​​รศ. ดร.วิษณุ อรรถวานิช

นักเศรษฐศาสตร์ผู้หลงใหลงานวิจัยภาคเกษตร

โลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทั้ง 2 ความเสี่ยงนี้เป็นประเด็นที่หลายประเทศ ให้ความสำคัญและทำงานวิจัยขึ้นมารองรับ เพื่อนำไปสู่นโยบายแก้ไขปัญหาระยะยาว แต่สำหรับประเทศไทย งานวิจัยในประเด็นเหล่านี้ยังมีอยู่น้อยมาก ยิ่งงานวิจัยเชิงนโยบายการเกษตรที่นำไปสู่การแก้ปัญหาภาคเกษตรที่แท้จริง และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในระยะยาว กลับยิ่งหาได้ยากขึ้น

 

BOT พระสยาม MAGAZINE ได้รับเกียรติจาก รศ. ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกษตร และยังเป็นเจ้าของรางวัล “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีผลงานดีเด่น ประจำปี 2562 จะมาบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจและความหลงใหลในการผลิตงานวิจัยเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะในภาคเกษตร พร้อมทั้งได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่นักวิจัยรุ่นใหม่ในการทำงาน

 

“ประโยชน์ของประเทศ” คือ เสน่ห์ของการทำงานวิจัย

 

ด้วยอุปนิสัยที่เป็นคนชอบสงสัย ชอบตั้งคำถาม และชอบหาคำตอบในประเด็นที่สงสัยมาตั้งแต่เด็ก รศ. ดร.วิษณุเชื่อว่า นั่นเป็นจุดเริ่มต้นการบ่มเพาะพื้นฐานความเป็นนักวิจัย ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการวิจัยคืออะไร กระทั่งเมื่อเรียนสูงขึ้น ประเด็นปัญหาที่พบเจอเริ่มใหญ่และยากขึ้น ขณะที่การทำวิจัยก็ซับซ้อนและท้าทายมากขึ้น แต่แลกมาด้วยคำตอบที่มีคุณค่า และคุณประโยชน์ต่อผู้คนในวงกว้างขึ้น ซึ่งนี่เองที่อาจารย์หนุ่มมองว่า เป็นเสน่ห์ของการทำวิจัย

 

“เท่าที่เคยสัมผัสมา การกำหนดนโยบายต่าง ๆ ของบ้านเรา ส่วนใหญ่ไม่ค่อยใช้งานวิจัยในการขับเคลื่อนนโยบาย และหลายนโยบายที่คิดอยากจะทำ ก็ลงมือทำโดยไม่มีการศึกษาด้วยซ้ำว่าแนวทางแก้ไขที่ถูกต้องควรเป็นยังไง ผิดกับต่างประเทศ เขาใช้งานวิจัยขับเคลื่อนนโยบาย ในฐานะนักวิชาการ ผมก็อยากจะเพิ่มเติมในส่วนนี้ให้กับประเทศไทย ว่าทำยังไงให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้งานได้จริง และสอดคล้องกับบริบท ไม่วิชาการจ๋าจนภาคการเมืองนำไปใช้ไม่ได้แต่ก็ต้องไม่เอนเอียงภาคการเมืองจนข้อมูลไม่เป็นกลาง อีกทั้งต้องผสานให้เหมาะสมเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ”

 

อาจารย์วิษณุเชื่อว่า เป้าหมายสูงสุดของนักวิจัยทุกคน คืออยากให้งานวิจัยเชิงวิชาการสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาประเทศได้จริง ซึ่งหน้าที่หลักของนักวิชาการคือ การทำงานวิจัยให้ออกมาถูกต้อง ครบถ้วน เป็นกลาง เป็นไปได้และสอดคล้องกับบริบท หรือตอบโจทย์ของประเทศให้ได้มากที่สุด ส่วนเมื่องานวิจัยออกมาแล้ว นักการเมืองหรือนักนโยบายจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อหรือไม่ ให้ถือเป็นเรื่องนอกเหนือหน้าที่นักวิจัย

 

“เรามีหน้าที่ให้ข้อมูล หน้าที่ของเรา คือ Watch Dog (สุนัขเฝ้าบ้าน) เมื่อไหร่ก็ตามที่นโยบายออกมา แล้วคิดว่าไม่เหมาะสมในเชิงวิชาการ ก็ต้องเตือน ส่วนนโยบายไหนออกมาดี ก็ช่วยส่งเสริมสนับสนุน นี่เป็นหน้าที่หลักของนักวิชาการ”

 

“ลูกเกษตร” แรงบันดาลใจแห่งงานวิจัยเชิงนโยบายเกษตร

 

“จริง ๆ ผมก็เป็นลูกเกษตร คุณพ่อก็ทำเกษตร บ้านก็โตมาจากการทำเกษตร ในอดีตคุณพ่อเป็นผู้นำกลุ่มเกษตรกรของภาคใต้ คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจให้กับอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ท่านทำหลายนโยบายออกมาด้วยความเข้าใจถึงปัญหาเป็นอย่างดี ประกอบกับผมไปเรียนปริญญาเอก เลยได้เจอกับอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งท่านไม่ได้เป็นนักวิจัยอย่างเดียว แต่ท่านยังทำงานในเชิงนโยบายให้กับกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ผมก็เลยได้เห็นงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่เอาไปใช้ได้จริง ก็ยิ่งเพิ่มเติมแรงบันดาลใจในการทำงานวิจัยเชิงนโยบายการเกษตรเพื่อนำไปสู่ภาคปฏิบัติ”

 

ความตั้งใจที่จะนำเอาความรู้ความสามารถในการทำวิจัยมาช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในภาคเกษตร และยกระดับรายได้ของเกษตรกร ประกอบกับการได้กลับมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่สังคมคาดหวังให้เป็นที่พึ่งด้านองค์ความรู้ และนวัตกรรมสำหรับภาคเกษตร องค์ประกอบทั้งหมดนี้หลอมรวมเป็นแรงบันดาลใจและปณิธานของอาจารย์หนุ่มในการทำงานวิจัยเชิงนโยบายภาคการเกษตรของไทยให้มีมากขึ้นและดียิ่งขึ้น

 

“เป้าหมายใหญ่คือทำอย่างไรให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะคนกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มรากหญ้า อาจไม่มีโอกาสหรือมีโอกาสน้อยกว่ากลุ่มที่อยู่ด้านบน ดังนั้น การดูแลเอาใจใส่จึงเป็นสิ่งสำคัญ ประเทศไทยจะโตอย่างเต็มที่ไม่ได้ ถ้าคนกลุ่มนี้ยังไม่โตถ้าเกษตรกรมีสถานะเศรษฐกิจดีขึ้น เศรษฐกิจไทยในภาพใหญ่ก็ย่อมได้ประโยชน์”

 

อ.วิษณุย้ำว่า การมองโจทย์ภาคเกษตรจำเป็นต้องมองแบบมหภาพ (Macro) แต่ในการแก้ปัญหาจำเป็นต้องทำในเชิงพื้นที่ (Micro) ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลมักแก้ปัญหาภาคเกษตรโดยนโยบายแบบใช้ทั่วราชอาณาจักร (One-fit-all Policy) ซึ่งทำให้ไม่ได้ผลเท่าที่ควรขณะที่ต่างประเทศจะใช้นโยบายเกษตรแบบเจาะจงในเชิงพื้นที่ แล้วแจกแจงนโยบายเป็นกลุ่ม ๆ ดังนั้น เพื่อประสิทธิผลในการทำนโยบายเกษตรเชิงปฏิบัติ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปฏิรูปการออกนโยบาย


ประเทศไทยกับความท้าทายในการทำงานวิจัยภาคเกษตร

 

“ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน การทำวิจัยภาคเกษตร ข้อมูลค้นหาได้ยากมาก นอกจากการเข้าถึงข้อมูลตามหน่วยงานราชการที่ค่อนข้างยากแล้ว ถ้าคุณไม่มีคนรู้จัก (Connection) ยิ่งได้ข้อมูลยากขึ้นไปอีก นอกจากนั้น ระบบการจัดเก็บข้อมูลของหลายหน่วยงานก็ยังไม่ดี ข้อมูลมักกระจายอยู่คนละกรม/กอง และข้อมูลเดียวกันบางครั้งก็มีนิยามที่ต่างกัน จึงยากแก่การรวบรวมข้อมูลและนำไปใช้ เมื่อข้อมูลไม่ค่อยมี การทำวิจัยก็ยากขึ้นตามลำดับ ดังนั้นนักวิจัยหลายคนจึงถอดใจไปทำหัวข้อที่หาข้อมูลง่าย”

 

จากข้อจำกัดพื้นฐานจึงกลายเป็นความท้าทายของผู้ทำงานวิจัยเชิงนโยบายภาคเกษตรของไทย ขณะที่อีกหนึ่งความท้าทายที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาภาคเกษตร คือนักการเมืองมักเข้ามาแทรกแซงนโยบายเกษตรเพื่อหวังผลทางการเมืองในระยะสั้น โดยสาเหตุที่รัฐบาลต้องใช้นโยบายแทรกแซงราคา ส่วนหนึ่งก็เพราะสังคมไทยมักใช้ราคาสินค้าเกษตรเป็นตัวชี้วัดผลงานของรัฐบาล ซึ่งจริง ๆ เราไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าในตลาดโลกได้ ดังนั้น วิธีคิด (Mindset) คนไทยต้องช่วยกันปรับเปลี่ยนจากการวัดที่ราคาผลผลิตเป็นการดูที่รายได้สุทธิต่อไร่ ผลผลิตต่อไร่ หรือต้นทุนในการผลิตแทน

 

ความท้าทายอีกประการหนึ่ง คือ การที่ผู้กำหนดนโยบายหรือภาคการเมืองไม่เปิดใจยอมรับแนวคิดจากงานวิจัยเพื่อนำไปใช้ในการกำหนดนโยบาย อีกทั้งเรื่องงบประมาณการทำวิจัยและพัฒนาในภาคเกษตรก็ดูเหมือนจะลดน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับงบประมาณของประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ อาจารย์หนุ่มมองว่า นี่ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิตในภาคเกษตรของไทยถดถอยลงเรื่อย ๆ

 

“แม้ว่าไทยเรามีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์แต่ก็มีจำกัด ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ถ้าเราใช้ทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ ต่อให้รุ่นเราอยู่ได้ แต่คำถามคือ คนรุ่นหลังจะมีทรัพยากรใช้หรือไม่ ถ้าเรายังผลิตแบบไม่มีประสิทธิภาพ” ทุกคนบอกว่าไทยเป็นครัวโลก เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก ถ้าส่งออกผลผลิตเกษตรได้น้อย โลกก็ขาดแคลนอาหาร ดังนั้น ถ้ามองในประเทศ ประสิทธิภาพการผลิตถือเป็นเรื่องสำคัญและถ้ามองในต่างประเทศ มันก็ยิ่งสำคัญมากขึ้น งานวิจัยที่เกี่ยวกับประเด็นนี้จึงสำคัญมาก

 

อย่างไรก็ดี ความท้าทายทั้งหมดนี้ รศ. ดร.วิษณุมองว่าเป็นสิ่งที่นักวิจัยยากจะแก้ไข หน้าที่เพียงอย่างเดียวที่นักวิจัยสามารถทำได้คือ “ทำต่อไป อย่าหยุด และอย่าท้อ” แต่สำหรับความท้าทายในส่วนที่นักวิจัยสามารถแก้ไขได้ อาทิ การคิดโจทย์งานวิจัยที่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญของประเทศ การออกแบบงานวิจัยเชิงนโยบายให้สามารถนำไปใช้ได้ผลจริง การแปลงผลงานวิจัยออกมาแนวปฏิบัติ(How-to) และการเปิดใจรับฟังความเห็นจากภาคการเมือง เหล่านี้เป็นสิ่งที่นักวิจัยต้องดูแล แก้ไข และท􀁬ำออกมาให้ดี ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด

 

พลิกวิกฤติ “ฝุ่น PM2.5” เป็นโอกาสสร้างงานวิจัย

 

ท่ามกลางความตื่นตระหนกเกี่ยวกับวิกฤติ “ฝุ่นพิษ” หรือฝุ่น PM2.5 อ.วิษณุกล่าวว่า จริง ๆ แล้วปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการวิจัยที่ชี้ชัดว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากปัจจัยบ้าง โดยปีที่ผ่านมา ภาวะฝุ่นพิษและกระแสข่าวความตื่นตัวก็รุนแรงไม่แพ้ปีนี้ แต่แล้วก็เรื่องเงียบไป

 

“ปีนี้เกิดขึ้นอีก เราก็โหมตีข่าวอีก ครั้งนี้ผมก็หวังว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างนอกเหนือจากการบัญญัติให้ฝุ่น PM2.5 เป็นมลพิษที่ต้องถูกควบคุมและมีการตรวจวัดจัดเก็บข้อมูล ทำให้ทำวิจัยได้ง่ายขึ้น จากนี้ไปน่าจะมีการส่งเสริมการทำวิจัย อย่างแรก คือ การวิจัยหาสาเหตุและผลกระทบของเจ้าฝุ่นพิษที่มีต่อสุขภาพของคนไทย

 

ประโยชน์ของงานวิจัย คือ จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ ประเทศจะแก้ปัญหาระยะยาวไม่ได้ถ้าไม่เริ่มจากสร้างความตระหนักรู้เมื่อทุกคนตระหนักรู้ถึงภัยอันตรายจากจิตใต้สำนึก เวลาผู้บริหารประเทศจะออกนโยบาย ทุกคนก็จะได้ช่วยตรวจสอบได้ว่านโยบายและมาตรการรับมือที่กำหนดมีงานวิจัยมารองรับหรือไม่ ซึ่งกรณีนี้งานวิจัยเชิงทดลอง (Experimental) น่าจะช่วยได้เยอะ”

 

อาจารย์หนุ่มย้ำว่า ประเทศไทยควรนำวิกฤติฝุ่นปีนี้มาสร้างโอกาสที่จะทำให้ทุกคนให้ความสำคัญกับงานวิจัย และเป็นงานวิจัยที่ต่อเนื่องเพื่อการวางแผนรับมือระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนร่วมกันส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการทำงานวิจัยเชิงนโยบายโดยเริ่มจากการปรับวิธีคิดในการกำหนดนโยบายที่ต้องให้มีงานวิจัยมารองรับสนับสนุน และคนในหน่วยงานต้องเป็นผู้ริเริ่มทำงานวิจัยเชิงนโยบาย

 

“ปัญหาบ้านเรา คือ คนยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคนทำงานวิจัย และทำยังไงจะผลักดันงานวิจัยดีๆ ออกมาจริง ๆ บ้านเรามีงานวิจัยดี ๆ จากอาจารย์หลายท่าน แต่งานวิจัยที่เป็นประโยชน์เหล่านั้นไม่ได้ถูกนำมาใช้ ส่วนหนึ่งเพราะไม่มีคนช่วยประชาสัมพันธ์ ขณะเดียวกัน สังคมก็ต้องมีระบบในการตรวจสอบการกำหนดนโยบายต่าง ๆ ว่ามีงานวิจัยมารองรับไหม ถ้านโยบายใดไม่มีงานวิจัยรองรับ ก็จะไม่รับ”

 

และเพื่อให้ประชาชนที่สนใจสามารถเข้าถึงงานวิจัยดี ๆ ที่มีประโยชน์ได้ง่ายขึ้น รศ. ดร.วิษณุแนะว่า สถาบันการศึกษาที่เป็นเจ้าของผลงานวิจัย ควรกลั่นกรองและย่อยงานวิจัยให้อ่านง่ายและน่าสนใจสำหรับแต่ละกลุ่มผู้อ่าน

 

เรียนรู้อยู่เสมอและปรับตัวให้ทันโลก” คำแนะนำถึงนักวิจัยรุ่นน้อง

 

ดอกเตอร์หนุ่มบอกกับนักเศรษฐศาสตร์รุ่นน้องถึงการเป็นนักวิจัยที่ประสบความสำเร็จในโลกยุคปัจจุบัน โดยกุญแจสำคัญประกอบด้วย การติดตามข่าวสารอยู่เสมอ การไม่หยุดที่เรียนรู้ การปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยีและเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการทำงานวิจัยใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดึงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ลืม “หัวใจ” ของการเป็นนักวิจัยที่ดี นั่นคือ การมองเห็นปัญหาที่แท้จริงและการบูรณาการคำตอบได้อย่างรอบด้าน

 

“ยิ่งโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างทุกวันนี้ เรายิ่งต้องไม่หยุดเรียนรู้ เพราะถ้าเราหยุดเรียนรู้เมื่อไหร่ เราก็จะไม่เห็นว่าโลกไปถึงไหนแล้ว เราต้องอ่านเยอะ พออ่านเราจะเริ่มเกิดคำถามว่าประเทศไทยไปถึงไหน เราจะเริ่มมองเห็นปัญหาที่ประเทศเจอ เริ่มเห็นช่องว่างในการพัฒนา เริ่มเชื่อมโยงการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ซึ่งจะนำไปสู่งานวิจัยที่ขับเคลื่อนจากปัญหา ผมเชื่อว่างานวิจัยสามารถตอบโจทย์ทุกอย่างในเชิงของการขับเคลื่อนนโยบาย”

 

รศ. ดร.วิษณุทิ้งท้ายว่า บ่อยครั้งที่การทำงานของนักวิจัยไทยเปรียบเหมือนงาน “ปิดทองหลังพระ” แม้อาจไม่ได้เลื่อนขั้น แม้สังคมไม่รู้ว่าเบื้องหลังนโยบาย หรือแนวทางแก้ปัญหามาจากงานวิจัยใครแต่ถ้างานวิจัยนั้นช่วยแก้ปัญหาประเทศได้ นั่นถือเป็นรางวัลชีวิต แต่ทั้งนี้ ท่านยอมรับว่ารางวัลเกียรติยศ หรือการเชิดชูเกียรติจากองค์กรต่าง ๆ ถือเป็นน้ำหล่อเลี้ยงกำลังใจในการทำงานได้อย่างดี ดังเช่นความรู้สึกที่นักวิจัยหนุ่มคนนี้ได้รับจากรางวัล “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” “อาจารย์ป๋วยถือเป็นบุคคลต้นแบบในหลายด้าน โดยเฉพาะสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ที่ทำงานวิชาการอย่างผม ฉะนั้นการได้รางวัลนี้จึงถือเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต”

 

>> ดาวน์โหลด PDF Version
>> อ่าน e-Magazine