Skip to main content

ทิศทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทย

บทสรุปผู้บริหาร

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมที่เร่งตัวและส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้น ทั้งจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 รวมถึงแรงกดดันจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการใช้พลังงานจากถ่านหินและน้ำมัน และใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมที่ยังไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเท่าที่ควร ดังนั้น การปรับเปลี่ยนให้ระบบเศรษฐกิจไทยมุ่งสู่การเป็นเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608 (ค.ศ. 2065) ตามที่รัฐบาลประกาศเจตนารมณ์ไว้ จึงต้องมีแผนงานที่ชัดเจนโดยคำนึงถึงจังหวะเวลาและความเร็วของการดำเนินการที่เหมาะสมกับบริบทและความพร้อมของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยควบคู่กันด้วย

ความท้าทายสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจไทยเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม คือ การลงทุนเพื่อรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ต้องอาศัยเงินลงทุนมหาศาล ขณะที่กลไกตลาดยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจได้เพียงพอที่จะเอื้อให้แต่ละภาคส่วนโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) เร่งปรับตัวได้อย่างเท่าทัน เนื่องจากขาดข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่จะใช้ประเมินโอกาสและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงการผนวกปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจและต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ความพร้อมในการปรับตัวของแต่ละภาคส่วนไม่เท่ากัน ดำเนินการได้ไม่พร้อมกัน ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในระดับที่แตกต่างกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ทิศทางการดำเนินงานของ ธปท.

ภาคการเงินในฐานะที่มีบทบาทสำคัญในการจัดสรรเงินทุนให้แก่ระบบเศรษฐกิจ จึงมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้แต่ละภาคส่วนสามารถปรับตัวได้ ผ่านการจัดสรรเงินทุนสู่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถลงทุนในเทคโนโลยีและปรับรูปแบบการทำธุรกิจให้รองรับการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเท่าทัน ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้กำกับดูแลผู้ให้บริการในภาคการเงิน โดยเฉพาะสถาบันการเงิน จึงกำหนดทิศทางการดำเนินงานที่สำคัญเพื่อสนับสนุนบทบาทของภาคการเงินเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ภาคส่วนต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้

  1. ลดความลักลั่นในการเตรียมความพร้อมและปรับตัวของแต่ละภาคส่วน โดยจัดตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อจัดทำ Thailand Taxonomy ให้เป็นมาตรฐานกลางในการกำหนดนิยามของกลุ่มกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของประเทศ เพื่อเป็นหลักอ้างอิงและสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน โดยจะเริ่มจากกลุ่มกิจกรรมที่มีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยและมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas: GHG) สูง คือภาคพลังงานและภาคขนส่ง และจะทยอยทำสำหรับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมในช่วงปลายปี 2566

  2. แก้ปัญหา information asymmetry โดยร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ เพื่อให้มีฐานข้อมูลเพียงพอเพื่อสนับสนุนการจัดและจำแนกกลุ่มกิจกรรมตาม Thailand Taxonomy รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยจะทยอยพัฒนาระบบฐานข้อมูลตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2565

  3. เร่งส่งเสริมให้สถาบันการเงินผนวกแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานอย่างมีมาตรฐาน โดยจะออกแนวนโยบายการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในไตรมาส 3 ปี 2565 และผลักดันให้สถาบันการเงินจัดทำแนวปฏิบัติที่ดี (industry handbook) เพื่อใช้อ้างอิงเป็นมาตรฐานขั้นต่ำในการบริหารความเสี่ยงร่วมกันในไตรมาส 2 ปี 2566 เพื่อให้มั่นใจว่าระบบการเงินสามารถจัดสรรเงินทุนและมีผลิตภัณฑ์และบริการรองรับการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs อย่างเพียงพอและตอบโจทย์ความต้องการ

  4. สนับสนุนให้มีมาตรการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ และผู้บริโภคเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงแนวทางการช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นทั้งต้นทุนการดำเนินงานและต้นทุน ด้านความเสี่ยง เช่น กลไกการค้ำประกันด้านสิ่งแวดล้อม กลไกสนับสนุนค่าใช้จ่ายใน การขอมาตรฐานรับรองการเป็นกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยจะทยอยพิจารณาความเหมาะสมของมาตรการต่าง ๆ ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2565

  5. ยกระดับความรู้และความชำนาญของบุคลากรในภาคการเงิน โดยพัฒนาหลักสูตรร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และความเข้าใจ รวมทั้งเพิ่มความสามารถด้านการประเมินโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และให้คำแนะนำแก่ภาคธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

ผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวัง

หากภาคการเงินสามารถดำเนินการได้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเป้าประสงค์ จะมีส่วนช่วยให้ทุกภาคส่วนเข้าใจและสามารถระบุกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีมาตรฐานสอดคล้องกัน และสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมได้เพียงพอเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในมิติต่าง ๆ เช่น การกำหนดนโยบาย กลยุทธ์ หรือการบริหารความเสี่ยง ภาครัฐสามารถดำเนินนโยบายได้ตรงจุดสอดคล้องกับบริบทของประเทศ และสามารถเชื่อมโยงภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยมี Thailand Taxonomy เป็นมาตรฐานกลางและมีข้อมูลสนับสนุนการดำเนินนโยบายอย่างเพียงพอ กลุ่มสถาบันการเงินได้รับความเชื่อมั่น รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์การปรับตัวของภาคธุรกิจด้วยราคาที่เหมาะสมกับต้นทุนและความเสี่ยง ภาคธุรกิจสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นจากการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่การผลิตและขั้นตอนดำเนินการของบริษัทได้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล SMEs ทราบถึงช่องว่างในการปรับตัวของตนเองและสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อช่วยให้ปรับตัวด้วยต้นทุนที่ไม่เป็นภาระมากจนเกินไป และสามารถอยู่รอดได้ในระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนนักลงทุนและประชาชนมีแหล่งข้อมูลอ้างอิงจากการเปิดเผยข้อมูลที่มีมาตรฐาน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน เลือกใช้บริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สนับสนุนกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

การขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงินต้องประสานความร่วมมือกันอย่างบูรณาการและต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาครัฐที่ต้องมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและกรอบเวลาในการปรับตัวของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ (reference pathway) การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อสนับสนุนให้เกิดกลไกตลาดและกลไกด้านราคาที่สะท้อนต้นทุนการดำเนินงานและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (price-in externality) ได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้แต่ละภาคส่วนวางแผนการดำเนินงานและจัดสรรทรัพยากรรองรับได้สอดคล้องกัน และช่วยให้บรรลุเป้าหมายของประเทศทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน