​PIER กับเคล็ด (ไม่) ลับ

ในการสร้างเครือข่ายและสื่อสารทางวิชาการ

เป็นที่ทราบกันดีว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและสังคมให้ได้ประสิทธิผลและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนนั้น จำเป็นต้องอาศัยพื้นฐานการวิเคราะห์วิจัยอย่างมีหลักการ ไม่เลื่อนลอย ทั้งนี้ องค์ประกอบสำคัญในการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคมและเชื่อมต่อไปยังการกำหนดและดำเนินนโยบาย คือ "การมีพื้นที่ส่วนกลางทางวิชาการ" เพื่อรวบรวมผลงานวิจัยที่กระจัดกระจายอยู่ในองค์กรต่าง ๆ และนำมาเผยแพร่ในวงกว้าง เอื้อให้ผู้ดำเนินนโยบายเองสามารถเข้าถึงความรู้ที่มีอยู่ได้อย่างสะดวกและทันท่วงที

 

 

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) จึงถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เล็งเห็นความสำคัญของการกำหนดและดำเนินนโยบายที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิชาการดังกล่าว โดยมีเป้าประสงค์ให้ PIER เป็นองค์กรที่มุ่งสร้างงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์อย่างเป็นอิสระทางวิชาการ ผ่านการคัดกรองโดยบุคลากรในแวดวงวิชาการที่เข้มแข็ง เป็นพื้นที่ส่วนกลางที่เปิดกว้างสำหรับการเผยแพร่งานวิจัยที่มีคุณภาพ และเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงนักวิจัยกับทรัพยากรต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างการรับรู้ต่อผู้ดำเนินนโยบายและผลักดันนโยบายเศรษฐกิจและสังคมไทยให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานการวิเคราะห์วิจัยที่ดีต่อไป

 

 

นับแต่แรกก่อตั้งองค์กร PIER ได้สร้างองค์ความรู้และตกผลึกเป็นผลงานของนักวิจัยทั้งภายในและภายนอก ธปท. กว่า 500 บทความในรูปแบบต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังได้สร้างองค์ความรู้ผ่านการให้ทุนแก่นักวิจัยภายนอกอย่างต่อเนื่อง โดยประกอบไปด้วยทุนวิจัยเพื่อตอบโจทย์ในการดำเนินนโยบายของ ธปท. และทุนวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ให้กับสาธารณชนและวงการวิชาการระดับประเทศ ตลอดจนการสร้างเว็บไซต์ศูนย์รวมข้อมูลเศรษฐกิจไทย ซึ่งมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลเศรษฐกิจไทยให้สามารถใช้งานได้ง่ายและไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยดึงดูดและสร้างแรงจูงใจให้นักวิชาการได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยด้วย

 

การผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพและเผยแพร่ออกไป เพื่อสร้างการรับรู้และรับช่วงต่อของผู้ดำเนินนโยบายที่ไม่จำกัดอยู่แค่ ธปท. แต่ขยายไปถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่น ๆ ตลอดจนสาธารณชนในวงกว้างแบบไม่นำงานวิจัย "ไปขึ้นหิ้ง" นั้น จำเป็นต้องอาศัย "การสร้างเครือข่ายทางวิชาการ" ที่เข้มแข็ง และเชื่อมโยงให้ผู้ดำเนินนโยบายภาครัฐ และองค์กรภาคเอกชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งจะเอื้อให้นำองค์ความรู้ดังกล่าวไปปรับใช้ได้จริง โดยใช้ "การสื่อสาร" ที่เข้าใจชัดเจนเหมาะสมกับผู้รับสาร

 

ดังนั้น การสร้างเครือข่ายทางวิชาการและการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญยิ่ง ซึ่งถือเป็นภารกิจท้าทายที่ PIER ได้ทำมาตลอดและจะทำต่อไป อันเป็นสาระสำคัญในบทความนี้ที่ผู้เขียนตั้งใจนำมาเล่าสู่กันฟัง พร้อมตกผลึกเคล็ด (ไม่) ลับที่จะเอื้อให้ภารกิจนี้สำเร็จได้ ในฐานะนักวิจัยคนหนึ่งที่ได้เห็น PIER มาตั้งแต่แรกก่อตั้ง

 

การมุ่งสร้างเครือข่ายทางวิชาการที่เข้มแข็งต้องอาศัย "คุณภาพ" "ความต่อเนื่อง" และ "ความเชื่อมโยง" กับผู้นำงานวิจัยไปใช้งานจริง

 

นอกเหนือจากนักวิจัยของ PIER เองที่ได้สร้างองค์ความรู้และผลิตงานวิจัยออกมาอย่างต่อเนื่องแล้ว PIER ยังทำหน้าที่สร้างเครือข่ายทางวิชาการโดยเฟ้นหาและผสานความร่วมมือกับนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศที่ผลิตงานวิจัยคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งได้มีนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศด้านเศรษฐศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้อง จากสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย องค์กรภาครัฐ และภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตและนำเสนอผลงานวิจัยที่มีคุณภาพดี รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อมุ่งให้เกิดการพัฒนางานวิจัย จำนวนรวมทั้งสิ้นเกือบ 250 ท่าน พร้อมกันนี้ ยังมุ่งขยายเครือข่ายนักวิชาการในต่างประเทศให้กว้างขวางอย่างต่อเนื่องด้วย เช่น การประสานกับ J-PAL Southeast Asia เพื่อร่วมกันสร้างเครือข่ายนักวิชาการในภูมิภาค อันจะทำให้การผลิตและเผยแพร่ผลงานวิจัยคุณภาพดีขจรขจายไปไกลระดับสากล

 

PIER ยังได้ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงฐานข้อมูลขนาดใหญ่อันทรงคุณค่าและมีประโยชน์ต่อการทำวิจัย เช่น ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของหนี้รายสัญญาของเครดิตบูโร (National Credit Bureau: NCB) ซึ่งครอบคลุมข้อมูลหนี้ครัวเรือนกว่า 60 ล้านสัญญา ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของเงินฝากรายบัญชีจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (Deposit Protection Agency: DPA) ที่ครอบคลุมกว่า 80 ล้านบัญชี นอกจากนี้ PIER ยังประสานความร่วมมือเพื่อผลักดันให้สามารถนำงานวิจัยที่ผลิตออกมาไปใช้ได้จริง ไม่ขึ้นหิ้งอีกด้วย อาทิ

 

(1) การจัดงานเสวนา PIER Policy Forum "" กว่า 8 ครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ประกอบการภาคเอกชน ผู้ดำเนินนโยบาย นักวิชาการ และนักวิเคราะห์ในหลากหลายอุตสาหกรรมให้ได้ข้อเสนอแนะแนวทางช่วยเหลือและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้จริงในช่วงวิกฤตโควิด 19 และการยกระดับการแข่งขันในระยะยาว

 

(2) การจัดงานเสวนา PIER Policy Forum "" กว่า 11 ครั้ง เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายของภาครัฐในประเด็นความยั่งยืน อันประกอบไปด้วยสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, Governance: ESG) ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญและได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน พร้อมนำองค์ความรู้ไปใช้ในการดำเนินธุรกิจจริงของภาคเอกชนต่อไป

 

(3) โครงการสนามทดลองเพื่อพัฒนาระบบประกันภัยพืชผลและสินเชื่อเกษตรด้วยเทคโนโลยีและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง 6 หน่วยงาน ได้แก่ PIER กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบการประกันภัยพืชผลและสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพยั่งยืนขึ้น และสามารถนำไปใช้จริงในวงกว้างกับเกษตรกรทั่วประเทศ

 

การสื่อสารทางวิชาการต้องมีประสิทธิภาพ คือ "เข้าถึง" ผู้รับสารแต่ละกลุ่ม

 

PIER สื่อสารผลงานวิจัยโดยเผยแพร่ผ่านบทความต่าง ๆ และจัดกิจกรรมทางวิชาการในหลายรูปแบบเป็นประจำ โดยมุ่งเป้าผู้รับสารในแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับผู้รับสาร โดยแบ่งออกได้ ดังนี้

 

(1) การสื่อสารระหว่างนักวิชาการด้วยกันเอง : ลักษณะการสื่อสารจะมีความเป็นวิชาการสูงที่สุดในบรรดาการสื่อสารทั้งหมด โดยผ่านบทความวิจัยฉบับเต็ม () การจัดเวทีให้นักวิชาการนำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเข้มข้น ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการ ( และ ) และในรูปแบบที่เป็นกันเองสำหรับงานวิจัยลักษณะ work in progress (PIER Research Exchange)

 

 

(2) การสื่อสารกับผู้ดำเนินนโยบายและผู้ที่มีความสนใจงานวิชาการ : ลักษณะการสื่อสารจะมีความเป็นวิชาการรองลงมาจากการสื่อสารระหว่างนักวิชาการด้วยกันเอง และเน้นการหารือในเชิงนโยบายเพื่อนำไปปฏิบัติจริง อาทิ บทความ บทความวิจัยฉบับย่อ () การจัด เพื่อพูดคุยในประเด็นทางนโยบายที่เฉพาะเจาะจงกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น Industry Transformation ที่กล่าวไปแล้ว การจัดงาน Thailand's Sustainable Green Growth: Embedding Resilience ร่วมกับ United Nations เพื่อนำเสนอ แลกเปลี่ยน และสร้างข้อถกเถียงในประเด็นด้านความยั่งยืน

 

 

(3) การสื่อสารกับสาธารณชน : ลักษณะการสื่อสารจะเน้นการฟังเข้าใจง่ายที่สุด และชี้นำความคิดด้านนโยบายสาธารณะ อาทิ บทความขนาดสั้นผ่านคอลัมน์ ของสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า รวมทั้งบทความใน และการนำเสนอชุดข้อมูลที่น่าสนใจผ่าน การจัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี () ซึ่งเป็นเวทีวิชาการชั้นนำของประเทศที่มีผู้เข้าร่วมนับพันคน และมีบทบาทสำคัญในการจุดประกายความคิดในสังคม โดยในปีล่าสุด (2564) จัดภายใต้หัวข้อ "สร้างภูมิคุ้มกัน ผลักดันเศรษฐกิจไทย" ในรูปแบบออนไลน์ และเปิดให้ประชาชนทั่วไปร่วมรับชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งได้นำเสนอการออกแบบนโยบายในด้านต่าง ๆ เพื่อรับมือกับความท้าทายและความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ผ่านการเรียบเรียงและสื่อสารงานวิจัยให้เข้าใจง่าย มุ่งเข้าถึงสาธารณชนและนำไปปรับใช้ได้จริง (มีผู้ชมการถ่ายทอดสดกว่า 18,000 คน) การจัด เพื่อสื่อสารผลงานวิจัยกับสื่อมวลชนและสาธารณะ เพื่อผลักดันผลงานวิจัยสู่วงกว้าง เช่น โครงการวิจัย "คิดต่าง อย่างมีภูมิ" เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางความคิดในสังคมไทย "ระบบจัดการรายได้ผู้สูงอายุ : ควรปรับเปลี่ยนอย่างไรให้เพียงพอและยั่งยืน" เพื่อออกแบบและปรับเปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับระบบประกันสังคมภาคบังคับและระบบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

 

 

ทั้งนี้ PIER ได้สื่อสารงานวิชาการด้วยบทความและกิจกรรมต่าง ๆ ข้างต้นผ่านช่องทางหลากหลาย เช่นโซเชียลมีเดียและคลิปวิดีโอ ซึ่งทำให้การนำเสนอข่าวสารโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและสังคมของหน่วยงานและสื่อมวลชนต่าง ๆ มีการอ้างอิงถึงงานวิจัยของ PIER อย่างสม่ำเสมออีกด้วย


การต่อยอดเครือข่ายและการสื่อสารยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำต่อไปในอนาคต

 

มองไปข้างหน้า ด้วยความมุ่งมั่นว่า PIER จะเป็นชื่อแรกที่วงการวิชาการ ผู้ดำเนินนโยบาย และสาธารณชนทั้งในและต่างประเทศนึกถึงเมื่อต้องการองค์ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย การผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพยังคงเป็นภารกิจหลักของ PIER โดยจะมุ่งยกระดับความเป็นเลิศทางวิชาการ รวมทั้งมุ่งส่งเสริมพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญต่อไป ขณะเดียวกัน PIER จะยังคงสื่อสารระหว่างนักวิชาการ ผู้ดำเนินนโยบาย และสาธารณชนผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างเหมาะสม และมุ่งต่อยอดเครือข่ายทางวิชาการ โดยจะส่งเสริมการทำวิจัยร่วมกับนักวิจัยต่างประเทศ เพื่อให้นักวิจัยไทยได้ก้าวทันพรมแดนทางความรู้ที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ส่วนภายในประเทศจะพัฒนาความสัมพันธ์กับนักวิชาการในส่วนภูมิภาคให้มากขึ้นไปอีก เพื่อกระจายความแข็งแกร่งของวงการวิชาการไทยและเพื่อให้นักวิชาการในส่วนกลางเข้าใจปัญหาของประเทศได้ถ่องแท้ยิ่งขึ้น ตลอดจนสนับสนุนและมุ่งผลักดันการกำหนดและดำเนินนโยบายที่มีพื้นฐานของการวิเคราะห์วิจัยที่ดี ผ่านการสร้างความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนอื่น ๆ เพื่อให้งานวิจัยสามารถนำมาใช้ได้จริงและเกิดผลสัมฤทธิ์ของนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมในที่สุด