แก้หนี้ได้ ชีวิตดี เศรษฐกิจเดินหน้า
ในปี 2567 จากคนไทย 65 ล้านคน มี 21 ล้านคนเป็นหนี้
50% ของคนที่อายุยังน้อย (ไม่ถึง 30 ปี) ก็มีหนี้
คนที่อายุ 60-69 ปี มีหนี้เฉลี่ยคนละ 453,438 บาท
คนที่อายุ 70-79 ปี มีหนี้เฉลี่ยคนละ 287,932 บาท
และกว่า 3 ล้านคน (15.9% ของคนที่มีหนี้) เป็นหนี้เสีย (NPLs)
แม้คนที่อายุเพียง 29 ปี ก็มี 1 ใน 5 คน เป็นหนี้เสีย
แล้วคุณอยู่ในกลุ่มไหน?
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยสะท้อนให้เห็นว่า “คนไทยเป็นหนี้เร็วขึ้น มากขึ้น และนานขึ้น” และที่น่ากังวลก็คือ แม้จะเข้าสู่วัยเกษียณแล้วก็ยังมีหนี้อยู่
มีหนี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากไม่บริหารจัดการให้ดีและกลายเป็นหนี้เสีย ก็ย่อมสร้างความเสียหายทั้งต่อตัวลูกหนี้เอง และต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังมานาน กำลังซื้อของครัวเรือนที่ถูกบั่นทอนจากรายได้ที่ลดลงแต่มีหนี้เพิ่มขึ้น รวมไปถึงความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดโลกทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และด้านเศรษฐกิจ
แม้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องทำตั้งแต่ระดับโครงสร้างและต้องอาศัยการขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วน แต่ไม่อาจเกิดความยั่งยืนได้เลยหากขาดการสร้างภูมิคุ้มกันในระดับบุคคล การสร้างความรู้และทักษะทางการเงินให้กับคนไทยจึงถือเป็นรากฐานสำคัญที่ต้องทำคู่ขนานไปด้วย
พระสยาม BOT MAGAZINE ขอนำสาระความรู้ดี ๆ จากเวทีสัมมนาภายใต้หัวข้อ “Financial Literacy การเงินดี ชีวิตดี” ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ได้จัดขึ้นที่มหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 26 (Money Expo 2026) ระหว่างวันที่ 7-10 พฤษภาคม 2569 มาแบ่งปัน เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้หลักคิดและการจัดการเงินอย่างถูกต้อง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี และปูทางสู่การสร้างอนาคตที่มั่นคง
คุณชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธปท. ได้นำสถิติมาสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันหลายประเทศมีหนี้ครัวเรือนสูงใกล้เคียงกับไทยที่ 86.8% ต่อ GDP ก็จริง ตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้ที่หนี้ครัวเรือนสูงถึง 89.7% แต่กลับไม่น่ากังวลเท่า เพราะมีสัดส่วนหนี้ “บ้าน” ซึ่งเป็น “สินทรัพย์” อยู่ถึง 42% ขณะที่ไทยมีหนี้ประเภทนี้อยู่เพียง 35%
ที่สำคัญ ประเทศไทยยังมีสัดส่วน “หนี้ส่วนบุคคล” หรือ “หนี้อุปโภคบริโภค” อยู่ที่ 27% ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศ สถานการณ์หนี้ครัวเรือนในบ้านเราจึงแก้ไขได้ยากกว่าและค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะหนี้ประเภทนี้ไม่ใช่การลงทุนเพื่ออนาคต ไม่ได้สร้างให้เกิดรายได้“หนี้ที่สร้างรายได้หรือเป็นสินทรัพย์อย่างเช่น บ้าน เมื่อส่งต่อ ลูกหลานก็จะมีบ้านเพื่ออยู่อาศัย แต่หนี้ส่วนบุคคล เมื่อส่งต่อ ลูกหลานกลับต้องใช้รายได้ของตัวเองมาชดใช้หนี้ให้ ในหลายกรณี การกู้หนี้ยืมสินมักจะไปผูกกับบ้านหรือสินทรัพย์อื่น ๆ เมื่อเจ้าหนี้ทวงถามจนถึงระยะสุดท้ายหรือบังคับให้ใช้หนี้ให้หมด มันอาจจะไปกระทบสินทรัพย์ที่มีอยู่ เมื่อถึงตอนนั้นจะเป็นจุดที่บริหารจัดการได้ยากมาก” คุณชญาวดีชี้ให้เห็นปัญหา
คุณชญาวดีชี้ให้เห็นว่า อันที่จริงแล้วความรู้ทางการเงินมีหลายมิติ ไม่ใช่มีเพียงเรื่องหนี้อย่างเดียว ที่สำคัญ หนี้ยังถือเป็นปลายเหตุของปัญหาวินัยทางการเงินด้วย แต่เนื่องจากคนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาหนี้และกระทบกับการใช้ชีวิตอย่างมาก ธปท. จึงอยากแนะนำการวางแผนแก้หนี้ 3 ระดับ ซึ่งอยู่ในวิสัยที่ลูกหนี้จะจัดการได้ด้วยตนเอง
ระดับที่ 1 แก้หนี้-เริ่มที่ตัวเอง โดยลูกหนี้สามารถลดรายจ่าย หารายได้เพิ่ม และขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อนำเงินที่ได้มาปลดหนี้
ระดับที่ 2 แก้หนี้-ติดต่อเจ้าหนี้โดยตรง หากจัดการด้วยตัวเองไม่ได้ ห้ามหนี แต่ควรรีบติดต่อเจ้าหนี้โดยตรง เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมกับความสามารถในการชำระเงินของลูกหนี้มากขึ้น เช่น ขยายเวลาชำระหนี้ ขอลดอัตราดอกเบี้ย ขอผ่อนแบบขั้นบันได (Step Up) ขอส่วนลดปิดบัญชี (Haircut) และเปลี่ยนประเภทหนี้จากหนี้หมุนเวียนเป็นหนี้ที่มีระยะเวลาปิดจบที่แน่นอน
ระดับที่ 3 แก้หนี้-หาตัวช่วยเพิ่ม หากมีหนี้หลายก้อนหรือปัญหาทางการเงินที่เผชิญอยู่มีความซับซ้อน ลูกหนี้สามารถสอบถามมาตรการแก้หนี้จาก ธปท. หรือองค์กรต่าง ๆ ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ โดยปัจจุบัน ธปท. มีช่องทางช่วยแก้หนี้อยู่ 4 ช่องทางหลัก
1. ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้และมีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น
2. คลินิกแก้หนี้ ช่องทางปรับปรุงโครงสร้างหนี้เสีย บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน
3. ทางด่วนแก้หนี้ ช่องทางเสริมออนไลน์เพื่อขอความช่วยเหลือในการติดต่อประสานงานกับเจ้าหนี้
4. หมอหนี้เพื่อประชาชน ช่องทางให้คำปรึกษาหนี้แบบครบวงจร ปรึกษาได้ทุกช่วงของการเป็นหนี้ (เช่น หนี้ที่ยังจ่ายได้ปกติ หนี้ที่เริ่มค้างชำระ และหนี้เสีย)
ทั้งนี้ คุณชญาวดีชี้แนวทางการเอาชนะกับดักหนี้ผ่าน 4 ใช้ คือ “ใช้ให้ช้า ใช้ให้ชนะ ใช้ให้รู้ทัน และ ใช้ให้คำนึงถึงอนาคต” ด้วย
ปัญหาหนี้มีความซับซ้อน ลูกหนี้บางคนจำเป็นต้องกู้ยืมเงินนอกระบบในสถานการณ์คับขัน แม้จะต้องเผชิญกับดอกเบี้ยที่สูงมากและอาจถูกเอาเปรียบจากเจ้าหนี้ คุณชญาวดีเน้นย้ำว่า ก่อนกู้ควรอ่านเงื่อนไขให้ดี โดยเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ย เพราะหนี้นอกระบบมักแสดงตัวเลขอัตราดอกเบี้ยเป็น “ต่อวัน” หรือ “ต่อเดือน” เพื่อให้ดูน้อยกว่าในระบบเพื่อดึงดูดใจผู้กู้ แต่เมื่อคำนวณเป็นรายปีแล้ว ดอกเบี้ยอาจจะสูงกว่าในระบบหลายเท่า
หนี้นอกระบบแก้ไขยากก็จริง แต่ก็ใช่จะไม่มีทางออก วิธีแก้อาจเริ่มต้นด้วยการเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อขอลดดอกเบี้ย หรือขยายเวลาการชำระหนี้ แล้วหาเงินมาปิดหนี้ให้ได้ โดยอาจขอความช่วยเหลือจากครอบครัว ขายทรัพย์สินที่มีอยู่ หรือมองหาสินเชื่อในระบบจากสถาบันการเงินที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าเพื่อนำมาแก้หนี้นอกระบบ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
สุดท้ายแล้วหากตกลงกับเจ้าหนี้นอกระบบไม่ได้ ก็ยังมีตัวเลือก “คนกลาง” ที่จะช่วยไกล่เกลี่ย โดยติดต่อไปเพื่อขอคำปรึกษา ร้องเรียน และไกล่เกลี่ยหนี้ได้กับหน่วยงาน 3 แห่ง ได้แก่ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน สำนักงานอัยการสูงสุด (สายด่วน 1157) ศูนย์ดำรงธรรม (สายด่วน 1567) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สายด่วน 1359)
คุณชญาวดีย้ำว่า “ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยทั่วไปเจ้าหนี้นอกระบบสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงินได้ไม่เกิน 15% ต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดไว้เกินกว่านั้น ถือว่าผิดกฎหมาย คนกลางจึงมีหน้าที่เข้ามาช่วยตรวจสอบว่าเจ้าหนี้ให้เงินกู้ไปเท่าไหร่และคิดดอกเบี้ยในอัตราที่เหมาะสมหรือไม่ บางกรณีเจ้าหนี้อาจจะยอมความไกล่เกลี่ยเพื่อจะได้ไม่ต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย เช่น ให้คืนเงินต้น ให้คืนเงินที่เหลือด้วยดอกเบี้ยที่ลูกหนี้จ่ายไว้และเจ้าหนี้ยอมรับได้ คนกลางที่เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยจึงสำคัญมากสำหรับปัญหาหนี้นอกระบบ”
“Buy Now Pay Later” หรือ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” คือสินเชื่อรูปแบบหนึ่งซึ่งช่วงที่ผ่านมามีการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มชอปปิงออนไลน์มากขึ้นและประชาชนเข้าไปใช้งานค่อนข้างมาก เปรียบเหมือนผู้ซื้อได้รับสินเชื่อโดยที่ไม่ต้องไปขอจากธนาคาร โดยแพลตฟอร์มจะเป็นผู้อนุมัติวงเงินให้ตามพฤติกรรมการใช้งานและเครดิตของผู้ซื้อแต่ละคน ทำให้สามารถรับสินค้าหรือบริการไปก่อน แล้วค่อยผ่อนจ่ายภายหลังเป็นงวด ๆ ซึ่งมีตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า อุปกรณ์ไอที เครื่องใช้ไฟฟ้า บิลค่าสาธารณูปโภค ไปจนถึงค่าอาหารในร้าน
คุณชญาวดีชี้ให้เห็นว่า “Buy Now Pay Later เป็นบริการทางการเงินที่มอบความสะดวกให้กับผู้บริโภค และเป็นประโยชน์หากผู้ซื้อบริหารจัดการเงินได้ดี แต่ก็เป็นสินเชื่อที่น่ากังวล เพราะทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของคนเปลี่ยนไป โดยเฉพาะเยาวชนหรือวัยที่เพิ่งเริ่มทำงานซึ่งยังไม่มีประสบการณ์มากพอในการบริหารจัดการเงิน จึงอาจสร้างหนี้โดยไม่จำเป็นได้”
นอกจากการเดินหน้ามาตรการแก้หนี้อย่างต่อเนื่องแล้ว ธปท. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะทางการเงิน (financial literacy) ให้กับประชาชนเพื่อให้เกิดความฉลาดรู้ด้านการเงินและลดปัญหาหนี้ในอนาคตด้วย
คุณวิกรานต์ นาคะศิริ ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมความรู้ด้านการเงิน ธปท. เล่าว่า ที่ผ่านมา ธปท. ได้จับมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมถึงที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ในการผลักดันความรู้ทางการเงินเข้าไปในระบบการศึกษาไทยเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการเงินตั้งแต่เด็ก และให้ทราบถึงหลักการเงินที่สำคัญ เช่น ความเข้าใจเรื่องสมการการใช้จ่าย เพื่อเปลี่ยนทัศนคติจากเงินเหลือเท่าไหร่ค่อยออม (รายได้-รายจ่าย = เงินออม) ให้เป็นออมก่อนแล้วเหลือค่อยใช้ (รายได้-เงินออม = เงินสำหรับใช้จ่าย) เพื่อปลูกฝังวินัยทางการเงิน และพฤติกรรมการออมที่สม่ำเสมอ
คุณชญาวดีกล่าวสรุปว่า “ธปท. ต้องการปูพื้นฐานความรู้ด้านการเงินให้กับประชาชนตั้งแต่เด็ก ๆ เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินและลดปัญหาการสร้างหนี้ในอนาคต เพราะถ้าคนไทยหลุดพ้นจากกับดักการมีหนี้ได้ ก็จะมีความสุขและมีความเป็นอยู่ที่ดีทางการเงิน (financial well-being) ช่วยสนับสนุนเสถียรภาพทางระบบการเงินของประเทศให้ดีขึ้น และส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน”
สุดท้ายนี้ การแก้หนี้ไม่ใช่แค่การปลดภาระทางการเงิน แต่คือการคืนโอกาสในการใช้ชีวิต เมื่อคนไทยมีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้น และเศรษฐกิจก็พร้อมเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน
สำหรับลูกหนี้และประชาชนที่สนใจเข้ามาขอคำปรึกษาปัญหาหนี้สามารถมาพบกับ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” ได้ที่บูทหมอหนี้ในงาน Money Expo 2026 ซึ่งจะถูกจัดขึ้นครั้งต่อไปในวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2569 ที่ภาคใต้ (ศูนย์การค้าเซ็นทรัลหาดใหญ่) หรือจองเวลาเพื่อขอคำปรึกษาออนไลน์ได้ทุกเมื่อ ผ่านทางเว็บไซต์ตามลิงก์ https://services.bot.or.th/cpm?id=smp_dct_dbt_info
เรื่อง : กองบรรณาธิการ วารสารพระสยาม BOT MAGAZINE