เมื่อ “เศรษฐกิจ” กลายเป็น “อาวุธ”
โลกใบใหม่ที่การค้าและการเงินกลายเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์

เมื่อ “เศรษฐกิจ” กลายเป็น “อาวุธ”  โลกใบใหม่ที่การค้าและการเงินกลายเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์

กลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กรุงเทพฯ กลายเป็นจุดนัดพบของนักเศรษฐศาสตร์จากหลากหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ได้ร่วมมือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในการจัดการประชุมวิชาการ “IMF Economic Review Conference 2026” ขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 มิถุนายน 2569

 

หัวข้อของการประชุมครั้งนี้อาจฟังดูคล้ายชื่อหนังสือรัฐศาสตร์มากกว่างานเศรษฐศาสตร์เสียอีก นั่นก็คือ “Power, Markets, and Strategy in a Changing Global Order” หรือ “อำนาจ ตลาด และยุทธศาสตร์ ในระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนไป” แต่เมื่อมองไปยังโจทย์ที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ไปจนถึงการแข่งขันทางเทคโนโลยี ก็อาจกล่าวได้ว่าเส้นแบ่งระหว่างเศรษฐศาสตร์กับการเมืองระหว่างประเทศอาจกำลังเลือนรางลงทุกที

ทำไมธนาคารกลางทั่วโลกต้องคุยกันเรื่อง “อำนาจ”?

คำตอบอยู่ในคำกล่าวเปิดงานของคุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ที่ชี้ว่าหัวข้อนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเปิดเสรีทางการค้า ระบบการเงินโลกที่เชื่อมโยงกัน และความร่วมมือในภูมิภาค คือเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนการเติบโตของโลกและเอเชีย แต่วันนี้บริบทเหล่านั้นกำลังเปลี่ยนไป เส้นแบ่งระหว่าง “ภูมิรัฐศาสตร์” กับ “เศรษฐกิจ” เริ่มเลือนจนแยกกันแทบไม่ออก ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากมุมหนึ่งของโลกกลับส่งผลต่อการค้า การลงทุน การผลิต เงินเฟ้อ และสุดท้ายก็มาถึงปากท้องของผู้คนไปทั่วโลก

 

เรียกได้ว่า เมื่อกติกาโลกเปลี่ยน นโยบายก็ต้องปรับตาม ไม่เพียงเพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะสั้น แต่ยังต้องวางรากฐานการปรับโครงสร้างในระยะยาว เพื่อให้เศรษฐกิจมีภูมิคุ้มกันและสามารถรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้น

โลกาภิวัตน์ 2.0 : เชื่อมโยงกันเหมือนเดิม แต่ทำไมเปราะบางขึ้น?

ไฮไลต์สำคัญของการประชุมนี้อยู่ที่ปาฐกถาพิเศษโดย ศาสตราจารย์ Şebnem Kalemli-Özcan จาก Brown University หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์มหภาคชั้นนำของโลก ในหัวข้อ “Economic Policies for a Globally Interdependent and Geopolitically Fragmented World” หรือ “นโยบายเศรษฐกิจสำหรับโลกที่เชื่อมโยงถึงกัน แต่แตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์”



ศาสตราจารย์ Kalemli-Özcan ได้เรียกยุคที่กำลังเกิดขึ้นนี้ว่า “โลกาภิวัตน์ 2.0” โลกที่ยังเชื่อมโยงกันแน่นเหมือนเดิม แต่โครงสร้างของระบบการค้าและการเงินกลับแตกแยกแบ่งออกเป็นหลายขั้วมากขึ้น ขณะเดียวกันหลายประเทศก็หันมาใช้นโยบายกีดกันทางการค้า ภายใต้เหตุผลของ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” และนี่คือจุดที่ชวนให้คิด เพราะความเชื่อมโยงระหว่างประเทศนั้นอาจกลายเป็นดาบสองคม ด้านหนึ่งมันอาจช่วยให้ประเทศรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้น แต่อีกด้านก็เปิดช่องให้ถูกหยิบมาใช้เป็น “เครื่องมือกดดัน” ระหว่างประเทศได้เช่นกัน

IMF-ER

นอกจากนี้ ยังได้ฝากแง่คิดเชิงนโยบายไว้สองประการ โดยประการแรก คือ ผู้ดำเนินนโยบายจำเป็นที่จะต้องมองความเชื่อมโยงระหว่างประเทศให้ขาด เพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบจากปัจจัยโลกได้แม่นยำ มิฉะนั้นนโยบายการค้าและเศรษฐกิจหลายอย่างอาจย้อนกลับมา “ทำร้ายตัวเอง” (self-defeating) และสร้างผลลัพธ์ที่ไม่มีใครคาดคิด และประการที่สอง คือ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์นี้อาจทำให้เงินเฟ้อสูงคงอยู่นานขึ้น ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความท้าทายให้กับธนาคารกลางในการดูแลเสถียรภาพราคา ภายใต้บริบทเช่นนี้ ธนาคารกลางจึงควรรักษาแนวนโยบายที่ชัดเจน เด็ดขาด และคาดการณ์ได้ ขณะที่นโยบายการคลังนั้น แม้อาจส่งผลในวงจำกัด แต่ก็ยังมีบทบาทสำคัญในการประคองภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการจ้างงานในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดัน

12 งานวิจัย กับคำถามว่า “ความเชื่อมโยง” คือพลังหรือจุดอ่อน?

หัวใจทางวิชาการของงานอยู่ที่บทความวิจัย 12 ชิ้น ซึ่งถูกจัดวางออกเป็น 5 ช่วง ไล่เรียงตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำของคำถามใหญ่ข้อเดียวที่ว่า ความเชื่อมโยงระหว่างประเทศนั้น เมื่อใดจึงกลายเป็น “อำนาจต่อรอง” และเมื่อใดจึงแปรเปลี่ยนเป็น “ความเปราะบาง” ?

 

เริ่มประชุมวันที่หนึ่ง บทวิเคราะห์แรกว่าด้วยนโยบายอุตสาหกรรม ว่าประเทศควรเลือกใช้นโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมแบบไหน เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถัดมาเป็นประเด็นที่หนักขึ้นอย่างการผิดนัดชำระหนี้ของภาครัฐ (sovereign default) พร้อมสองคำถามสำคัญว่าการประท้วงต่อต้านรัฐบาลสามารถนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ของภาครัฐได้หรือไม่ และเมื่อประเทศลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จะส่งผลต่อความสามารถในการกู้ยืมในตลาดการเงินโลกอย่างไร จากนั้นบทวิเคราะห์ค่อย ๆ ขยับเข้าสู่ประเด็นร้อนแรงของยุคสมัย นั่นก็คือความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์กับผลกระทบต่อโลกาภิวัตน์ทางการค้าระหว่างประเทศ การกีดกันทางเทคโนโลยี และเกมกดดันที่ประเทศมหาอำนาจเล่นกับ “ประเทศตรงกลาง” ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิสำคัญของระเบียบโลกใหม่

 

วันที่สองของการประชุมขยับเข้าสู่ประเด็นที่เข้มข้นยิ่งขึ้น เริ่มจากมาตรการคว่ำบาตร (sanctions) ทั้งในมิติของสาเหตุที่นำไปสู่การใช้เครื่องมือนี้ ผลกระทบ และความเชื่อมโยงกับนโยบายการเงินของแต่ละประเทศ จากนั้นบทสนทนาก็ขยายไปสู่คำถามที่ลึกยิ่งกว่าเดิม ว่าด้วยบทบาทของการคุ้มครองทางทหารของสหรัฐฯ ที่ไม่ได้ส่งผลเพียงในเชิงความมั่นคง แต่ยังสะท้อนกลับมายังพอร์ตการลงทุนของประเทศพันธมิตร และปิดท้ายด้วยประเด็นใกล้ตัวคนรุ่นใหม่ที่สุดอย่างเรื่องการเงินดิจิทัล (digital finance) ตั้งแต่บทบาทของ stablecoin ไปจนถึงศักยภาพของ fintech ในการยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงินของภาคธุรกิจในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

 

แม้หัวข้อวิจัยจะมีความหลากหลาย ตั้งแต่นโยบายอุตสาหกรรม หนี้สาธารณะ มาตรการคว่ำบาตร ไปจนถึงการเงินดิจิทัล แต่ทั้งหมดต่างสะท้อนภาพเดียวกัน นั่นก็คือ ทุกวันนี้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน การเงิน หรือกฎระเบียบ ล้วนกำลังถูกนำมาใช้ในเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆ

เสวนาปิดท้าย จะอยู่รอดอย่างไรในโลกที่ต้องพึ่งพากันแบบมีเงื่อนไข?

หลังจากการประชุมสองวันเต็ม การประชุมปิดฉากลงด้วยวงเสวนาเชิงนโยบายในหัวข้อ “Policy in a World of Strategic Interdependence” หรือ “นโยบายในโลกแห่งการพึ่งพาเชิงกลยุทธ์” ซึ่งได้ตั้งคำถามตรงไปยังโจทย์ใหญ่ของยุคสมัยว่า ประเทศต่าง ๆ จะอยู่รอด และรักษาผลประโยชน์ของตนเองอย่างไร โดยไม่ตัดขาดจากโลกที่ยังเชื่อมโยงถึงกัน และนี่คือมุมมองที่น่าสนใจจากแต่ละท่าน

 

ดร.ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงินจาก ธปท. ชี้ว่าประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กำลังเจอโจทย์หินในโลกหลายขั้วอำนาจ แม้จะแข็งแรงด้านเสถียรภาพการเงิน แต่ “ภาคเศรษฐกิจจริง” ยังเปราะบางอยู่มาก ทางออกระยะยาวจึงไม่ใช่นโยบายกระตุ้นระยะสั้น แต่คือการปรับโครงสร้าง เพื่อยกระดับศักยภาพและผลิตภาพของประเทศ

IMF-er

Selena Ling จาก Oversea-Chinese Banking Corporation Limited (OCBC) เสนอมุมมองว่าโลกไม่ได้เป็นโลกาภิวัตน์น้อยลงอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพียงแต่ “รูปแบบมันเปลี่ยนไป” สิ่งที่ประเทศต้องทำคือการกระจายความเสี่ยง สร้างกันชน (buffer) ไว้รองรับความไม่แน่นอน และดำเนินนโยบายเชิงรุกมากกว่าตั้งรับ

 

Professor Albert F. Park จาก Asian Development Bank (ADB) ย้ำว่าการจะได้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานโลกนั้น ลำพังนโยบายการค้าการลงทุนยังไม่พอ ต้องลงทุนพัฒนาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย ทั้งทักษะแรงงาน ความรู้ดิจิทัล และศักยภาพของภาคธุรกิจ

 

ส่วน Professor Danny Quah จาก National University of Singapore ฝากความหวังไว้กับความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่าง Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) และ Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership (CPTPP) ที่อาจเป็นกุญแจช่วยฟื้นระบบพหุภาคีที่ตั้งอยู่บนกติกา และช่วยให้ประเทศเล็ก ๆ ลดแรงกระแทกจากการแข่งขันของมหาอำนาจได้

Road to Thailand: ซ้อมใหญ่ก่อนเวทีโลกในเดือนตุลาคม

ในมุมหนึ่งการประชุมตลอดสองวันที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนงานวิจัยและข้อถกเถียงเชิงนโยบาย แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือการชวนให้ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และภาคธุรกิจร่วมกันทำความเข้าใจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี เพราะการประชุมครั้งนี้พิเศษกว่าการประชุมวิชาการทั่วไปคือ เนื่องจากเป็นหนึ่งในกิจกรรมชุด “Road to Thailand” ที่ปูทางไปสู่การประชุม 2026 Annual Meetings ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศไทยในวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 นี้

IMF-er

ทั้งนี้ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวทิ้งท้ายในประเด็นเรื่อง “อำนาจ ตลาด และยุทธศาสตร์” ที่นำมาถกกันตลอดการประชุม ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงหัวข้อทางวิชาการ หากแต่ยังเป็นการวางรากฐานให้กับธีมหลักของการประชุม 2026 Annual Meetings ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ขอบฟ้าใหม่” โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา และสร้างระบบเศรษฐกิจการเงินที่มีภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต”

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่คือเราจะสร้างความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นได้มากพอหรือไม่ ในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป 

 

แล้วพบกันที่งานประชุม 2026 Annual Meetings ที่ประเทศไทย

IMF-er
IMF-er
IMF-er
IMF-er
IMF-er

เรื่อง : สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
เรียบเรียง : กองบรรณาธิการ 

Tag ที่เกี่ยวข้อง

BOT Magazine The Knowledge