“Policy Mix × ภูมิคุ้มกันรากฐาน” … สองกุญแจไขทางออกเศรษฐกิจไทย
คอลัมน์แจงสี่เบี้ย | 18 สิงหาคม 2569
ประเทศไทยเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ ไม่เพียงภาวะชะลอตัวระยะสั้น แต่มีรากลึกจาก "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" ที่สะสมมานาน ทั้งขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง หนี้ครัวเรือนในระดับสูง และผลกระทบจากระเบียบโลกใหม่ การตอบโจทย์จึงไม่สามารถพึ่งพาเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง แต่ต้องบูรณาการผ่าน Policy Mix หรือชุดนโยบายที่สอดประสานกันอย่างใกล้ชิด และการสร้างภูมิคุ้มกันรากฐาน
1. การประสานนโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และ มาตรการเฉพาะจุด
การฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของ 3 เครื่องมือหลัก คือ (1) นโยบายการคลัง ผ่านการจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การประคองกำลังซื้อ และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด ภายใต้ทรัพยากรทางการคลังที่จำกัด (2) นโยบายการเงิน โดย กนง. เน้นการรักษาเสถียรภาพด้านราคาในระยะปานกลางเป็นเป้าหมายหลัก ควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโต อย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน และ (3) มาตรการเฉพาะจุด
ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร พูดถึงการดำเนิน 8 มาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ประกอบด้วย (1) โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ลูกหนี้รายย่อย (2) “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกลด credit cost ให้กับสินเชื่อใหม่ในธุรกิจกลุ่มศักยภาพ (3) “SMEs Secure+” หรือ “มีที่มีเงิน” เพื่อเติมสภาพคล่องให้ SMEs โดย 3 มาตรการนี้ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนตัวเล็ก (4) การกำกับธุรกรรมทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และ (5) การติดตามธุรกรรมซื้อ/ ขาย USDT ของ non-resident ที่เป็นการดำเนินการร่วมกับ กลต. โดย 2 มาตรการนี้ ช่วยอุดรอยรั่ว ลดการเก็งกำไร และป้องกันความผันผวนของค่าเงินบาทในทางอ้อม (6) การกำกับธุรกรรม “ถอนเงินสด” ≥ 5 ล้านบาท ซึ่งช่วยสกัดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ และทำให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น (7) การสร้างมาตรฐานและลดค่าธรรมเนียม เพื่อลดภาระทางการเงินของประชาชนและ SMEs ช่วยให้เข้าถึงบริการทางการเงินด้วยค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมและเป็นธรรม (8) การกำกับดูแลสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) โดยแบงก์ชาติอยู่ระหว่างพิจารณา การเข้าไปกำกับผู้ให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์ในการให้บริการ โดย 2 มาตรการนี้ เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (Consumer Protection)
2. บทบาทเชิงรุกของแบงก์ชาติ: ใกล้ชิดท้องถิ่นผ่าน “กลไกสำนักงานภาค และ กนง. สัญจร”
ปัญหาเศรษฐกิจมีความซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ไขด้วยยาขนานเดียว การลงพื้นที่รับฟังเสียงคนท้องถิ่น ผ่าน “กลไกสำนักงานภาค และ โครงการ กนง. สัญจร” ทำให้ผู้กำหนดนโยบายได้เห็น “ภาพจริง” รวมทั้งยังได้ประสานพลังจากผู้เชี่ยวชาญทั้งส่วนกลางและคนในพื้นที่ ผ่านงานสัมมนาภูมิภาค
ผู้ว่าฯ กล่าวว่า แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภูมิภาคมากขึ้น สนง. ภาคทั้ง 3 แห่ง จึงเป็นจุดเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจจริง การพูดคุย รับฟังเสียง และ Feedback จากคนในพื้นที่ ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบาย นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกจะไม่เกิดจากการรับรู้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงมือทำด้วย SMEs จึงควรปรับตัวเพิ่มมูลค่าผลผลิต และนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาช่วย ด้านแรงงานควรปรับตัวเรียนรู้ทักษะใหม่ ในส่วนของแบงก์ชาติเองก็ปรับตัวเช่นกัน
โดยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและระบบการเงินผ่านการดำเนินนโยบายการเงิน รวมถึงการดูแลค่าเงินบาทอย่างเต็มศักยภาพ แต่เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในมิติต่างๆ แบงก์ชาติจึงดำเนินมาตรการเฉพาะจุดเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยปัจจุบัน
3. สร้างรากฐานจากภายใน: พัฒนา “ทุนมนุษย์” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน
นอกเหนือจากการใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ และ มาตรการเฉพาะจุดแล้ว แบงก์ชาติยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวผ่านการสร้าง "ความรอบรู้ทางการเงิน" (Financial Literacy) เพื่อให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันและสามารถรับมือโจทย์เศรษฐกิจได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน
การศึกษาถือเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุด และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยยกระดับ
ฐานะทางเศรษฐกิจของตนเองและครอบครัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แต่ต้องควบคู่กับ
“การใช้เงินเป็น” ด้วย แบบอย่างที่ดีล่าสุดที่สังคมไทยรับทราบกัน คือ เรื่องราวชีวิตของ “คุณฮลุน โซโล” ที่แม้เกิดในครอบครัวยากจน แต่ตั้งใจเรียนจนได้รับทุนการศึกษา “จุฬา-ชนบท” และตัวคุณฮลุนเองยังมีวินัยการใช้เงิน ทำงานและเก็บเงินเอง ก่อนนำไปใช้ทำงานตามความฝันได้สำเร็จ
ภารกิจของแบงก์ชาติ มีทั้งบทบาทหลักด้านการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงิน และ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเฉพาะจุดทางการเงินและการทำงานร่วมกับภาคี ภาคการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงการเรียนรู้ทักษะทางการเงิน ตลอดจนการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กยากจน ผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ทั้งหมดนี้ คือ การประสานนโยบายควบคู่กับการร่วมสร้างภูมิคุ้มกันรากฐาน เพื่อไขทางออกเศรษฐกิจ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันลงมือทำของทุกฝ่าย เพื่อให้คนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนกันนะคะ
** บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด **

ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย
ธนาคารแห่งประเทศไทย
คอลัมน์ "แจงสี่เบี้ย"
ฉบับวันที่ 18 สิงหาคม 2569