โครงการ DR BIZ การเงินร่วมใจ ธุรกิจไทยมั่นคง

โครงการ DR BIZ การเงินร่วมใจ ธุรกิจไทยมั่นคง คืออะไร และมีวัตถุประสงค์อย่างไร

โครงการ DR BIZ การเงินร่วมใจ ธุรกิจไทยมั่นคง เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือของภาคธนาคาร เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ธุรกิจที่มีเจ้าหนี้หลายรายและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ เช่น การแพร่ระบาดของ COVID-19 สงครามการค้า และภัยธรรมชาติ ให้ได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน ผ่านกระบวนการที่ได้มีการตกลงร่วมกันระหว่างธนาคาร ทำให้การเจรจาแก้ไขหนี้ได้ข้อยุติที่เร็วขึ้น ช่วยเหลือธุรกิจซึ่งมีความสำคัญต่อการจ้างงานให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

คุณสมบัติลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้

ลูกหนี้ธุรกิจ (SMEs และ Corporate) ที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้มีลักษณะ ดังนี้

- มีเจ้าหนี้ธนาคาร ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป

- ทุกประเภทธุรกิจ (ทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา) และทุกอุตสาหกรรม ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจหรือชำระหนี้ได้

- ไม่เป็นหนี้เสีย (ไม่มีการค้างชำระหนี้เกิน 90 วัน) กับเจ้าหนี้อย่างน้อยหนึ่งราย ทั้งนี้ กรณีที่เป็นหนี้เสียกับเจ้าหนี้บางราย ต้องไม่ใช่หนี้เสียที่มีอยู่เดิม โดยต้องเป็นหนี้เสียตั้งแต่ 1 ม.ค. 62 เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ COVID-19

- ไม่ถูกเจ้าหนี้รายใดรายหนึ่งฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ยกเว้นเจ้าหนี้ยินยอมถอนฟ้องคดี

ทั้งนี้ ในระยะแรกเพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมุ่งกลุ่มลูกหนี้ที่มีวงเงินสินเชื่อกับเจ้าหนี้ทุกรายรวมกัน ณ วันที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่ 50-500 ล้านบาท และสามารถใช้แนวทางที่กำหนดร่วมกันดังกล่าวขยายผลไปยังกลุ่มลูกหนี้ที่มีวงเงินต่ำกว่า 50 ล้านบาทหรือสูงกว่า 500 ล้านบาท โดยความเห็นชอบและยินยอมร่วมกันระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้

ช่องทาง ขั้นตอน และเอกสารในการสมัครเข้าร่วมโครงการ

การเข้าร่วมโครงการ มี 2 แนวทาง

1. ธนาคารแนะนำให้ลูกหนี้เข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ ให้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของลูกหนี้ด้วย

2. ลูกหนี้สมัครเข้าร่วมโครงการผ่าน website ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 38 แห่ง หรือ
website ธปท. https://www.bot.or.th/app/drbiz

ขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการ

1. ลูกหนี้สมัครเข้าร่วมโครงการโดยลงทะเบียนผ่านช่องทางข้างต้น และให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น

- ชื่อบุคคล / นิติบุคคล

- ประเภทลูกหนี้ (บุคคลธรรมดา/ หจก./ บจก./ บมจ./ อื่นๆ)

- เลขบัตรประชาชน / เลขประจำตัวนิติบุคคล

- ชื่อผู้ติดต่อ

- E-mail

- หมายเลขโทรศัพท์มือถือ

- รายชื่อธนาคารเจ้าหนี้ที่สะดวกให้ติดต่อกลับ

2. ธนาคารจะติดต่อลูกหนี้กลับภายใน 5 วัน โดยธนาคารจะมีการตรวจสอบตัวตนลูกหนี้ และอาจขอเอกสารจากลูกหนี้เพิ่มเติม

3. ลูกหนี้นำส่งเอกสารเพิ่มเติมตามที่ธนาคารกำหนด

4. ธนาคารเจ้าหนี้จะร่วมกันพิจารณาแนวทางให้ความช่วยเหลือ และแจ้งลูกหนี้ทราบผล รวมถึงลงนามในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ภายใน 1 เดือน หลังจากธนาคารได้รับเอกสารของลูกหนี้ถูกต้อง ครบถ้วน (ทั้งนี้ อาจขยายเวลาเพิ่มได้ในกรณีที่มีความซับซ้อน)

ระยะเวลาโครงการ

เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2564

ประโยชน์และค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมโครงการ

ประโยชน์ที่ลูกหนี้จะได้รับ

1. การเข้าร่วมโครงการนี้จะช่วยให้ลูกหนี้ผู้ประกอบธุรกิจได้ติดต่อกับเจ้าหนี้จากหลายธนาคารได้ในคราวเดียว(one-stop) ช่วยลดขั้นตอนการสื่อสารระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินในภาพรวมของลูกหนี้สามารถได้ข้อยุติร่วมกันโดยเร็ว ไม่ต้องติดต่อขอเจรจากับเจ้าหนี้ทีละราย

2. ลูกหนี้สามารถหารือปรับเงื่อนไขการชำระหนี้กับเจ้าหนี้ให้เหมาะสมก่อนที่จะกลายเป็นหนี้เสีย เพื่อบรรเทาภาระทางการเงิน และช่วยให้ลูกหนี้ยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

3. เป็นช่องทางในการเข้าถึงสินเชื่อใหม่ โดยธนาคารอาจพิจารณาให้สินเชื่อใหม่แก่ลูกหนี้ที่มีพฤติกรรมชำระหนี้ดี ตั้งใจทำธุรกิจต่อ และมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน

ทั้งนี้ วิธีการปรับโครงสร้างหนี้ และการพิจารณาให้สินเชื่อใหม่ (อัตราดอกเบี้ย การขอหลักประกันเพิ่ม) จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเสี่ยงและการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้แต่ละราย

ค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมโครงการ

1. ไม่มีค่าธรรมเนียมในการเข้าร่วมโครงการ

2. ในระหว่างที่ลูกหนี้ผ่อนชำระหนี้ตามข้อตกลงของสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ธนาคารจะไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราผิดนัด หรือเรียกเก็บค่าบริการ เบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดเพิ่มเติมจากลูกหนี้

3. ไม่มีเบี้ยปรับการชำระหนี้ก่อนกำหนด (prepayment fee)

อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ประเมินมูลค่าหลักประกัน ลูกหนี้อาจต้องรับภาระดังกล่าว

ลูกหนี้ได้รับสิทธิประโยชน์หรือการยกเว้นค่าธรรมเนียมใดบ้าง

1. ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองหลักประกัน เหลือ 0.01% (ภายใน 31 ธ.ค. 64)

2. ได้รับยกเว้น ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเพาะ อากรแสตมป์ สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (ภายใน 31 ธ.ค. 64)

3. และอื่นๆ ซึ่งจะประกาศเพิ่มเติมต่อไป

มาตรฐานการให้บริการในการตอบรับลูกหนี้และการดำเนินงานของธนาคาร (Service Level Agreement : SLA)

1. การตอบรับเข้าร่วมโครงการ

- ธนาคารจะติดต่อลูกหนี้กลับภายใน 5 วันหลังจากลูกหนี้สมัครเข้าร่วมโครงการ

- กรณีที่ไม่ได้รับการติดต่อกลับ ลูกหนี้สามารถสอบถามความคืบหน้าได้จากธนาคารเจ้าหนี้ที่ลูกหนี้สะดวกติดต่อ

2. ระยะเวลาการพิจารณาของ สง.

- ธนาคารเจ้าหนี้จะสรุปผลการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ภายใน 1 เดือนหลังได้รับข้อมูลและเอกสารจากลูกหนี้ถูกต้อง ครบถ้วน (ทั้งนี้ อาจขยายเวลาเพิ่มได้ในกรณีที่มีความซับซ้อน)

- ลูกหนี้สามารถสอบถามความคืบหน้าได้จากธนาคารเจ้าหนี้

แนวทางดำเนินการหากลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามเงื่อนไข

หากลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ลูกหนี้สามารถเจรจากับเจ้าหนี้ ก่อนครบกำหนด 6 เดือน เพื่อขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้ล่วงหน้า

กรอบ MOU ความร่วมมือระหว่างธนาคารครอบคลุมเรื่องใดบ้าง

  • กรอบหลักการ : ช่วยเหลือลูกหนี้ธุรกิจที่มีเจ้าหนี้ธนาคารหลายรายให้ได้รับการบรรเทาภาระหนี้และให้มีกลไกในการจัดการหนี้กับธนาคารทุกแห่งได้ในคราวเดียว (แบบ one stop service) ซึ่งจะช่วยลดเวลาให้สามารถดำเนินการได้เร็วขึ้น ผ่านแนวทางแก้ไขหนี้ที่เจ้าหนี้ได้ตกลงร่วมกันในรูปแบบมาตรฐาน และการกำหนดบทบาทของเจ้าหนี้หลักในการดูแลลูกหนี้และประสานกับเจ้าหนี้อื่น ทำให้การตัดสินใจแก้ไขหนี้ทำได้รวดเร็วและเบ็ดเสร็จ ให้ธุรกิจของลูกหนี้สามารถฟื้นตัวได้ตามศักยภาพของตนเอง

  • วิธีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ที่เป็นมาตรฐานขั้นต่ำ

    (1) หนี้เดิม เช่น

    - ลดค่างวด ขยายระยะเวลาชำระหนี้ และ/หรือ ปรับเงื่อนไขให้เหมาะสมตามศักยภาพของลูกหนี้

    - มีระยะเวลาปลอดหนี้ และผ่อนชำระหนี้ที่เหมาะสม

    - ทบทวนการใช้วงเงินของลูกหนี้ที่เหลืออยู่

    (2) หนี้ใหม่ : เจ้าหนี้สามารถร่วมกันพิจารณาให้สินเชื่อใหม่แก่ลูกหนี้ที่มีประวัติชำระหนี้ดี มีแผนธุรกิจที่ชัดเจน

หลักการมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan)
และมาตรการเลื่อนกำหนดชำระหนี้ของแบงก์ชาติ

มาตรการ soft loan และมาตรการเลื่อนกำหนดชำระหนี้ของแบงก์ชาติมุ่งช่วยเหลือใคร

มาตรการนี้มุ่งช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) โดยตรง เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้เป็นแหล่งจ้างงานใหญ่ของเศรษฐกิจไทย การช่วยเหลือให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ก็จะส่งผลบวกต่อเนื่องให้ลูกจ้างยังคงมีงานและมีรายได้ในที่สุด การช่วยเหลือภาคธุรกิจจึงเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างในระยะยาว

SMEs ที่เข้าเงื่อนไข จะได้ประโยชน์อะไรบ้าง

มาตรการ soft loan ของแบงก์ชาติ : SMEs จะได้รับสินเชื่อใหม่ ด้วยอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี และฟรีดอกเบี้ย 6 เดือนแรก โดยจ่ายเฉพาะเงินต้น ทั้งนี้ ธนาคารจะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ จากลูกค้า

มาตรการเลื่อนกำหนดชำระหนี้ : SMEs สามารถเลื่อนการชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่ พ.ร.ก. มีผลบังคับใช้ (23 เม.ย. ถึง 22 ต.ค. 2563) โดยลูกค้าจะไม่เสียประวัติข้อมูลเครดิต และไม่ต้องยื่นคำขอกับธนาคาร ทั้งนี้ ดอกเบี้ยที่ถูกเลื่อนชำระไว้อาจทยอยจ่ายในงวดที่เหลือหรือจ่ายในงวดสุดท้าย ขึ้นกับข้อตกลงระหว่างลูกหนี้กับธนาคาร อย่างไรก็ดี ลูกหนี้สามารถชำระหนี้เข้ามาตามปกติได้ ซึ่งจะเป็นผลดีที่ทำให้ภาระหนี้ในอนาคตไม่เพิ่มขึ้น และยังช่วยให้ธนาคารมีสภาพคล่องไปช่วยเหลือ SMEs รายอื่นได้

มาตรการเลื่อนกำหนดชำระหนี้มีประโยชน์อย่างไร ในเมื่อระหว่างนี้ ธนาคารก็คิดดอกเบี้ยอยู่ดี

มาตรการเลื่อนกำหนดชำระหนี้ เป็นหนึ่งในมาตรการหลักที่หลายประเทศใช้ เพื่อยืดเวลาในการปรับตัวของธุรกิจ โดยคาดหวังว่าในช่วงที่ธุรกิจอาจต้องหยุดชะงัก ธนาคารและลูกหนี้จะร่วมกันปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจใหม่ รวมทั้งเจรจาหาแนวทางชำระคืนหนี้ที่เลื่อนไว้กับธนาคารได้

ธุรกิจที่มีวงเงินสินเชื่อมากกว่า 500 ล้านบาท จะได้รับความช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง

ธุรกิจขนาดใหญ่โดยทั่วไปจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากธนาคารอยู่แล้ว และสามารถเจรจากับธนาคารได้โดยตรงเป็นรายกรณี

ทำไมมาตรการ soft loan ของแบงก์ชาติจึงไม่รวมกลุ่มที่เป็น NPLs ด้วย

มาตรการนี้ออกมาเพื่อช่วยเหลือธุรกิจที่มีศักยภาพและความสามารถในการดำเนินกิจการ เพียงแต่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ขาดสภาพคล่องชั่วคราวเท่านั้น จึงให้สิทธิ์กับกลุ่มลูกหนี้ที่ยังเป็นหนี้ดี ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2562

สำหรับกลุ่มที่เป็น NPLs สามารถได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการอื่นของ ธปท. ในการปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงิน หรือ non-bank ซึ่งเป็นวิธีที่ดีในการจัดการโครงสร้างทางการเงินของบริษัท เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในระยะยาว

Soft loan ของแบงก์ชาติ : คุณสมบัติ SMEs ที่เข้าข่าย

ลูกหนี้ SMEs ทุกรายได้รับสิทธิ์นี้ใช่หรือไม่

การได้รับสิทธิ์ มีเงื่อนไขสำคัญคือ

  • ประกอบธุรกิจในประเทศไทย และไม่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
  • เป็นลูกหนี้ SMEs (นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา) ของธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ โดยมีวงเงินสินเชื่อ (O/D, working cap, term loan, trade finance) รวมทั้งกลุ่มไม่เกิน 500 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2562 กับธนาคารแห่งนั้น
  • ไม่เป็น NPL ณ สิ้นปี 2562 เพื่อคัดกรองลูกหนี้ที่มีคุณภาพแต่อาจได้รับผลกระทบชั่วคราว ทั้งนี้ ธนาคารจะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อดังกล่าว ซึ่งการพิจารณาอาจขึ้นกับความสามารถจ่ายคืนของลูกหนี้

ลูกหนี้มีวงเงินกับหลายธนาคารสามารถติดต่อยื่นกู้ soft loan ของแบงก์ชาติกับทุกธนาคารได้เลยใช่หรือไม่

ลูกหนี้สามารถยื่นกู้ได้กับธนาคารเจ้าหนี้ทุกแห่งที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท โดยธนาคารเจ้าหนี้แต่ละแห่งจะเป็นผู้พิจารณาคุณสมบัติและวงเงินสินเชื่อตามเกณฑ์ของแต่ละธนาคาร

ลูกหนี้ที่เคยขอรับความช่วยเหลืออื่นจากธนาคารต่าง ๆ ไปก่อนหน้านี้แล้ว สามารถเข้าร่วมโครงการกู้ soft loan ของแบงก์ชาติได้หรือไม่

สามารถเข้าร่วมได้ แต่ธนาคารอาจพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามมาตรการนี้แก่ลูกหนี้ที่ไม่เคยได้รับความช่วยเหลือในลักษณะคล้ายคลึงกันมาก่อน เพื่อกระจายความช่วยเหลือให้ลูกหนี้ SMEs ที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง

ถ้าไม่มีวงเงินเดิมกับธนาคาร แต่ตอนนี้เดือดร้อนจะให้ทำอย่างไร เข้าร่วมโครงการ soft loan ของแบงก์ชาติ ได้หรือไม่

ธุรกิจที่ไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อมาก่อนไม่สามารถเข้าร่วมโครงการ soft loan ของแบงก์ชาติ อย่างไรก็ดี ยังสามารถรับความช่วยเหลือผ่านโครงการอื่น ๆ ได้ เช่น โครงการ soft loan ของธนาคารออมสินทั้งที่ปล่อยผ่านธนาคารอื่นและที่ปล่อยเองโดยตรง วงเงินรวม 150,000 ล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม รายละไม่เกิน 20 ล้านบาท (รวมทุกธนาคาร) อยู่แล้ว

Soft loan ของแบงก์ชาติ : วงเงินสินเชื่อที่จะได้รับ

ลูกหนี้แต่ละรายจะมีสิทธิ์ได้รับวงเงิน soft loan ของแบงก์ชาติ เท่าไร

วงเงินกู้ที่จะได้รับจะไม่เกินกว่า 20% ของยอดสินเชื่อคงค้าง (O/D, working cap, term loan) ณ วันที่ 31 ธ.ค. 62 ทั้งนี้ วงเงินที่จะได้รับขึ้นอยู่กับการพิจารณาของธนาคาร

วงเงินแค่ 20% ไม่พอ จะทำอย่างไร

ธนาคารอาจให้วงเงินแก่ลูกหนี้เพิ่มเติมจาก soft loan ของแบงก์ชาติได้ ซึ่งเงื่อนไขต่าง ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารแต่ละแห่งกำหนดเอง โดยคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตประกอบด้วย

Soft loan ของแบงก์ชาติ : กระบวนการดำเนินการ

เริ่มยื่นเรื่องได้เมื่อไหร่

ลูกหนี้สามารถยื่นขอร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย. 2563 และต้องยื่นภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่ พ.ร.ก. มีผลบังคับใช้ หรือจนกว่าวงเงินจะหมด

ระยะเวลาอนุมัตินานเท่าไหร่

ธนาคารจะใช้เวลาไม่เกิน 10 วัน หลังจากได้รับเอกสารครบ

SMEs ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่มเติมอีกหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องมี แต่ทั้งนี้ อาจขึ้นอยู่กับการพิจารณาของธนาคารแต่ละแห่ง

มาตรการเลื่อนกำหนดชำระหนี้ : คุณสมบัติ SMEs ที่เข้าข่ายและวงเงินที่พักชำระ

ลูกหนี้ SMEs ทุกรายได้รับสิทธิ์นี้ใช่หรือไม่

การได้รับสิทธิ์ มีเงื่อนไขสำคัญ คือ

  • เป็นลูกหนี้ SMEs ทั้งลูกหนี้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาของธนาคาร โดยมีวงเงินสินเชื่อ (O/D, working cap, term loan, trade finance) รวมทั้งกลุ่มไม่เกิน 100 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2562 ในธนาคารแห่งนั้น
  • ไม่เป็น NPL ณ สิ้นปี 2562 เพื่อคัดกรองลูกหนี้ที่มีคุณภาพแต่อาจได้รับผลกระทบชั่วคราว

ทำไมมาตรการนี้ถึงไม่รวมลูกหนี้ที่มีวงเงินสินเชื่อเกิน 100 ล้านบาท

  • ลูกหนี้ที่มีวงเงินสินเชื่อเกิน 100 ล้านบาท ธนาคารจะมีเจ้าหน้าที่ดูแลใกล้ชิด จึงสามารถเจรจากับธนาคารได้โดยตรงเป็นรายกรณี

สินเชื่อประเภทไหนบ้างที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการเลื่อนกำหนดชำระหนี้

สินเชื่อเพื่อธุรกิจ (O/D, working cap, term loan, trade finance)

มาตรการเลื่อนกำหนดชำระหนี้ : กระบวนการดำเนินการ

ลูกหนี้ต้องทำอย่างไรจึงจะได้ใช้สิทธิ์ตามมาตรการนี้

ลูกหนี้ที่เข้าข่ายจะได้รับสิทธิ์แบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องยื่นคำขอกับธนาคาร

หากลูกหนี้ที่เข้าเงื่อนไขมาตรการ ต้องการชำระค่างวดตามปกติ สามารถทำได้หรือไม่ ต้องทำอย่างไร

สามารถทำได้โดยชำระค่างวดตามปกติ สำหรับผู้ที่ตั้งหักบัญชีอัตโนมัติ อาจต้องติดต่อธนาคารเพื่อแจ้งความประสงค์ชำระค่างวดตามเดิม

ลูกหนี้ที่มีความสามารถในการจ่าย ควรเลือกรับสิทธินี้หรือไม่

ลูกหนี้ที่มีความสามารถในการชำระค่างวดควรจ่ายตามปกติ ซึ่งจะเป็นผลดีที่ทำให้ภาระหนี้ในอนาคตไม่เพิ่มขึ้น เพราะการเลื่อนกำหนดชำระหนี้เป็นการเลื่อนการจ่ายเพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องแก่ธุรกิจในช่วงที่ประสบปัญหา โดยธนาคารยังคงคิดดอกเบี้ยตามปกติอยู่

ลูกหนี้ที่ใช้สิทธิ์มาตรการนี้จะเสียประวัติข้อมูลเครดิตหรือไม่

ไม่เสียประวัติข้อมูลเครดิต เนื่องจากไม่ถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้

อยากให้ธนาคารช่วยผ่อนปรนดอกเบี้ยที่เดินอยู่ในช่วงการเลื่อนกำหนดชำระหนี้บ้าง

มาตรการนี้เป็นขั้นต่ำ โดยแต่ละธนาคารสามารถให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมได้