คุยกับหมอหนี้เพื่อประชาชน
ถึงภารกิจช่วยคนไทยก้าวสู่ชีวิตการเงินที่ดีขึ้น

 

doctor debt

“การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ” แต่ถ้ามองไปรอบ ๆ ตัวแล้ว จะพบว่าประโยคนี้ยังถูกต้องอยู่เสมอโดยเฉพาะในประเทศไทยที่หนี้ครัวเรือนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า การก่อหนี้ไม่ใช่เรื่องผิดบาป จริงอยู่ที่บางคนใช้จ่ายเกินตัวจนมีปัญหา แต่ก็มีอีกมากที่จำเป็นต้องกู้ยืมมาเพื่อดูแลตัวเองและครอบครัวในยามวิกฤต แต่ไม่ว่าจะเป็นลูกหนี้กลุ่มไหน ถ้ารู้สึกว่าผ่อนไม่ไหว ไม่เป็นไร ยังมีทางออกเสมอ

“โครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน” ริเริ่มโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 เป็นโครงการที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขปกติ ในช่วงแรกเน้นให้คำแนะนำลูกหนี้ และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อหาทางออกหรือแนวทางแก้ปัญหาหนี้ รวมถึงการเตรียมตัวเพื่อขอสินเชื่อเสริมสภาพคล่องหรือลงทุนปรับปรุงกิจการ ผ่านมาถึงวันนี้ ธุรกิจไทยผ่านวิกฤตโควิด 19 มาแล้ว แต่คนไทยกลับเผชิญกับวิกฤตหนี้ครัวเรือนที่รุนแรงมากขึ้นทุกที หมอหนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่ไขสาเหตุ รักษาโรคหนี้ และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้คนไทยต่อไป 

 

ครั้งนี้ พระสยาม BOT Magazine ชวนไปพูดคุยกับหมอหนี้ตัวจริงเสียงจริง 3 ท่าน ถึงแรงบันดาลใจที่ผลักดันให้มาเป็นหมอหนี้ พร้อมเรื่องเล่าจากการรักษาโรคทางการเงิน

 

มากกว่าให้คือการได้รับ

 

แม้คุณเจน สาระคุณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารความเสี่ยงภาพรวม ธปท. จะเข้ามาเป็นหมอหนี้อาสาได้ไม่ถึงปี แต่ด้วยพื้นฐานทักษะความรู้ด้านการเงิน บวกกับความตั้งใจที่อยากจะใช้ทักษะความรู้ผลักดันและเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้น การเข้าร่วมโครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน จึงเหมือนได้ทำตามความฝัน

 

“การให้คำปรึกษาครั้งแรกรู้สึกตื่นเต้นผสมประหม่า มันเกินกว่าภาพที่คิดไว้มาก เพราะมีเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก และความคาดหวังของคนแปลกหน้าคนหนึ่งต่อคนแปลกหน้าอีกคน ถึงจะรู้ว่าเรามีทักษะทางการเงินที่เพียงพอต่อการให้คำแนะนำทั้งในเชิงหลักการและเชิงเทคนิค แต่โจทย์ท้าทายคือเราจะพูดอย่างไรเพื่อให้เชื่อมโยงกับคนฟัง ทำให้เขารู้สึกสบายใจ เชื่อใจ และเชื่อมั่นว่าเขาพึ่งเราได้”

 

เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน สำหรับคุณเจนแล้วการวางตัวเหมือน “เพื่อน” หรือ “ญาติสนิท” จะช่วยเชื่อมความสัมพันธ์กับลูกหนี้ได้ดี แต่เหนือสิ่งอื่นใดต้องเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย รับฟังโดยไม่ตัดสิน ให้กำลังใจ และแสดงออกให้ลูกหนี้เห็นว่าเราพร้อมจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้ไปกับเขา

 

ลูกหนี้ส่วนใหญ่ที่คุณเจนเจอมักเป็นกลุ่มที่ไม่รู้สิทธิ์หรือไม่รู้จักมาตรการช่วยเหลือ เช่น เป็นหนี้บัตรกดเงินสดแต่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น “หนี้เรื้อรัง” (Persistent Debt) ซึ่งมีสิทธิ์เข้าร่วมมาตรการแก้หนี้เรื้อรังได้ 

 

หนึ่งในเคสที่คุณเจนประทับใจคือลูกหนี้วัยใกล้เกษียณท่านหนึ่งที่ได้เจอตอนไปลงพื้นที่ ลูกหนี้ท่านนี้ผ่อนบ้านมานานหลายปีกับธนาคารเจ้าเดิม และต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูง โดยไม่รู้เลยว่า เมื่อผ่อนชำระกับธนาคารเดิมครบ 3 ปี ลูกหนี้สามารถ Refinance เพื่อย้ายไปกู้กับธนาคารใหม่ที่ให้ดอกเบี้ยถูกกว่า หรือ Retention ขอปรับลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิมโดยไม่ต้องเสียค่าปรับ

 

“ดอกเบี้ยของพี่เขาสูงมากเลยถามว่าเคยลอง Retention หรือ Refinance หรือยัง พี่เขาถามกลับว่า มันมีวิธีแบบนี้ด้วยเหรอ ผมจึงคำนวณตัวเลขคร่าว ๆ ให้เห็นว่าถ้าพี่เขา Refinance ค่างวดต่อเดือนจะลดลงไปขนาดไหน ตอนนั้นผมไม่รู้มาก่อนเลยว่า ค่างวดใหม่ที่ผมคำนวณได้จะทำให้พี่เขาดีใจขนาดนั้น แต่พอมานึกดี ๆ ก็เข้าใจว่า ชีวิตหลังเกษียณที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ มันมีค่าต่อจิตใจขนาดไหน เคสนี้จำขึ้นใจเพราะทำน้อยแต่ได้มาก มากทั้งทางด้านตัวเงินและความรู้สึก เพียงโซลูชันง่าย ๆ แต่กลับเปลี่ยนชีวิตและลดความเครียดให้ลูกหนี้ได้อย่างชัดเจน”

 

จากประสบการณ์หมอหนี้อาสาชั่วโมงบินหกเดือน จากการเห็นภาพตนเองที่มาในฐานะผู้ที่จะให้ ให้ความรู้ ให้คำแนะนำ กลับกลายเป็นคนที่ได้รับอย่างล้นเหลือ แม้แต่ละเคสจะไม่เหมือนกัน แต่ทุกเคสล้วนสร้างแรงบันดาลใจให้คุณเจนจากการได้สัมผัสกับ “พลังฮึดของทุกคน” ที่ไม่ยอมจำนนกับปัญหาและกล้าที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อชีวิตตัวเองและคนที่รักให้ดีขึ้น พลังฮึดนี้ส่งต่อพลังบวกและเติมเต็มความหวังให้คุณเจนช่วยแก้หนี้ต่อไป

 

“สิ่งที่ผมอยากเน้นย้ำและส่งสารไปถึงทุกคนคือ ไม่ว่าปัญหาหนี้สินของคุณจะอยู่ในระดับไหน จะเริ่มตึงมือ ผิดนัดชำระ หรือโดนฟ้องร้องบังคับคดีไปแล้ว โครงการหมอหนี้เพื่อประชาชนก็ยินดีและพร้อมที่จะให้คำปรึกษาเพื่อหาทางออก เพราะฉะนั้น ไม่อยากให้คิดว่าปัญหาที่กำลังเผชิญนั้นไร้ทางเยียวยา ขอเพียงคุณลองเปิดใจ และติดต่อเข้ามาหาเรา หมอหนี้ทุกคนพร้อมจะร่วมมือและเคียงข้างคุณเพื่อก้าวผ่านปัญหา”

doctor debt
doctor debt

ทุกข์เบาลงได้ ถ้าใช้ใจฟัง

 

เช่นเดียวกับชาวแบงก์ชาติอีกหลายคนที่ทำงานด้านการเงินและมองหาโอกาสสร้างประโยชน์ให้สังคม คุณพลอย-วัฒนี วัฒนนาถ ผู้ตรวจสอบอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน ธปท. คือหนึ่งในกลุ่มนั้นที่หอบเอาความเชี่ยวชาญมาสมัครเป็นหมอหนี้อาสา

 

คุณพลอยทำงานอยู่ในส่วนพิจารณาเรื่องร้องเรียน ความรับผิดชอบหลักคือการดูแลและรับฟังปัญหาของลูกหนี้ เธอจึงไม่ลังเลเลยสักนิดที่ตัดสินใจสมัครเข้าเป็นหมอหนี้อาสา ถึงวันนี้เธอสวมบทบาทหมอหนี้มานานกว่า 3 ปีแล้ว

 

“ตอนแรกตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราจะช่วยเขาแก้ปัญหาได้จริง ๆ เหรอ? ทฤษฎีทางการเงินที่เรียนมาจะใช้ได้จริงหรือเปล่า? พอได้มาหน้างานถึงเข้าใจว่าลูกหนี้ไม่ต้องการคำตอบตามหลักทฤษฎีที่ซับซ้อนเลย สำคัญที่สุดคือใจเราอยากจะช่วยเหลือเขาจริง ๆ เขาต้องการคนที่พร้อมจะรับฟัง ช่วยจัดแผนระบบความคิดทางการเงินให้เขา และมอบแนวทางแก้ไขที่เรียบง่าย สอดคล้องกับเงื่อนไขข้อจำกัดในชีวิตของเขามากที่สุด”

 

คุณพลอยเล่าถึงเคสที่ประทับใจ ลูกหนี้รายนี้มีรายได้ต่อเดือน 50,000 บาท แต่มีเจ้าหนี้กระจัดกระจายอยู่ถึง 10 ราย ต้องแบกภาระผ่อนชำระต่องวดรวมถึง 55,000 บาท ซึ่งเกินกว่ารายได้จริง ตรงนั้นเองที่การทำงานของหมอหนี้ได้เริ่มต้นขึ้น

 

“ตอนที่เดินเข้ามาเขาดูเครียดมาก บอกว่ารู้สึกมืดแปดด้าน สิ่งแรกที่เราทำคือชวนเขาตั้งสติ แล้วช่วยกันลิสต์รายการหนี้สินทั้งหมด แยกประเภทสินเชื่อและสถาบันการเงิน พอข้อมูลทุกอย่างมาอยู่บนกระดาษ ก็เริ่มมองเห็นโครงสร้างหนี้และสามารถจัดกลุ่มออกมาได้เป็น 3 กลุ่ม เพื่อวางแผนการแก้ไขทีละขั้นตอน เพราะเรื่องหนี้ไม่ได้แก้จบในวันเดียว”

 

“กลุ่มแรกคือกลุ่มที่เป็นหนี้เสียและค้างชำระเกิน 120 วัน เราแนะนำให้เข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้เพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยและขยายระยะเวลาชำระหนี้ ทำให้ผ่อนปรนค่างวด กลุ่มที่สองคือหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่เริ่มตึงมือแต่ค้างชำระไม่เกิน 90 วัน เราแนะนำให้เจรจากับเจ้าหนี้เพื่อขอยืดระยะเวลาผ่อนให้ยาวขึ้น ซึ่งจะช่วยทำให้ค่างวดต่อเดือนลดลงได้ สุดท้ายคือกลุ่มหนี้ที่ยังผ่อนได้ตามปกติ ส่วนนี้ยังไม่ต้องไปแตะต้อง ให้โฟกัสและจัดระเบียบหนี้สองกลุ่มแรกให้ลงตัวก่อน เพื่อกู้สภาพคล่องกลับคืนมา”

 

คุณพลอยเล่าด้วยความปลาบปลื้มว่า พอได้ช่วยสางปมหนี้ที่พันกันยุ่งเหยิงให้กลายเป็นขั้นเป็นตอน จากลูกหนี้ที่เดินเข้ามาด้วยอาการหม่นหมอง ตอนเดินกลับออกไป ใบหน้าของเขาสดใสขึ้นราวกับพบแสงสว่างและมี road map ในใจแล้วว่า หลังจากนี้ต้องทำอะไรต่อเพื่อจัดการกับชีวิต

 

จากประสบการณ์สามปีเต็ม คุณพลอยเชื่อว่าคุณสมบัติสำคัญของการเป็นหมอหนี้คือ ต้องฟังให้มาก ต้องรับฟังด้วยความใส่ใจ เพื่อแกะปมว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร 

 

“แค่เราตั้งใจฟังเขาโดยไม่ตัดสิน ลูกหนี้ก็อบอุ่นใจขึ้นมากแล้ว เพราะโดยธรรมชาติ คนที่มีปัญหาหนี้สินมักจะแบกความรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าอาย ไม่กล้าระบายให้คนรอบข้างฟัง เราอยากเชิญชวนให้ลูกหนี้ทุกคนเปิดใจมาปรึกษาหมอหนี้ได้เลย ที่สำคัญหมอหนี้จะรักษาข้อมูลของลูกหนี้ไว้เป็นความลับสูงสุด”

 

ถ้าจะมีเรื่องให้ชื่นใจอยู่บ้าง คุณพลอยมองว่าทุกวันนี้ลูกหนี้ส่วนใหญ่ที่เข้ามาปรึกษา ไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้เสียก่อน พอเริ่มประเมินแล้วว่าในอนาคตอาจจะผ่อนไม่ไหว ก็เลือกที่จะเข้ามาปรึกษาก่อนว่าควรทำอย่างไรดี เริ่มวางแผนทางการเงินล่วงหน้า และพยายามหาทางแก้ไขปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก 

 

“การแก้ปัญหาหนี้สินเป็นเรื่องระยะยาวที่ต้องค่อยเป็นค่อยไป เมื่อคุณได้แนวทางและเดินออกไปลงมือทำตามขั้นตอนแล้ว หนี้อาจจะยังไม่ได้หมดไปทันทีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยคุณจะแก้ปัญหา เริ่มมีทางให้ไปต่อ จัดสมดุลชีวิตได้ดีขึ้น หลังจากนั้นหากติดขัดตรงไหน ก็กลับมาปรึกษาเราได้ตลอด หมอหนี้ทุกคนพร้อมที่จะดูแลเคียงข้างคุณไปจนจบกระบวนการปลดหนี้”

doctor debt
doctor debt

ความห่วงใยจากหมอหนี้รุ่นบุกเบิก

 

คุณบุญเที่ยง ภูมี อดีตรองผู้อำนวยการ ฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. หรือที่น้อง ๆ ชาวแบงก์ชาติเรียกด้วยความเคารพว่า “พี่เที่ยง” ชายผู้นี้ถือเป็นหมอหนี้รุ่นแรกของโครงการเลยก็ว่าได้ 

 

จากอดีตพนักงานลูกหม้อของแบงก์ชาติผู้มีความปรารถนาดีอยากตอบแทนสังคม พี่เที่ยงตัดสินใจตอบรับคำชวนให้มารับบทหมอหนี้ โดยใช้ทักษะความรู้และประสบการณ์ด้านการเงินทั้งชีวิตมาร่วมวางรากฐานของโครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน ถึงวันนี้ผ่านมากว่า 5 ปีแล้ว พี่เที่ยงยืนยันว่ายังทำงานอย่างมีความสุขทุกวัน

 

“พี่ทำงานเป็นผู้ตรวจสอบของแบงก์ชาติมาตลอด ก่อนจะเกษียณในเดือนกันยายนปี 2564 ทางผู้บริหารของแบงก์ชาติติดต่อมาว่าอยากให้มาช่วยบุกเบิกโครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน เพราะเป็นช่วงวิกฤตโควิด 19 ซึ่งแบงก์ชาติเล็งเห็นว่าหลังจากนี้จะมีลูกหนี้ที่ชำระหนี้ไม่ไหวเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญคือพวกเขาอาจไม่มีประสบการณ์หรือไม่มีคนคอยให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ตัวพี่เองมีทักษะและประสบการณ์ตรงในเรื่องการตรวจสอบสถาบันการเงิน ตั้งแต่กระบวนการปล่อยสินเชื่อไปจนถึงวิธีการแก้หนี้ ได้เห็นแนวทาง ลักษณะ และเครื่องมือในการจัดการหนี้ของธนาคารต่าง ๆ มาหมด พี่เลยตั้งใจนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาต่อยอดในการทำหน้าที่หมอหนี้”

 

พี่เที่ยงเล่าว่ามีลูกหนี้ที่ลงทะเบียนมาขอคำปรึกษาเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันนี้คิวให้คำปรึกษาแน่นถึง 11 คิวต่อวัน คิวละ 30 นาทีแต่ก็เต็มไปด้วยคำแนะนำคุณภาพและกำลังใจ

 

“แม้ลูกหนี้ส่วนใหญ่ที่มาหาเรายังไม่ได้เป็นหนี้เสีย แต่ก็มีอีกหลายเคสที่เข้าขั้นวิกฤต บางคนกำลังจะโดนบังคับคดียึดบ้าน อายัดทรัพย์สิน คำถามแรกที่พี่ถามลูกหนี้คือทรัพย์สินชิ้นนี้ (บ้านหลังนี้) เรายังอยากจะรักษาไว้ไหม อยากสู้ต่อไหม ถ้าคำตอบคืออยากสู้ต่อ พี่ก็จะแนะนำให้รีบเข้าไปเจรจากับทางธนาคารเจ้าหนี้เพื่อขอปรับเงื่อนไขการผ่อนชำระให้อยู่ในกำลังของลูกหนี้ แต่ถ้าประเมินแล้วไม่ไหวจริง ๆ เราก็ต้องช่วยให้เขาเตรียมตัวเตรียมใจ พร้อมรับการบังคับคดีที่จะเกิดขึ้น เช่น การถูกบังคับคดีขายทอดตลาดบ้าน หรือการอายัดเงินเดือนตามกฎหมาย เพื่อให้เข้าใจกระบวนการและเตรียมความพร้อมกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น”

 

สินเชื่อที่สร้างความกังวลใจให้หมอหนี้รุ่นพี่มากที่สุดในชั่วโมงนี้ เห็นจะเป็นเรื่อง “Buy Now Pay Later” (ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง) รวมถึง “สินเชื่อเงินทอน” ซึ่งเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่ก่อให้เกิดเงื่อนไขผ่อนชำระเกินกำลังของลูกหนี้และสร้างปัญหาที่แก้ยาก

 

“ประเภทสินเชื่อที่ขอรับคำปรึกษาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้จนน่าแปลกใจคือ สินเชื่อ Buy Now Pay Later แทบจะทุกเคสที่เข้ามาปรึกษาจะมีหนี้ตัวนี้พ่วงมาด้วย ความน่ากลัวคือสินเชื่อตัวนี้อนุมัติผ่านแอปพลิเคชันโดยดูจากประวัติการสั่งซื้อสินค้าเป็นหลัก ไม่ได้พิจารณาฐานเงินเดือนหรือความสามารถในการชำระหนี้ที่แท้จริง เมื่อยอดผ่อนของแต่ละชิ้นรวมกัน จากเงินก้อนเล็กก็พอกกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ระดับ 50,000-80,000 บาท เมื่อเทียบกับเงินเดือนของบางคน ค่างวดตรงนี้ก็แทบจะกลืนกินรายได้ไปทั้งหมดแล้ว”

 

ขณะที่เทรนด์อันตรายอีกอย่างคือ “สินเชื่อเงินทอน”* ลูกหนี้หลายคนตกเป็นเหยื่อเพราะอยากได้เงินส่วนต่าง (เงินทอน) เพื่อนำไปชำระหนี้เดิมที่มีอยู่ แต่หนี้ใหม่ที่ก่อขึ้นมีจำนวนสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ของลูกหนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่ลูกหนี้จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไข

 

“พี่เคยเจอเคสหนึ่ง ลูกหนี้มีหนี้เดิมอยู่ประมาณ 900,000 บาท แล้วอยากหาเงินก้อนมาปิดหนี้ตรงนี้ เลยหลงเชื่อคำโฆษณาไปตกลงซื้อคอนโดทีเดียวพร้อมกันหลายห้อง ได้วงเงินสินเชื่อที่จะกู้มาประมาณหนึ่ง โดยหวังจะเอาเงินทอนส่วนต่างมาปิดหนี้ก้อนเก่า ผลปรากฏว่า จากเดิมที่มีหนี้แค่ 900,000 บาท เขากลับต้องแบกรับหนี้ก้อนใหม่จากการซื้อคอนโดสูงหลายล้านบาท ขณะที่ลูกหนี้มีแหล่งรายได้ที่เป็นเงินเดือนที่จะนำมาชำระหนี้เพียงเดือนละ 35,000 บาท โดยลูกหนี้ได้วาดฝันสวยงามตามที่โครงการบอกว่า เดี๋ยวจะเอารายได้จากค่าเช่ามาช่วยผ่อนค่างวดรายเดือนได้ แต่เขาไม่ได้คิดเผื่อเลยว่า ถ้าวันหนึ่งไม่มีคนเช่าขึ้นมาล่ะ เขาจะทำอย่างไร จากหนี้หลักแสนกลายเป็นหลายล้าน หากพิจารณาแหล่งรายได้จากเงินเดือนของลูกหนี้ โอกาสที่จะแก้ไขปัญหาเพื่อให้เงื่อนไขผ่อนชำระหนี้หลายล้านให้สอดคล้องกับรายได้ของลูกหนี้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย”

 

ในฐานะหมอหนี้รุ่นบุกเบิก พี่บุญเที่ยงยังขอเชิญชวนผู้ที่มีจิตอาสาและเข้าใจกระบวนการสินเชื่อมาร่วมเป็นหมอหนี้อาสาด้วยกัน เพราะความรู้และประสบการณ์ที่มีสามารถช่วยเหลือลูกหนี้และครอบครัวให้ดำเนินชีวิตและหน้าที่การงานได้เป็นปกติสุข

*สินเชื่อเงินทอน คือ การให้สินเชื่อในวงเงินที่สูงกว่ามูลค่าที่ซื้อจริง

doctor debt
doctor debt

มาร่วมเป็นหมอหนี้อาสา-ผู้รักษาโรคทางการเงินให้คนไทย

 

คุณกระปุก-อรมนต์ จันทพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท. ฉายภาพผลกระทบของหนี้ครัวเรือนให้ฟังว่า หนี้ครัวเรือนไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะกับตัวลูกหนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยโดยรวม เมื่อประชาชนหารายได้ แทนที่จะได้นำเงินนั้นไปจับจ่ายใช้สอย ซื้อสินค้าบริการหรือสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กลายเป็นว่าต้องเอาเงินนั้นไปชำระหนี้คืน ทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้เร็วเท่าที่ควร เป้าหมายหลักของแบงก์ชาติคือทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ มีความเข้มแข็งและมั่นคงในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง และมองว่าเรื่องหนี้ครัวเรือนเป็นประเด็นเร่งด่วนที่มองข้ามไม่ได้

 

นอกจากนี้ หลายคนค้างชำระหนี้นานจนเป็นหนี้เสีย มีรายงานว่าปัจจุบันไทยมีมูลค่าหนี้เสียสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะนอกจากจะกระทบต่อระบบการเงินแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของลูกหนี้ สร้างความเครียด กดดันความสัมพันธ์ในครอบครัว และอาจลุกลามเป็นปัญหาสังคมในวงกว้างในที่สุด

 

“หมอหนี้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นคนกลาง ช่วยให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม ชวนลูกหนี้จัดระเบียบกระบวนการทางความคิด และเป็นสะพานเชื่อมให้ลูกหนี้กับเจ้าหนี้ได้มาหาข้อยุติร่วมกัน”

 

ปัจจุบัน ธปท. มีช่องทางโทร 1213 ต่อ 99 เพื่อให้บริการลูกหนี้ที่ต้องการปรึกษาปัญหาหนี้เบื้องต้น และหากต้องการปรึกษาปัญหาหนี้รายบุคคลก็มีบริการหมอหนี้เพื่อประชาชน โดยสามารถลงทะเบียนผ่าน BOT Website ธปท. ที่ผ่านมามีหมอหนี้ให้บริการ 14 คน ถือว่ายังค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับความต้องการจากทั่วประเทศ ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่การรับสมัครพนักงานแบงก์ชาติที่มีความรู้ทางการเงินเข้ามาเป็นกำลังเสริมในชื่อ “หมอหนี้อาสา” รุ่นแรกในปี 2567

 

กระบวนการฝึกฝนหมอหนี้อาสาเริ่มจากการอบรมอย่างเข้มข้นโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องหนี้และการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างถูกต้อง ก่อนจะเข้าสู่การทดสอบทั้งความรู้และทักษะการสื่อสารด้วย เพราะหมอหนี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงให้ข้อมูลเท่านั้น แต่ต้องสามารถสื่อสารคำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ของลูกหนี้แต่ละรายด้วย คำแนะนำเพียงคำเดียวอาจส่งผลต่อการตัดสินใจหรือทิศทางในอนาคตของคนคนหนึ่งได้เลย การให้คำปรึกษาจึงต้องอาศัยทั้งความรู้ ความรับผิดชอบ และความเข้าใจในบริบทของลูกหนี้อย่างแท้จริง

 

“หมอหนี้ต้องเป็นผู้ให้คำแนะนำและให้กำลังใจควบคู่กันไป ไม่ใช่ซ้ำเติมหรือสร้างความรู้สึกหมดหวังให้กับลูกหนี้ สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่แค่ทางออกของหนี้ แต่คือความหวังและความมั่นใจว่าจะสามารถกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง เราจึงให้ความสำคัญกับคุณภาพของหมอหนี้ทุกคน เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถมอบคำแนะนำที่ถูกต้อง มีมาตรฐาน และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ลูกหนี้ได้จริง”

 

 

ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน คุณกระปุกขอเชิญชวนคนแบงก์ชาติและบุคคลภายนอกที่สนใจมาเป็นหมอหนี้อาสา สำหรับชาวแบงก์ชาติกำลังจะเปิดรับสมัครรอบใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ส่วนหน่วยงานหรือบุคคลภายนอก ขอให้รอติดตามรับสมัครผ่านทางช่องทางโซเชียลมีเดียของแบงก์ชาติในโอกาสต่อไป

 

สำหรับคนที่กำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สินแต่ยังไม่กล้าขอความช่วยเหลือ คุณกระปุกให้เปรียบเทียบ ปัญหาหนี้สินเหมือนอาการป่วยที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน เมื่อมีปัญหาให้คิดเสียว่าเราจะไปหาหมอเพื่อรักษา อย่ามองว่าเป็นเรื่องน่าอาย 

 

“ถ้าเรารีบไปหาหมอตั้งแต่แรกก็รักษาหายได้ง่าย อย่ารอให้ปัญหาหนักจนวิกฤต การเดินเข้ามาเจอหมอหนี้ จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการคลี่คลายปัญหา เพื่อให้ลูกหนี้มีเงินพอกิน พอใช้ พอจ่ายหนี้ และสามารถต่อยอดไปสู่การมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นและมั่นคงในระยะยาว"

 

คุณกระปุกทิ้งท้ายว่า “เป้าหมายสูงสุดของแบงก์ชาติ คือ อยากเห็นคนไทยทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีทางการเงิน (financial well-being) สามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ด้วยเงินออมฉุกเฉินที่เพียงพอ มีความพร้อมทางการเงินสำหรับชีวิตหลังเกษียณ และไม่ต้องเผชิญกับภาระหนี้ที่เกินกำลัง สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ถูกภาระหนี้สินฉุดรั้ง โครงการหมอหนี้เพื่อประชาชนจึงเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน เพื่อวางรากฐานทางการเงินที่เข้มแข็ง และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับคนไทยในระยะยาว”

doctor debt
doctor debt

อยากคุยกับหมอหนี้ ง่ายนิดเดียว

 

ใครที่ต้องการรับคำปรึกษาจากหมอหนี้ สามารถติดต่อได้ 3 ช่องทางหลักตามนี้ได้เลย

 

1. Line Official Account : สามารถแอดไลน์มาได้ที่ @doctordebt (มี @ ข้างหน้า) 

 

2. เว็บไซต์ของแบงก์ชาติ : เข้าไปที่ www.bot.or.th มองไปที่มุมบนขวาในส่วนของ “ช่วยเหลือ/ร้องเรียน” เมื่อคลิกเข้าไปแล้วจะมีเมนู ‘บริการหมอหนี้’ ให้บริการอยู่

 

3. ช่องทางสายด่วน 1213 ต่อ 99 : สอบถามข้อมูลโดยตรงที่แบงก์ชาติ

 

และสามารถติดตามกำหนดการออกบูทในอิเวนต์ต่าง ๆ ได้ทางโซเชียลมีเดียของแบงก์ชาติ

doctor debt
doctor debt
doctor debt

เรื่อง : กองบรรณาธิการ วารสารพระสยาม BOT MAGAZINE

Tag ที่เกี่ยวข้อง

BOT Magazine Special Scoop ความรู้ทางการเงิน ช่วยเหลือลูกหนี้ แก้หนี้ยั่งยืน หมอหนี้เพื่อประชาชน แก้หนี้ Interview