​ก้าวพ้นกับดักการเป็นหนี้ มหกรรมร่วมใจแก้หนี้
: มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน

 

หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเรื้อรังของระบบเศรษฐกิจการเงินไทย และจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนชัดเจนขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี แม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์โควิด 19 จะคลี่คลายลง เศรษฐกิจไทยทยอยกลับมาฟื้นตัวชัดเจนขึ้น แต่การฟื้นตัวกลับยังไม่ทั่วถึง จากการติดตามภาระหนี้สินของภาคครัวเรือนอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง พบว่ามีกลุ่มลูกหนี้ที่ประสบปัญหาการชำระหนี้เนื่องจากรายได้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมทั้งยังถูกซ้ำเติมด้วยค่าครองชีพและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ลูกหนี้ที่มีเริ่มมีสถานะค้างชำระ ส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ติดต่อสถาบันการเงินเพื่อขอรับความช่วยเหลือ

 

 

กระทรวงการคลังจึงร่วมกับ ธปท. จัด "มหกรรมร่วมใจแก้หนี้ : มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน" ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2565 จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2566 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มนี้อย่างครอบคลุม ต่อเนื่อง และทันการณ์ โดยมุ่งหวังให้เป็นช่องทางช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมจากช่องทางปกติที่ลูกหนี้สามารถติดต่อเจ้าหนี้เพื่อขอความช่วยเหลือได้โดยตรง หรือลงทะเบียนผ่านทางด่วนแก้หนี้ กรณีเจรจากับเจ้าหนี้แล้วไม่ได้ข้อสรุป หรือสมัครผ่านคลินิกแก้หนี้ กรณีหนี้เสียบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน


มุ่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างทันเวลาและยั่งยืน

 

 

มหกรรมร่วมใจแก้หนี้ เป็นโครงการที่ต้องการช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาของลูกหนี้โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง อาทิ กลุ่มลูกหนี้รายย่อยที่มีรายได้น้อย แต่มีภาระหนี้สูงที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และสิ่งที่พิเศษในครั้งนี้ คือ มีเจ้าหนี้เข้าร่วมถึง 68 แห่ง ครอบคลุม market share เกือบทั้งตลาด และครอบคลุมประเภทสินเชื่อมากที่สุด ได้แก่ สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรายย่อยอื่น สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ สินเชื่อธุรกิจ และสินเชื่อทุกประเภทของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

 

 

นอกจากนี้ มหกรรมนี้ยังช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกหนี้โดยสามารถลงทะเบียนออนไลน์ที่เดียวเพื่อขอแก้ไขหนี้กับเจ้าหนี้หลายแห่งได้ และสามารถเจรจากับเจ้าหนี้ทั้งหลายได้ในช่วงเวลาของมหกรรม โดยที่เจ้าหนี้แต่ละแห่งจะติดต่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ภายในเวลาที่กำหนดและจะรายงานผลการให้ความช่วยเหลือมาที่ ธปท. ขณะที่การเจรจาแก้ไขหนี้ตามปกติ ลูกหนี้ต้องไปขอเจรจากับเจ้าหนี้แต่ละแห่งซึ่งอาจจะใช้เวลานาน

 

 

นอกจากการแก้ไขปัญหาหนี้เดิมแล้ว ประชาชนที่ต้องการปรึกษาการแก้ไขหนี้ ต้องการความรู้ทางการเงิน หรือต้องการขอสินเชื่อเพิ่มจากสถาบันการเงินของรัฐ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมมหกรรมร่วมใจแก้หนี้สัญจรได้ทุกภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น เชียงใหม่ ชลบุรี และหาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมการแก้ไขหนี้อย่างยั่งยืนและครบวงจร


ถอดบทเรียนจากมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ ลูกหนี้จำนวนมากติดอยู่ในกับดักหนี้

 

 

จากข้อมูลที่ลูกหนี้ลงทะเบียนมหกรรมร่วมใจแก้หนี้พบว่าโดยส่วนใหญ่ลูกหนี้ 1 รายจะมีหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคล (รวมเรียกว่าหนี้บัตร) ซึ่งไม่มีหลักประกันเป็นหลัก และอาจมีหนี้รถและหนี้บ้านร่วมด้วย ซึ่งภาระหนี้บัตรที่มากขึ้นมาจากหลายสาเหตุทั้งที่จำเป็นและฟุ่มเฟือย ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนลูก ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถที่ไม่ได้นึกถึง เช่น ค่าน้ำมัน ค่าประกัน ค่าทางด่วน ใช้หมุนเวียนในธุรกิจ กิน-ใช้-เที่ยว จ่ายค่างวดรถและบ้าน จ่ายหนี้อื่น

 

 

ลักษณะของพฤติกรรมที่ทำให้คนติดกับดักหนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากลูกหนี้ไม่มีวินัยในการใช้บัตรอีกส่วนหนึ่งจากผู้ให้บริการสินเชื่อแข่งกันให้สินเชื่อ เมื่อเริ่มต้นการใช้บัตร แหล่งที่มาของเงินที่ชำระหนี้มาจากเงินเดือนหรือรายได้ เมื่อเวลาผ่านไป ภาระหนี้บัตรเพิ่มขึ้นทั้งจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ตนเองหรือคนในครอบครัวเจ็บป่วย ตกงานขาดรายได้กะทันหัน โดยไม่มีเงินออมสำรองยามฉุกเฉิน หรือจากการใช้จ่าย เนื่องจากใช้ง่าย สะดวก ใช้ก่อนจ่ายทีหลัง จำนวนบัตรที่ใช้จะเริ่มมากขึ้น หนี้เริ่มเยอะขึ้น รายได้จึงไม่เพียงพอชำระหนี้ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ง่ายที่สุดคือกดเงินสดจากบัตรหนึ่งเพื่อไปจ่ายหนี้บัตร หนี้รถ หรือหนี้บ้าน และเมื่อชำระหนี้บัตรแล้ว ก็จะมีวงเงินเหลือเพิ่มขึ้น ลูกหนี้ก็จะใช้จ่ายจากวงเงินนั้นต่อ พฤติกรรมนี้เป็นไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สุดท้ายจะถึงจุดที่วงเงินเต็มทุกบัตร ไม่มีเงินชำระหนี้ ทำให้ต้องไปกู้หนี้นอกระบบที่อัตราดอกเบี้ยสูงมากมาจ่ายคืนหนี้ในระบบ เมื่อถึงจุดนี้ ปัญหาหนี้จะยากต่อการแก้ไข ติดอยู่ในกับดักของความเป็นหนี้ที่ไม่สามารถจะหลุดพ้นได้


ตัวอย่างลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือ

 

ตั้งแต่เปิดให้ลงทะเบียนจนถึงวันที่ 9 มกราคม 2566 มีประชาชนลงทะเบียนทั้งสิ้น 180,338 คน คิดเป็น 395,158 รายการ สินเชื่อที่ลูกหนี้ขอรับความช่วยเหลือมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล (75%) สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (6%) สินเชื่อรายย่อยอื่น ๆ (5%) สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ (4%) และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (4%) ทั้งนี้ ด้วยเจ้าหนี้มีจำนวนมากทั้งธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (non-bank) และลูกหนี้ที่เข้าร่วมมีหลายประเภท ในมหกรรมครั้งนี้ ธปท. จึงไม่ได้กำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ไว้เป็นมาตรฐานกลาง แต่ขอความร่วมมือให้เจ้าหนี้นำเสนอเงื่อนไขการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่สอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายชำระคืนของลูกหนี้มากที่สุด โดยมีตัวอย่างจริงที่น่าสนใจของลูกหนี้ส่วนหนึ่งที่ได้รับความช่วยเหลือบรรเทาภาระหนี้ในมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ครั้งนี้ ดังนี้

 

 

รายที่ 1 : พนักงานบริษัทที่มีหนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดหลายใบเพื่อนำมาใช้จ่ายก่อนสถานการณ์โควิด 19 สามารถผ่อนจ่ายหนี้ได้ตามปกติ แต่ผลกระทบของโควิด 19 ทำให้รายได้ลดลงเกือบครึ่ง แม้จะพยายามจ่ายคืนหนี้อย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่สภาพคล่องทางการเงินที่ลดลง ในที่สุดจึงไม่สามารถจ่ายหนี้ได้และมีสถานะค้างจ่าย จึงได้ลงทะเบียนมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ ได้ข้อตกลงร่วมกันกับเจ้าหนี้ที่ลูกหนี้ยอมรับได้ สำหรับหนี้บัตรเครดิตค้างชำระเกิน 3 เดือน (ยังไม่ถูกฟ้อง) ยอดหนี้ค้างชำระทั้งสิ้น 28,141 บาท ได้ส่วนลดปิดบัญชีเหลือต้องชำระ 14,100 บาท และหนี้บัตรกดเงินสดค้างชำระเกิน 3 เดือน (ยังไม่ถูกฟ้อง) ยอดเงินต้นค้างชำระ 74,693 บาท ได้ส่วนลดปิดบัญชีเหลือต้องชำระ 47,693 บาท

 

 

รายที่ 2 : มีหนี้จากการเช่าซื้อรถยนต์มือสองเพื่อใช้ประกอบอาชีพกับธนาคารพาณิชย์ ค่างวดผ่อนชำระเดิมเดือนละ 2,500 บาท ที่ผ่านมาลูกหนี้รายนี้ได้จ่ายค่างวดอย่างตรงเวลา ต่อมาสภาพคล่องเริ่มฝืดเคืองจากผลกระทบของโควิด 19 ประกอบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น เมื่อประเมินสถานการณ์ของตนเองแล้วเห็นว่าในอนาคตจะไม่สามารถจ่ายค่างวดได้ แต่ยังมีความจำเป็นต้องใช้รถในการประกอบอาชีพ จึงตัดสินใจลงทะเบียนมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ ได้ข้อตกลงร่วมกันโดยเจ้าหนี้เสนอลดค่างวดลง 6 -12 เดือน ซึ่งลูกหนี้เลือกขอปรับลดเพียงแค่ 6 เดือน เหลือผ่อนเดือนละประมาณ 1,500 บาท หลังจากนั้นผ่อนชำระตามเดิมที่ 2,500 บาท สำหรับค่างวดที่ลดลง 6 เดือน (6,000 บาท) ให้นำไปจ่ายในงวดสุดท้าย

 

 

รายที่ 3 : มีหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ผลกระทบของโควิด 19 ทำให้รายได้ลดลงกว่าครึ่ง ไม่สามารถผ่อนค่างวดได้ตามปกติที่เดือนละ 11,200 บาท ค้างชำระหนี้ทั้งสิ้น 2 งวด ลงทะเบียนมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ ได้ข้อตกลงร่วมกันโดยเจ้าหนี้เห็นว่ารายได้ของลูกหนี้ลดลงครึ่งหนึ่ง จึงลดค่างวดลงจากเดิมเหลือเพียง 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 6 เดือน


วางแผนชำระหนี้ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน

 

นอกจากการแก้ไขปัญหาหนี้เดิมผ่านช่องทางมหกรรมร่วมใจแก้หนี้แล้ว ลูกหนี้หรือประชาชนที่ต้องการรับคำปรึกษาปัญหาหนี้สิน วางแผนการจ่ายชำระคืนหนี้ เตรียมตัวเตรียมข้อมูลเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ หรือขอคำแนะนำเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ของ ธปท. และสถาบันการเงิน สามารถลงทะเบียนขอรับคำปรึกษาจากทีมหมอหนี้ ธปท. ได้ทางโทรศัพท์ และช่องทาง chatbot โดยในงานมหกรรมร่วมใจแก้หนี้สัญจร ทีมงานหมอหนี้ ธปท. ก็ได้ร่วมออกบูธให้ประชาชนเข้ามาขอรับคำปรึกษาได้แบบตัวต่อตัว ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก โดยล่าสุดได้สัญจรไปยังจังหวัดชลบุรี (20-22 มกราคม 2566) และหาดใหญ่ (27-29 มกราคม 2566) และแม้ว่างานมหกรรมร่วมใจแก้หนี้สัญจรจะจบลงไปแล้ว ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปขอรับคำปรึกษาได้ที่ช่องทางทางด่วนแก้หนี้ หรือหมอหนี้เพื่อประชาชน



บรรยากาศบูธหมอหนี้ ธปท. ในงานมหกรรมร่วมใจแก้หนี้สัญจร โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเข้าร่วมสังเกตการณ์การให้คำปรึกษาของหมอหนี้

 

 


บูรณาการความร่วมมือเพื่อช่วยให้ลูกหนี้ก้าวพ้นกับดักการเป็นหนี้

 

ปัญหาหนี้ไม่เพียงแต่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังทำให้ภาคครัวเรือนมีความเปราะบางต่อความไม่แน่นอนต่าง ๆ มหกรรมร่วมใจแก้หนี้เป็นเพียงช่องทางที่จัดขึ้นช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่การแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งจากตัวลูกหนี้และสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ และต้องดำเนินการใน 3 มิติควบคู่กัน มิติที่ 1 ต้องเสริมสร้างความรู้ การวางแผนทางการเงินที่ดีให้แก่ประชาชนก่อนที่จะก่อหนี้ มิติที่ 2 กำกับดูแลให้สถาบันการเงินให้บริการและนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้วยความรับผิดชอบมากขึ้น ไม่ส่งเสริมให้ประชาชนก่อหนี้เกินตัว และมิติที่ 3 หากเป็นหนี้แล้วมีปัญหาต้องมีช่องทางให้ติดต่อเพื่อเจรจาขอปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ต้องหนีหรือเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ซึ่งในส่วนของเจ้าหนี้ เมื่อได้เห็นความตั้งใจและความรับผิดชอบของลูกหนี้ในการแก้ปัญหาหนี้ โอกาสที่จะให้ความช่วยเหลือก็มีมากขึ้น

 

 

Disclaimer:

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

การให้ความช่วยเหลือขึ้นอยู่กับสถานะของลูกหนี้ และแนวทางการให้ความช่วยเหลือของผู้ให้บริการทางการเงินแต่ละแห่ง