FUTURE FOOD ทางรอดของมวลมนุษยชาติ

 

อาหารแห่งอนาคต (Future Food) คืออะไรกันแน่


อาหารแห่งอนาคตเป็นแนวคิดในอุตสาหกรรมอาหารโลกที่มีความหลากหลายในหน้าตา รูปแบบ และกระบวนการผลิตอาหาร โดยเน้นการระดมความคิดเพื่อออกแบบอาหารและกระบวนการผลิตอาหารที่เหมาะสมกับโลกในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งการลดภาวะโลกร้อน (global warming) และการสร้างระบบอาหารอย่างยั่งยืน

 

อาหารแห่งอนาคตสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ (1) functional food ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณประโยชน์อื่น ๆ นอกเหนือจากให้พลังงานแก่ร่างกาย เช่น น้ำแร่ น้ำเกลือแร่สำหรับผู้ออกกำลังกายหรือนักกีฬา นมผงผสมสารอาหารที่จำเป็นสำหรับทารก รวมถึงกลุ่มอาหารที่แปรรูปจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ อาทิ ถั่วเหลือง กระเทียม มะเขือเทศ (2) medical food ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารเสริมหรือใช้ทดแทนยา เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารที่มีคุณประโยชน์และเหมาะสม (3) organic food อาหารที่ผลิตหรือแปรรูปโดยไม่ผ่านการใช้ยาฆ่าแมลงที่สังเคราะห์ทางเคมีหรือปุ๋ยเคมี ไม่ตัดแต่งพันธุกรรม และคำนึงถึงความปลอดภัยทางอาหารเป็นสำคัญ และ (4) novel food ได้แก่ อาหารพืชล้วน (plant-based food) เนื้อสัตว์จากการเพาะเนื้อเยื่อ (cell-based meat) ผลิตภัณฑ์ที่มีการปรับแต่งกระบวนการผลิตใหม่หรือใช้เทคโนโลยีอย่างเช่นนาโนเทคโนโลยีหรือการพิมพ์สามมิติ (3D printing)

 

Full length shot of a male farmer tending to his herd of cattle on the farm

 

อาหารแห่งอนาคตจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้โลกขยับเข้าใกล้เป้าหมายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) มากขึ้น ด้วยการออกแบบโดยคำนึงถึงความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย การมีอาหารเพียงพอ (food availability) การเข้าถึงอาหาร (food access) การใช้ประโยชน์จากอาหาร (food utilization) และการมีเสถียรภาพด้านอาหาร (food stability) กล่าวคือ มีอาหารที่คนเข้าถึงได้ตลอดเวลา ไม่มีความเสี่ยงการขาดแคลนอาหารจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สภาพอากาศ และฤดูกาล จะเห็นได้ว่า วิกฤตอุปทานด้านอาหารและห่วงโซ่อุปทานที่เป็นผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน เป็นตัวอย่างของปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อเสถียรภาพด้านอาหารในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ในปี 2565 มีประชากรกว่า 139 ล้านคนใน 24 ประเทศเกิดความไม่มั่นคงด้านอาหารเฉียบพลัน เพิ่มขึ้นจากจำนวน 99 ล้านคนในปีก่อน


เทรนด์โลกของอาหารแห่งอนาคต

 

ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา แนวคิดด้านสุขภาพและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันกลายเป็นประเด็นที่อุตสาหกรรมอาหารให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลจากการระบาดของโควิด 19 ที่สร้างความตื่นตัวต่อการรักษาสุขภาพและสุขอนามัยทั่วโลก การปรับเปลี่ยนของวิถีชีวิต ความต้องการ และการเปลี่ยนแปลงตามวัยของผู้บริโภค ล้วนส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานอาหารและอาหารแห่งอนาคต โดยผู้คนให้ความสนใจผลิตภัณฑ์อาหารที่เสริมสารอาหารและโภชนาการ อาหารประเภท functional ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อระบบย่อยและดูดซึมอาหาร ตลอดจนอาหารหมักดองมากขึ้น สะท้อนจากมูลค่าตลาดของอาหารกลุ่มดังกล่าวที่มีการเติบโตสูง ตัวอย่างเช่น มูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชของโลกอยู่ที่ 53.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากมูลค่าที่ประเมินไว้ที่ 18.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2562 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ปีละ 14.3% ซึ่งสูงกว่าอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์ที่มี CAGR อยู่ที่ 4.6% จากการประมาณการช่วงปี 2564-2569 ด้านผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มประเภท functional ของโลกจะมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 180.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2564 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 206.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2569

 

แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเป็นอีกส่วนสำคัญในการพัฒนาของอุตสาหกรรมอาหารโลก จากความท้าทายที่มนุษยชาติเผชิญในปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน สภาพอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น มลภาวะทางน้ำ ดิน และอากาศ โรคระบาดที่มากับปศุสัตว์และการบริโภคสัตว์ป่า และจำนวนประชากรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรโลก


คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์การสหประชาชาติ เผยว่าอุณหภูมิพื้นผิวโลกเฉลี่ยสูงขึ้น 1.09 องศาเซลเซียสในช่วงปี 2554-2563 จากช่วงปี 2393-2443 เป็นผลจากกิจกรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์ โดยก๊าซเรือนกระจกเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ซึ่งระบบอาหาร (รวมถึงการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงที่ดิน การทำปศุสัตว์ การผลิตอาหาร และภาคเกษตร) เป็นกิจกรรมของมนุษย์ที่มีส่วนก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 26% ของการปล่อยก๊าซของโลกในปี 2561 โดยเฉพาะการผลิตเนื้อสัตว์มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าการผลิตโปรตีนจากพืชในปริมาณโปรตีนที่เท่ากัน ทำให้ในระยะที่ผ่านมากระแสการกินอาหารพืชล้วน การกินแบบวีแกน (vegan) การผลิตอาหารที่ลดผลกระทบจากการทำปศุสัตว์อย่างการผลิตเนื้อสัตว์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหรือการหาแหล่งโปรตีนทางเลือก เช่น แมลง สาหร่ายทะเล โปรตีนจากถั่วและพืชตระกูลถั่ว จึงเป็นอาหารแห่งอนาคตที่น่าสนใจ จะเห็นได้ว่ามีการออกผลิตภัณฑ์อาหารที่มาจากพืชหรือกลุ่มวีแกนเพิ่มขึ้นอย่างมาก เครือร้านอาหารระดับโลกอย่าง เบอร์เกอร์คิง เคเอฟซี หรือแมคโดนัลด์ ต่างก็ออกรายการอาหารที่ใช้เนื้อสัตว์จากพืชเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพ หรือต้องการรักษาสิ่งแวดล้อมและละเว้นการกินเนื้อสัตว์

 

Food

 

 

นอกจากนี้ แนวคิดการใช้เทคโนโลยีในการผลิตอาหารและการจัดการห่วงโซ่อุปทานเริ่มแพร่หลายเป็นวงกว้าง เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการทำการเกษตร อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาด้านการขาดแคลนแรงงาน ปัญหาสภาพภูมิอากาศ และปัญหาด้านพื้นที่การเกษตรและปศุสัตว์ โดยมีการใช้งานที่ค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบและติดตามแหล่งที่มาของอาหารและความปลอดภัยในการผลิต ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับอาหารออร์แกนิก การดัดแปลงพันธุกรรม เทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร การพิมพ์อาหารด้วยเทคโนโลยีสามมิติ ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีอย่างหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) หรือการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) เพื่อทำการเกษตร ไปจนถึงการทำเกษตรแม่นยำ (precision farming) ที่ใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ดิจิทัล เซนเซอร์ และนาโนเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์เพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต

 


ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนอาหารแห่งอนาคตในระยะข้างหน้า

 

เราจะผลิตอาหารอย่างไร อาหารที่เรากินจะมีหน้าตาและรูปแบบอย่างไร และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องมีแนวโน้มที่จะเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร และเป็นโจทย์หลักที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบอาหารแห่งอนาคตในระยะถัดไป

 

เคท คอว์ลีย์ ผู้ก่อตั้งการเคลื่อนไหวทางสังคมด้านอาหารแห่งอนาคต (Future Food Movement) กล่าวถึง 2 โจทย์แรกได้อย่างน่าสนใจว่า "คนมักคิดกันว่าการกินอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ลดทอนทางเลือกของผู้บริโภค โดยเฉพาะอาหารอร่อย ๆ แต่ในความเป็นจริง อาหารที่มนุษย์บริโภคในปัจจุบันมีความหลากหลายค่อนข้างจำกัด ทำไมเราถึงไม่มองมุมกลับว่าเราสามารถเพิ่มอะไรเข้าไปในอาหารที่เรากินได้บ้าง แนวคิดอาหารแห่งอนาคตเปิดกว้างสำหรับนวัตกรรม การแก้ปัญหา และความคิดใหม่ ๆ ทุกคนสามารถมีบทบาทในการสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเป็นอย่างมาก"

A scientist examining parts of a plant

 

การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยีและอาหารรูปแบบใหม่ ๆ และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้กฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องมีส่วนสำคัญอย่างมากในการสนับสนุนหรือขัดขวางการพัฒนาอาหารแห่งอนาคต ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังการค้าการลงทุน อาทิ การผลิตและจัดจำหน่ายเนื้อสัตว์จากการเพาะเนื้อเยื่อหรือเนื้อสัตว์สังเคราะห์ ยังไม่มีกฎหมายรองรับอย่างกว้างขวางและยังมีข้อจำกัดด้านใบอนุญาต นอกจากนี้ ความท้าทายด้านกฎระเบียบจะกระจายไปสู่ห่วงโซ่อุปทานของการผลิตอาหาร ทั้งในแง่ของการดำเนินการตามมาตรฐานความปลอดภัย การเปิดเผยแหล่งที่มาของอาหารหรือการระบุข้อมูลโภชนาการ การบังคับใช้ของกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างการจัดการของเหลือทิ้ง การปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ประเด็นด้านกฎเกณฑ์จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่หลายประเทศให้ความสนใจ ดังเช่น คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้เสนอร่างกฎระเบียบควบคุมบรรจุภัณฑ์แก่รัฐสภายุโรปพิจารณาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 เพื่อลดบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นและปรับปรุงฉลากบรรจุภัณฑ์ให้ระบุแนวทางการรีไซเคิลให้ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ของยุโรปบรรลุเป้าหมายการเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ (climate neutral) ได้ภายในปี 2593


อาหารแห่งอนาคตในอีก 30-50 ปีหรือ 100 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรแน่ คงไม่มีใครสามารถบอกได้ แต่จากสภาพแวดล้อมในปัจจุบันและแนวโน้มในระยะข้างหน้า ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่า ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรกรรม ตลอดจนความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตบนโลก หากเราต้องการลดอุณหภูมิโลก 1.5 องศาเซลเซียสตามที่สหประชาชาติเสนอแนะ เราต้องปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตร การผลิตอาหาร และการบริโภค โดยอาจจะเริ่มจากบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมที่มาจากสัตว์น้อยลง แต่จะน้อยลงแค่ไหนและอาหารที่เหมาะสมต่อโลกในอนาคตจะเป็นอย่างไร เราทุกคนที่เป็นผู้บริโภคคือผู้กำหนด


 

[1] SDGs คือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ข้อ ภายใต้กรอบการพัฒนาของโลก "วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (2030 Agenda for Sustainable Development)" 

[2] การใช้ประโยชน์จากอาหาร หมายถึง การบริโภคอาหารเพื่อตอบสนองต่อความต้องการบริโภคของคน เน้นการมีสุขภาพและสุขอนามัยที่ดี อาหารในแง่นี้รวมถึงการมีน้ำดื่มที่สะอาด ถูกสุขลักษณะด้วย

[3] จากการวิเคราะห์ของโครงการอาหารโลก (World Food Programme: WFP) 

[4] Compound Annual Growth Rate (CAGR) หรืออัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น ใช้ในการประเมินการเติบโตของมูลค่าตลาดและพิจารณาผลตอบแทนการลงทุนในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ

[5] โปรตีน 1 กรัมที่ได้จากวัวและแกะ ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าโปรตีนจำนวนเท่ากันที่ได้จากพืชตระกูลถั่ว (Legumes) ถึง 250 เท่า

[6] การกินแบบวีแกน คือ การกินอาหารจากพืช ไม่มีส่วนประกอบหรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แต่ไม่เข้มงวดเท่าการกินเจ

[7] สหประชาชาติประเมินว่าอุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 1.5 องศาเซลเซียสในช่วงปี 2573-2595 หากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกยังดำเนินต่อไปอย่างปัจจุบัน

ข้อมูลอ้างอิง
theceomagazine.com
krungsri.com
futurefoodapec.com
futurefoodmovement.com
sdgmove.com
bot.or.th
ditp.go.th
blog.marketresearch.com
businesswire.com
globenewswire.com
thailand.un.org/th
เพจ Bowltiful
sfa.gov.sg