Buy Now Pay Later (ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง) :
Pay ยังไง ไม่ให้ Pain ทีหลัง
บทสนทนาระหว่าง 2 พี่น้อง
พี่พลอย : โอ้โห น้องแพร สั่งของอะไรมาเยอะแยะเลย ถูกหวยงวดนี้หรือโบนัสเพิ่งออกเหรอ
น้องแพร : เปล่าเลยค่ะพี่พลอย แพรแค่ซื้อของออนไลน์ พี่พลอยรู้มั้ยว่าเดี๋ยวนี้เราใช้ Buy Now Pay Later จ่ายได้นะ กดสมัครก็ง่าย อนุมัติก็ไว แถมเลือกผ่อนได้หลายอย่างและผ่อนได้หลายเดือนด้วย เพื่อนแพรใช้กันเยอะมาก
พี่พลอย : โอ้ว มีแบบนี้ด้วยเหรอ พี่ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เลย ไว้ว่าง ๆ น้องแพรมาสอนพี่ใช้หน่อย ดีจัง อะไร ๆ ก็ผ่อนได้ ต่อไปนี้อยากได้อะไรเราก็ซื้อเลย😊
Buy Now Pay Later (BNPL) ที่น้องแพรใช้ซื้อและผ่อนสินค้ามากมายหลายรายการนั้นคืออะไร ทำไมปัจจุบันคนส่วนใหญ่ถึงนิยมใช้กัน มีความเสี่ยงหรือข้อพึงระวังอะไรบ้าง และมีเทคนิคการใช้อย่างไรให้ได้ประโยชน์ ในบทความนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จัก Buy Now Pay Later ให้มากขึ้นกัน1
Buy Now Pay Later (BNPL) หรือ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” คือรูปแบบหนึ่งของสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) แบบไม่มีหลักประกัน ไม่ใช่ช่องทางการชำระเงิน (Payment Method) อย่างที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดกัน ผู้ใช้บริการที่ได้รับอนุมัติสามารถใช้วงเงินได้กับร้านค้าบนแพลตฟอร์มชอปปิงออนไลน์ และหน้าร้านค้าที่รับชำระบริการประเภทนี้ได้
ลักษณะสำคัญของสินเชื่อประเภทนี้คือ ผู้ใช้บริการจะได้รับสินค้าหรือบริการมาใช้ก่อน แล้วค่อยชำระเงินคืนภายหลังตามระยะเวลาที่เลือก เช่น ชำระคืนภายใน 1 เดือน (ส่วนใหญ่จะไม่เสียดอกเบี้ย) หรือเลือกผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ตามแผนการผ่อนชำระที่ผู้ให้บริการเสนอ เช่น ผ่อน 2-6 เดือน (ส่วนใหญ่จะถูกคิดดอกเบี้ยตามอัตราที่ผู้ให้บริการกำหนด)
ผู้สมัครใช้บริการแทบจะไม่ต้องยื่นเอกสารเพิ่ม เพราะผู้ให้บริการจะพิจารณาจากประวัติการซื้อและการชำระเงินค่าสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์ม อาชีพ รายได้2 อัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15% และ 25% ต่อปี ขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้บริการอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)3 หรือไม่
นอกจากเรื่องการได้สินค้าและบริการมาใช้ก่อนโดยไม่ต้องจ่ายเงินสดทั้งก้อนทันทีแล้ว สินเชื่อ BNPL ยังมีข้อดีเรื่องอื่น ๆ ที่เด่นชัดอีก เช่น การสมัครใช้บริการที่ค่อนข้างง่าย ขั้นตอนสมัครไม่ยุ่งยากซับซ้อน ใช้เอกสารการสมัครและยืนยันตัวตนน้อย4 เช่น ใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวและถ่ายรูปเพื่อยืนยันตัวตนก็สามารถสมัครขอใช้วงเงินสินเชื่อ BNPL ได้แล้ว ระยะเวลาในการพิจารณาอนุมัติก็รวดเร็วมาก ผู้ให้บริการส่วนใหญ่อนุมัติวงเงินแทบจะทันทีหลังจากกรอกข้อมูลและทำตามขั้นตอนที่กำหนดไว้เสร็จสิ้น (ระยะเวลาตั้งแต่การกรอกข้อมูลเพื่อสมัครจนถึงการได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 10 นาที) ทำให้คนได้วงเงิน BNPL มาโดยง่าย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่ได้มีรายได้ประจำ เช่น ฟรีแลนซ์ พ่อค้า แม่ค้า ที่อาจจะเข้าถึงสินเชื่อในระบบประเภทต่าง ๆ ได้ค่อนข้างยาก ก็สามารถสมัครและเข้าถึงสินเชื่อประเภทนี้ได้
นอกจากนี้ สินเชื่อ BNPL ยังมีข้อดีในเรื่องของการช่วยบริหารสภาพคล่องทางการเงินด้วย เพราะผู้ใช้บริการสามารถวางแผนการใช้จ่ายเงินของตนเองได้ จากการเลือกผ่อนชำระค่าสินค้าและบริการเป็นงวด ๆ ตามความสามารถในการชำระหนี้ของตนเอง ทำให้สภาพคล่องทางการเงินไม่สะดุดและได้สินค้าและบริการที่ตนเองต้องการมาใช้งานด้วย
หาก BNPL เป็นดาบ นอกจากคมแรกที่มีประโยชน์แล้ว ยังมีอีกคมที่ผู้ใช้บริการควรรู้ คือ ความเสี่ยงและข้อพึงระวังของสินเชื่อ BNPL ซึ่งมีดังนี้
1. อาจก่อหนี้เกินตัว เพราะชอปเกินห้ามใจ : ความสะดวกรวดเร็วในการสมัคร ขั้นตอนการซื้อและจ่ายเงินที่ง่าย สามารถผ่อนสินค้าได้หลากหลายประเภทและราคา แถมมีโปรโมชันและส่วนลดต่าง ๆ มากมาย อาจทำให้ผู้ใช้บริการหลายคนตกเป็นเหยื่อการตลาด กดซื้อของและใช้วงเงินโดยไม่ทันระวังหรือไม่ทันคิดให้รอบคอบ มารู้ตัวอีกทีก็เป็นหนี้เกินตัวเพราะซื้อของเกินความจำเป็นไปแล้ว
2. เสียดายวงเงินจนก่อหนี้เพิ่ม : ผู้ให้บริการหลายแห่งมีการเสนอวงเงินเสริมหรือวงเงินชั่วคราวเพิ่มเติมจากวงเงินหลักให้แก่ผู้ใช้บริการด้วย ซึ่งถ้าเราไม่ทันไตร่ตรองถึงความจำเป็นในการใช้วงเงิน เราอาจก่อหนี้เพิ่มเพียงเพราะเห็นแก่วงเงินที่ได้รับเพิ่มเติม
3. ยอดผ่อนต่อชิ้นน้อย ไม่ได้หมายความว่าจ่ายไหว : บางครั้งเราคิดแค่เพียงว่ายอดผ่อนชำระสินค้าแต่ละชิ้นไม่ได้สูงมาก เช่น ผ่อนในราคาหลักสิบ หลักร้อยต่องวด จึงด่วนสรุปว่ายังไงเราก็ผ่อนจ่ายไหวแน่นอน แต่เราลืมพิจารณาภาพรวมทั้งหมดไปว่า หากเราผ่อนสินค้าที่ยอดผ่อนต่อชิ้นน้อยจำนวนหลายชิ้น ก็อาจทำให้ยอดผ่อนรวมทั้งหมดในแต่ละเดือนเป็นจำนวนที่มากได้ จนเราอาจจะผ่อนชำระไม่ไหวในที่สุด
4. ขาดวินัยในการจ่ายหนี้ : หากผู้ใช้บริการควรจ่ายหนี้ไม่เต็มจำนวนที่ถูกเรียกเก็บและ / หรือจ่ายหนี้ไม่ตรงเวลา จะเสียประวัติในรายงานข้อมูลเครดิตบูโร
5. มีปัญหาเพราะไม่รู้เงื่อนไขและข้อตกลงในการใช้บริการ : ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่จะกดยอมรับเงื่อนไขและข้อตกลงในทันทีตอนกดสมัครขอสินเชื่อ ไม่ค่อยอ่านเงื่อนไขและข้อตกลงในการใช้บริการก่อนตัดสินใจสมัครขอสินเชื่อ BNPL ทำให้ไม่รู้ไม่เข้าใจรายละเอียดการใช้บริการ และอาจเกิดปัญหาหรือข้อพิพาทในการใช้บริการในภายหลังได้ ซึ่งรายละเอียดที่ควรอ่านก่อน เช่น อัตราดอกเบี้ยที่คิด ทั้งอัตราดอกเบี้ยปกติและอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระ ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ค่าปรับกรณีชำระล่าช้า สิทธิในการยกเลิกหรือคืนสินค้า ทั้งนี้ หากอ่านแล้วมีคำถามหรือข้อสงสัย ควรสอบถามผู้ให้บริการให้เข้าใจก่อนสมัครใช้บริการ
ข้อมูลจากงานวิจัย Consumer Research Bulletin Buy Now Pay Later
Consumer Insights Update ของ Central Bank of Ireland ปี 2023
6. เจอดอกเบี้ยหลบมุม : ยอดผ่อนชำระสินค้าแต่ละชิ้นอาจดูน้อย แต่แท้จริงแล้วอัตราดอกเบี้ยต่อปีอาจสูงมาก ผู้ใช้บริการควรคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่เสียดูก่อนกดซื้อว่ามากน้อยแค่ไหน แล้วยังคุ้มค่าพอที่จะเสียดอกเบี้ยจำนวนนั้นหรือไม่ นอกจากนี้ แม้ดอกเบี้ยที่เสียต่อรายการที่ซื้อจะมีจำนวนไม่มาก แต่หากกดซื้อหรือผ่อนชำระสินค้าหลายชิ้น ก็อาจเสียดอกเบี้ยรวมทั้งหมดเป็นจำนวนที่มากได้
7. อาจถูกคิดค่าธรรมเนียมแฝง : ผู้ใช้บริการอาจถูกคิดค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในการซื้อสินค้าเพิ่มเติม เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการหรือดำเนินการ (Processing Fees) ทำให้สินค้าที่ซื้อแพงกว่าที่คิดไว้
8. เผลอจ่ายแบบ BNPL เพราะไม่เช็กก่อนกด : ผู้ให้บริการบางแห่งอาจตั้งค่าการชำระเงินให้อยู่ที่วิธีการชำระเงินด้วยวิธี BNPL เป็นอันดับแรก หากเราไม่ตรวจสอบวิธีการชำระเงินให้ดีก่อนกดชำระเงินค่าสินค้าและบริการ ว่าเป็นวิธีการชำระเงินที่เราต้องการใช้แน่ ๆ เช่น ชำระด้วยเงินสด บัตรเครดิต ชำระเงินปลายทาง เราอาจกดใช้วงเงินสินเชื่อ BNPL โดยไม่ทันระวังหรือไม่ทันรู้ตัวได้
เมื่อรู้ทั้งประโยชน์และความเสี่ยงจากการใช้ BNPL แล้ว ขอแนะนำเทคนิคดี ๆ ในการใช้สินเชื่อ BNPL ให้ได้ประโยชน์สูงสุดและเกิดปัญหาน้อยที่สุด ดังนี้
1. ตรวจสอบภาระหนี้ที่มี ก่อนก่อหนี้ใหม่ : ตรวจสอบภาระหนี้ที่ต้องผ่อนชำระต่อเดือนดูก่อนว่าปัจจุบันมีภาระผ่อนหนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือนอยู่ที่เท่าไหร่ ก่อนตัดสินใจใช้สินเชื่อ BNPL เพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ภาระผ่อนหนี้ต่อเดือนหนักมากเกินไปและตัวเองยังสามารถจ่ายหนี้ไหว ซึ่งสัดส่วนภาระผ่อนหนี้ที่ดีคือไม่ควรเกิน 1 ใน 3 หรือ 33% ของค่าใช้จ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน6 หากคำนวณแล้วสัดส่วนภาระหนี้ยังไม่ถึง 33% ของรายได้ ก็อาจจะพิจารณาใช้สินเชื่อ BNPL ซื้อหรือผ่อนชำระสินค้าเพิ่มเติมได้ ถ้าจำเป็น
2. หมั่นตรวจสอบยอดหนี้และจำนวนงวดที่เหลือ : ว่ายอดหนี้คงเหลือที่เราต้องผ่อนชำระของสินค้าและบริการแต่ละชิ้นในแต่ละแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการเหลือยอดหนี้เท่าไหร่ และต้องผ่อนชำระอีกกี่งวดถึงจะชำระหมด เพื่อให้เราวางแผนจัดการสภาพคล่องในแต่ละเดือนของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. วางแผนก่อนซื้อเสมอ : กำหนดสัดส่วนการชอปปิงในแต่ละเดือนว่าไม่ควรเกินกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ เพื่อควบคุมการใช้จ่ายไม่ให้มากเกินไป นอกจากนี้ ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า / บริการ ให้ตั้งสติ คิดให้ดี คิดให้รอบคอบถึงความจำเป็นของสินค้าและบริการที่จะซื้อว่ามันจำเป็นต้องซื้อจริง ๆ หรือเพราะแค่เราอยากได้เท่านั้น
4. เปรียบเทียบก่อนใช้ : ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า 1 ชิ้น อาจลองเปรียบเทียบราคา อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขการให้บริการของแต่ละผู้ให้บริการ BNPL ดูก่อน และค่อยเลือกซื้อสินค้าและบริการจากผู้ให้บริการที่เสนอเงื่อนไขและข้อตกลงที่ดีที่สุด
5. วางแผนจ่ายหนี้ให้ดี จะได้ไม่มีปัญหา : เช่น
ไม่ว่าสินเชื่อประเภทใดก็ตามรวมทั้ง BNPL หากรู้และใช้อย่างถูกวิธีก็จะเป็นประโยชน์ แต่หากใช้โดยขาดความเข้าใจและรอบคอบย่อมทำให้เกิดปัญหาตามมา ที่สำคัญกว่านั้น ปัญหาหนี้อาจไม่ได้เกิดจากการมีสินเชื่ออยู่ในมือเรา แต่เริ่มจากปัญหาการจัดการรายรับ-รายจ่าย การไม่มีแผนสำรองเรื่องเงิน หรือทัศนคติในแง่ต่าง ๆ เช่น ความเกรงใจที่เกินพอดีหรือการเปรียบเทียบคุณค่าของตัวเองกับคนอื่นจากสิ่งของภายนอก ดังนั้น จึงควรค้นหาสาเหตุอื่น ๆ นอกเหนือจากเรื่องเงินไม่พอใช้ และหาทางแก้ไขควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาในเชิงการเงิน เพื่อให้เรามีชีวิตทางการเงินที่ดีอย่างอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้น BNPL ก็เป็นเพียงน้ำบ่อใหม่ที่มาเพิ่มปัญหา หรือเป็นปัญหาแรก ๆ ในชีวิตของผู้ใช้บริการทางการเงินหน้าใหม่ก็เป็นได้
เรื่อง : ฝ่ายส่งเสริมความรู้ด้านการเงิน
1 บทความนี้เน้นเล่าถึง Buy Now Pay Later ที่ซื้อของผ่านแพลตฟอร์มชอปปิงออนไลน์ของผู้ให้บริการเป็นหลัก
2 ความเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อขึ้นกับผู้ให้บริการแต่ละแห่ง สำหรับผู้ให้บริการบางแห่ง แม้ผู้ขอใช้บริการไม่เคยมีประวัติการซื้อสินค้าและบริการในแพลตฟอร์มนั้นมาก่อน ก็สามารถสมัครและได้รับอนุมัติวงเงิน แต่ผู้ให้บริการบางแห่ง แม้ผู้ขอใช้บริการมีประวัติการซื้อสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์มนั้นมาก่อน ก็อาจไม่สามารถยื่นขอสมัครสินเชื่อ BNPL ได้
3 ผู้ให้บริการสินเชื่อ BNPL ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท. เป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ซึ่งในกรณีของสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล จะสามารถให้วงเงินได้สูงสุดรายละไม่เกิน 20,000 บาท อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 25% ต่อปี ระยะเวลาการชำระคืนไม่เกิน 6 เดือน ขณะที่ผู้ให้บริการสินเชื่อ BNPL ที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท. สามารถปล่อยกู้โดยให้วงเงินมากกว่า 20,000 บาท อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ระยะเวลาชำระคืนขึ้นกับผู้ให้บริการแต่ละแห่งกำหนด
4 ยกเว้นผู้ให้บริการที่มีขั้นตอนการสมัครขอใช้วงเงินสินเชื่อกำหนดให้ต้องส่งเอกสารการสมัครหลายอย่าง เช่น สลิปเงินเดือนและประวัติรายการเดินบัญชี สำหรับผู้สมัครที่เป็นพนักงานประจำ ผู้ให้บริการบางรายกำหนดให้ส่งรายงานข้อมูลเครดิต หรือกำหนดให้ต้องผูกบัญชีบัตรเดบิต / บัตรเครดิตก่อนถึงจะสมัครขอใช้บริการได้
5 ผู้ให้บริการสินเชื่อ BNPL บางแห่งเป็นสมาชิกบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (National Credit Bureau – NCB) จึงมีหน้าที่ต้องส่งรายงานประวัติการชำระหนี้ของลูกหนี้หรือผู้ใช้บริการ BNPL ให้ NCB ด้วย ซึ่งประวัติการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่สถาบันการเงินนำมาใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ หากลูกหนี้ชำระหนี้ตรงเวลาและเต็มจำนวน ประวัติเครดิตก็จะดี และมีโอกาสสูงที่จะได้รับการอนุมัติสินเชื่อในอนาคตจากสถาบันการเงิน แต่หากลูกหนี้มีประวัติชำระหนี้ล่าช้า ไม่ตรงเวลา ประวัติเครดิตก็จะไม่ดี ทำให้อาจยากในการได้รับอนุมัติสินเชื่อ และอาจถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น ดอกเบี้ยผิดนัด ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ค่าติดตามทวงถามหนี้ (อัตราการเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ขึ้นกับผู้ให้บริการแต่ละแห่งกำหนด)
6 วิธีการคำนวณสัดส่วนภาระผ่อนหนี้ต่อเดือนคือ เอารายได้ต่อเดือนหารด้วยยอดรวมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน