เจาะวิกฤตราคามันสำปะหลัง : เกษตรกรเรียนรู้และปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

สุทธิศักดิ์ ศรีน้ำอ้อม • พิทูร ชมสุข ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ [Regional Letter ฉบับที่ 01/2569]

26 ม.ค. 2569

   เกือบ 2 ปีที่ราคามันสำปะหลังไทยลดลงต่อเนื่อง บางช่วงราคาอยู่ต่ำกว่าต้นทุนการเพาะปลูก ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่ขาดทุน

   บทความนี้ชี้ให้เห็นสาเหตุของสถานการณ์ดังกล่าวว่า เกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างเป็นสำคัญที่จีนซึ่งเป็นตลาดหลักของไทยพึ่งพาตนเองมากขึ้น ส่งเสริมการใช้ธัญพืชในประเทศ และลงทุนสนับสนุนการปลูกมันสำปะหลังในประเทศเพื่อนบ้านที่มีผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทย รวมถึงปัจจัยชั่วคราวที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ทำให้ความสามารถในการแข่งขันเทียบกับเวียดนามที่เป็นคู่แข่งสำคัญลดลง

   ดังนั้น เกษตรกรจะอยู่รอดได้จำเป็นต้องยกระดับผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น ในบทความนี้ได้นำเสนอวิธีการเพิ่มผลผลิตจากตัวอย่างเกษตรกรที่ทำแล้วสำเร็จ เพื่อให้เกษตรกรนำไปปรับใช้ได้ง่าย และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน

ราคามันฯ ไทยร่วงหนัก 2 ช่วงในรอบ 10 ปี จากความต้องการนำเข้าของจีนที่ลดลง

10 ปีที่ผ่านมา ราคามันสำปะหลังต่ำกว่าต้นทุนการเพาะปลูก 2 ช่วง คือ

 

1. ช่วงปี 2016-2017

   จีนระบายสต็อกธัญพืชที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับราคาข้าวโพดที่เป็นพืชแข่งขันถูกกว่ามันเส้น ทำให้ปี 2016-2017 จีนลดการนำเข้ามันเส้น จากไทยราคาเฉลี่ยมันฯ อยู่ที่ 1.23 บาท/กก.

 

2. ช่วงปี 2024-2025 

   ปี 2024 จีนลดการนำเข้ามันเส้นจากไทย เนื่องจากจีนยังมีสต็อกธัญพืชอยู่ในระดับสูงและราคาข้าวโพดซึ่งเป็นวัตถุดิบทดแทนมีราคาถูกกว่ามันเส้น นอกจากนั้น จีนยังลดสัดส่วนการนำเข้าแป้งมันจากไทยหลังจีนพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดย ณ ไตรมาส 2 ปี 2025 ราคามันฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 1.44 บาท/กก. สูงกว่าในช่วงก่อนเล็กน้อย แต่เกษตรกรยังขาดทุนใกล้เคียงกันที่ 0.67 บาท/กก. เนื่องจากมีต้นทุนเพิ่มขึ้นและผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ที่ลดลง (รูปที่ 1 และศึกษาเพิ่มเติมที่ภาคผนวก)

รูปที่ 1 ราคามันสำปะหลังคละที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นา

3 เรื่องที่ช่วยให้เข้าใจมากขึ้น...เหตุใดราคามันฯ ไทยจึงลดลงเรื่อย ๆ

1. ราคามันฯ ไทย ขึ้นอยู่กับความต้องการจากจีนเป็นหลัก

ผลิตภัณฑ์มันฯ ที่ไทยส่งออก ส่วนใหญ่มีมูลค่าเพิ่มน้อยและพึ่งพาประเทศจีนเป็นหลัก

   ผลิตภัณฑ์หลักของมันฯ ที่ไทยส่งออก ได้แก่ แป้งมันดิบ มันเส้น มันอัดเม็ด และแป้งมันดัดแปร โดยแป้งมันดิบและมันเส้นเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มน้อยและพึ่งพาตลาดต่างประเทศสูง (อ่านเพิ่มเติมที่ภาคผนวก) กว่า 60% ของการส่งออกทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ที่ตลาดจีน โดยมันเส้นส่งออกไปจีนเกือบทั้งหมด แป้งมันดิบส่งออกไปจีนประมาณ 59% มีเพียงแป้งมันดัดแปรที่มีการกระจายตัวคู่ค้าที่ดี (รูปที่ 2) ดังนั้น ตลาดมันเส้นและแป้งมันดิบของไทยจึงมีอำนาจต่อรองกับจีนต่ำ ทำให้ราคามันฯ ในไทยจึงขึ้นอยู่กับความต้องการของจีนเป็นสำคัญ 

   เมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างราคาหัวมันสดคละกับราคานำเข้าแป้งมันของจีน และราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนของมันเส้น2 พบว่า ราคาหัวมันสดคละมีทิศทางเดียวกับราคานำเข้าแป้งมันดิบของจีน และราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นพืชแข่งขันกับมันเส้นในการแปรรูปเป็นเอทานอลและอาหารสัตว์ โดยตั้งแต่ปี 2024 ราคามันฯ มีทิศทางเดียวกับราคานำเข้าแป้งมันฯ ของจีนมากขึ้น (รูปที่ 3) 

 


2 ความสัมพันธ์ (Correlation) ของราคาหัวมันสดคละและข้าวโพดเท่ากับ 0.77,
  ความสัมพันธ์ (Correlation) ของราคาหัวมันสดคละและราคาแป้งมันที่จีนนำเข้าเท่ากับ 0.88 

รูปที่ 2-3 ปริมาณและราคามันสำปะหลังไทย

2. คู่แข่งของไทยมีความสามารถในการผลิต แปรรูปและส่งออกสูงขึ้น

ปี 2024 ไทยเริ่มสูญเสียตลาดแป้งมันดิบในจีนให้แก่เวียดนาม และ สปป.ลาว มากขึ้น

   แป้งมันดิบ

    ในช่วงปี 2020-2023 จีนมีสัดส่วนการนำเข้าจากไทยเกินครึ่ง ตั้งแต่ปี 2024 พบว่า จีนนำเข้าจากเวียดนามและสปป.ลาว เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากข้อมูลส่งออก 11 เดือนแรกของปี 2025 สัดส่วนการส่งออกของไทยเหลือเพียง 35% (รูปที่ 4) จาก 48% ในปีก่อน จึงทำให้เวียดนามกลายเป็นผู้ส่งออกแป้งมันดิบไปจีนอันดับ 1 แทนไทย

รูปที่ 4 ปริมาณการนำเข้าแป้งมันดิบของจีนรายประเทศ

   มันเส้น

    แต่ละปีจีนนำเข้าจากไทยสูงอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 90% หลังปี 2023 จีนมีแนวโน้มนำเข้ามันเส้นลดลง ส่วนหนึ่งจากราคามันเส้นที่สูงขึ้น ต่อมาจีนมีสัดส่วนการนำเข้าจากเวียดนามเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (รูปที่ 5) เพราะมีราคาถูกกว่าไทย ทั้งนี้ เวียดนามยังมีการนำเข้าหัวมันสดบางส่วนจากกัมพูชามาแปรรูปเพื่อส่งออกไปจีนอีกด้วย

รูปที่ 5 ปริมาณการนำเข้ามันเส้นของจีนรายประเทศ

3. นโยบายภายในของจีนและการลงทุนของเวียดนามส่งผลกระทบต่อมันฯ ไทย

ปัจจัยเชิงโครงสร้างส่งผลกระทบต่อราคามันฯ ไทยในระยะยาว

จีน : มีนโยบายพึ่งพาตนเองมากขึ้น

    - ลงทุน ส่งเสริมการปลูกมันฯ และสร้างโรงงานผลิตแป้งมันใน สปป. ลาว เพิ่มขึ้น 30 โรงงาน ในปี 2024 และอาจเพิ่มถึง 40 แห่งในปี 20263

    - ส่งเสริมการใช้ข้าวโพดภายในประเทศ พัฒนาข้าวโพด GMO ที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น4 และขยายพื้นที่การเพาะปลูก ปี 68/69 จีนผลิตข้าวโพดเพิ่มขึ้นเป็น 301.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8% จากค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง5

    - มีเทคโนโลยีสกัดเอทานอลจากถ่านหินทดแทนการผลิตจากมันเส้นเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิง

 

ปัจจัยชั่วคราว

    - เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ทำให้ความต้องการนำเข้าผลิตภัณฑ์มันฯ จากต่างประเทศลดลง 

เวียดนาม

    - ลงทุนจัดตั้งโรงงานแปรรูปและส่งเสริมการปลูกมันฯ รวมถึงได้รับสัมปทาน 50 ปี ใน สปป.ลาว6

    - ลงทุนปรับปรุงเครื่องจักรผลิตแป้งมันฯ ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการผลิตเพิ่มขึ้น

 

ปัจจัยชั่วคราว

    - ราคาแป้งมันดิบจากเวียดนามถูกกว่าไทยมากขึ้น (ถูกกว่าประมาณ 17% จากเดิมประมาณ 7%)7 กดดันราคาขายไทย ส่วนหนึ่งจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินดองที่อ่อนค่า ในขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นหากสถานการณ์ยังต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

ปัจจัยเชิงโครงสร้างส่งผลกระทบต่อราคามันฯ ไทยในระยะยาว

ผลตอบแทนของการปลูกมันฯ และการปรับตัวของเกษตรกร

1. ราคามันฯ ที่ลดลง ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนกว่า 1,300 บาทต่อไร่

   ปี 2025 ไทยมีพื้นที่เพาะปลูกมันฯ 8.6 ล้านไร่ ราคามันฯ ที่ปรับลดลงจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้เกษตรกรกว่า 6.4 แสนครัวเรือน9 โดยส่วนใหญ่ปลูกมันฯ เป็นพืชหลัก และที่เหลือปลูกเป็นมันหลังนาสร้างรายได้เสริมหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าว ราคามันฯ คละ ปี 2025 อยู่ที่ 1.7 บาทต่อ กก. ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่ 2.13 บาทต่อ กก. และผลผลิตต่อไร่ อยู่ที่ 3.1 ตันต่อไร่ ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนถึง 1,345 บาทต่อไร่ (รูปที่ 6) จากราคามันฯ ที่ลดลง และต้นทุนที่สูงขึ้นในบางหมวด เช่น ค่าท่อนพันธุ์มันฯ ที่ใช้ทดแทนต้นมันฯ เดิมที่เกิดโรคใบด่าง เป็นต้น
   นอกจากนี้ ผลผลิตต่อไร่ที่ลดลงยิ่งซ้ำเติมให้รายได้เกษตรกรลดลง เนื่องจากการปลูกมันฯ อย่างต่อเนื่อง ทำให้คุณภาพดินเสื่อมโทรม สะท้อนจากผลผลิตต่อไร่ของมันฯ ที่ลดลงต่อเนื่อง (ปี 2025 อยู่ที่ 3.1 ตันต่อไร่ ขณะที่เมื่อ 10 ปีก่อนในปี 2016 อยู่ที่ 3.4 ตันต่อไร่) ดังนั้น หากเกษตรกรต้องการปลูกมันฯ ให้มีกำไร จะต้องเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นจากเดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 3.4 ตันต่อไร่ เป็นอย่างน้อย 5 ตันต่อไร่10 (รูปที่ 7)

 

 


9 ศูนย์วิจัยกรุงศรีฯ  10 ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกร ผู้เชี่ยวชาญและคำนวณโดย ธปท.

 

รูปที่ 6-7 กำไรขาดและผลผลิตขั้นต่ำต่อไร่ที่จะทำให้เกษตรกรยังมีกำไร ณ ราคาแต่ละปี

2. มีข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

    ที่ผ่านมา หากราคาสินค้าเกษตรชนิดใดลดลงมากๆ มักจะเห็นเกษตรกรปรับไปปลูกพืชชนิดอื่นที่มีราคาดีกว่า แต่กรณีของมันฯ ยังเห็นภาพนี้ไม่ชัดเจน เช่น ปี 2019-20 ช่วงที่เกิดภัยแล้ง ราคามันฯ อยู่ในระดับต่ำ แต่เกษตรกรยังเลือกที่จะปลูกมันฯ เนื่องจากมันฯ สามารถทนความแห้งแล้งได้ดีกว่าอ้อย และช่วงนั้นราคาอ้อยก็ลดลงเช่นเดียวกัน (อ้อย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชที่สามารถปลูกแทนมันสำปะหลังได้)

    ขณะที่ปี 2024 ราคามันฯ ลดลง ส่วนราคาอ้อยยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่เกษตรกรกลับไม่ได้เปลี่ยนไปปลูกอ้อยมากนัก สะท้อนจากพื้นที่เพาะปลูกมันลดลงเพียง 3 แสนไร่ในปี 2024แต่พื้นที่ปลูกอ้อยยังใกล้เคียงเดิม (รูปที่ 8) จึงสะท้อนให้เห็นว่า ราคาไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่เกษตรกรใช้ในการตัดสินใจในการเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น เพราะมีข้อจำกัดและต้นทุนในการปรับเปลี่ยน เช่น ต้นทุนการเพาะปลูกพืชชนิดใหม่ สภาพพื้นที่ ตลาดรองรับ เป็นต้น

รูปที่ 8 พื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อย

เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ยังปลูกมันฯ เหมือนเดิม แม้ปลูกแล้วขาดทุน “เพราะมีข้อจำกัดและมีต้นทุนในการปรับเปลี่ยน”

ปลูกพืชอื่น “มีต้นทุนสูงกว่า” 

    ต้นทุนปลูกอ้อยต่อไร่ สูงกว่ามันฯ ถึง 2 เท่า และค่าปุ๋ยสำหรับอ้อย มากกว่ามันฯ 3.6 เท่า11

 

มันฯ ให้กระแสเงินสด "ดีกว่าอ้อย"

    เก็บเกี่ยวได้ตลอดปี ขณะที่อ้อยเก็บเกี่ยวตามฤดูกาลหีบเท่านั้น (ช่วงเดือน ธ.ค.-เม.ย.)

 

ข้อจำกัดเชิงพื้นที่ “ปลูกพืชอื่นได้ยาก”

    คุณภาพดิน และสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมปลูกพืชอื่น โดยเฉพาะภาคอีสานซึ่งส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย พื้นที่เป็นดอน เนิน โคก 

 

มันฯ เป็นพืช “ทนแล้งได้ดีกว่า” 

    ในปีที่เกิดภัยแล้งและพื้นที่ไม่มีแหล่งน้ำ เกษตรกรจะตัดสินใจปลูกมันฯ เพราะใช้น้ำน้อยกว่าพืชหลักอื่นๆ

 

มันฯ มีตลาดรับซื้อ “ทั่วถึงมากกว่า”

    ทั้งประเทศมีโรงงานน้ำตาล 58 โรง ขณะที่โรงงานแปรรูปมันฯ (อุตสาหกรรมขั้นกลาง) มีกว่า 1,157 โรง12

 


11 ต้นทุนรวมของการปลูกอ้อย 13,077 บาท/ไร่ ต้นทุนรวมของการปลูกมันฯ 6,710 บาท/ไร่ และค่าปุ๋ยปลูกอ้อย 2,219 บาท/ไร่ ค่าปุ๋ยปลูกมันฯ 608 บาท/ไร่ (ที่มา: สศก. และ  สอน. ปี 2566/67)

12 ศูนย์วิจัยกรุงศรีฯ

ข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

ตัวอย่างเกษตรกรที่ปรับตัวแล้วสามารถอยู่รอดได้

คุณอภิสิทธิ์ มะพันธ์ จ.ขอนแก่น :

สร้างรายได้หลายทาง ช่วยกระจายความเสี่ยง

“การยกระดับผลผลิต คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร”

บำรุงดินก่อนปลูกด้วยปุ๋ยอินทรีย์ อินทรีวัตถุ จุลินทรีย์ และตรวจวัดคุณภาพดินก่อนใส่ปุ๋ย

    ช่วยให้รู้ว่าดินขาดธาตุอาหารอะไร แล้วค่อยใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน จะช่วยลดต้นทุนได้

 

เว้นระยะปลูกเหมาะสม ช่วยให้ผลผลิตสมบูรณ์ดี

    ควรมีระยะห่างระหว่างต้น 80x120 ซม. เพื่อไม่ให้แย่งอาหาร และฝังท่อนพันธุ์ลึก 10 ซม.จะให้ผลผลิตดี

 

แหล่งน้ำและระบบน้ำสำคัญมาก

    โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน หากขุดเจาะน้ำบาดาลมาใช้ ควบคู่กับการทำระบบน้ำหยด จะช่วยให้พืชมีน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโต

 

สร้างรายได้ออนไลน์ ช่วยกระจายความเสี่ยง

    แบ่งปันความรู้ทางออนไลน์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่เกษตรกรพร้อมกับขายท่อนพันธุ์และปลูกมันญี่ปุ่นขายเป็นรายได้เสริม

คุณอภิสิทธิ์ มะพันธ์

คุณพรต ปัญญวรธรรม จ.นครราชสีมา :

เพิ่มผลผลิตมันฯ ต่อไร่ด้วยจุลินทรีย์

หากเกษตรกรสามารถทำผลผลิตได้สูง จะช่วยปลดหนี้ได้เร็ว

ลำดับขั้นตอนก่อน-หลังมีความสำคัญต่อผลผลิต

    ทุกขั้นตอนการเพาะปลูกควรลงมือทำอย่างประณีต การลัดขั้นตอนจะทำให้ผลผลิตลดลง

 

เลือกใช้จุลินทรีย์ช่วยปรับปรุงดินให้มีคุณภาพ

    ใช้จุลินทรีย์ของกรมพัฒนาที่ดินมาย่อยสลายปุ๋ยเคมีให้สามารถปลดปล่อยธาตุอาหารแก่พืช

 

เลือกใช้ท่อนพันธุ์ดีจะให้ผลผลิตสูง

    ใช้ท่อนพันธุ์ข้อที่ 1 จากโคนต้นมาปลูก เพราะเป็นท่อนที่สมบูรณ์ด้วยธาตุอาหารครบถ้วนให้ผลผลิตดี

 

น้ำต้องเพียงพอต่อการเจริญเติบโต

    น้ำมีบทบาทสำคัญในการช่วยจุลินทรีย์ย่อยสารอาหารแก่พืช การมีระบบน้ำหยด จะช่วยให้ผลผลิตสูงถึง 30 ตันต่อไร่

คุณพรต ปัญญวรธรรม

ราคามันฯ คละในระยะ 2-3 ปี คาดการณ์ว่าจะอยู่ในช่วง 1.7-2.5 บาท/กก.

      แม้ราคามันสำปะหลังในช่วงครึ่งหลังปี 2025 จะปรับตัวสูงขึ้นมาบ้าง เนื่องจากสถานการณ์ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจากกัมพูชาที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาแปรรูปได้ จึงต้องเพิ่มราคารับซื้อมันฯ เพื่อให้มีวัตถุดิบเข้าสู่โรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราว ในระยะ 2-3 ปี จึงคาดว่า ราคามันฯ คละจะอยู่ในช่วง 1.7-2.5 บาท/กก.13 จากปัจจัยทั้งหมดข้างต้น ยังมีอีกหลายปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบให้ราคาเปลี่ยนไปจากที่คาดการณ์ เช่น

 

    ปัจจัยที่ทำให้ราคาดีขึ้น

        - ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่อาจส่งผลให้ราคาธัญพืชสูงขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้มันฯ ที่เป็นพืชทดแทนมากขึ้น

        - การเติบโตของเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นตลาดสำคัญ ส่งผลให้ความต้องการใช้แป้งมันสำปะหลังในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น

 

    ปัจจัยที่ทำให้ราคาแย่ลง

        - ความได้เปรียบด้านค่าเงินที่อ่อนค่ากว่าของประเทศคู่แข่ง ทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

        - เวียดนามมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น จากการได้วัตถุดิบมันฯ ที่มีต้นทุนต่ำจากกัมพูชาแทนการส่งมายังไทยจากผลของการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

                                                 

ปัจจัยที่ทำให้ราคามันฯ ดีขึ้น-แย่ลง

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

เห็นผลลัพธ์ทันที ... หากเกษตรกรกล้าที่จะปรับเปลี่ยน

1. “เพิ่มผลผลิตต่อไร่” คือ หนทางรอดอย่างยั่งยืน

    การยกระดับผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นไปพร้อมกับการลดต้นทุนการเพาะปลูก ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รองรับความผันผวนของราคาที่ไม่สามารถควบคุมได้

 

2. ปลูกมันฯ “แบบประณีต” จะช่วยให้ “ผลผลิตดี”

    - เตรียมแปลงก่อนปลูก ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เตรียมแปลงให้สะอาด กำจัดวัชพืชให้เรียบร้อย ตรวจวัดคุณภาพดินก่อนใส่ปุ๋ย ทำให้รู้ว่าต้องใส่ปุ๋ยชนิดใด จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต

    - ปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ด้วยปุ๋ยอินทรีย์ อินทรียวัตถุและจุลินทรีย์ การเติมปุ๋ยอินทรีย์ อินทรีย์วัตถุ และจุลินทรีย์ให้ตรงตามค่าวิเคราะห์ดิน จะช่วยให้พืชได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยจุลินทรีย์จะทำหน้าที่ช่วยย่อยสลายปุ๋ยและอินทรียวัตถุให้สามารถปลดปล่อยธาตุอาหารแก่พืชได้อย่างเต็มที่ เกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อขอรับจุลินทรีย์ได้จากกรมพัฒนาที่ดินใกล้บ้าน

    - เว้นระยะปลูกที่เหมาะสม เว้นระยะปลูกระหว่างต้น ไม่ให้แย่งอาหารกัน ท่อนพันธุ์ยาวพอดี 25 ซม. และปลูกลึก 10 ซม. จะให้ผลผลิตดี

    - ใช้ท่อนพันธุ์คุณภาพดีและต้านทานโรค ท่อนพันธุ์ที่อยู่ใกล้โคนลำต้นมาก ๆ จะให้ผลผลิตดี เพราะมีความสมบูรณ์ที่สุด และควรใช้ท่อนพันธุ์ที่ต้านทานโรคจะช่วยให้ผลผลิตคงที่

ต้องใช้เวลาและการสนับสนุนจากภาครัฐ ... จึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

1. พัฒนาสายพันธุ์มันฯ ต้านทานโรคที่ให้ผลผลิตสูงและกระจายให้เกษตรกรอย่างทั่วถึง

    โรคใบด่างทำให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งลดลง แม้จะมีการพัฒนาสายพันธุ์มันฯ ต้านทานโรคได้แต่ผลผลิตยังต่ำ และการกระจายท่อนพันธุ์ต้านทานโรคยังไม่ทั่วถึง ภาครัฐควรเร่งพัฒนาสายพันธุ์ต้านทานโรคที่ให้ผลผลิตสูงและกระจายให้ทั่วถึงมากขึ้น

 

2. "ราคาซื้อขายที่เป็นธรรมตามคุณภาพมันฯ" 

   ราคารับซื้อมันฯ ที่เป็นธรรมตามคุณภาพที่แท้จริงจะจูงใจให้เกษตรกรผลิตมันฯ คุณภาพสูง ดังนั้น ควรกำหนดราคารับซื้อมันฯ ตามปริมาณแป้งตลอดทั้งปี บางที่รับซื้อตามน้ำหนักในช่วงฤดูแล้ง (ไม่วัดปริมาณแป้ง) ซึ่งเป็นช่วงที่มันฯ มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง ขณะที่ในช่วงฤดูฝน มันฯ มีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ โรงงานกลับจ่ายเงินตามปริมาณแป้ง

 

3. “น้ำ” คือ หัวใจสำคัญของการยกระดับผลผลิต

    เกษตรกรส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน ผลผลิตมันฯ จึงขึ้นอยู่กับฟ้าฝน ภาครัฐควรสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งน้ำ เช่น ขุดน้ำบาดาล เพิ่มระบบชลประทาน 

 

4. “สร้างตลาดส่งออกใหม่ๆ” ช่วยกระจายความเสี่ยง

    การพึ่งพาลูกค้าเจ้าเดียวมากเกินไป ทำให้มีอำนาจต่อรองต่ำ การที่ภาครัฐช่วยเจาะกลุ่มลูกค้ารายใหม่ ๆ จะช่วยให้กระจายความเสี่ยงได้มากขึ้น

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

ภาคผนวก

สถานการณ์สำคัญที่กระทบราคามันสำปะหลังไทย

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ราคามันฯ ต่ำกว่าต้นทุนการเพาะปลูก 2 ช่วง คือ


      1. ช่วงปี 2016-2017

         จีนนำเข้ามันเส้นลดลง จากสต็อกธัญพืชและมันเส้นของจีนอยู่ในระดับสูง ประกอบกับราคาข้าวโพดมีราคาถูกกว่ามันเส้น ทำให้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.23 บาท/กก.
          - ปี 2016 ผลผลิตข้าวโพดของจีนเพิ่มขึ้น 6.1% จากปีก่อนอยู่ที่ 264.9 ล้านตัน จากการขยายพื้นที่เพาะปลูกและมีการนำเข้ามันเส้นเพิ่มขึ้นสูงถึง 9.2 ล้านตันในปี 2015

 

      2. ช่วงปี 2024-2025

        ปี 2024 จีนลดการนำเข้ามันเส้นจากไทย จากสต็อกธัญพืชของจีนอยู่ในระดับสูง ประกอบกับราคาข้าวโพดมีราคาถูกกว่ามันเส้น และเริ่มลดสัดส่วนการนำเข้าแป้งมันจากไทยหลังการพึ่งพาตนเองเพิ่มขึ้น ไตรมาส 2 ปี 2025 ราคามันฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 1.44 บาท/กก. เกษตรกรขาดทุนที่ 0.67 บาท/กก. 

 

  เกร็ดน่ารู้

         - ปี 2010    ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) จีนนำเข้านำเส้นจากไทยภาษี 0%

         - ปี 2020    จีนนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ มากขึ้น หลังปลดล็อกการนำเข้าข้าวโพด GMO

         - ปี 2022    สงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ธัญพืชทั่วโลกขาดตลาด จีนจึงเร่งสต็อกโดยการนำเข้าข้าวโพดจากยูเครนและมันเส้นจากไทย ขณะที่สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน เริ่มรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้จีนลดการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ และเพิ่มการนำเข้าจากบราซิลแทน

ทำความรู้จักโครงสร้างและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับมันสำปะหลัง

ทำความรู้จักโครงสร้างและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับมันสำปะหลัง

 

ขอขอบคุณ สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (คุณธิดารัตน์ รอดอนันต์ คุณประพันธ์ เขียนนอก) เกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง (คุณอภิสิทธิ์ มะพันธ์ คุณพรต ปัญญวรธรรม) สมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย (คุณรังษี ไผ่สอาด) สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เวียงจันทน์ สปป.ลาว สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) และ ผศ.ดร. สุดชล วุ้นประเสริฐ ที่ให้ความอนุเคราะห์ข้อมูล ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จนทำให้บทความนี้สำเร็จลุล่วงมา ณ โอกาสนี้

"บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย"