ทนายปีศาจ: คนดี กติกา และราคาของความยุติธรรม
คอลัมน์บางขุนพรหมชวนคิด | 23 มิถุนายน 2569
นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักซีรีส์ไทยอันโด่งดัง “ทนายปีศาจ” ที่ทะยานขึ้นอันดับ 1 บน Netflix ในหลายประเทศทั่วโลก ซีรีส์เรื่องนี้เต็มไปด้วยคดีที่พลิกผันเดาไม่ถูก การโต้เถียงอย่างชาญฉลาดในชั้นศาล และตัวละครที่มีมิติทางศีลธรรมอันซับซ้อน แต่หากมองลึกลงไปกว่านั้น ซีรีส์เรื่องนี้กำลังตั้งคำถามที่สำคัญยิ่งต่อสังคมที่ไม่ใช่เพียงว่า “ใครผิดหรือใครถูก?” แต่คือ “เหตุใดระบบยุติธรรมจึงเปิดพื้นที่ให้ความไม่ยุติธรรมดำรงอยู่ได้?”
คำถามนี้สอดคล้องกับกรอบความคิดหรือแก่นของหนังสือ “Why Nations Fail” ที่เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล 2 ท่าน คือ Daron Acemoglu และ James A. Robinson ซึ่งเสนอว่า ความมั่งคั่งหรือความล้มเหลวของประเทศใด ๆ นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ หรือความรู้ของคนเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพของสถาบัน” (institutions) ที่กำหนดแรงจูงใจ (incentives) และโอกาส (opportunities) ในสังคม อันเป็นแนวคิดในวิชาเศรษฐศาสตร์สถาบัน (institutional economics)
บางขุนพรหมชวนคิดวันนี้ จึงขอนำกรอบความคิดทางเศรษฐศาสตร์ดังกล่าวมาส่องดู “ทนายปีศาจ” ให้ลึกลงไป และจะพบว่า ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “ทนาย” หรือกระบวนการต่อสู้ในห้องพิจารณาคดีเท่านั้น หากเป็นภาพสะท้อนของ “สถาบันหรือระบบ” ในความหมายที่กว้างและลึกกว่า เพราะครอบคลุมทั้งระบบกฎหมาย โครงสร้างอำนาจ กลไกของรัฐ ตลอดจน “แรงจูงใจ” ที่กำหนดพฤติกรรมของผู้คนในสังคม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง “ทนายปีศาจ” คือภาพจำลองของระบบที่กติกาไม่ได้เป็นกลาง แต่ทำหน้าที่กำหนดว่าใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบ ใครเข้าถึงโอกาส และใครถูกกันออกจากระบบ ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงในมิติของความยุติธรรมเชิงกฎหมาย หากแต่ขยายไปสู่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และท้ายที่สุดคือคำถามสำคัญว่า ในระบบเช่นนี้ “การเป็นคนดี” ยังเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่
อันที่จริง ในอุดมคตินั้น ระบบกฎหมายควรตั้งอยู่บนหลัก “rule of law” คือทุกคนอยู่ภายใต้กฎกติกาเดียวกัน และกฎหมายถูกใช้เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเท่าเทียม
แต่ในซีรีส์เรื่องนี้ เรากลับเห็นภาพของ “rule by law” อย่างชัดเจน กล่าวคือ กฎหมายไม่ได้เป็น “กติกากลาง” แต่กลายเป็น “เครื่องมือ” ที่ผู้มีอำนาจสามารถใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเองแทน
Acemoglu และ Robinson เรียกโครงสร้างลักษณะนี้ว่า extractive institutions หรือสถาบันที่เอื้อให้เกิดการ “กอบโกย” (extract) ทรัพยากรและโอกาสจากคนส่วนใหญ่ไปสู่คนส่วนน้อย
สิ่งที่น่าสนใจคือ ระบบเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องเต็มไปด้วย “คนเลว” หากแต่เป็นระบบที่สร้างแรงจูงใจให้คนธรรมดาต้องปรับพฤติกรรมเพื่อเอาตัวรอดภายใต้กติกาอันบิดเบี้ยว และเมื่อเวลาผ่านไป พฤติกรรมดังกล่าวก็อาจกลายเป็นเรื่องปกติของระบบ
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญจาก Why Nations Fail คือ “ดุลยภาพทางการเมือง” (political equilibrium) ซึ่งหมายถึง สถานการณ์ที่กลุ่มผู้มีอำนาจไม่มีแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงระบบอีกต่อไป แม้ระบบนั้นจะไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่เป็นธรรมเพียงใดก็ตาม
ในซีรีส์ เราเห็นตัวละครจำนวนมาก ตั้งแต่ทนาย ผู้พิพากษา นักการเมืองไปจนถึงนักธุรกิจที่รับรู้ถึงความบิดเบี้ยวของระบบ แต่ยังคงดำรงอยู่ในนั้นต่อไป เพราะต้นทุนของการ “ออกจากเกม” สูงเกินไป ดังที่ Acemoglu และ Robinson ชี้ไว้ สถาบันแบบ extractive มักคงอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะมันดีที่สุด แต่เพราะมันมีความ “เสถียร” สำหรับผู้ที่ได้ประโยชน์
อีกมิติหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับข้อถกเถียงในเศรษฐศาสตร์สถาบันคือ state capacity หรือ “ขีดความสามารถของรัฐ” ก็ปรากฏอย่างเด่นชัดในซีรีส์ เราไม่ได้เห็นเพียงการ “ใช้กฎหมายแบบผิด ๆ” แต่ยังเห็นการ “บังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เสมอภาค” เช่น การเร่งรัดคดีบางคดี ขณะที่บางคดีกลับถูกดอง หลักฐานบางอย่างได้รับการยอมรับ ขณะที่บางอย่างถูกมองข้าม และที่สำคัญ ผู้มีอำนาจสามารถ “ต่อรอง” กระบวนการยุติธรรมได้ตลอด
สิ่งเหล่านี้สะท้อนสถานการณ์ที่แม้กฎหมายจะให้อำนาจแก่รัฐอย่างเป็นทางการ (de jure power) แต่ในทางปฏิบัติ กลุ่มอิทธิพลและเครือข่ายผลประโยชน์กลับมีอำนาจต่อรองสูงจนบิดเบือนการบังคับใช้กฎหมายได้
ในเชิงเศรษฐกิจ ผลกระทบยิ่งชัดเจน เพราะการลงทุน การให้สินเชื่อ หรือแม้แต่การทำสัญญาทางธุรกิจ ล้วนพึ่งพาความเชื่อมั่นว่า “กติกาจะถูกบังคับใช้อย่างเป็นธรรม”
ในระบบที่สถาบันมีลักษณะ extractive เงินทุนและสินเชื่อไม่ได้ไหลไปสู่ผู้ที่มีศักยภาพสูงสุด แต่ไปสู่ผู้ที่มี “connections” ขณะที่ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นโดยไม่จำเป็นจากความไม่แน่นอน ธุรกิจรายเล็ก ๆ ถูกกีดกันจากโอกาสอันริบหรี่ในการแข่งขัน
ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับข้อเสนอสำคัญใน Why Nations Fail ที่ว่า เมื่อสถาบันไม่สามารถคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินและบังคับใช้กติกาได้อย่างเป็นธรรม การลงทุน นวัตกรรม และการเติบโตทางเศรษฐกิจย่อมถูกบั่นทอนลง
Acemoglu และ Robinson ยังเน้นย้ำว่า ระบบหรือสถาบันในปัจจุบันเป็นผลลัพธ์ของ “เส้นทางประวัติศาสตร์” (path dependence) ระบบกฎหมายไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในวันเดียว แต่ค่อย ๆ พัฒนา ไม่ว่าจะในทางที่ดีหรือบิดเบี้ยว ผ่านโครงสร้างอำนาจ วัฒนธรรม และเหตุการณ์ในอดีต
ในซีรีส์เรื่องนี้ เราเห็น “วัฒนธรรมของการเอาตัวรอด” ที่ฝังลึกในระบบ ซึ่งไม่ได้เกิดจากคนรุ่นเดียว แต่เป็นผลสะสมของระบบที่ไม่เคยถูกปฏิรูปอย่างแท้จริง
เรามักได้ยินคำอธิบายเมื่อเกิดปัญหาว่า “ต้องให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง” หรือ “ต้องปลูกฝังคุณธรรมให้คนในสังคม” ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ผิด และในหลายมิติยังมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการมีผู้นำที่มีจริยธรรม รู้ดีรู้ชั่วการอบรมบ่มเพาะประชาชนให้มีศีลธรรม และการสร้างค่านิยมที่ดีงาม ล้วนเป็นรากฐานของสังคมที่เข้มแข็ง
แต่คำถามสำคัญคือ มันเพียงพอหรือไม่?
กรอบความคิดจาก Why Nations Fail ชี้ให้เห็นว่า แม้เราจะมี “คนดี” อยู่ในระบบ แต่หากโครงสร้างของแรงจูงใจยังบิดเบี้ยว คนเหล่านั้นก็อาจถูก “บีบ” ให้ต้องตัดสินใจในทางที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง
ในทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน เราอาจมองได้ว่า “คุณธรรมของคน” เป็นตัวแปรระดับจุลภาค ขณะที่ “กติกาของระบบ” เป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ในระดับมหภาค กล่าวคือ หากระบบให้รางวัลกับการบิดเบือน และลงโทษความซื่อสัตย์ แม้แต่คนที่ตั้งใจดีก็อาจอยู่ไม่รอดในระบบนั้น
ในซีรีส์ เราจะพบตัวละครที่พยายามทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันจากผู้บังคับบัญชา การขาดอำนาจในการเปลี่ยนแปลง หรือความเสี่ยงต่ออนาคตของตนเอง
สถานการณ์เช่นนี้สะท้อน “bad equilibrium” หรือดุลยภาพที่ทุกคนรู้ว่าระบบไม่ดี แต่ไม่มีใครเปลี่ยนมันได้โดยลำพัง
นี่คือเหตุผลที่การฝากความหวังไว้กับ “คนดี” เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ
ผู้เขียนคิดว่า เราไม่ควรมอง “คน” กับ “ระบบ” เป็นทางเลือกที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่ต้องยอมรับว่า “คนดี” และ “ระบบที่ดี” ต้องถูกสร้างไปพร้อมกัน และที่สำคัญ ระบบคือเงื่อนไขที่ทำให้ความดีมีพลัง
ในสังคมที่มีกติกาที่ดี คนดีสามารถทำในสิ่งที่ถูกต้องได้โดยไม่ต้องเสียเปรียบ คนไม่ดีมีต้นทุนสูงในการกระทำผิด แล้วผลลัพธ์โดยรวมจะเอนเอียงไปสู่ความยุติธรรมโดยอัตโนมัติ
ในทางกลับกัน หากระบบยังเปิดช่องให้ความไม่ยุติธรรมมีความคุ้มค่า ต่อให้พยายามปลูกฝังคุณธรรมในผู้คนเพียงใด ผลลัพธ์ก็อาจจะยังบิดเบี้ยว
ย้อนกลับไปที่คำถามตั้งต้นของซีรีส์ที่ว่า “เหตุใดระบบยุติธรรมจึงเปิดพื้นที่ให้ความอยุติธรรมดำรงอยู่ได้?”
คงตอบได้ว่า ไม่ใช่เพราะเรามี “คนเลว” มากเกินไปในระบบ แต่เพราะเรายังมี “ระบบที่ทำให้ความอยุติธรรมเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าอยู่”
ดังนั้น ความท้าทายสำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่จะก้าวขึ้นไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว อาจไม่ใช่เพียงการสร้างคนที่ดีมีศีลธรรมขึ้นเพียงอย่างเดียว
แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ “การเป็นคนดี” ไม่ใช่แค่เรื่องของความเสียสละส่วนตน แต่เป็นทางเลือกที่มีเหตุผลที่สุดในเชิงแรงจูงใจครับ
** บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด **
สุพริศร์ สุวรรณิก
นักศึกษาปริญญาเอก เศรษฐศาสตร์การเงินครัวเรือน
University of Wisconsin-Madison สหรัฐอเมริกา
ฉบับวันที่ 23 มิถุนายน 2569