คำถามพบบ่อย

หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยง

ของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดสำหรับสถาบันการเงิน

คำถาม-คำตอบ (มีผลบังคับใช้ 1 พฤศจิกายน 2569)

เนื่องจากการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด (เช่น การเบิกถอนเงิน การฝากเงิน หรือแลกธนบัตร) มักไม่มีการบันทึกข้อมูลการทำธุรกรรมและตัวตนผู้ใช้เงินสด จึงมีข้อจำกัดในการติดตามหรือตรวจสอบเส้นทางการเงิน จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่มักถูกใช้ในการปิดบังการเคลื่อนย้ายเงินหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงินที่ได้มาจากการก่ออาชญากรรม ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินถูกใช้เป็นช่องทาง/เครื่องมือสนับสนุนการทำความผิดหรือกิจกรรมผิดกฎหมาย ธปท. จึงออกหลักเกณฑ์ฉบับนี้ ซึ่งขยายขอบเขตการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดให้ครอบคุลมถึง การรับฝากเงิน การแลกเงิน (ทั้งเงินบาท และสกุลเงินตราต่างประเทศ) การรับชำระเงินค่าผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินด้วยเงินสดหรือเช็ค/ดราฟต์ให้นับรวมกันทุกผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่มีลักษณะเป็นเครื่องมือ/สินทรัพย์ที่สามารถรักษาความมั่งคั่งได้ เพิ่มเติมจากการเบิกถอนเงินสดที่กำหนดในประกาศฉบับเดิม

(1) การเบิกถอนเงินสด / การเบิกถอนเงินเป็นเช็คหรือดราฟต์ไม่ขีดคร่อม / การขึ้นเช็คหรือดราฟต์ (การขายเช็คหรือดราฟต์เพื่อรับเงินสด)
(2) การฝากเงินสด / การฝากเงินด้วยเช็คหรือดราฟต์ (ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจน) / การฝากเงินที่ไม่ได้อยู่ในรูปบัญชีเงินฝาก (เช่น บัตรเงินฝาก)
(3) การซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนธนบัตรสกุลเงินตราต่างประเทศ
(4) การซื้อเช็คหรือดราฟต์ด้วยเงินสด
(5) การรับแลกธนบัตรสกุลเงินบาท (ไม่รวมกรณีธนบัตรชำรุด) การรับชำระเงินค่าผลิตภัณฑ์หรือบริการทางการเงินด้วยเงินสดหรือเช็คหรือดราฟต์ (ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจน)

ได้ตามปกติ สามารถนำเช็คส่วนบุคคล หรือเช็คบริษัท ไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใด นำฝากเข้าบัญชีได้ตามปกติ โดยไม่ต้องแจ้งข้อมูลเพิ่มเติม

กรณีฝากแคชเชียร์เช็ค/ดราฟต์ ที่ออกโดยธนาคาร มูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป เข้าบัญชี
ธนาคารต้องสอบถามแหล่งที่มาของแคชเชียร์เช็ค/ดราฟต์นั้น เช่น ได้รับมาเพื่อวัตถุประสงค์ใด
(อาทิ ได้รับแคชเชียร์เช็คจากการขายสินค้าและบริการ) โดยไม่ต้องยื่นเอกสารประกอบเพิ่มเติม

เช็คที่ออกโดยบัญชีส่วนบุคคลหรือนิติบุคคล เป็นเช็คที่เจ้าของบัญชีสั่งจ่ายจากบัญชีของตนเอง จึงทราบแหล่งที่มาของเงินอย่างชัดเจน
แคชเชียร์เช็ค/ดราฟต์ เป็นตราสารที่ออกโดยธนาคาร หากซื้อด้วยเงินสด จะทำให้ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของเงินอย่างชัดเจน

ลูกค้าต้อง (1) แสดงตัวตนก่อนทำธุรกรรม เช่น บัตรประชาชน (คนไทย) /หนังสือเดินทางหรือเอกสารแสดงตนที่ส่วนราชการไทยออกให้ (คนต่างชาติ) เบอร์โทร/อีเมล ลายมือชื่อ และ (2) ต้องแจ้งข้อมูลตามประเภทธุรกรรมเพิ่มเติม ดังนี้
1. การเบิกถอนเงินสด / การเบิกถอนเงินเป็นเช็คหรือดราฟต์ไม่ขีดคร่อม / การขึ้นเช็คหรือดราฟต์ (การขายเช็คหรือดราฟต์เพื่อรับเงินสด): ต้องแจ้งข้อมูลวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรม
2. การฝากเงินสด / การฝากเงินด้วยเช็คหรือดราฟต์ (ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจน)/ การฝากเงินที่ไม่ได้อยู่ในรูปบัญชีเงินฝาก: ต้องแจ้งข้อมูลแหล่งที่มาของเงินและข้อมูลวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรม
3. การซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนธนบัตรสกุลเงินตราต่างประเทศ: ต้องแจ้งข้อมูลแหล่งที่มาของเงินและข้อมูลวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรม
4. การรับชำระเงินค่าผลิตภัณฑ์หรือบริการทางการเงินด้วยเงินสดหรือเช็คหรือดราฟต์ (ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจน): ต้องแจ้งข้อมูลแหล่งที่มาของเงินและข้อมูลวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรม
5. การรับแลกธนบัตรสกุลเงินบาท (ไม่รวมกรณีธนบัตรชำรุด)  และซื้อเช็คหรือดราฟต์ด้วยเงินสด: ต้องแจ้งข้อมูลแหล่งที่มาของเงินและข้อมูลวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรม

คำถาม-คำตอบ (มีผลบังคับใช้ 1 เมษายน 2569)

เพื่อป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินถูกใช้เป็นช่องทาง/เครื่องมือสนับสนุนการทำความผิดหรือกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น การเคลื่อนย้าย หรือปกปิดแหล่งที่่มาของเงิน โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด เช่น การถอนเงินสด หรือการขึ้นเงินจากเช็คที่ไม่ระบุชื่อผู้รับ 

การติดตามและตรวจสอบเส้นทางการเงินของธุรกรรมเงินสดทำได้ยาก เนื่องจากไม่มีการบันทึกข้อมูลการนำเงินสดไปใช้ รวมถึงไม่รู้ตัวตนของผู้ใช้เงินสด

สถาบันการเงินจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือเคลื่อนย้ายเงินจากการก่ออาชญากรรมเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะนี้

  • การเบิกถอนเงินสด
  • การเบิกถอนเงินที่เกี่ยวข้องกับเช็คเงินสดที่ไม่ขีดคร่อมเข้าบัญชี เช่น การถอนเงินโดยออกเป็นเช็คเงินสด หรือการนำเช็คเงินสดไปขึ้น

กรณีลูกค้าต้องการถอนเงินสดที่สาขา หรือ การเบิกถอน/ขึ้นเงินจากเช็คเงินสดที่ไม่ขีดคร่อมเข้าบัญชี โดยมีจำนวนตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป

  • ลูกค้าต้องดำเนินการ (1) แสดงตัวตน/ข้อมูลปัจจุบัน เช่น กิจการ อาชีพ (2) แจ้งวัตถุประสงค์การใช้เงินสด และแสดงเอกสารประกอบ (ถ้ามี)
  • หากลูกค้าไม่สามารถแจ้งวัตถุประสงค์/เหตุผล/ความจำเป็น หรือไม่สามารถให้เอกสาร/ข้อมูลที่จำเป็นได้ สถาบันการเงินไม่สามารถทำธุรกรรมเบิกถอนเงินสดดังกล่าวให้ได้

 

กรณีลูกค้าต้องการโอนเงิน หรือใช้เช็คที่ขีดคร่อมเข้าบัญชี จำนวนตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป สามารถทำได้ตามปกติ เนื่องจากเป็นธุรกรรมที่ติดตามหรือตรวจสอบเส้นทางการเงินได้  

  • กรณีธุรกรรมเงินสดที่ยอดไม่สูงหรือความเสี่ยงต่ำ ใช้เวลาทำธุรกรรมไม่แตกต่างจากเดิม
  • กรณีธุรกรรมเงินสดเกิน 5 ล้านบาท อาจใช้เวลามากขึ้นในบางกรณี จากการสอบถามข้อมูล/ขอเอกสารเพิ่มเติม

การตรวจสอบการทำธุรกรรมเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ไม่เกี่ยวข้องกับการอายัดบัญชี

ดังนั้น แม้ลูกค้าจะไม่สามารถเบิกถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทได้ (เนื่องจากไม่สามารถระบุชื่อผู้รับ/วัตถุประสงค์การใช้เงิน/ให้เอกสารประกอบ) ลูกค้ายังสามารถใช้บัญชีทำธุรกรรมอื่น ๆ ได้ตามปกติ