สำรวจโลก Blockchain และ Tokenization
จากทฤษฎีสู่การทดลอง และความท้าทายของระบบการเงิน

 

DLT

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหลักที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างทางเลือกและรูปแบบบริการที่หลากหลาย และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการพัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัลให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มมีการทดลองใช้เทคโนโลยีอย่างบล็อกเชน (Blockchain) และการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล (Tokenization) ในระบบการชำระเงินมากขึ้น ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงโลกของระบบชำระเงินในอนาคต 

 

บทความนี้จะขอพาไปทำความรู้จักกับ Blockchain และ Tokenization ให้มากขึ้น การประยุกต์ใช้ในภาคการเงิน รวมถึงแนวทางการสนับสนุนของ ธปท. เพื่อรองรับนวัตกรรมเหล่านี้ท่ามกลางความท้าทาย

ทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่าง Blockchain และ Tokenization

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเทคโนโลยีทั้งสองกันก่อน

 

Blockchain คือ ระบบจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์โดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง (decentralized) เป็นระบบที่คู่ค้าสามารถทำธุรกรรมระหว่างกันได้โดยตรง และทุกคนที่เกี่ยวข้องสามารถรับรู้และตรวจสอบรายการธุรกรรมได้พร้อม ๆ กัน โดยไม่ต้องรอให้ตัวกลางยืนยันความถูกต้อง ข้อมูลที่ถูกบันทึกแล้วจะไม่สามารถย้อนไปแก้ไขได้ ทำให้ระบบนี้มีความถูกต้องเชื่อถือได้ โดยสามารถแบ่งประเภทของ Blockchain เป็น 2 รูปแบบหลัก คือ

 

1. Public Blockchain เป็นระบบที่เปิดกว้างให้ทุกคนสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเพื่อทำธุรกรรมหรือเห็นรายการธุรกรรมบนเครือข่ายได้อย่างอิสระ 

 

2. Private Blockchain เป็นระบบที่จำกัดสิทธิเฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตจากองค์กรหรือผู้ดูแลเครือข่ายเท่านั้นในการเข้ามาทำธุรกรรมหรือเห็นรายการธุรกรรมบนเครือข่ายได้ 

 

ส่วน Tokenization คือ กระบวนการแปลงสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ เช่น โฉนดที่ดิน รูปภาพ หรือสินทรัพย์ทางการเงิน ให้ไปอยู่ในรูปแบบหน่วยแทนค่าดิจิทัลที่เรียกว่า “โทเคน” (Token) และจัดเก็บข้อมูลอยู่บนเทคโนโลยี Blockchain ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดการทำธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบใหม่ ๆ ได้ในอนาคต นอกจากนี้ สินทรัพย์ที่ผ่านกระบวนการ Tokenization แล้ว จะสามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อย ๆ ลงได้อีก (fractionalization) ทำให้สินทรัพย์นั้นมีสภาพคล่องสูงขึ้น เนื่องจากประชาชนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงได้ง่ายขึ้น

Blockchain&Tokenization

จากทฤษฎีสู่การประยุกต์ใช้ในสนามภาคการเงิน

รายงานจากการประชุม World Economic Forum 2026 ระบุว่า Blockchain กำลังพัฒนาจากเทคโนโลยีทดลองไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินจริง ขณะที่ Tokenization จะกลายเป็นหัวใจสำคัญของภาคการเงินในอนาคต โดยเราเริ่มเห็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยี Blockchain และ Tokenization มาประยุกต์ใช้กันแล้วเพื่อแก้ไขปัญหาหลายด้าน เช่น

 

ด้านการโอนเงินระหว่างประเทศ จากเดิมที่ต้องผ่านธนาคารตัวแทนหลายทอดและใช้เวลานานหลายวัน Blockchain ช่วยให้โอนเงินถึงกันได้โดยตรงตลอด 24 ชั่วโมง ตัดขั้นตอนซ้ำซ้อนและลดค่าธรรมเนียมธุรกรรมลงไปได้มาก เช่น Santander Bank ใช้ Blockchain ที่พัฒนาโดย Ripple ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ

 

ด้านการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยกำหนดเงื่อนไขอัตโนมัติลงในคำสั่งการทำธุรกรรม ผ่านกลไกที่เรียกว่า “สัญญาอัจฉริยะ” (Smart Contract) ซึ่งช่วยเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการชำระเงิน สามารถติดตามสถานะของธุรกรรมที่เกิดขึ้น รวมถึงลดโอกาสการเกิดทุจริตจากการชำระเงินแต่ไม่ได้รับสินค้า

 

ด้านการชำระราคาหลักทรัพย์ที่ออกในรูปแบบโทเคนดิจิทัล เช่น การซื้อขาย Tokenized Bond ในสิงคโปร์และฮ่องกง หรือ Tokenized Fund อย่าง BlackRock USD Institutional Digital Liquidity Fund (BUIDL) ซึ่งช่วยลดการใช้เอกสารและตัวกลาง ส่งผลให้ทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และลดต้นทุน ยิ่งไปกว่านั้น การชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ในรูปแบบโทเคนดิจิทัลเกิดขึ้นได้ทันที เร็วกว่าระบบเดิมที่ใช้เวลา 2 วันทำการ (T+2 settlement)

Blockchain&Tokenization

ความท้าทายจากเทคโนโลยี

แม้การเข้ามาของเทคโนโลยี Blockchain และ Tokenization จะเป็นประโยชน์และสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินได้ในหลายด้าน แต่ก็ตามมาด้วยความเสี่ยงและความท้าทายที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องรับมืออย่างรอบคอบ ตั้งแต่กฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ที่ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไปจนถึงการผสานการใช้งานร่วมกับระบบเดิมที่มีอยู่ซึ่งต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจในเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งความท้าทายในการบริหารและควบคุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ ซึ่งยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้และพัฒนากันต่อไป

Blockchian&Tokenization

สนามทดลองนวัตกรรมเพื่ออนาคตการชำระเงินไทย

 

ที่ผ่านมา ธปท. เห็นประโยชน์และความท้าทายจากการนำ Blockchain และ Tokenization มาใช้ จึงสนับสนุนให้ภาคเอกชนนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เหมาะสมกับบริบทไทย ผ่านสนามทดลอง Regulatory Sandbox และ Enhanced Regulatory Sandbox โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงินที่สร้างประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจจริง และการดูแลเสถียรภาพและป้องกันความเสี่ยงต่อผู้ใช้งาน 

 

ปัจจุบันเริ่มมีการประยุกต์ใช้ Blockchain และ Tokenization กับบริการชำระเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน โดยยังอยู่บนพื้นฐานของการกำกับดูแลและความน่าเชื่อถือเดิม ทั้งการขอใบอนุญาต การคุ้มครองผู้บริโภค และแนวทางดูแลความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การประยุกต์ใช้ที่เริ่มเห็นมากขึ้น เช่น 

 

Tokenized Deposit คือ การให้บริการเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ที่นำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้เป็นระบบหลังบ้านบันทึกธุรกรรมทดแทนระบบคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม ในต่างประเทศเริ่มมีการนำ Tokenized Deposit มาเพิ่มประสิทธิภาพการโอนเงินระหว่างประเทศ เนื่องจากสามารถชำระดุลได้แบบทันที (real-time) เช่น Tokenized Deposit Service ของ HSBC ฮ่องกง และ Blockchain Deposit Account ของ J.P. Morgan ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมหรือเรียนรู้วิธีการใช้งานใหม่แต่อย่างใด

 

Tokenized e-Money หรือบางคนเรียกว่า e-Money on Blockchain คือ การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่นำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้เป็นระบบหลังบ้าน โดยปัจจุบันมีผู้ให้บริการ e-Money ในประเทศไทยจำนวน 1 ราย ที่อยู่ระหว่างทดสอบการให้บริการชำระเงินรูปแบบต่าง ๆ ด้วย Tokenized e-Money ภายใต้ Regulatory Sandbox ของ ธปท.

 

THB Stablecoin เป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่อิงมูลค่าคงที่เท่ากับเงินบาท โดยคงคุณสมบัติของการเป็นสื่อกลางในการชำระเงิน ซึ่งที่ผ่านมา ธปท. ได้เปิดโครงการทดสอบนวัตกรรม “การชำระราคาที่มีการกำหนดเงื่อนไขอัตโนมัติ” (Programmable Payment) ภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox โดยมีวัตถุประสงค์ให้ภาคเอกชนทดสอบการนำ THB Stablecoin มาพัฒนานวัตกรรมบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น การทำธุรกรรมอัตโนมัติเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไข (escrow payment) การชำระเงินเพื่อซื้อขายสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่ถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล (Tokenized Assets) 

 

ที่ผ่านมามีภาคเอกชนจำนวน 8 รายเข้าทดสอบ THB Stablecoin กับ ธปท. เพื่อลองให้บริการจริงแบบจำกัดขอบเขต ผู้เข้าทดสอบประกอบด้วยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ผู้ให้บริการชำระเงิน และบริษัทเทคโนโลยี โดยปัจจุบัน ธปท. มีเปิดรับผู้สมัครเข้าทดสอบเพิ่มเติม เพื่อรองรับ Use case ใหม่ๆ และจะนำผลการทดสอบมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินประโยชน์ ความเสี่ยง และความเหมาะสมของการนำเทคโนโลยี Blockchain และ Tokenization มาใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย รวมถึงใช้ประกอบการกำหนดแนวนโยบายและแนวทางการกำกับดูแลที่เหมาะสมในอนาคต

DLT

Regulatory Sandbox และ Enhanced Regulatory Sandbox ต่างกันอย่างไร?

 

Regulatory Sandbox VS Enhanced Regulatory Sandbox

เทคโนโลยี Blockchain และ Tokenization กำลังเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาระบบการชำระเงินไทย ด้วยศักยภาพที่ช่วยให้การทำธุรกรรมรวดเร็ว โปร่งใส ประหยัดต้นทุน และกำหนดเงื่อนไขอัตโนมัติได้ ธปท. จึงสนับสนุนการพัฒนาของภาคเอกชนผ่านกลไก Regulatory Sandbox และ Enhanced Regulatory Sandbox เพื่อให้นวัตกรรมเกิดขึ้นภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม 

 

พร้อมกันนี้ ธปท. ร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. และธนาคารกลางต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรม การรักษาเสถียรภาพ และการคุ้มครองสิทธิประชาชน โดยเชื่อว่าการพัฒนาอย่างเป็นระบบเช่นนี้จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำทางนวัตกรรมการเงินดิจิทัลในภูมิภาค พร้อมมอบทางเลือกการชำระเงินที่ทันสมัย สะดวก และปลอดภัยให้ทุกภาคส่วนได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีทางการเงินอย่างเต็มศักยภาพและยั่งยืน

Writer
Writer
Writer

เรียบเรียง : กองบรรณาธิการ พระสยาม BOT Magazine

Tag ที่เกี่ยวข้อง

BOT Magazine The Knowledge Payment Systems Knowledge Corner