ไทยอยู่ตรงไหนในภูมิทัศน์ภัยการเงินดิจิทัลอาเซียน?

คอลัมน์ “บางขุนพรหมชวนคิด” | 15 พฤษภาคม 2569

รายงาน State of Scams in Southeast Asia 2025 ของ Global Anti-Scam Alliance (GASA) ประเมินความเสียหายเฉลี่ยจากภัยการเงินดิจิทัลในอาเซียนจาก 6 พันตัวอย่างในปีที่แล้วไว้ที่ 660 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเคส โดยมีช่วงความเสียหายค่อนข้างกว้าง สิงคโปร์เป็นอันดับหนึ่งที่เฉลี่ย 2,132 ดอลลาร์ต่อเคส และอันดับสุดท้ายอินโดนีเซียเฉลี่ยที่ 115 ดอลลาร์ต่อเคส ขณะที่ไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 354 ดอลลาร์ต่อเคส ถือเป็นอันดับสามถัดจาก สิงคโปร์ และมาเลเซีย เมื่อมองผ่าน ๆ แล้วตัวเลขเหล่านี้เรียงลำดับตามอันดับของรายได้ต่อหัวของประชากรในแต่ละประเทศ ซึ่งอาจสื่อได้ตรงไปตรงมาว่าประเทศที่มีฐานะดีกว่ามีความสูญเสียต่อเคสสูงกว่า แต่ข้อมูลจากภูมิทัศน์ดังกล่าวมีนัยแฝงอยู่บทความนี้จึงขอชวนคิดในแต่ละแง่มุมจากข้อเท็จจริงต่อไปนี้

คนไทยเผชิญภัยการเงินบ่อย ตกเป็นเหยื่อไม่มาก เสียหายปานกลาง

 

หาก scan สถานะของไทยในภูมิทัศน์ภัยการเงินดิจิทัล จะจำแนกออกได้เป็น 3 มิติ

 

ความถี่ในการเผชิญภัยสูงถึง 13% เป็นอันดับสองของภูมิภาค ตามหลังฟิลิปปินส์ที่ 18% และสูงกว่า มาเลเซียและสิงคโปร์ที่ 11% และ 9% ขณะที่ คนอินโดนีเซียถูกมิจฉาชีพเข้าถึงเพียง 4% กล่าวคือ มีคนไทย 13% ที่ถูกมิจฉาชีพติดต่ออย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง และมีคนไทย 72% เคยถูกมิจฉาชีพเข้าถึง ทำให้โดยเฉลี่ยคนไทยถูกมิจฉาชีพติดต่อที่ 172 ครั้งต่อคนต่อปี

 

อัตราการตกเป็นเหยื่อเมื่อมิจฉาชีพเข้าถึงตัวอยู่ที่ 19% ต่ำที่สุดในอาเซียน ซึ่งมีฟิลิปปินส์ (40%) มาเลเซีย (38%) และสิงคโปร์ (28%) เป็นสามอันดับแรก

 

มูลค่าความเสียหายเมื่อตกเป็นเหยื่อเฉลี่ยอยู่ที่เกือบ 13,000 บาท สูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน

 

จึงกล่าวได้ว่า ไทยเป็นรองแชมป์เจอมิจฉาชีพบ่อย แต่ตกเป็นเหยื่อน้อยที่สุด ขณะที่มูลค่าความเสียหายอยู่ในระดับปานกลางของภูมิภาค สะท้อนถึงความตื่นตัวของประชาชน ทั้งนี้ ยังมีจุดอ่อนที่ถูกมิจฉาชีพเข้าถึงตัวได้ง่าย จากหลายปัจจัยทั้งอัตราการเข้าถึงโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตของไทยที่อยู่ในระดับสูงมาก การมีภาษาประจำชาติเพียงภาษาเดียวไม่หลากหลายเช่นเดียวกับเพื่อนบ้านทำให้แก๊งมิจฉาชีพผลิตคอนเทนต์มาหลอกคนไทยได้ง่าย ดังนั้นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงต้องมุ่งคุมให้อัตราการตกเป็นเหยื่ออยู่ในระดับต่ำควบคู่ไปกับการลดโอกาสการถูกเข้าถึง

 

บทเรียนมุมกลับจากฟิลิปปินส์: เจอบ่อย ตกเป็นเหยื่อง่าย วิตกจริตมาก !

 

สถานการณ์ภัยการเงินดิจิทัลของฟิลิปปินส์น่ากังวลในหลายมิติที่แย่ที่สุดในอาเซียน มีคนเผชิญกับภัยรายวันถึง 18% อัตราการตกเป็นเหยื่ออยู่ที่ 40% โดย 88% ของคนที่ตกเป็นเหยื่อมีความเครียดขั้นปานกลางขึ้นไป นอกจากนี้ สัดส่วนคนที่ได้รับเงินคืนบางส่วนมีเพียง 11% ซ้ำร้าย 20% ของเหยื่อต้องก่อหนี้เพิ่ม และ 25% ของผู้ปกครองรายงานว่าบุตรหลานในช่วงอายุ 7-17 ปี ถูกหลอก

 

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฟิลิปปินส์มีความเปราะบางต่อภัยการเงินดิจิทัลมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค คือ ช่องทางการติดต่อผ่าน SMS ที่มิจฉาชีพใช้ถึง 75% ของช่องทางติดต่อ เทียบกับไทยที่ 56% ขณะที่คนฟิลิปปินส์ถูกมิจฉาชีพติดต่อผ่านโทรศัพท์เพียง 31% น้อยที่สุดในภูมิภาค เทียบกับไทยที่ 68% การใช้ SMS ในฟิลิปปินส์จึงเป็นช่องทางการติดต่อหลอกลวงที่ง่ายกว่า ทำได้พร้อมกันคราวละมาก ๆ ในวงกว้าง และมีต้นทุนในการหลอกลวงต่ำกว่าไทยที่คนร้ายต้องเสียเวลาโทรหาเหยื่อทีละราย

 

นอกจากนี้ น่าสังเกตว่าแม้สัดส่วนผู้เสียหายที่รายงานไปยังผู้ให้บริการการชำระเงินในไทยและฟิลิปปินส์จะเท่ากันที่ 74% แต่ 29% ของผู้เสียหายในไทยได้รับเงินคืนบางส่วน ขณะที่มีผู้เสียหายในฟิลิปปินส์เพียงแค่ 11% ที่ได้เงินคืน แสดงถึงข้อจำกัดในการติดตามเส้นทางการเงินและนำเงินส่งคืนผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ของผู้บริหารธนาคาร RCBC และ Whoscall ที่ระบุว่าการนำกฎหมาย Anti-Financial Account Scamming ที่ผ่านในปี 2024 มาใช้งานยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

 

บทเรียนสำหรับไทย คือ การยกการ์ดให้สูงต่อเนื่องเพื่อไม่ให้การติดตามเส้นทางการเงินหย่อนยาน หรือ ไม่ปล่อยให้ภัยการเงินดิจิทัลลุกลามเป็นวงกว้างไปยังครอบครัวและเด็กหรือเยาวชนอย่างรวดเร็วได้

 

ไทย-อินโดนีเซีย: แฝดภัยการเงินดิจิทัลคนละฝา

 

ความน่าสนใจในเชิงตัวเลขระหว่างไทยและอินโดนีเซีย คือ การมีอัตราส่วนความเสียหายต่อประชากรเท่ากันที่ 14% แต่ปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบไปสู่ตัวเลขดังกล่าวแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาทิ อินโดนีเซียเผชิญกับภัยรายวันเพียง 4% แต่ไทยเจอถึง 13% จึงสะท้อนว่า คนอินโดนีเซียเจอไม่บ่อย แต่หากเจอแล้วจะมีความเสียหายเกิดขึ้นมากกว่าคนไทย

         

ตัวแปรหนึ่งที่อธิบายถึงปัจจัยดังกล่าว คือ ความมั่นใจของผู้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับการรู้ตัวเท่าทันมิจฉาชีพ ซึ่งอยู่ที่ 86% ในอินโดนีเซีย (สูงสุดในอาเซียน) เทียบกับไทยที่ 76% ขณะที่ 79% ของคนฟิลิปปินส์มีความมั่นใจ และมีคนฟิลิปปินส์สูงถึง 23% ที่มั่นใจว่าสามารถตรวจพบมิจฉาชีพได้ทุกครั้ง (สูงสุดในภูมิภาค) เทียบกับอินโดนีเซียที่ 18% และไทยที่ 12% จึงน่าสังเกตว่าความมั่นใจในตนเองอาจเป็นเหตุแห่งความประมาท จนทำให้อัตราการตกเป็นเหยื่อในฟิลิปปินส์สูงถึง 40% สูงกว่าอินโดนีเซียที่ 21% และไทยที่ 19%

 

นัยต่อไทย คือ ความเชื่อมั่นของประชาชนว่าตนเองรู้ทันมิจฉาชีพอาจไม่ใช่เครื่องชี้ที่ดีในการประเมินความสามารถในการเอาตัวรอดจากมิจฉาชีพ ยิ่งมั่นใจยิ่งประมาท ในทางตรงกันข้าม ผู้ดำเนินนโยบายและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องควรหมั่นสำรวจความมั่นใจของประชาชนเป็นระยะๆ เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้กับกลุ่มที่ประมาทไม่ให้เกิดความเสียหายได้

 

แพลตฟอร์มสองขั้ว: มิจฉาชีพพร้อมจะปรับตัวเข้าหาคุณเสมอ !

 

ไม่ว่าคุณจะชอบแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียค่ายไหน มิจฉาชีพก็พร้อมจะเข้าถึงตัวคุณอยู่นั่นเอง ตัวเลขการใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในอาเซียนแบ่งแยกออกเป็น 2 ค่าย คือ ค่ายที่ Facebook ถูกใช้เป็นช่องทางหลัก ได้แก่ ไทย (66%) และฟิลิปปินส์ (73% - สูงสุดในอาเซียน) ขณะที่คนไทยไม่นิยมใช้ WhatsApp ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหลักที่มิจฉาชีพใช้งานถึง 89% ในอินโดนีเซียและ 85% ในมาเลเซีย

 

นอกจากทั้งสองค่ายหลักแล้ว คนไทยถูกมิจฉาชีพเข้าถึงผ่าน TikTok สูงที่สุดในภูมิภาคถึง 32% ของจำนวนเคส เทียบกับ ฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่ 19% และอินโดนีเซียที่ 13% จึงต้องจับตาการใช้งาน TikTok เป็นพิเศษเช่นกัน

 

นัยเชิงนโยบายที่สำคัญ คือ แม้มาตรการต่อต้านมิจฉาชีพที่ออกแบบสำหรับ WhatsApp ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย จะดูไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับไทย ทว่าแพลตฟอร์มที่ไม่ได้อยู่ในการสำรวจครั้งนี้แต่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี คือ Line ก็สามารถเรียนรู้ที่จะใช้บทเรียนจาก WhatsApp ในประเทศเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลในภูมิภาคจะเพิ่มน้ำหนักในการเจรจาต่อรองกับบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เพื่อผลักดันนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคในภูมิภาคได้มากกว่าการเจรจาเพียงประเทศใดประเทศหนึ่งกับผู้ให้บริการระดับโลกเหล่านี้

 

บาดแผลในใจและเงาลึกที่หลบเร้น

 

ตัวเลขความเครียดของเหยื่อในไทยดูผิวเผินแล้วจะดีกว่าภูมิภาค โดยรายงานฉบับนี้สะท้อนว่า 44% ของเหยื่อคนไทยมีความเครียดสูง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดเทียบกับค่าเฉลี่ยของอาเซียนที่ 62% หรือฟิลิปปินส์ที่ 88% ซึ่งอาจจะอธิบายได้จากตัวเลขมูลค่าความเสียหายของไทยที่อยู่ในขั้นปานกลางและอัตราการได้เงินคืนบางส่วนที่สูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน

         

อย่างไรก็ดี น่าสังเกตว่า การที่คนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเหยื่อไทยเครียดน้อย เกิดขึ้นพร้อมกับอัตราส่วนของเหยื่อที่ตัดสินใจไม่รายงานเหตุการณ์เลยถึง 25% สูงที่สุดในอาเซียน ขณะที่ผู้เสียหายจากฟิลิปปินส์และเวียดนามเลือกที่จะไม่รายงานเพียง 13% นอกจากนี้ อัตราส่วนของเหยื่อที่รายงานต่อภาครัฐของไทยอยู่ที่ 28% น้อยกว่า มาเลเซียที่ 44% และอินโดนีเซียที่ 34% จึงพูดยากว่า สาเหตุที่คนไทยไม่เครียด เป็นเพราะเราพอใจในระบบการให้บริการและการบริหารจัดการภัยทุจริต เราปลงตกกับความเป็นจริง เราไม่ทราบช่องทางการติดต่อ หรือไม่เชื่อมั่นว่าหากรายงานไปแล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ดีคุ้มค่าเวลาที่ต้องใช้ ตลอดจน เราอาจจะอายที่จะบอก จึงเลือกที่จะทำตัวให้ไม่เครียดมากกว่าหรือไม่ การที่เราไม่สามารถทราบชุดความคิดของผู้ใช้บริการทางการเงินในเชิงลึกจึงยังเป็นช่องว่างที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม เพื่อจะได้พัฒนามาตรการ ยกระดับการให้บริการ ตลอดจนสร้างมาตรฐานให้มีความมั่นคงปลอดภัยในระดับสูงขึ้นได้

 

สรุป 3 บทเรียนจากภูมิทัศน์ภัยการเงินดิจิทัลอาเซียน

 

1. หมั่นขันน็อตจุดแข็ง เพราะแม้อัตราการเสียหายเมื่อถูกมิจฉาชีพเข้าถึงของไทยจะต่ำ แต่การที่เรามีสัดส่วนการถูกมิจฉาชีพเข้าถึงมาก อาจจะทำให้เราเพลี่ยงพล้ำได้หากมิจฉาชีพตีเนียนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

 

2. ลอกได้แต่ต้องปรับใช้งาน การใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของคนไทยมีเอกลักษณ์และแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน การประยุกต์ใช้ตัวอย่างจึงต้องคำนึงถึงบริบทการใช้ของคนไทยและการให้บริการของผู้ประกอบการในไทย

 

3. ค้นความจริงในใจผู้ใช้งาน เพื่อทราบปัจจัยที่แท้จริงว่าเหตุใดคนไทยถึงไม่รายงานภัยการเงิน รวมกับการใช้ข้อมูลสถิติต่าง ๆ เช่น ความนิยมของช่องทางการรายงาน ระยะเวลาที่ใช้ในการรายงาน เสียงจากองค์กรอิสระซึ่งเป็นผู้แทนผู้บริโภค เป็นต้น ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงเพื่อป้องกันภัยการเงินได้อย่างตรงจุดในอนาคต

**บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด**

ผู้เขียน

nakarin photo







ดร.นครินทร์ อมเรศ 
ธนาคารแห่งประเทศไทย
คอลัมน์ "บางขุนพรหมชวนคิด"
ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม 2569

ภัยทางการเงิน บทความ