CURRENT ACCOUNT ดุลบัญชีเดินสะพัดคืออะไร
"ขาดดุล" แย่กว่า "เกินดุล" หรือไม่

หลังจากสถานการณ์โควิด 19 คลี่คลายลง ไทยกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยกลับมาเป็นปกติ โดยเฉพาะการเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่สร้างรายได้ให้เศรษฐกิจไทย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาคึกคักจึงคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดอาจกลับมาเกินดุลได้อีกครั้ง เหมือนกับช่วงก่อนโควิด 19 ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินคำว่าดุลบัญชีเดินสะพัดในข่าวกันมาบ้าง แล้วมันคืออะไร สำคัญอย่างไร และเกินดุลกับขาดดุลมีผลต่างกันอย่างไร


ดุลบัญชีเดินสะพัดคืออะไร

 

 

ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นผลรวมสุทธิระหว่างรายรับ-รายจ่ายจากธุรกรรมในภาคเศรษฐกิจจริงระหว่างผู้ที่อาศัยในประเทศ (resident) กับอาศัยในต่างประเทศ (non-resident) โดยไม่ได้แบ่งที่สัญชาติ ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ (1) ดุลการค้า ซึ่งแสดงรายได้และรายจ่ายจากการส่งออกและนำเข้าสินค้า (2) ดุลบริการ ที่เป็นผลรวมสุทธิของรายได้ เช่น การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติและรายจ่าย เช่น การใช้บริการเรือต่างชาติในการขนส่งสินค้า (3) รายได้ เช่น เงินเดือนที่ได้รับจากการทำงานในต่างประเทศ หรือผลตอบแทนจากการลงทุนหลักทรัพย์ และ (4) เงินโอน เช่น เงินที่ญาติในต่างประเทศโอนกลับมาให้ หรือการให้เงินช่วยเหลือประเทศที่ประสบภัยธรรมชาติ ดังนั้น ดุลบัญชีเดินสะพัดจะสะท้อนการไหลเข้า-ออกของเงินตราต่างประเทศจากธุรกรรมในภาคเศรษฐกิจจริง โดยประเทศที่ "เกินดุล" จะมีรายรับสูงกว่ารายจ่าย แต่หาก "ขาดดุล" จะมีรายจ่ายสูงกว่ารายรับ หรืออีกนัยหนึ่ง ดุลบัญชีเดินสะพัดสะท้อนการออมของประเทศนั่นเอง

 


ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นเครื่องชี้สำคัญที่ใช้ติดตามเสถียรภาพเศรษฐกิจ ซึ่งแนวโน้มจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ อย่างไทยที่ดุลบัญชีเดินสะพัดก่อนเกิดโควิด 19 ในปี 2562 มีมูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท โดยมีทิศทางเคลื่อนไหวตามดุลการค้าและดุลภาคการท่องเที่ยวที่มีมูลค่ารวมกันถึง 2.3 ล้านล้านบาท หรือมีสัดส่วนรวมกันอยู่ที่ประมาณ 14% ของจีดีพี อย่างไรก็ดี ยังมีอีกหลายปัจจัยที่มีผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัด อาทิ (1) ภาวะเศรษฐกิจในประเทศ เพราะรายได้ของประชาชนและภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้มีความต้องการนำเข้ามากขึ้น (2) ภาวะเศรษฐกิจคู่ค้า ที่ส่งผลต่อการส่งออกของประเทศ (3) ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกำหนดคุณภาพและความหลากหลายในการผลิตรองรับความต้องการในตลาดโลก (4) เทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศ ที่ส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขันและความจำเป็นในการนำเข้าสินค้าไฮเทค (5) ความต้องการของผู้บริโภค ในด้านปริมาณ ราคา ความหลากหลาย และคุณภาพ เช่น สินค้าแบรนด์เนม สินค้าต้นทุนต่ำ สินค้าที่ไม่มีในประเทศ และ (6) อัตราเงินเฟ้อและค่าเงิน ที่มีผลต่อราคาสินค้าในสายตาคู่ค้า

Couple and receptionist at counter in hotel wearing medical masks as precaution against virus. Young couple on a business trip doing check-in at the hotel

Tourist women in Barcelona paying contactless with credit card

"ขาดดุล" แย่กว่า "เกินดุล" หรือไม่

 

แม้การเกินดุลจะสะท้อนว่าประเทศมีรายได้มากกว่ารายจ่าย และประเทศใหญ่ ๆ หลายประเทศเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ไม่ว่าจะเป็นจีนที่เป็นโรงงานผลิตสินค้าสำคัญของโลก เยอรมนีและญี่ปุ่นที่แบรนด์สินค้าเป็นที่นิยม หรือซาอุดีอาระเบียที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า "การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะเยี่ยมหรือการขาดดุลจะแย่" เสมอไป เพราะประเด็นสำคัญอยู่ที่สาเหตุที่ทำให้เกินดุลหรือขาดดุล

 

การเกินดุลที่ดีควรมาจากความสามารถในการแข่งขันที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโต เพราะเมื่อสินค้าและบริการเป็นที่ต้องการในตลาดโลก จะส่งผลดีต่อการจ้างงานและรายได้ของคนในประเทศ แต่การเกินดุลที่ไม่ดีก็มีเช่นกัน เช่น การเกินดุลในช่วงเศรษฐกิจถดถอยที่ทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าและบริการลดลงจากกำลังซื้อที่ลดลง หรือการเกินดุลที่เกิดจากการออมที่สูงแต่ลงทุนในประเทศต่ำเกินไป เพราะจะทำให้ประเทศสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวได้ เช่น ไทยหลังปี 2540 ที่เกินดุลจากการส่งออกและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นมาก แต่การลงทุนในประเทศกลับลดลงมาก และมีการออมมากขึ้นแม้ดอกเบี้ยจะต่ำ ส่งผลให้การพัฒนาเทคโนโลยีรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และกระทบต่อศักยภาพในการเติบโตของประเทศ การจ้างงาน และรายได้ของประเทศในอนาคตได้

 

Crane lifting up container in yard

ขณะเดียวกัน การขาดดุลบ้างก็ไม่ใช่สิ่งที่แย่เสมอไป หากสามารถแปลงหนี้ให้เป็นสินทรัพย์ได้ในระยะยาว เช่น ประเทศกำลังพัฒนาที่นำเข้าเครื่องจักรและกู้เงินจากต่างประเทศมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อยกระดับผลิตภาพ สร้างโอกาสทางธุรกิจ การจ้างงาน และมีรายได้ที่มากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งทำให้ในอนาคต ประเทศจะสามารถเปลี่ยนมาเกินดุลและลดการพึ่งพาทุนต่างชาติได้ในที่สุด อีกทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น สหรัฐฯ ก็ขาดดุลเช่นกัน เพราะนำเข้าสินค้าหลายอย่างทั้งเพื่อบริโภคและเป็นวัตถุดิบจากฐานการผลิตของตนในต่างประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า แต่แน่นอนว่าการขาดดุลสูงติดต่อเป็นเวลานานย่อมเป็นสัญญาณเตือนภัยว่า ประเทศไม่สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ และมีการสะสมหนี้ต่างประเทศในระดับที่สูงเพื่อมาบริโภคและลงทุน เช่น ไทยก่อนปี 2540 ที่ขาดดุลเกือบ 8% และหนี้ต่างประเทศสูงเกินกว่า 60% ของจีดีพี จากการเร่งขยายการลงทุนที่เกินตัว

 

สุดท้ายนี้ การติดตามความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจอาจไม่สามารถดูได้จากตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองความสามารถในการรองรับความผันผวนในตลาดการเงินโลกด้วย อย่างไทยที่แม้ขาดดุลในช่วงปีที่ผ่านมา แต่หนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับไม่สูง (37% ของจีดีพี) ที่สำคัญเงินสำรองระหว่างประเทศก็อยู่ในระดับสูงเพียงพอ ทั้งสามารถรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้นานถึง 7 เดือน หรือชำระหนี้ต่างประเทศระยะสั้นคืนใน 1 ปีข้างหน้าได้หมด ในกรณีที่ไม่มีรายได้เงินตราต่างประเทศเข้ามาชั่วคราวได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนยังเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย

 

 

ข้อมูลอ้างอิง :

สถิติเครื่องชี้เศรษฐกิจมหภาคของไทย และดุลบัญชีเดินสะพัด I ธปท.
เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ "บัญชีเดินสะพัด" ของไทย I ฐานเศรษฐกิจ
Current Account Deficits: Is There a Problem? I IMF
When Is a Current Account Deficit Bad? I World Bank
Country Comparisons Current account balance I CIA
Current Account Surplus Definition & Countries That Have I Investopedia
Current Account: Definition and What Influences It I Investopedia
The effect of a current account surplus I economichelps