​น้ำท่วมใหญ่ ภัยธรรมชาติที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์

ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ การปฏิวัติอุตสาหกรรมนับเป็นหนึ่งในย่างก้าวสำคัญที่ได้เริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากในมิติของสภาพเศรษฐกิจและสังคมโลก ในทางกลับกัน ทรัพยากรธรรมชาติได้ถูกนำมาใช้จำนวนมาก และสร้างมลพิษจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนและการละลายของธารน้ำแข็ง ส่งผลต่อเนื่องให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น


นับตั้งแต่ปี 2423 ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ประมาณ 21-24 เซนติเมตร แม้ว่าอาจดูไม่เยอะมากนัก แต่อัตราเร่งตัวได้ทวีความรุนแรงขึ้น สะท้อนได้จากในระยะเวลา 50 ปีหลังสุด ทั่วโลกมีความถี่ของปัญหาน้ำท่วมมากกว่าในอดีต 3-9 เท่า ซึ่งเกิดจากน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นทำให้ธารน้ำแข็งละลายสถานการณ์การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้น ถ้าเราไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นถึง 3.9 เมตร ในปี 2693 หรือเปรียบเทียบให้เห็นภาพคือพื้นที่กรุงเทพฯ จะจมอยู่ใต้ทะเลประมาณ 2.4 เมตร

 

 

 

 

ที่มา: https://www.climate.gov


เหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา

 

เหตุการณ์ที่เรายังจำได้ดีคือ น้ำท่วมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2554 โดยได้เกิดน้ำท่วมใหญ่เป็นประวัติการณ์ในประเทศไทย กัมพูชา มาเลเซีย เวียดนาม ลาว โดยเกิดจากพายุไต้ฝุ่นเนสาดและไต้ฝุ่นนาลแกที่พัดถล่มในเวลาไล่เลี่ยกันประกอบกับน้ำทะเลหนุนสูงทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตเกือบ 3,000 คน และทรัพย์สินเป็นจำนวนมากของประเทศในภูมิภาคนี้ สำหรับไทย เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นภัยพิบัติน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่ากว่า 1.3 ล้านล้านบาท

 

สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมในภูมิภาคต่าง ๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่ผ่านมามีตัวอย่างดังนี้ ในปี 2564 หลายประเทศในยุโรปต้องเผชิญกับน้ำท่วมครั้งใหญ่จากฝนตกหนักที่สุดในรอบ 400 ปี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยในภูมิภาคนี้ ทั้งในเยอรมนี เบลเยี่ยม สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และอิตาลี โดยมีผู้เสียชีวิตกว่า 243 คน และในเอเชียใต้ อินเดีย ปากีสถาน เนปาล บังกลาเทศ มีมรสุมอย่างรุนแรง ทำให้เกิดน้ำท่วมซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายของบ้านเรือนจากดินถล่ม และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3.7 พันคน ซึ่งนับว่ามีความเสียหายที่รุนแรงที่สุดที่เกิดจากน้ำท่วมในรอบทศวรรษ นอกจากนี้ ในเดือนสิงหาคม 2565 ได้เกิดฝนตกรุนแรงที่สุดในรอบ 80 ปี ในประเทศเกาหลีใต้ ทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างฉับพลันในกรุงโซล สถานีรถไฟใต้ดินจมอยู่ใต้น้ำ ทำให้ประชาชนที่มีฐานะยากจนที่อาศัยอยู่ใน "พันจีฮา" หรือบ้านแบบกึ่งใต้ดิน หนีออกจากที่พักไม่ทัน จนเกิดโศกนาฏกรรมมีผู้เสียชีวิตกว่า 10 ราย


สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ในการแก้ปัญหาน้ำท่วม

 

หลายประเทศพยายามหาแนวทางการแก้ปัญหาน้ำท่วม โดยประเทศเนเธอร์แลนด์มีระบบการจัดการน้ำที่เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกคือ โครงการ "Delta Works" เป็นที่ทราบกันดีว่า พื้นที่กว่าครึ่งของประเทศเนเธอร์แลนด์อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลประสบปัญหาอุทกภัยหลายครั้งในอดีต โดยเฉพาะน้ำท่วมครั้งใหญ่ของประเทศในปี 2496 ที่ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นสถิติสูงสุดของประเทศเกือบ 2 พันราย รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จึงต้องหาแนวทางการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน และก่อตั้งโครงการ Delta Works จากการสร้างและเชื่อมต่อระบบโครงข่ายของแนวกั้นน้ำ คลองระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ ที่ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบในการป้องกันและระบายน้ำออกจากพื้นที่

 

 

ที่มา: https://watersnoodmuseum.nl/

 

 

นอกจากนี้ อีกโครงการที่ได้รับการยอมรับอยู่ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมเนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เป็นเกาะ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงสร้างโครงการบริหารจัดการน้ำ (MAOUDC) ในกรุงโตเกียว ซึ่งเป็นอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ และในเมืองสำคัญอื่น ๆ เช่น โยโกฮาม่า มีการสร้างคันกั้นน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมที่พักอาศัยของประชาชน รวมถึงมีกฎหมายบังคับให้บ้านเรือนต้องมีแหล่งเก็บน้ำจำนวนหนึ่ง เพื่อชะลอและไม่ให้เกิดน้ำท่วมกะทันหันหากมีฝนตกหนัก จากองค์ประกอบของระบบการจัดการน้ำทั้งระบบ คือ อุโมงค์ระบายน้ำ คันกั้นน้ำ และแหล่งเก็บน้ำของเอกชน ทำให้โครงการบริหารจัดการน้ำของญี่ปุ่นสามารถทำงานได้อย่างเป็นระบบ และป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

プリント

สำหรับประเทศไทย สภาวิศวกรได้มีข้อเสนอให้ก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำท่วมในกรณีฝนตกหนัก โดยหนึ่งในแนวคิดคือการสร้างแก้มลิงตามจุดต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อเป็นที่พักน้ำเอาไว้ไม่ให้เกิดน้ำท่วมก่อนที่จะถ่ายเทมายังอุโมงค์เก็บน้ำขนาดใหญ่ เพื่อระบายน้ำไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาต่อไป นอกจากนี้ ในกรณีเกิดน้ำทะเลหนุนสูง ควรมีการสร้างคันกั้นธรรมชาติ โดยการปลูกป่าชายเลนกันคลื่นเป็นแนวยาวจากจังหวัดสมุทรสงครามถึงกรุงเทพฯ และสร้างทำนบเขื่อนหินจากกรุงเทพฯ ไปถึงจังหวัดชลบุรี


สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่อาจจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้องใช้ทั้งงบประมาณมหาศาลและเวลานานในการดำเนินการ แต่เราสามารถทำคู่ขนานไปกับการลดกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งอาจจะเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนขึ้น เริ่มทำได้ทันที และทุกคนสามารถช่วยกันคนละไม้คนละมือได้เลย เช่น ลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง แยกขยะอย่างถูกวิธี ลดการใช้พลังงานฟอสซิล รวมไปถึงลดการเผาเศษวัสดุในเรือกสวนไร่นา และเปลี่ยนมาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ฯลฯ รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ปัญหาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ที่ได้มีข้อตกลงร่วมกันในการรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส (COP26) ที่ประเทศสมาชิกต้องสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงให้ได้จึงจะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

 

ถ้าเราไม่เริ่มลงมือทำในวันนี้ พรุ่งนี้อาจจะสายเกินไป และทิ้งผลกระทบที่ทั้งยิ่งใหญ่และรุนแรงไว้ให้คนรุ่นต่อไปในอนาคต

 

 

ข้อมูลอ้างอิง

https://www.climate.gov

https://www.bbc.com

https://www.reuters.com

https://thaipublica.org

https://watersnoodmuseum.nl

https://web-japan.org

https://www.thaipbs.or.th