S.W.I.F.T นั้นจะต้องมีกระบวนการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานของ S.W.I.F.T ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ยอมรับกันทั่วโลก สำหรับผู้ใช้บริการบาทเนตซึ่งส่งข้อความมายังระบบบาทเนตโดยผ่านช่องทาง EFS จะมีระบบการรักษาความปลอดภัยโดยใช้เทคโนโลยี Digital Signature โดยผู้ส่งข้อความจะต้องมี Private Key ใน Smart Card ประจำตัวในการสร้าง Digital Signature กำกับในเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งมายังระบบบาทเนต ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวทำให้ระบบบาทเนตสามารถรักษาความลับพร้อมทั้งป้องกันมิให้ผู้อื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องล่วงรู้ข้อมูลได้ สามารถยืนยันและพิสูจน์ตัวตนของผู้ส่งและผู้รับรายการ ผู้ส่งและผู้รับไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดได้ และสามารถรับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลที่ส่งผ่านระบบ รวมทั้งระบบบาทเนตยังมีการบันทึกข้อมูลที่รับ-ส่งในระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานด้วย
บาทเนตเป็นระบบการโอนเงินที่มีผลสมบูรณ์ทันที (Real Time Gross Settlement -RTGS) และเพิกถอนไม่ไดระบบนี้ต้องอาศัยสภาพคล่องในปริมาณที่มากกว่าระบบที่เป็น Net Settlement ผู้ใช้บริการผู้สั่งโอนจะต้องมีเงินในบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพียงพอจึงจะสามารถสั่งโอนเงินไดอย่างไรก็ตาม ในบางขณะผู้ใช้บริการผู้สั่งโอนอาจขาดสภาพคล่องชั่วคราวทำให้ไม่สามารถสั่งโอนเงินไดเพื่อแก้ปัญหาข้างต้นระบบบาทเนตจึงจัดให้มีกลไกเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าวดังนี้
- การจัดลำดับคำสั่งโอนเงิน (Queuing Mechanism) เพื่อช่วยในการจัดลำดับคำสั่งโอนเงินในกรณีที่ยอดเงินในบัญชียังมีไมเพียงพอคำสั่งโอนเงินจะถูกจัดเข้าคิวรอไว้ก่อนจนกว่าจะมีเงินเพียงพอจึงจะดำเนินการตามความเหมาะสมของสภาพคล่องในขณะนั้น
- ระบบ Gridlock Resolution เพื่อแก้ปัญหาการติดขัดในคิวจากการขาดสภาพคล่องในระหว่างผู้สั่งโอนและผู้รับโอนระบบจะดำเนินการตรวจหารายการโอนเงินของผู้ใช้บริการที่มีการโอนให้ระหว่างกันตั้งแต 2 รายขึ้นไป หากยอดคงเหลือสุทธิในบัญชีเงินฝากรวมรายการโอนเงินที่ค้างอยู่ของแต่ละผู้ใช้บริการในกลุ่มมีค่าเป็นบวกระบบก็จะจัดการโอนเงินและบันทึกบัญชีรายการโอนเงินที่ทำได้พร้อมกันทันที
เนื่องจากการโอนเงินในระบบบาทเนตเป็นแบบมีผลทันทีในแต่ละรายการ (Real Time Gross Settlement: RTGS) สถาบันการเงินต้องมียอดเงินในบัญชีให้เพียงพอต่อการโอนแต่ละครั้ง ทำให้ต้องใช้สภาพคล่องจำนวนสูง ธปท.จึงให้เงิน ILF แก่ผู้ใช้บริการบาทเนตที่เป็นสถาบันการเงินที่อยู่ในการดูแลของ ธปท.การขอใช้เงิน ILF นั้น ผู้ใช้บริการบาทเนตจะต้องทำสัญญาขายตราสารหนี้ให้แก่ ธปท. ตอนต้นวัน โดยมีสัญญาว่าจะซื้อตราสารหนี้ดังกล่าวคืนตอนสิ้นวัน เงิน ILF ที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับตราสารหนี้ที่มาวางเป็นหลักประกัน และไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมการใช้เงิน ILF ที่ใช้ในระหว่างวัน ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการบาทเนตจะใช้เงิน ILF ได้เมื่อยอดคงเหลือในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันมีไม่เพียงพอ และใช้เพื่อการโอนผ่านระบบบาทเนตเท่านั้น ในกรณีที่มีการใช้เงินสภาพคล่องข้ามวัน (Overnight) ธปท.จะคิดค่าตอบแทนในอัตราดอกเบี้ยนโยบาย บวก 0.5% ต่อปี
กลับสู่ด้านบน
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้พัฒนาระบบบาทเนตขึ้นเพื่อเป็นสาธารณูปโภคทางการเงินเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในระบบการชำระเงินของประเทศโดยไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร ดังนั้นค่าบริการในระบบบาทเนตจึงเป็นราคาที่จูงใจให้ผู้ใช้บริการหันมาใชการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แทนการโอนเงินในระบบตราสาร (paper-based)
สำหรับค่าธรรมเนียมที่ธนาคารผู้ใช้บริการคิดกับลูกค้านั้นเป็นการแข่งขันกันโดยเสรีตามกลไกตลาด โดยในระยะแรก ธปท.จำเป็นต้องกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมขั้นสูงสุด (ceiling) เพื่อให้ค่าธรรมเนียมอยู่ในระดับที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ภายหลัง ธปท.ได้ยกเลิกการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมสูงสุดเพื่อส่งเสริมให้มีการแข่งขันระหว่างสถาบันการเงิน (ตามประกาศ ธปท.สรช. (03) ว.3414/2543 เรื่องการยกเลิกการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมสูงสุดในการโอนเงินเพื่อบุคคลที่สาม ผ่านระบบบาทเนต) โดยให้การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมเป็นไปตามดุลพินิจของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง
- ค่าธรรมเนียมสำหรับการใช้บริการบาทเนตรายเดือน
- ผู้ใช้บริการบาทเนตที่มีคอมพิวเตอร์ลูกข่าย 3,500 บาท
- ผู้ใช้บริการบาทเนตสมทบรายละ 500 บาท
- ค่าธรรมเนียมสำหรับบริการแต่ละประเภทผ่านระบบบาทเนตและคำสั่งต่าง ๆ ผ่านระบบการเชื่อมโยงเพื่อชำระราคาหลักทรัพย์ โดย ธปท. จะคิดค่าธรรมเนียมและค่าปรับแต่ละประเภทตามจำนวนรายการที่เกิดขึ้นแยกตามช่วงเวลารายการมีผลสมบูรณ์
การโอนเงินในระบบบาทเนตเป็นการโอนเงินที่มีผลสมบูรณ์ทันที (Real Time Gross Settlement -RTGS) และเพิกถอนมิได้ซึ่งเป็นระบบที่ป้องกันความเสี่ยงในตัวเองอยู่แล้วโดยรายการที่ยังไม่สามารถชำระเงินได้ในขณะที่ส่งคำสั่งเข้ามาจะถูกจัดรอไว้ตามลำดับคำสั่งและจะดำเนินการเมื่อมีเงินในบัญชีเพียงพอสำหรับรายการที่ไม่สามารถชำระเงินได้จนถึงเวลาปิดคิวจะถูกยกเลิก ดังนั้นความเสี่ยงในระบบบาทเนตจึงมีน้อยกว่าระบบอื่น
ธปท. ได้จัดสร้างศูนย์สำรองซึ่งห่างศูนย์บริการหลัก เป็นระยะทาง 50 กิโลเมตร โดยสำรองอุปกรณ์ Hardware และ Software ด้วยอุปกรณ์ชุดเดียวกับระบบงานจริง เพื่อให้ระบบสามารถให้บริการต่อได้โดยไม่หยุดชะงักเมื่อศูนย์บริการหลักขัดข้อง นอกจากนั้น ธปท. ได้จัดทำแผนฉุกเฉินเพื่อรองรับในกรณีที่ระบบบาทเนตขัดข้อง ทั้งในส่วนของ ธปท. และผู้ใช้บริการ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้บริการได้ใช้งานระบบที่มีความปลอดภัยสูงและได้รับบริการที่มีประสิทธิภาพ
กลับสู่ด้านบน