​แนะแนวคิดนำทางสู่การแก้หนี้อย่างยั่งยืน
กับ "สุรชัย กำพลานนท์วัฒน์"

แห่ง บสย. F.A.Center

 

วิกฤตโควิด 19 เป็นวิกฤตสาธารณสุขที่นำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจที่ค่อนข้างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อทุกภาคธุรกิจและต่อภาคประชาชน โดยเฉพาะในมิติของรายได้ที่ลดลง ผลที่ตามมาคือ "ปัญหาหนี้เสีย" ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนี้ส่วนบุคคล หรือหนี้ธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) คุณสุรชัย กำพลานนท์วัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs (หรือ บสย. F.A. Center) ให้เกียรติมาบอกเล่าถึงบทบาทของ บสย. F.A.Center ในการช่วยเหลือแก้ปัญหาหนี้ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs พร้อมทั้งแนะนำแนวคิดสู่การ "ปลดหนี้" และ "ปลอดหนี้" อย่างยั่งยืน


เจตนารมณ์ที่มาของ บสย. F.A.Center

 

เพราะธุรกิจ SMEs ถือเป็นรากแก้วของเศรษฐกิจไทย ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไม่น้อยกว่า 40% ของ GDP ทั้งประเทศ และเป็นแหล่งจ้างงานสูงกว่า 70% ของแรงงานทั้งหมด แต่นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด 19 เมื่อต้นปี 2563 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยหยุดชะงักและชะลอตัวอย่างหนัก ส่งผลให้ SMEs มีปัญหาสภาพคล่องรุนแรง ผู้ประกอบการมี "หนี้ล้นพ้นตัว" และแรงงานจำนวนมากขาดรายได้แบบฉับพลัน กระทบกับความสามารถในการชำระหนี้จนเกิดหนี้เสีย (NPL)

 

"SMEs ที่ผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้นับว่า 'เซียน' แต่ใครที่ผ่านวิกฤตโควิด 19 รอบนี้ไปได้ถือว่า 'เทพ' เพราะสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง ยังพอคาดเดาออกว่าจะใช้เวลากี่ปี แต่วิกฤตรอบนี้ยังไร้จุดจบ เดาสถานการณ์ไม่ถูก จะวางแผนอะไรก็เลยยาก วิกฤตโควิด 19 เรียกว่า กระทบทั้งกระดาน ธุรกิจขนาดใหญ่ยังพอมีความสามารถดูแลตัวเอง หรือหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแก้ปัญหาธุรกิจตัวเองได้ แต่ธุรกิจ SMEs ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร จะปรึกษาหาผู้เชี่ยวชาญก็ยาก เพราะไม่มีเงินจ้าง นี่คือความลำบากของ SMEs ที่ต้องเผชิญวิกฤตตามลำพัง"

บสย. หรือบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานภายใต้กำกับของกระทรวงการคลัง จึงได้จัดตั้ง "ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs หรือ บสย. F.A. Center" ขึ้นในเดือนสิงหาคม 2563 เพื่อเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาด้านการเงินและคำแนะนำเรื่องการขอสินเชื่อและการปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงการเติมเต็มความรู้ทางการเงินและการปรับธุรกิจให้ผู้ประกอบการ SMEs โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทางการเงินซึ่งเป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงของหลายสถาบันการเงินที่มีความรู้ประสบการณ์ในภาคธนาคารมากกว่า 30 ปี มาเป็น "พี่เลี้ยง" ให้กับ SMEs โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

 

ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 2 บสย. F.A. Center ขยายผลการทำงาน โดยจัดตั้งทีม "กูรูหมอหนี้" มาผนึกกำลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อขับเคลื่อน "โครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน" สำหรับให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบรายตัวแก่ผู้ประกอบธุรกิจ SMEs ที่ประสบปัญหาด้านการเงินโดยเฉพาะ ทั้งเรื่องการแก้หนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ พัฒนาธุรกิจ และขอสินเชื่อ รวมถึงให้คำปรึกษาแก่บุคคลทั่วไปที่ต้องการเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ให้มีโอกาสได้รับการสนับสนุนด้านสินเชื่อจากสถาบันการเงินเพื่อประกอบอาชีพแบบครบวงจร

 

"เป้าหมายระยะสั้นในการให้คำปรึกษาของ บสย. F.A. Center คือการช่วยให้ลูกหนี้ดำรงธุรกิจอยู่ได้ เพราะเมื่อธุรกิจยังอยู่ ก็ย่อมมีโอกาสที่จะสามารถชำระหนี้ต่อไปได้ รวมทั้งมีโอกาสขอสินเชื่อเพื่อดำเนินธุรกิจต่อไป นอกจากนี้ เราต้องการช่วยลูกหนี้ที่เป็นหนี้ NPL ให้สามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้โดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี เพราะเศรษฐกิจของประเทศจะเดินต่อไปได้ ถ้า SMEs ยังสามารถดำรงธุรกิจต่อไปได้ นี่เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ส่วนเป้าหมายระยะกลางและระยะยาว คือการให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้ประกอบการทุกระดับ แนะนำในการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เข้าสู่ระบบที่มีมาตรฐาน ทั้งเรื่องบัญชี ภาษี และการเงิน เพื่อให้ธุรกิจเกิดความมั่นคงในโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของ บสย. F.A. Center คุณสุรชัยกล่าวว่า กลุ่มหลัก ได้แก่ ลูกหนี้ธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งจะเป็นลูกค้าของสถาบันการเงินไหนก็ได้ จะเป็นลูกค้าของ บสย. หรือไม่ก็ได้ หรือแม้แต่รายที่ยังไม่เคยขอสินเชื่อมาก่อนก็ใช้บริการได้ ส่วนกลุ่มเป้าหมายอีกกลุ่มที่ศูนย์ฯ ให้น้ำหนักมากขึ้น ได้แก่ กลุ่มแรงงานและอาชีพอิสระ โดยศูนย์ฯ จะมีกิจกรรมและหลักสูตรอบรมทั้งที่ทำเองและร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ มุ่งเน้นให้ความรู้ทางการเงินควบคู่กับการฝึกอาชีพและเริ่มต้นสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง


ก่อนการแก้หนี้ ต้องวินิจฉัย "อาการป่วย"

 

คุณสุรชัยเชื่อว่า "สำหรับธุรกิจ SMEs ถ้าคนทำธุรกิจป่วย ยังไงธุรกิจก็ป่วย" ในฐานะหมอหนี้ เขาใช้วิธีวินิจฉัยความรุนแรงของวิกฤตโควิด 19 จากผลกระทบต่อ SMEs ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา โดยประเมินจากผู้ประกอบการกว่า 1,300 ราย ที่เข้ามาใช้บริการที่ บสย. F.A. Center พบว่าแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

 

กลุ่ม 1 "ป่วยเล็กน้อย" คือ SMEs ที่รายได้หายไปราว 10-20% จากรายได้ปกติ แต่ยังมีความสามารถในการชำระหนี้และประคองธุรกิจต่อไปได้

 

กลุ่ม 2 "ป่วยปานกลาง" คือ SMEs ที่รายได้หายไปประมาณ 50% จากรายได้ปกติ สภาพคล่องธุรกิจเริ่มสะดุด และความสามารถในการชำระหนี้สินเริ่มติดขัด

 

กลุ่ม 3 "ป่วยหนัก" คือ SMEs ที่รายได้หายไปมากกว่าปกติถึง 80-90% บางรายอาจถึง 100% เลยก็มี ค้างชำระหนี้จนกลายเป็นหนี้ NPL หรือถูกฟ้องร้องไปแล้ว และ

 

กลุ่ม 4 "ป่วยแต่ไม่รู้ตัว" คือผู้ประกอบการที่ไม่รู้ว่าธุรกิจเริ่มป่วยหรือป่วยแล้ว เพราะรายได้ยังคงเป็นปกติ แต่กำไรลดลงและมีอาการหมุนเงินไม่ทัน มีปัญหาการเก็บเงินจากลูกหนี้การค้าเริ่มช้าลง ส่งผลให้กระแสเงินสดเริ่มตึงตัว

 

คุณสุรชัยเล่าว่า วิกฤตโควิด 19 ช่วงแรก สัดส่วน SMEs ในกลุ่ม 1 และ 2 มีสัดส่วนค่อนข้างมาก แต่หลังการระบาดช่วงต้นปี 2564 สัดส่วนของ SMEs ในกลุ่ม 2 และ 3 เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมี "ปัญหาซ้อนปัญหา" กล่าวคือ ผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่มีหนี้หลายธนาคารและหลายประเภท ทั้งหนี้ธุรกิจ หนี้ส่วนบุคคล หนี้เช่าซื้อ หนี้กรรมการ ฯลฯ แม้แต่หนี้นอกระบบ เพื่อนำหนี้มาหมุนใช้ในธุรกิจและใช้จ่ายส่วนตัว ทำให้เกิดภาระหนี้สินเกินขีดความสามารถที่จะชำระหนี้ได้ กลายเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวในที่สุด

 

"ปฐมเหตุของการเจ็บป่วยทางธุรกิจคือ 'รายได้ตก' ถ้ารายได้ไม่เข้ามาหรือรายได้ไม่พอ การแก้ปัญหาหนี้ทั้งหลายก็ทำได้ยาก ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจ หรือแม้แต่การดำรงชีวิต ก็ติดขัดไปหมด การเจ็บป่วยทางธุรกิจก็เหมือนกับการติดเชื้อไวรัส คือต้องรักษาตามอาการ รักษาให้ตรงจุด ต้องใช้เวลา สิ่งสำคัญคือ ต้องชี้ให้ผู้ประกอบการรับรู้ถึงต้นตอปัญหาที่แท้จริง โดย 'หมอหนี้' จะทำหน้าที่ตรวจเช็คและวินิจฉัยธุรกิจให้ว่า ตรงไหนของกิจการที่ต้องรีบแก้ไขปรับปรุง โดยจะแนะนำแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับกิจการนั้น ๆ ให้ผู้ประกอบการตัดสินใจดำเนินการ"

 

 

หมอหนี้สุรชัยเล่าว่า แนวทางวินิจฉัยสาเหตุของการเจ็บป่วยทางธุรกิจของ SMEs มีทั้งการพูดคุย สอบถามข้อมูลจากตัวเจ้าของกิจการโดยตรง ศึกษาข้อมูลกิจการจากเว็ปไซต์ โซเชียลมีเดียและแหล่งข้อมูลอื่น ๆ รวมถึงการวิเคราะห์งบการเงินของกิจการย้อนหลัง 3 ปี ควบคู่กับการพิจารณาแนวโน้มธุรกิจและสถานการณ์เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของผู้ประกอบการนั้น ๆ จากนั้นจึงพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาธุรกิจและแก้ปัญหาหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้กลับไปปรับปรุงตัวและธุรกิจ ซึ่งก็คือการทำแผนปรับธุรกิจพร้อมทั้งแผนการชำระหนี้สำหรับใช้ประกอบการเสนอเจ้าหนี้อย่างเป็นทางการต่อไป

 


"กู้เงิน" หรือ "แก้หนี้" เริ่มที่ปรับธุรกิจของตัวเอง

 

 

คุณสุรชัยกล่าวว่า "กุญแจสำคัญ" ในการแก้หนี้ธุรกิจอย่างยั่งยืน คือต้องทำให้ธุรกิจมีรายได้ แต่ส่วนใหญ่เมื่อรายได้เริ่มติดขัด กำไรลดลง กระแสเงินสดเริ่มขาดมือ ผู้ประกอบการมักเลือกใช้วิธีขอกู้เพิ่มเพื่อนำเงินมาสำรองจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการในช่วงที่รายได้ลดลงเพื่อหวังว่าจะต่อลมหายใจธุรกิจได้ช่วงระยะหนึ่ง แต่หลังจากวินิจฉัยข้อมูลและองค์ประกอบทางธุรกิจโดยละเอียดแล้ว พบว่ามีหลายกิจการไม่จำเป็นต้องสร้างหนี้เพิ่ม ยังมีช่องทางในการบริหารเงินสดได้ด้วยตัวเอง อาจเปลี่ยนลูกหนี้การค้าและสต็อคสินค้าหมุนกลับมาเป็นกระแสเงินสดได้พอสมควร รวมทั้งการปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงบางส่วนก็ทำให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปโดยไม่ต้องกู้ให้มีภาระเพิ่มมากกว่าเดิม หรือบางกิจการที่ต้องการขยายธุรกิจในช่วงวิกฤติโควิดซึ่งดูจากรายได้ก็ดูเหมือนไม่มีปัญหา แต่กลับพบว่าหากกู้เพิ่ม ธุรกิจอาจไปไม่รอด เพราะกิจการเริ่มมีปัญหาสภาพคล่องและความสามารถชำระหนี้โดยที่ผู้ประกอบการไม่รู้ตัว

 

 

"มากกว่าการให้คำปรึกษาเพื่อการขอสินเชื่อหรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สิ่งที่ บสย. F.A. Center ทำ คือให้คำแนะนำเชิงลึกในการ "ปรับธุรกิจ" โดยวิเคราะห์จากข้อมูลของลูกหนี้ พร้อมกับหาทางเลือกที่มากขึ้น และแนวทางปฏิบัติที่คิดว่าเหมาะสมมากกว่า เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะมองตัวเองไม่ชัดทุกมิติ การแก้ปัญหามักจะคิดถึงการขอกู้เพิ่มก่อนเป็นอันดับแรก ทั้งที่อาจมีหลายแนวทางที่สามารถทำได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ "ปรับธุรกิจ" ให้กระชับรัดกุมและแข็งแกร่ง เป็นกุญแจสำคัญที่สุดที่จะนำพาธุรกิจให้รอดวิกฤติโควิดครั้งนี้"

 

 

คุณสุรชัยเล่าว่า ผู้ประกอบการ SMEs จำนวนมากไม่รู้ว่า กระแสเงินสดของธุรกิจตนจมไปกับลูกหนี้การค้าหรือสินค้าคงคลังมากเกินไป จนกลายเป็นต้นตอของปัญหาสภาพคล่อง ดังนั้น จากแรกเริ่มเดิมทีที่ลูกหนี้มาพบเพื่อรับคำปรึกษาเรื่องการขอสินเชื่อเพิ่ม แต่แทนที่จะต้องก่อหนี้เพิ่ม หลังพูดคุยกับ "หมอหนี้" ลูกหนี้กลับได้แนวทางแก้ปัญหาภายในธุรกิจ เช่น การบริหารจัดการสินค้าคงคลังและลูกหนี้การค้า และแนวทางการเจรจาเครดิตทางการค้ากับเจ้าหนี้การค้า ซึ่งหลักการบริหารเหล่านี้สามารถนำไปใช้ปรับปรุงกระแสเงินสดของกิจการได้ทันที

 

 

"กระแสเงินสดถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต กำไรอาจไม่มาก แต่การหมุนเวียนเงินสดไม่ติดขัด ถือว่าดีที่สุด ดังนั้น หลังจากที่เราวินิจฉัยและให้คำแนะนำเชิงลึกไป ลูกหนี้ส่วนใหญ่มองเห็นปัญหาและทางออกของตัวเองที่ชัดเจนขึ้น ได้แนวทางปรับกระบวนการค้าขายกลับไปแก้ปัญหาได้ตรงจุด ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ว่าจะกู้เงินหรือแก้หนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ลูกหนี้ต้องปรับปรุงธุรกิจก่อน แต่เพราะผู้ประกอบการ SMEs มักมองไม่เห็นต้อตอของปัญหา จึงแก้ปัญหาไม่ถูกจุด 'หมอหนี้' จะทำหน้าที่ชี้เหตุแห่งปัญหาให้ลูกหนี้กลับไปแก้ไขโดยเร็ว ก่อนยื่นกู้เงินหรือขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หลายรายแก้ปัญหาธุรกิจไปสักระยะ ปรากฏว่าไม่จำเป็นต้องใช้กู้หนี้เพิ่มเลย"

 

 

ลูกหนี้ธุรกิจเตรียมตัวอย่างไรให้ได้ "สินเชื่อ"

 

คุณสุรชัยกล่าวว่า กรณีที่ SMEs มีความจำเป็นต้องขอสินเชื่อเพิ่มจริง ๆ "หมอหนี้" จะทำหน้าที่ตรวจองค์ประกอบในการกู้เงิน โดยเฉพาะเอกสารทางการเงินที่จำเป็น เพื่อดูว่าถูกต้อง ครบถ้วน และเพียงพอหรือไม่ พร้อมทั้งแนะนำผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่เหมาะกับกิจการและมีโอกาสกู้ได้ภายใต้ข้อจำกัดที่ SMEs หรือลูกหนี้รายนั้นมี เพื่อเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อได้สำเร็จ

 

"การกู้เงินอยู่บนฐานความเชื่อถือบวกความเชื่อมั่น ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบุคคล หรือสินเชื่อธุรกิจ จึงต้องมีการพิจารณาข้อมูลและองค์ประกอบหลายอย่าง เพราะเจ้าหนี้จะปล่อยกู้โดยดูความน่าเชื่อถือตัวผู้กู้และธุรกิจ และต้องเชื่อมั่นว่าจะมีโอกาสได้รับชำระหนี้คืนครบถ้วน ฉะนั้น ถ้าอยากจะกู้ผ่าน ลูกหนี้ต้องทำการบ้าน อย่างน้อยต้องรู้ว่าเวลาเจ้าหนี้พิจารณาสินเชื่อ จะดูจากตรงไหนบ้าง"

 

หมอหนี้สุรชัยสรุปว่า เกณฑ์ในการวิเคราะห์สินเชื่อของธนาคารส่วนใหญ่ ประกอบด้วย 3 เกณฑ์สำคัญ ได้แก่ (1) เกณฑ์คุณสมบัติผู้กู้ (2) เกณฑ์ความสามารถในการชำระหนี้ และ (3) เกณฑ์การปิดความเสี่ยงของสินเชื่อ ซึ่ง "ไส้ใน" ของเกณฑ์เหล่านี้ ประกอบด้วยข้อมูลและเอกสารหลายอย่าง เช่น ประวัติทางการเงิน งบการเงิน รายการเดินบัญชี และแผนธุรกิจ ฯลฯ นอกจากนี้ ข้อมูลที่ใช้พิจารณาสินเชื่อยังมองได้ 3 มิติ ได้แก่ (1) ข้อมูลอดีต เช่น ประวัติทางการเงิน รายการเดินบัญชี ประวัติกิจการ ผลประกอบการที่ผ่านมา ฯลฯ (2) ข้อมูลปัจจุบัน เช่น ผลประกอบการปัจจุบัน สถานการเงิน ความสามารถทางธุรกิจ และ (3) ข้อมูลอนาคต เช่น แผนธุรกิจ

 

หมอหนี้สุรชัยมองว่า จุดอ่อนสำคัญที่ทำให้ SMEs มักขอสินเชื่อไม่ผ่าน ได้แก่ ปัญหาเอกสาร โดยเฉพาะเอกสารทางด้านบัญชี ภาษี และการเงิน เนื่องจากผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ และไม่ได้บันทึกการดำเนินธุรกิจเข้าระบบอย่างเหมาะสม เรื่องระบบบัญชี ภาษี และการเงิน ซึ่งเป็นข้อมูลหลักของกิจการและถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขอสินเชื่อกับธนาคาร

 

"ข้อมูลของเรา เราต้องรู้ตัวเองดีที่สุดว่าติดขัดเรื่องอะไรหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติทางการเงิน การเดินบัญชี งบการเงิน ผลประกอบการ ควรประเมินตัวเองก่อนยื่นกู้ เพราะการยื่นกู้โดยที่คุณสมบัติไม่ครบหรือติดขัด อาจทำให้เราไม่สามารถยื่นขอกู้กับธนาคารแห่งนั้นได้อีกนาน ดังนั้น ถ้าติดขัดตรงไหน ก็แก้ไขตรงนั้นก่อน บางเรื่องใช้เวลาไม่มาก บางเรื่องอาจใช้เวลานาน ก็ควรจะปรับก่อนยื่นเรื่อง นอกจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวธุรกิจแล้ว สิ่งที่ต้องทำควบคู่กับการขอสินเชื่อคือแผนธุรกิจ ข้อมูลในแผนธุรกิจที่ชัดเจนจะช่วยอธิบายให้เจ้าหนี้รู้จัก มองเห็น และเกิดความเชื่อมั่นในตัวลูกหนี้ โอกาสกู้ผ่านก็มีสูง"


How to เอาตัวรอดจากปัญหาหนี้ในภาวะวิกฤต

 

คุณสุรชัยมองว่า ผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นหนี้สะสมจนแก้ยาก ส่วนใหญ่มักคาดการณ์คลาดเคลื่อน หลายคนมองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวในเร็ววันหรือในเวลาไม่กี่เดือน จึงยอมแบกภาระหนี้ต่อไป ยิ่งกว่านั้น บางรายยอมกู้หนี้เพื่อมาโปะหนี้ ทำให้หนี้สินท่วมตัว ทั้งนี้ หมอหนี้สุรชัยได้แนะแนวทางรับมือปัญหาหนี้ช่วงวิกฤตโควิด 19 โดยให้ยึดหลักสำคัญ 3 ข้อ

 

1. หลัก "กำลังใจ" เพราะหากลูกหนี้หรือผู้ประกอบการมัวแต่จมกับปัญหา ความเครียด ความทุกข์ ย่อมไม่มีกำลังใจที่จะเดินหน้าต่อไป คุณสุรชัยแนะนำวิธีคิดเพื่อสร้างกำลังใจในยุคโควิด 19 ว่า แค่ตื่นมาแล้วยังแข็งแรง ยังมีครอบครัวและคนที่อยู่เคียงข้าง และยังสามารถทำธุรกิจเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีแล้ว

 

2. หลัก "ตัดสินใจ" อย่ายื้อหรือซื้อเวลา ด้วยการมองโลกในแง่ดีว่า อีกไม่นานวิกฤตโควิด 19 จะหมดไป คุณสุรชัยมองว่าวางแผนไปล่วงหน้าได้เลยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจจะแย่เช่นนี้ไปอีก 1 ปี แต่ถ้าวิกฤตจบเร็วกว่านั้นก็ถือเป็น "กำไร" ส่วนสิ่งที่ต้องตัดสินใจมีอยู่ด้วยกัน 5 ประการ ได้แก่ ลด – เพิ่ม – เปลี่ยน – หยุด - เลิก

 

"สถานการณ์โควิด 19 เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แต่การตัดสินใจเป็นสิ่งที่เราควบคุมเองได้ เริ่มจากตัดสินใจ ลด - เป็นการตัดสินใจที่ทำได้เร็วที่สุด และต้องทำเป็นสิ่งแรก ได้แก่ ลดการกิน ลดการใช้ ลดทุกรายจ่ายที่ไม่จำเป็นหรือจำเป็นน้อยให้ได้ ลดภาระการจ่ายหนี้ด้วยการไปเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ฯลฯ เพิ่ม – คือการ เพิ่มรายได้ เพิ่มมากเพิ่มน้อยก็ต้องคิดและทำ อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา เปลี่ยน - ปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงธุรกิจ เปลี่ยนกระบวนการทำงาน เปลี่ยนกระบวนการผลิต หยุด - ชะลอค่าใช้จ่ายหรือการลงทุนในกิจการที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนทุกชนิดออกไปก่อน และ เลิก - เมื่อถึงเวลา อาจต้องเลิกและขายกิจการเพื่อหยุดความเสียหายและนำเงินไปชำระหนี้เพื่อตัดภาระหนี้และดอกเบี้ยให้เหลือน้อยที่สุด

 

"ปัญหาคือ ลูกหนี้ส่วนใหญ่จะไม่กล้าตัดสินใจ หรือตัดสินใจไม่เด็ดขาด ก็ยิ่งทำให้ปัญหาหนี้เลวร้าย ถ้ารีบตัดสินใจ ถึงจะมีหนี้หลายประเภท ก็ค่อย ๆ แก้ไปทีละส่วน เหมือนที่เราค่อยๆ ดึงขาออกจาก 'โคลนหนี้' พอเศรษฐกิจกลับมาดี เราก็จะกลับมาวิ่งได้เร็วกว่าคนอื่น แต่ถ้าไม่จัดการหนี้ ก็จมโคลนหนี้ไปเรื่อย ๆ จนที่สุดก็ขยับตัวต่อไปไม่ได้"

 

3. หลัก "ตัดใจ" คือต้องตัดใจเรื่องการขายทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ เพราะการแก้หนี้มีอยู่ 2 หนทาง ได้แก่ เงินจากรายได้ธุรกิจ หรือเงินจากการขายทรัพย์สิน เพื่อไปปิดหนี้ให้หมดไปหรือเหลือหนี้น้อยที่สุด

 

"แม้ขาดทุน ก็อาจต้องพิจารณายอมขาย โดยเฉพาะทรัพย์สินที่ไม่ได้สร้างรายได้ เพราะกำไรที่แท้จริงจะมาจากการที่ไม่ต้องมีภาระหนี้และดอกเบี้ย เพราะเชื้อโควิด 19 หยุดทุกอย่าง แต่ไม่หยุดดอกเบี้ย ดอกเบี้ยและหนี้วิ่งเร็วมาก โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ หนี้บัตรกดเงินสด หนี้สินเชื่อบุคคล ฉะนั้น ยิ่งปลดหนี้ได้เร็วก็ยิ่งลดภาระลงได้มาก คนส่วนใหญ่เสียดายที่จะขายทรัพย์สินที่หามาได้ ซึ่งความเสียดายมักนำความเสียใจมา เพราะในที่สุดถ้าลูกหนี้ไม่ขายเอง เจ้าหนี้ก็จะใช้สิทธิทางกฎหมายดำเนินการบังคับคดีถึงขั้นยึดทรัพย์ขายทอดตลาดในที่สุด ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้จะถูกขายทอดตลาดในราคาถูก จนอาจปลดหนี้ไม่หมดแต่ทรัพย์สินหมดแล้ว และเจ้าหนี้ก็จะตามเล่นงานกับทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้ต่อไป"

 

หมอหนี้สุรชัยย้ำว่า หากตั้งหลักเร็ว ก็แก้ปัญหาได้เร็ว และเมื่อถึงจุดต้องตัดสินใจ ก็ต้องตัดสินใจให้เร็ว ไม่ยื้อ ไม่ซื้อเวลา และถ้ายังมีทรัพย์สิน ก็ต้องตัดใจให้เร็ว ยิ่งทำให้ตัวเบาจาก "โคลนหนี้" โอกาสที่จะได้กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังวิกฤตผ่านไป ก็จะเร็วตามไปด้วย คุณสุรชัยย้ำว่า ลูกหนี้บุคคลก็สามารถนำหลักการ 3 ข้อนี้ไปแก้หนี้ส่วนบุคคลได้


ถอดบทเรียนวิกฤตโควิด 19 ถึงลูกหนี้ทุกประเภท

 

"วิกฤตโควิด 19 สอนเราหลายเรื่อง สอนให้รู้ว่า สถานการณ์เลวร้ายอย่างที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ จึงไม่ควรประมาท เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ ยอดขายที่เคยได้อาจหายไปแบบฉับพลัน บริษัทที่เคยมั่นคงอาจปิดตัวได้ ดังนั้น จำเป็นต้องหารายได้มากกว่า 1 ช่องทาง ธุรกิจก็ควรหาลูกค้าหลายกลุ่ม เป็นต้น และวิกฤตนี้ตอกย้ำว่า ต้องมีแผนสำรองเพื่อรับมือสถานการณ์ที่เลวร้ายสุด ๆ เสมอ และความรู้ทางการเงินเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะในการทำธุรกิจ"

 

คุณสุรชัยกล่าวว่า จริง ๆ แล้ว ภายใต้วิกฤตที่มีความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้ หลักคิดที่ดีที่สุดสำหรับลูกหนี้ คือ "การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ" หรือถ้าจำเป็นที่ต้องก่อหนี้ก็ให้มีหนี้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นจริง ๆ ส่วนลูกหนี้ที่เป็นหนี้อยู่แล้ว ต้องพยายามลดหนี้หรือแก้หนี้เพื่อให้ "ตัวเบา" ที่สุด และถ้าไม่จำเป็น อย่าเพิ่งก่อหนี้เพิ่มในช่วงวิกฤติที่ยังไร้จุดจบนี้ หรือหากจำเป็นจริง ๆ ต้องก่อหนี้ ก็ควรต้องก่อหนี้เพื่อสร้างรายได้ ไม่ใช่ก่อหนี้เพื่อใช้จ่ายที่ไม่เกิดรายได้ และจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการบริหารหนี้ให้มากกว่าเดิม สิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับช่วงวิกฤตเช่นนี้ คือการก่อหนี้เพื่อจ่ายหนี้ ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาด

 

อย่างไรก็ดี สำหรับลูกหนี้ที่จำเป็นต้องก่อหนี้ในช่วงวิกฤตเช่นนี้ หมอหนี้สุรชัยย้ำว่า ก่อนคิดจะกู้ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่อธุรกิจ จำเป็นต้องมีการวางแผนที่เข้มข้นและเข้มงวดใน 3 เรื่อง ได้แก่ (1) วางแผนหาเงินให้รัดกุม เพราะรายได้เป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยากหรือควบคุมไม่ได้ (2) วางแผนใช้เงินให้รัดกุม ซึ่งการใช้เงินเป็นสิ่งที่ลูกหนี้สามารถควบคุมได้มากกว่า ยิ่งใช้จ่ายน้อย ความจำเป็นต้องกู้ก็ลดลง และ (3) วางแผนใช้หนี้ไว้ล่วงหน้า

 

นอกจากนี้ คุณสุรชัยกล่าวว่า วิกฤตโควิด 19 ยังสอนบทเรียนสำคัญแก่ SMEs ได้แก่ การรับมือกับวิกฤตให้ดีที่สุด ต้องมาจากการสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจอย่างจริงจังและยั่งยืน โดยสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำคือ (1) วางแผนการเติบโตทางธุรกิจแบบรากแก้ว เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง ไม่ใช่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดที่ขาดพื้นฐานความมั่นคงทางธุรกิจ (2) วางแผนการเติบโตด้วยทุนและกำไรสะสม ไม่ใช่การเติบโตด้วยการเป็นหนี้ (3) มีแผนธุรกิจและแผนสำรองสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เพื่อการบริหารธุรกิจที่ไม่สะดุดแม้มีวิกฤต และ (4) ผู้ประกอบการต้องหมั่นเติมความรู้ทางการเงินสำหรับบริหารจัดการธุรกิจอยู่เสมอ

 

สำหรับลูกหนี้ SMEs  ที่ต้องการปรึกษาปัญหากับทีม "กูรูหมอหนี้" แห่ง บสย. F.A. Center สามารถรับคำปรึกษาฟรี โดยลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ "โครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน" www.bot.or.th/app/doctordebt/

   

>> ชมคลิปวีดิโอ