เข้าใจเงิน เข้าใจเรา เข้าใจลูก

เทรนพ่อแม่ให้เป็นโค้ชการเงินประจำบ้าน

 

Fin Family

“ครอบครัว” คือ คนกลุ่มแรกในโลกที่เด็กจะได้พบ รวมทั้งซึมซับพฤติกรรมและความคิดผ่านการใช้ชีวิต สิ่งที่เห็นในแต่ละวัน ไปจนถึงมุมมองต่อการใช้จ่าย การออม และการรู้คุณค่าของเงิน ความเข้าใจพื้นฐานทางการเงินเหล่านี้ถือเป็นทักษะที่สำคัญในชีวิตไม่แพ้การอ่านเขียน เพราะเมื่อเติบโตขึ้น พวกเขาต้องเจอกับการตัดสินใจเรื่องเงินอยู่ตลอดเวลา

 

การปลูกฝังความรู้ทางการเงินในระดับครอบครัวจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะไม่เพียงช่วยให้ผู้ปกครองได้ทบทวนและเข้าใจการเงินของตนเอง ตั้งแต่พื้นฐานการวางแผนการเงิน การสร้างวินัยการออม ไปจนถึงการพูดคุยเรื่องเงินกับลูกในชีวิตประจำวัน แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยให้พ่อแม่ก้าวขึ้นมาเป็น “โค้ชการเงิน” คนสำคัญของลูกได้อย่างมั่นใจ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทักษะทางการเงินของเด็ก อาจเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากบทสนทนาเล็ก ๆ ในบ้านและการเรียนรู้ร่วมกันในครอบครัว

 

ด้วยแนวคิดดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงจัดเวิร์กช็อป “ฟิน Family: เปลี่ยนบ้านเป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องเงินสำหรับครอบครัว” ขึ้นเป็นครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การเรียนรู้ ธปท. โดยครั้งนี้ได้ร่วมมือกับสมาคมนักวางแผนการเงินไทย เปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองเรียนรู้บทบาทการเป็นโค้ชทางการเงิน ขณะที่เด็ก ๆ ก็ได้เรียนรู้วิวัฒนาการ คุณค่า และการจัดสรรเงินผ่านการเล่นบอร์ดเกมที่ทั้งสนุกและได้ความรู้ไปในตัว

 

พระสยาม BOT MAGAZINE ได้มัดรวมสาระดี ๆ จากเวิร์กช็อปนี้มาฝากผู้อ่านทุกท่านแล้ว ไปอ่านกันเลย

“บ้าน” จุดเริ่มต้นของวินัยทางการเงิน

เด็กคนหนึ่งนั่งจดในสมุดเล็ก ๆ ว่าสัปดาห์นี้ได้รับเงิน 225 บาท จะเก็บ 125 บาท แล้วแบ่งที่เหลืออีก 100 บาทไปซื้อของกินที่โรงเรียน 5 วัน แต่เด็กคนนั้นกลับขอให้คุณแม่พาไปซื้อของจากร้านนอกโรงเรียนที่ลดราคา จึงได้ทั้งของกินที่เลือกเอง ถูกใจ ในราคาที่ประหยัดกว่าซื้อในโรงเรียน

 

เด็กคนนี้ยังเรียนอยู่ชั้นประถม แต่เธอรู้ว่าต้องทำอย่างไรกับเงินก้อนนี้

 

นี่ไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์ แต่เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าบันดาลใจที่ปรากฏในเวิร์กช็อป “ฟิน Family กิจกรรมเปลี่ยนบ้านเป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องเงินสำหรับครอบครัว” 

 

ถ้าพูดถึงการสอนลูกเรื่องเงิน หลายท่านอาจกังวลเรื่องการคำนวณ และความซับซ้อน แต่ความจริงแล้วการสอนลูกเรื่องเงินทำได้ง่ายกว่านั้น

 

Dave Ramsey ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคลบอกไว้ว่า “ปัญหาการเงินส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการไม่มีความรู้ แต่เกิดจากพฤติกรรมที่ผิดพลาด” จึงได้เสนอแนวคิดที่ว่า 

 

การเงินส่วนบุคคล = พฤติกรรม 80% + ความรู้ 20%

 

นั่นคือ ความสำเร็จทางการเงินส่วนบุคคลนั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและนิสัยถึง 80% ขณะที่ความรู้เรื่องตัวเลข การคำนวณ และเทคนิคต่าง ๆ มีสัดส่วนเพียง 20% เท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการเงินเชิงพฤติกรรมที่พบว่า “การตัดสินใจทางการเงินมักได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ นิสัย และทัศนคติ เด็กที่เติบโตมาโดยเห็นพฤติกรรมทางการเงินที่ดีจะมีโอกาสประสบความสำเร็จทางการเงินได้มากกว่า” ดังนั้น ปัญหาการเงินส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ แต่เกิดจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำจนกลายเป็นนิสัย เช่น การใช้จ่ายตามอารมณ์ การผัดวันออมเงิน การไม่เริ่มวางแผนการเงิน นิสัยเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ค่อย ๆ ก่อตัวจากสภาพแวดล้อมที่ใกล้ตัว ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือครอบครัว

 

Albert Bandura นักจิตวิทยาสังคม อธิบายว่าเด็กเรียนรู้จากการสังเกตผู้ใหญ่รอบตัว เด็กที่เติบโตมาโดยเห็นพฤติกรรมทางการเงินที่ดีจะมีโอกาสประสบความสำเร็จทางการเงินมากกว่าเด็กที่ได้ยินเพียงคำสอน ถ้าลูกเห็นพ่อแม่ตัดสินใจเรื่องเงินด้วยความตั้งใจ อธิบายเหตุผล และยอมรับเมื่อแผนไม่เป็นไปตามที่คิด ลูกก็จะค่อย ๆ ซึมซับกระบวนการเหล่านั้นไปโดยธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะถูกสอนหรือบังคับ แต่เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

 

เมื่อพฤติกรรมมีส่วนสำคัญกว่าความรู้ บ้านจึงกลายเป็น “ห้องเรียนการเงินแรก” ของเด็ก ๆ และพ่อแม่ก็เป็น “โค้ชการเงิน” คนสำคัญ โดยเริ่มจากการสร้างสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมในบ้านที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และการเป็นแบบอย่างที่ดีในชีวิตประจำวันให้กับลูก เช่น การพูดคุยเรื่องการวางแผนใช้จ่าย การตั้งเป้าหมายออมเงิน หรือแม้แต่การตัดสินใจไม่ซื้อของบางอย่าง ทุกพฤติกรรมที่เกิดขึ้นล้วนเป็นบทเรียนเล็ก ๆ ที่ลูกได้เห็นและซึมซับ ซึ่งจะค่อย ๆ หล่อหลอมไปสู่พื้นฐานทางการเงินที่ดีในอนาคตของพวกเขาต่อไป

Fin Family

3 วิธีเปลี่ยนพ่อแม่ให้เป็นโค้ชการเงินมือหนึ่ง

การสอนลูกเรื่องเงินไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่สำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นสอนลูกตั้งแต่วันนี้ ขอแนะนำ 3 วิธีง่าย ๆ ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันทีในชีวิตประจำวัน

 

(1) สอนให้ลูกรู้จัก “อารมณ์” ของตัวเอง ก่อนจะเริ่มสอนเรื่องเงิน อาจเริ่มจากสิ่งที่ง่ายและใกล้ตัวที่สุด นั่นคือการชวนลูกให้สังเกต “ความรู้สึก” ของตัวเองเมื่อเห็นของที่อยากได้ คำถามง่าย ๆ อย่าง “ตอนนี้หนูรู้สึกยังไง อยากได้จริงไหม หรือเพราะเพื่อนมี” คำถามนี้ไม่ได้ต้องการคำตอบที่ถูกหรือผิด เพราะเด็กยังอยู่ในช่วงเรียนรู้ แต่สิ่งสำคัญคือการชวนให้ลูกได้หยุดคิดและทบทวนตัวเอง คำถามเหล่านี้จะเปิดพื้นที่ให้ลูกเริ่มแยกแยะระหว่าง “ความจำเป็น” (need) กับ “ความอยากได้” (want) ด้วยตัวเอง

 

ในความเป็นจริงแล้ว ทักษะการเข้าใจอารมณ์ตัวเองไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กเท่านั้น แต่ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยก็ยังต้องฝึกฝน เพราะทักษะนี้จะส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการใช้จ่าย การหลีกเลี่ยงการซื้อของตามอารมณ์ หรือการวางแผนระยะยาวอย่างมีเหตุผล

 

(2) สร้าง “กรอบความคิด” ที่ดีในการตัดสินใจ เพราะกรอบความคิดทางการเงินจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยอาจเริ่มทำจากสิ่งง่าย ๆ เช่น การตั้งคำถามเวลาลูกอยากซื้อของ ลองเปลี่ยนจาก “หนูอยากได้จริงไหม” เป็น “ถ้าซื้ออันนี้ เงินที่เหลือจะเอาไปทำอะไรได้อีกบ้าง แล้วมันคุ้มค่ากับเงินที่จะเสียไปไหม” คำถามลักษณะนี้จะช่วยสร้างกรอบความคิดและช่วยให้ลูกเริ่มเข้าใจว่า การใช้เงินไม่ใช่แค่การซื้อของที่อยากได้ แต่คือ “การเลือก” ระหว่างทางเลือกหลากหลาย พร้อมทั้งเรียนรู้ผลลัพธ์ที่ตามมาของแต่ละทางเลือกด้วย

 

เมื่อเด็กค่อย ๆ ซึมซับวิธีคิดนี้ พวกเขาจะไม่ใช่แค่ประหยัดขึ้น แต่จะเริ่ม “คิดก่อนใช้” และมองเห็นภาพของการตัดสินใจทางการเงินในมุมที่กว้างขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว พฤติกรรมทางการเงินที่ดีไม่ได้เกิดจากการถูกสอนให้จำ แต่เกิดจากกรอบความคิดที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก

 

(3) “สร้างนิสัย” ทางการเงินเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำทุกวัน การปลูกฝังวินัยทางการเงินไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการตั้งกติกาเล็ก ๆ เพื่อสร้างพฤติกรรมและนิสัยทางการเงินที่ทำได้อย่างสม่ำเสมอ เช่น ออมเงินทุกครั้งที่ได้ค่าขนม จดบันทึกรายรับรายจ่ายแบบง่าย ๆ และลองวางแผนการใช้เงินล่วงหน้า แม้จะเป็นเงินจำนวนไม่มากก็ตาม เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้ถูกทำซ้ำทุกวัน เด็กจะเริ่มคุ้นชินกับการจัดการเงินอย่างเป็นระบบ จนกลายเป็นนิสัยติดตัว และสะสมเป็นพื้นฐานสำคัญของทักษะทางการเงินในระยะยาว

 

อย่าลืมว่า สิ่งที่ทำให้เห็นมีพลังมากกว่าคำพูด การตั้งกติกาทางการเงินในบ้านไม่ใช่แค่การสอนลูก แต่เป็นการสร้างวินัยให้กับตัวผู้ปกครองไปพร้อมกัน หากพ่อแม่ยังทำไม่ได้ โอกาสที่ลูกจะทำตามก็ลดลงไปด้วย

 

ขณะเดียวกัน การพูดคุยเรื่องเงินกับลูกก็ควรตั้งอยู่บนเหตุผลมากกว่าคำสั่ง “การเปลี่ยนข้อห้ามให้เป็นคำอธิบาย” จะช่วยให้เด็กเข้าใจ ไม่ใช่แค่จดจำ เช่น เปลี่ยนจาก “วันนี้ห้ามซื้อขนมเพิ่ม” เป็น “วันนี้กินขนมไปแล้ว ถ้ากินมากกว่านี้อาจไม่ดีต่อสุขภาพ และเงินค่าขนมก็มีจำกัด หนูอยากเก็บไว้ทำอย่างอื่นด้วยไหม” การให้เหตุผลเช่นนี้ไม่เพียงช่วยให้ลูกเข้าใจผลลัพธ์ของการตัดสินใจ แต่ยังเปิดโอกาสให้เขาได้คิดและเลือกด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

FinFamily

เรื่องเล่าจากทางบ้าน สู่บทเรียนร่วมกันของหลายครอบครัว

ผู้ปกครองแต่ละคนไม่ได้มาเพื่อเวิร์กช็อปสอนการเงินให้ลูกเท่านั้น แต่มาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และวิธีคิดร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและครอบครัวอื่น ๆ  คำถามของบางบ้านกลายเป็นบทเรียนที่หลายครอบครัวนำกลับไปปรับใช้ได้

 

คุณแม่ท่านหนึ่งเล่าว่า “ในการพาลูกไปต่างประเทศ ได้ตั้งเงื่อนไขว่าค่าใช้จ่ายระหว่างทริปของลูก จะใช้เงินของลูกจ่าย ไม่ใช่เงินของพ่อแม่” ทำให้เด็กที่เคยมองว่าการเดินทางเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เริ่มคิดว่าอะไรคุ้มค่าพอที่จะจ่าย อะไรเป็นสิ่งที่อยากได้ และอะไรเป็นสิ่งที่จำเป็น 

 

อีกครอบครัวหนึ่งแชร์ประสบการณ์การสอนลูกให้รู้จักลงทุนตั้งแต่เด็ก โดยเล่าว่า “ปกติจะเลือกซื้อหุ้นกับลูกเป็นประจำ จนวันหนึ่งลูกก็เริ่มมาขอซื้อหุ้นด้วยตัวเอง แต่ก็ยังไม่วางใจที่จะปล่อยให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเอง ต้องทำยังไง” วิทยากรจึงได้ให้คำแนะนำว่า “ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ เพราะสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การลงทุนให้ได้กำไร คือการให้เด็กมีประสบการณ์รับมือกับตัวแดง (การติดลบในพอร์ต)” ซึ่งจะทำให้ลูกได้พัฒนาทักษะและความรู้ในการจัดการทางการเงินมากขึ้น 

 

อีกประเด็นสำคัญที่สะท้อนชัดในห้องเวิร์กช็อป คือการยอมรับว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ไม่มีครอบครัวไหนบอกว่าไม่เคยใช้เงินโดยไม่ได้วางแผน หรือไม่เคยซื้อของตามแรงกระตุ้นของอารมณ์ แต่ความแตกต่างอยู่ที่เมื่อพลาดแล้ว แต่ละครอบครัวเลือกจะเรียนรู้อย่างไร สื่อสารกับลูกอย่างไร และแสดงให้เห็นว่า “ครอบครัว” กำลังปรับตัว ปรับแผน และเรียนรู้ที่จะเติบโตไปพร้อม ๆ กัน

 

Fin Family

เสียงบอกเล่าจากผู้จัดและผู้ร่วมงาน

กิจกรรมนี้มีทั้งเด็กและผู้ปกครองผู้เข้าร่วมกว่า 400 คน และได้รับผลตอบรับที่ดีมาก สะท้อนผ่านความคิดเห็นหลังจบเวิร์กช็อปที่น่าประทับใจ

 

“ที่ผ่านมาก็สอนลูกตามประสบการณ์ที่มี แต่พอได้มาเรียนรู้ที่นี่คือดีมาก ๆ และได้รู้ว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องของอารมณ์และพฤติกรรมด้วย บางครั้งเราไม่รู้เลยว่าพฤติกรรมของตัวเองส่งผลอะไรกับการเงินของลูก หลังจบกิจกรรมวันนี้ก็ต้องกลับไปพูดคุยกันในบ้านและจะถามความรู้สึกในการใช้เงิน เพื่อศึกษาพฤติกรรมและช่วยสอนลูกเรื่องการเงินมากขึ้น”

 

“วันนี้สนุกมากเลยครับที่ได้มาเล่นเกม ได้รู้เรื่องการออม การวางแผนใช้เงิน ผมชอบมาก อยากให้เพื่อน ๆ คนอื่นได้มาลองกิจกรรมนี้ครับ”

 

คุณพ่อชิด คุณแม่แพรี่ และน้องอเล็กซ์

Fin Family

“มาร่วมกิจกรรมของ ธปท. ตลอด ปกติที่บ้านก็วางแผนการเงินกันอยู่แล้ว แต่พอได้มากิจกรรมนี้ก็ทำให้ได้ความรู้มากขึ้น และน่าจะทำให้วางแผนการเงินและสอนลูกเรื่องเงินได้ดีมากขึ้น ก็จะนำไปสอนน้องต่อ เช่น สอนให้แบ่งเงินเป็นก้อน ๆ ให้ชัดเจนขึ้น ว่าจะเก็บเท่าไหร่ ใช้เท่าไหร่ หรือจะนำไปลงทุนเพิ่มเท่าไหร่ อยากชวนให้ทุกคนได้มารับความรู้ดี ๆ แบบนี้เหมือนกันค่ะ” 

 

“วันนี้ได้รู้เรื่องเงินหลายอย่างเลย เช่น การเก็บออมเงิน ว่าถ้าซื้อของหมดก็จะไม่มีเงินเก็บ อยากให้ทุกคนได้มาลองเล่นเกมแบบได้ความรู้ไปด้วย หนูสนุกมาก ๆ ค่ะ”

 

คุณแม่อิงค์ และน้องชิสา

Fin Family

ในด้านผู้จัดงานอย่างสมาคมนักวางแผนทางการเงิน และ ธปท. เองก็มีเสียงสะท้อนว่า

 

“หลังจากที่เห็น ธปท. ผลักดันความรู้ทางการเงินให้กับเด็ก ๆ มานาน นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ทำงานร่วมกับ ธปท. และเป็นครั้งแรกที่สมาคมเราได้ทำเวิร์กช็อปสอนการเงินให้เด็กที่ใหญ่ขนาดนี้ ซึ่งถือว่าได้ผลมาก ๆ สมาคมก็อยากผลักดันความรู้ทางการเงินในระดับครอบครัว เพราะมองว่าการสอนเด็กอย่างเดียวอาจไม่ได้ผลดีเท่ากับสอนควบคู่ไปกับพ่อแม่ เพราะเมื่อลูกกลับบ้าน พ่อแม่จะเป็นคนที่ช่วยจัดกรอบความคิดของลูกได้ดีขึ้น”

 

คุณปฏิมา อินทรวิศิษฎ์
ผู้อำนวยการสมาคมนักวางแผนการเงินไทย

Fin Family

“ครั้งนี้ ธปท. ได้จับมือกับพาร์ตเนอร์ใหม่ ‘สมาคมนักวางแผนการเงิน’ ที่ได้นำความเชี่ยวชาญด้านการเงินมาถ่ายทอดผ่านกิจกรรม ฟิน Family เปลี่ยนบ้านเป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องเงิน ให้เด็ก ๆ ได้เข้าใจเรื่องเงินแบบง่าย ๆ ผู้ปกครองได้เรียนรู้เทคนิคการเป็น ‘โค้ชการเงิน’ ของลูก และทำให้การสื่อสารเรื่องเงินในครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของวินัยทางการเงินที่แข็งแรง”

 

คุณวรรณา วัฒนาศิริวิโรจน์
ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์สื่อสารและความสัมพันธ์องค์กร ธปท.

Fin Family

ภาพบรรยากาศ

fin family
fin family
fin family
fin family

นอกจากกิจกรรม ฟิน Family เปลี่ยนบ้านเป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องเงินสำหรับครอบครัวแล้ว ศูนย์การเรียนรู้ ธปท. ยังมีกิจกรรมอีกมากมายที่จัดขึ้นเป็นประจำ โดยเน้นการเสริมสร้างทักษะการเงินให้กับเด็ก เช่น “สอนหนู รู้เรื่องเงิน” “Creative เรนเจอร์” “Money PLANet” สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมได้ทาง Facebook “ศูนย์การเรียนรู้แบงก์ชาติ-BOTLC” และ Website “ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย-BOTLC” แล้วพบกันนะคะ

fin family

เรื่อง : กองบรรณาธิการ พระสยาม BOT Magazine

Tag ที่เกี่ยวข้อง

BOT Magazine Financial Wisdom ความรู้ทางการเงิน วางแผนทางการเงิน Financial Literacy