​5 เทคโนโลยีพลิกชีวิตปี 2030

การควบคุมวีลแชร์ด้วยสมอง ฺผ่านเทคโนโลยี Brain-Computer Interface (BCI) ที่มาภาพ : EPFL-CNBI_Alban Kakulya

 

 

เคยสงสัยไหมว่าโลกในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นเช่นไร เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาแบบก้าวกระโดดและมีช่วงเวลาของการพัฒนาเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าลองถอยกลับไปดูเทคโนโลยีช่วงปี 2010 ยุคนั้นเพิ่งเริ่มเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยี 3G ไปสู่ 4G และเป็นยุคเริ่มต้นของสงครามสมาร์ตโฟนที่เราเห็นกันจนชินตาในทุกวันนี้ แต่ช่วงปี 2020 โลกก็มี 5G ใช้กันแล้ว ซึ่งเร็วกว่า 4G ถึง 100 เท่า เสริมให้ Internet of Things ยิ่งแพร่หลายและแข็งแกร่งมากขึ้น artificial intelligence ถูกนำมาใช้ในภาคธุรกิจและชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น เทคโนโลยี AR และ VR ถูกนำมาใช้สร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้แก่ลูกค้า แน่นอนว่าโลกในอนาคตจะยิ่งล้ำหน้ามากกว่านี้ คอลัมน์ Global Trend ขอพาไปดู 5 เทคโนโลยีพลิกชีวิตที่น่าจับตามองในปี 2030 ว่ามีอะไรบ้าง


ปลูกถ่ายสมองกู้ความจำและเชื่อมต่อระบบคอมพิวเตอร์

 

ในอนาคตการปลูกถ่ายสมองจะเป็นมากกว่าการรักษา เว็บไซต์ Future Business Tech คาดการณ์ไว้ว่าในปี 2030 มนุษย์จะสามารถปลูกถ่ายสมองเทียมโดยการทำสำเนาสมองส่วนเล็ก ๆ เพื่อรักษาส่วนที่เสียหายจากอาการอัลไซเมอร์ โรคหลอดเลือดสมอง หรือการบาดเจ็บอื่น ๆ รวมถึงช่วยกู้ความจำที่หายไปได้ด้วย นั่นเป็นเพราะสมองเทียมนี้จะเลียนแบบการทำงานของคลื่นเคมีไฟฟ้าในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (hippocampus) ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยทำให้ความจำระยะสั้นกลายเป็นความจำระยะยาว เมื่อเครื่องมือนี้เข้าไปแทนที่สมองส่วนที่เสียหาย มันจะคาดการณ์ว่าสมองส่วนนั้นจะทำงานอะไร และจะส่งคลื่นสมองไปทดแทนส่วนที่เสียหาย คาดว่าช่วงปี 2030-2040 เทคโนโลยีนี้จะถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ และเลียนแบบการทำงานของสมองที่ซับซ้อนขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีด้านสมองที่ชื่อว่า Brain-Computer Interface (BCI) ที่เชื่อมต่อคลื่นสมองมนุษย์เข้ากับคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้สมองที่ยังดีอยู่ของคนที่เป็นอัมพาตสามารถสั่งการไปยังแขนกลหรืออุปกรณ์ช่วยเดิน หรือแม้แต่อาจจะควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น คิดให้คอมพิวเตอร์พิมพ์ออกมา ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่สนใจและลงทุนในเทคโนโลยีนี้ อย่างบริษัท Synchron ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพิ่งออกมาประกาศว่าสามารถปลูกถ่ายฝังชิป BCI ทางหลอดเลือดในสมองมนุษย์ได้สำเร็จเป็นเจ้าแรกของโลก หลังจากเคยฝังชิปในผู้ป่วยอัมพาตขั้นรุนแรง เพื่อให้สามารถส่งสัญญาณจากสมองผ่านบลูทูท โดยในอนาคตจะมีการพัฒนา BCI ที่ปรับขนาดได้ออกสู่ตลาดด้วย

 

คนไข้ชาวอเมริกันที่ได้รับการปลูกถ่าย BCI คนแรก โดยเป็นผลงานของบริษัท Synchron ที่มาภาพ : CC BY-NC-ND 2.0 Flickr / Lois Lammerhuber

 

 

ขณะเดียวกัน บริษัท Neuralink ของอีลอน มัสก์ ที่พยายามผลักดันการปลูกถ่ายสมองโดยการฝังชิปให้เป็นมากกว่าแค่การรักษาโรค แต่เข้าสู่ขอบเขตของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคด้วย โดยมุ่งหวังให้สามารถใช้บันทึกและเปิดย้อนหลังความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นได้ อีกทั้งยังสามารถอัปโหลดความทรงจำของตัวเองเพื่อสำรองข้อมูลเอาไว้ โดยนักวิจัยเชื่อว่าจะทำสำเร็จในปี 2030

 

อย่างไรก็ดี BCI ก็ยังมีประเด็นที่ต้องถกเถียงกัน เช่น ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่ออกมาจากสมอง หรือความเหลื่อมล้ำที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างคนที่สามารถเข้าถึงและไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้


ผลิตอวัยวะมนุษย์ด้วยเทคโนโลยี 3D Bioprinting

 

อีก 10 ปีข้างหน้า หากมนุษย์สูญเสียอวัยวะหรือต้องการเปลี่ยนอวัยวะก็ไม่จำเป็นต้องรอรับบริจาคอวัยวะอีกต่อไป เทคโนโลยี 3D bioprinting จะสร้างอวัยวะใหม่ให้ได้ตามต้องการเหมือนในหนังไซไฟที่เราเคยดู เทคโนโลยีนี้เป็นการรวมการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเข้ากับเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติที่สามารถขึ้นรูปร่างที่ซับซ้อนด้วยหมึกชีวภาพ (bioink) ซึ่งเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ผสมกับเซลล์และเนื้อเยื่อที่มีชีวิต โดยช่วงแรก เริ่มจากการขึ้นรูปเนื้อเยื่อและหลอดเลือดก่อนแล้วพัฒนาเป็นอวัยวะอื่น ๆ เช่น ปอด ตับ ไต กระเพาะปัสสาวะ และหัวใจ ล่าสุดนักวิจัยได้ทดลองใส่อวัยวะเทียมจาก bioink ในหนูได้แล้ว และจะเริ่มทดลองกับมนุษย์ต่อไป

 

Medical 3D printer machine is printing human heart with 3D app. The new hope of the health sector and patients awaiting transplantation.

 

เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล้ำหน้านี้จะช่วยลดปัญหาการขาดแคลนอวัยวะที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต โดยข้อมูลจาก Health Resources and Services Administration (HRSA) ของสหรัฐฯ ระบุว่า ในปี 2020 มีผู้ได้รับบริจาคอวัยวะเพื่อปลูกถ่ายเพียง 39,000 คน และมีผู้ป่วยเสียชีวิตระหว่างรออวัยวะถึง 17 คนต่อวัน ทำให้ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2021 ยังมีผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายอวัยวะอยู่กว่า 107,000 คน เชื่อว่าหลังจากปี 2030 เทคโนโลยีนี้จะสามารถสร้างอวัยวะสำคัญของมนุษย์ได้ถึง 78 ชิ้นส่วนทีเดียว

 

นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ลดความสูญเสียและอัตราการตายแล้ว เทคโนโลยีนี้ยังช่วยลดระยะเวลาการรักษา ค่าใช้จ่าย การนำเข้าเครื่องมือแพทย์ รวมถึงลดชั่วโมงการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย


Internet of Senses เปลี่ยนโลกการรับรู้ของมนุษย์ไปอย่างไร้ขีดจำกัด

 

ในอนาคต โลกเสมือนจริงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การมองเห็นและได้ยินเสียงอีกต่อไป แต่จะรวมถึงประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่จะถูกถ่ายทอดผ่านระบบดิจิทัลเพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์เสมือนจริงอย่างเต็มรูปแบบ

 

อินเทอร์เน็ตของประสาทสัมผัส หรือ Internet of Senses เป็นแนวคิดที่ทางสถาบันวิจัยระดับโลกของอีริคสัน (ผู้นำเทคโนโลยีการสื่อสาร) ปลุกกระแสขึ้น โดยเล็งเห็นว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น เครือข่ายสื่อสารความเร็วสูง (5G/6G) จะช่วยรองรับและทำให้ Internet of Senses เกิดขึ้นได้จริงในปี 2025 โดยอาจต้องเริ่มจากการพัฒนาอุปกรณ์ AR และอุปกรณ์ haptic ที่สามารถสร้างประสบการณ์การสัมผัสโดยใช้แรง การสั่น หรือการเคลื่อนไหวให้กับผู้ใช้ หรือเริ่มพัฒนาเทคโนโลยี XR ให้เกิดขึ้นก่อน และคาดว่าจะสามารถต่อยอด Internet of Senses ให้กลายเป็นระบบการสื่อสารโดยตรงจากความคิด (Thought Communication) ได้ในปี 2030

 

จากรายงาน 10 Hot Consumer Trends 2030 ของอีริคสัน ที่เป็นการสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ใช้งานเทคโนโลยี AR และ VR เป็นกิจวัตรกว่า 7,600 คนในเมืองใหญ่ทั่วโลกพบว่า พวกเขาคาดหวังให้มีการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสรูปแบบผ่านระบบดิจิทัลออนไลน์ภายในปี 2030 อาทิ (1) การใช้ความคิดเป็นอินเตอร์เฟสที่สามารถสั่งงานไปยังระบบปฏิบัติการของอุปกรณ์ดิจิทัลได้โดยตรง (2) การควบคุมเสียง โดยสามารถสร้าง digital sound bubble เพื่อกันเสียงที่ไม่ต้องการ เลือกฟังเสียงที่อยากฟัง และกำหนดเสียงของตัวเองขึ้นใหม่ได้ (3) การรับรู้รสชาติอาหารผ่านระบบอินเทอร์เน็ตโดยการนำอุปกรณ์เครื่องรับรสชาติอาหารมาไว้ในปาก (4) การรับรู้กลิ่นผ่านระบบดิจิทัล (5) การรับสัมผัสผ่านอุปกรณ์เสริมการรับรู้อย่าง wrist band หรือ arm band ทำให้สามารถรับรู้ผิวสัมผัส รูปร่าง หรือน้ำหนักของวัตถุได้

 

 

 

Professor Adrian Cheok จาก City University London สาธิตการรับรสผ่านทางอุปกรณ์ดิจิทัล ถือเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้มนุษย์สามารถรับประสาทสัมผัสผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ ที่มาภาพ : The New Ecomomy

 

 

 

หากสำเร็จ เทคโนโลยีนี้จะมีประโยชน์ด้านการเรียนการสอน การจัดงาน การแพทย์ อุตสาหกรรมการผลิต การท่องเที่ยว ธุรกิจ การตลาด การชอปปิง นอกจากนี้ ยังช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงจากการลงมือจริง ลดการเดินทาง ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดการใช้พลังงานได้อีกด้วย อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีนี้ยังมีประเด็นในด้านความปลอดภัยของข้อมูล และการปกป้องความเป็นส่วนตัวที่ต้องพัฒนาต่อไป


Nanotechnology ความจิ๋วที่เปลี่ยนชีวิต

 

นาโนเทคโนโลยีเป็นการประยุกต์สร้างวัสดุหรืออุปกรณ์ในระดับอะตอม โมเลกุล หรือชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็กในช่วง 1 ถึง 100 นาโนเมตร เพื่อให้มีคุณสมบัติพิเศษขึ้นทั้งทางด้านกายภาพเคมีและชีวภาพ ในปัจจุบันนาโนเทคโนโลยีถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์กันแดด เสื้อผ้า อาหาร สมาร์ตโฟน ไปจนถึงยา แต่ในอนาคต นาโนเทคโนโลยีจะพลิกชีวิตมนุษย์ไปอีกขั้นในหลายรูปแบบ

 

The robot and dan for Nanorobotics  concept 3d rendering

 

ในทางการแพทย์ จะมีนาโนโรบอตที่ถูกฉีดเข้าไปในระบบเลือดเพื่อค้นหาและทำลายเซลล์มะเร็ง โดยส่งยาในระดับไมโครไปยังจุดที่ต้องการรักษาได้อย่างแม่นยำ ป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดกับอวัยวะรอบข้างได้ นักวิทยาศาสตร์มองว่านาโนโรบอตสามารถลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันหรือปัญหาเกี่ยวกับการกินอาหาร รวมถึงคอยจับตาดูอาการผิดปกติต่าง ๆ และส่งข้อมูลไปยังระบบ cloud เพื่อให้แพทย์ติดตามอาการได้อย่างใกล้ชิดแบบ customize โดยไม่ต้องเดินทางไปยังโรงพยาบาล

 

เรย์ เคิร์ซวิล (Ray Kurzweil) นักประดิษฐ์และนักเขียนชาวอเมริกันคาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2030 มนุษย์จะสามารถฝังอุปกรณ์ระดับนาโน (nanomachines) เข้าไปในสมอง เพื่อเพิ่มความสามารถทางสติปัญญา ประสาทสัมผัสและความจำ มนุษย์จะสื่อสารเชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายแบบไร้สาย การอัปเกรดนี้เองจะเปลี่ยนบุคลิกภาพและหน่วยความจำมนุษย์ไปอย่างสิ้นเชิง

 

อย่างไรก็ดี ยังคงมีข้อกังวลอยู่ว่าอุปกรณ์นาโนเหล่านี้อาจเป็นพิษเมื่อเข้าสู่ร่างกายและก่อให้เกิดอันตรายได้ จึงต้องศึกษาให้ดีก่อนนำมาใช้จริงในอนาคต


จัดการไฟฟ้าอย่างชาญฉลาดด้วย Smart Grid Technology

 

smart grid technology เป็นระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่จะช่วยบริหารจัดการไฟฟ้าได้อย่างชาญฉลาด โดยออกแบบให้มีการไหลของกระแสไฟฟ้าแบบสองทิศทางและประยุกต์เทคโนโลยีหลายประเภท เช่น ระบบควบคุมแบบอัตโนมัติ ระบบสื่อสารสารสนเทศ ระบบเก็บข้อมูล รวมทั้งระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่มาใช้งานร่วมกัน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ความฉลาดของระบบนี้คือจะประเมินศักยภาพของแหล่งผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทั้งพลังงานหมุนเวียนและพลังงานจากฟอสซิล รวมทั้งสั่งการผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ข้อดีของ smart grid คือระบบไฟฟ้าจะเสถียรขึ้น ลดปัญหาการเกิดไฟฟ้าดับและปริมาณไฟฟ้าที่สูญเสียจากการส่งและจำหน่ายไฟฟ้า ความเสถียรนี้จะรองรับอุปกรณ์ smart appliances และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ทั้งยังทำให้เกิดสังคมสีเขียวที่มีคาร์บอนต่ำด้วย หลายประเทศทั่วโลกจึงหันมาสนใจพัฒนาระบบนี้มากขึ้น ในปี 2030 คาดว่าจะมีการขยายสเกล smart grid ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเชื่อมกริดทั้งประเทศเข้าด้วยกัน และจะถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในประเทศกำลังพัฒนาด้วย

 

Aerial photography of the office building of Guangzhou Financial Center

มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีนได้มีการเปิดตัวเขตทดลองโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (5G smart power grid application demonstration zone) ที่ใหญ่ที่สุดของจีนในนครกว่างโจว

 

 

เทคโนโลยีพลิกชีวิตทั้ง 5 นี้เกิดขึ้นจริงและแพร่หลายในอนาคต จะช่วยให้มนุษย์มีชีวิตยืนยาวขึ้นอย่างมีคุณภาพ ลดต้นทุน ความเสี่ยง และการสูญเสียทั้งในแง่ของบุคคล ธุรกิจ และเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เป็นสังคมสีเขียวจากการลดการใช้พลังงาน นำไปสู่สังคมที่ยั่งยืนได้ในที่สุด

 

 

ข้อมูลอ้างอิง :

The World in 2030: Top 20 Future Technologies I Future Business Tech

บริษัทในสหรัฐฯ Synchron เผยฝังชิปในสมอง ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก I Techhub

สรุปชิปฝังสมอง Neuralink เชื่อมต่อสมองได้จริง เล็งใช้รักษาโรค และพัฒนาให้ใช้สมองสั่งงานหรือโหลดความทรงจำได้ I Droidsans.com

เทคโนโลยี BCI ทำให้อนาคตเริ่มใกล้เคียงกับหนัง Sci-Fi เข้าไปทุกที! I Tuxsa Blog

3D Bioprinting เทคโนโลยีพลิกชีวิต I Trust Magazine by TISCO

3D Bioprinting อนาคตที่เราเข้าใกล้การเป็น Superhuman I MakerStation

10 Hot Consumer Trends 2030 I ericsson.com

เทคโนโลยี 5G กับการสานฝันสู่ระบบอินเทอร์เน็ตของประสาทสัมผัส I itgenius.co.th

4 Ways Nanotechnology Will Change Our Lives In 2030 I Nano Tech News

"Nanorobotics" โลกอนาคต ฉลาดล้ำ…ไร้อัตตา I Alpha Zolution

Future Impact of Nanotechnology I LIYSF

เปิดโลกอัจฉริยะ Smart Grid I EGAT



[1] Augmented Reality หรือ AR เป็นเทคโนโลยีที่นำวัตถุ 3 มิติ มาจำลองเข้าสู่โลกจริง โดยใช้เซนเซอร์ในการตรวจจับภาพ เสียง การสัมผัส หรือการรับกลิ่น แล้วจะสร้างภาพ 3 มิติขึ้นมาตามเงื่อนไขที่ได้รับ ผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่แสดงภาพได้ ส่วน Virtual Reality หรือ VR เป็นเทคโนโลยีที่จำลองสถานที่ขึ้นมาเป็นโลกเสมือน ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปอยู่ในสถานการณ์และสามารถโต้ตอบกับสถานที่หรือสิ่งแวดล้อมที่จำลองขึ้นมาได้ผ่านอุปกรณ์ ความแตกต่างของ VR และ AR คือ VR จะตัดขาดเราออกจากสภาพแวดล้อมปัจจุบันเพื่อเข้าไปสู่สภาพแวดล้อมที่จำลองขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แต่ AR จะพยายามรวบรวมหรือผสานระหว่างสภาพแวดล้อมจริง ๆ ณ ขณะนั้นเข้ากับวัตถุที่จำลองขึ้นมา

[2] Brain-Computer Interface (BCI) แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การผ่าและฝังชิปเข้าไปในสมองเพื่อเชื่อมต่อกับระบบประสาท (Invasive BCIs) และแบบที่ต้องสร้างอุปกรณ์ขึ้นมาจับสัญญาณจากภายนอก (Non-Invasive BCIs)

[3] Extended Reality หรือ XR คือการรวมเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) Augmented Reality (AR) และ Mixed Reality (MR) ไว้ด้วยกัน เป็นเทคโนโลยีเสมือนจริงที่ผสมผสานหลากหลายมิติเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมในโลกจริง สภาพแวดล้อมดิจิทัล รวมถึงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีสวมใส่