ท่องโลกระบบชำระเงินไทย
จาก “เงิน” ในกระเป๋าสตางค์ สู่ “ข้อมูล” บนมือถือ
จำได้ไหม คุณเคยพกเงินสดในกระเป๋าสตางค์เท่าไหร่?
สำหรับบางคนพอได้ยินคำถามนี้ คงทำให้ย้อนนึกไปถึงภาพจำในอดีตที่ต้องคอยนับเหรียญและธนบัตรในกระเป๋าว่ามีพอใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือไม่ แต่คนรุ่นใหม่บางคนอาจจะไม่มีภาพจำเหล่านั้นแล้ว เพราะวิธีการชำระเงินของไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันผู้คนคุ้นเคยกับการรูดบัตรเครดิต การโอนและสแกนจ่ายผ่านแอปบนโทรศัพท์มือถือมากกว่า ด้วยความสะดวกและคุ้นเคย บางคนจึงไม่ได้พกเงินสดติดกระเป๋ามานานแล้ว
พระสยาม BOT Magazine ขอพาท่านผู้อ่านมาท่องโลก “ระบบการชำระเงินไทย” ที่ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ครั้งนี้ไม่ได้แค่บอกเล่าเรื่องราวของเทคโนโลยีระบบชำระเงินที่ก้าวหน้าไปเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และพฤติกรรมทางการเงินของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย
หากย้อนกลับไปเมื่อ 40-50 ปีก่อน ภาพคนยืนต่อแถวเพื่อใช้โทรศัพท์หยอดเหรียญมีให้เห็นได้ทั่วไป ธนบัตรใบละ 10 และ 20 บาท เป็นที่นิยมใช้ทั่วไป ส่วนธนบัตรใบละ 100 บาทถือเป็นมูลค่าค่อนข้างสูง และไม่ค่อยถูกนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันบ่อยนัก
ในยุคที่ยังไม่มีการชำระเงินรูปแบบดิจิทัล คนไทยใช้จ่ายด้วยเงินสดเป็นหลัก การเดินทางไปทำธุรกรรมที่สาขาธนาคารเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะไปฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน หรือชำระค่าสาธารณูปโภค จะเห็นว่าการทำธุรกรรมทางการเงินในสมัยนั้นมีต้นทุนค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องเวลา การเดินทาง การกรอกเอกสาร และการให้บริการที่จำกัดเวลาทำการ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่ทุกคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเงินสดไม่พอจ่าย เงินหาย หรือธนบัตรปลอม
แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีทางการเงินให้เลือกใช้มากขึ้น ต้นทุนของแต่ละบริการก็ถูกลงหรือไม่เสียเงินเลย แต่เงินสดยังมีบทบาทสำคัญกับผู้ใช้งานหลายกลุ่ม และมีการพัฒนาทั้งวัสดุ การออกแบบลักษณะต่อต้านการปลอมแปลง ตลอดจนการบริหารจัดการ เพื่อให้เงินสดดูใหม่ สะอาด ปลอดภัย และมีเพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ
ประมาณช่วงปี 2490 เป็นต้นมา ระบบธนาคารไทยมีความมั่นคงขึ้นมาก ก็ได้มีการนำ “เช็ค” มาให้บริการเพื่อรองรับการทำธุรกรรมที่มูลค่าสูง เช่น การซื้อขายที่อยู่อาศัย รถยนต์ การค้าระหว่างบริษัท โดยไม่ต้องนำเงินสดจำนวนมากติดตัวไปด้วย แต่ยังคงความน่าเชื่อถือสูงอยู่ เพราะเป็นการใช้ “คำสั่งจ่ายเงิน” จากธนาคารแทนเงินสดซึ่งใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้
การใช้จ่ายด้วยเช็ค ทำให้เกิดการพัฒนาระบบหักบัญชี (Clearing) เพื่อให้ธนาคารสามารถโอนเงินระหว่างกันได้โดยไม่ต้องขนย้ายใบเช็ค ซึ่งปัจจุบันดำเนินการผ่านระบบหักบัญชีเช็คด้วยภาพเช็คที่เรียกว่า “ICAS” (Imaged Cheque Clearing and Archive System) และมีบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (NITMX) เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่ง ICAS ถือเป็นบริการพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงระบบเช็คของธนาคารให้มีประสิทธิภาพ
ในยุคที่เงินสดถูกใช้อย่างแพร่หลาย เทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาสนับสนุนการใช้เงินสดก็ได้มาถึงประเทศไทยในปี 2525 เมื่อมีการนำเครื่องถอนเงินสดอัตโนมัติ (Automatic Teller Machine) หรือที่เราเรียกกันจนติดปากว่า “ATM” มาให้บริการ ประชาชนจึงถอนเงินสดได้ตามจุดที่มีตู้ ATM โดยไม่ต้องไปเขียนเอกสารถอนเงินถึงเคาน์เตอร์ธนาคาร
ในระยะต่อมา มีการขยายขอบเขตบริการของตู้ ATM เพิ่มเติม คือนอกจากจะให้บริการถอนเงินและสอบถามยอดคงเหลือในบัญชีแล้ว ยังสามารถชำระเงิน เติมเงิน และโอนเงินผ่านตู้ ATM ได้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ธนาคารยังนำเครื่องรับฝากเงินอัตโนมัติ (Cash Deposit Machine: CDM) มาให้บริการ ประชาชนจึงเข้าถึงทั้งการฝากและถอนเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ในช่วงที่เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์พัฒนาขึ้น บัตรเครดิตและบัตรเดบิตเป็นอีกทางเลือกที่ได้รับความนิยม เพราะชำระเงินได้สะดวกและรวดเร็ว ใช้ได้ทั้งกับร้านค้าและการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ช่วยลดการพกเงินสดทำให้การทำธุรกรรมด้วยเงินก้อนใหญ่ปลอดภัยขึ้น
ปัจจุบันมีการพัฒนาบริการของบัตรเครดิตและบัตรเดบิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์บริบทการใช้ชีวิต เช่น การใช้บัตรแตะเพื่อใช้จ่ายค่าบริการขนส่งสาธารณะ การใช้จ่ายผ่าน e-commerce หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ โดยไม่ต้องกรอกเลขบัตรทุกครั้งที่มีการจ่ายด้วยการนำเทคโนโลยีอย่าง Tokenization มาใช้ และการรักษาความปลอดภัยผ่านรหัส OTP ซึ่งสร้างประสบการณ์การใช้จ่ายแบบไร้รอยต่อให้แก่ผู้ใช้งาน
ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับระบบชำระเงินไทย การเข้ามาของ internet banking เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ทำให้ประชาชนทำธุรกรรมต่าง ๆ เช่น ตรวจสอบรายการธุรกรรม โอนเงิน ชำระค่าใช้จ่าย ผ่านเว็บไซต์ได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องไปที่สาขาธนาคาร ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพฤติกรรมการทำธุรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่รูปแบบออนไลน์ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ดีแม้ว่า internet banking จะเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วให้บริการของธนาคาร แต่ก็ยังมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เพราะต้องใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ที่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เสถียร เรียกได้ว่า “ดีขึ้น แต่ยังไม่สุด” แม้ปัจจุบันยังมีผู้ใช้งานอยู่ แต่ก็น้อยลงไปมาก เพราะการทำธุรกรรมผ่าน mobile banking สะดวกและเข้าถึงง่ายกว่ามาก
ในยุคที่ราคาสมาร์ตโฟนถูกลงจนคนจับต้องได้ มีฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย จึงกลายเป็นที่นิยมได้ในเวลาอันสั้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินพัฒนาบริการในรูปแบบ mobile banking ซึ่งยกระดับความคล่องตัวของการทำธุรกรรมแบบก้าวกระโดด เรียกว่า “ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา” จนทำให้ผู้คนปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกรรมในชีวิตประจำวันไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากเงินสดมาเป็นการโอนผ่านสมาร์ตโฟน นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “less-cash society” หรือสังคมที่คนใช้เงินน้อยลงอย่างแท้จริง
ก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบชำระเงินไทย
ในปี 2558 เมื่อการชำระเงินของไทยพลิกโฉมไปหลังจากการเข้ามาของ mobile banking กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ร่วมกันผลักดัน “แผนยุทธศาสตร์ National e-Payment” เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมให้คนไทยหันมาใช้การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้น
ภายใต้ยุทธศาสตร์ National e-Payment นี้ ธปท. ผลักดันการพัฒนาระบบพร้อมเพย์ เพื่อลดการใช้เงินสด ควบคู่ไปกับการเพิ่มความปลอดภัยในการชำระเงิน เพื่อให้เป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
ตามทิศทางพัฒนาระบบชำระเงินภายใต้ภูมิทัศน์ภาคการเงินไทย (Payment Directional Paper) ฉบับล่าสุด ธปท. ยังคงผลักดันระบบชำระเงินดิจิทัลให้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทุกระดับ ตั้งแต่ครัวเรือนฐานราก ไปจนถึงภาคธุรกิจและภาคการค้าระหว่างประเทศ โดยครอบคลุม 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ (1) การต่อยอดจากระบบชำระเงินปัจจุบัน (2) การยกระดับบาทเนตสู่มิติใหม่ และ (3) การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับนวัตกรรมด้านการชำระเงินในอนาคต
การเปิดตัว “พร้อมเพย์” (PromptPay) ในปี 2559 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมากต่อโครงสร้างระบบชำระเงินของประเทศ เพราะการแทนที่เลขบัญชีธนาคารด้วยหมายเลขโทรศัพท์และเลขบัตรประชาชน ทำให้การโอนเงินกลายเป็นเรื่องง่าย สะดวก รวดเร็ว แถมยังไม่มีค่าธรรมเนียม พลิกเกมระบบชำระเงินไทยได้อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ความสำเร็จของพร้อมเพย์ สะท้อนให้เห็นจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนกลายเป็นระบบชำระเงินพื้นฐานของคนไทยไปแล้วในปัจจุบัน จำนวนผู้ใช้งานและปริมาณการทำธุรกรรมเติบโตในอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่อง ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการชำระเงินดิจิทัลของไทย
ความสำเร็จของพร้อมเพย์กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนามาตรฐาน Thai QR Payment ซึ่งเป็นรูปแบบการชำระเงินด้วย QR code ที่คนทั่วประเทศคุ้นเคย
ทุกวันนี้เราจะเห็นภาพร้านเล็ก ๆ อย่างรถเข็นขายผลไม้ หรือแม่ค้าขายข้าวเหนียวหมูปิ้งในตลาดก็มีบริการรับชำระเงินด้วย QR code เพราะแทบไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์อะไรเพิ่มเติม เพียงแค่มีรูป QR code ในสมาร์ตโฟน หรือพิมพ์ QR code มาติดที่ร้านก็รับชำระได้สะดวก ความง่ายทั้งต่อผู้ซื้อและผู้ขายเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ปริมาณธุรกรรมชำระเงินผ่าน QR payment สูงถึง 5,600 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 34%
ที่สำคัญ ภาครัฐได้นำ QR payment ไปต่อยอดกับบริการต่าง ๆ เช่น การโอนเงินสวัสดิการของรัฐ เงินคืนภาษี เงินช่วยเหลือตามมาตรการต่าง ๆ ไปยังประชาชนและภาคธุรกิจอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมี e-Donation ที่อำนวยความสะดวกในการขอลดหย่อนภาษี โดยส่งข้อมูลการโอนบริจาคเงินผ่าน QR code ขององค์กรการกุศลต่าง ๆ ไปให้กรมสรรพากรโดยตรง ทำให้การบริจาคเงินและการขอลดหย่อนภาษีมีความถูกต้อง โปร่งใส และรวดเร็วขึ้น
เทคโนโลยีดิจิทัลบนสมาร์ตโฟนก้าวหน้าไปรวดเร็ว ทำให้เกิดบริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet) ที่อยู่บนมือถือ ซึ่งได้รับความนิยมและมีบริการแพร่หลายต่อเนื่องทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะ e-wallet มีข้อดีตรงที่บนแอปพลิเคชันเดียวกันสามารถเลือกจ่ายเงินโดยผูกกับแหล่งเงินได้หลากหลาย เช่น บัญชีเงินฝาก บัตรเครดิต และบัตรเดบิต ซึ่งเหมาะกับไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันที่คนไทยมีการใช้ e-money ในชีวิตประจำวันอยู่โดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการสั่งอาหารหรือเรียกรถ อีกทั้งยังมีโอกาสได้รับผลประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ คืนกลับมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นเงินคืน (cashback) หรือรางวัลจูงใจ (reward) ทำให้มีการใช้งานบัญชี e-money สูงถึง 107 ล้านบัญชีในปี 2568
ตั้งแต่ปี 2561 ประเทศไทยพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการชำระเงินระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยว การค้า และธุรกิจบริการของประเทศ โดยเฉพาะการสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ให้เข้าถึงลูกค้าต่างชาติ ทั้งยังช่วยสนับสนุนการใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการทำธุรกรรมด้วย
หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือ ประเทศไทยมีการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินรายย่อยระหว่างประเทศเป็นคู่แรกของโลก ผ่านการเชื่อมต่อระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) กับระบบเพย์นาว (PayNow) ของสิงคโปร์ นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาการชำระเงินระหว่างประเทศด้วย Cross-border QR Payment ที่ทำให้คนไทยสามารถสแกน QR code เพื่อชำระค่าสินค้าได้ในต่างประเทศ ขณะเดียวกันชาวต่างชาติก็ใช้จ่ายผ่าน QR code ในไทยได้เช่นกัน โดยปัจจุบันได้ขยายบริการนี้ครอบคลุมถึง 9 ประเทศ และ 1 เขตปกครองพิเศษ ได้แก่ ญี่ปุ่น กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ลาว เกาหลี จีน และฮ่องกง
ล่าสุดในปี 2568 ไทยยังได้ร่วมมือกับเครือข่ายการชำระเงินระดับโลกและผู้ให้บริการของจีน ได้แก่ UnionPay Alipay+ และ WeChat Pay เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวจีนได้ใช้ช่องทางการชำระเงินที่คุ้นเคยได้ทันทีเมื่อเดินทางเข้ามาที่ประเทศไทย
PromptBiz เป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ก้าวเข้ามามีบทบาทด้านการค้าและการชำระเงินของภาคธุรกิจ โดยใช้ประโยชน์จากมาตรฐานข้อความสากล ISO 20022 ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำธุรกิจให้เป็นรูปแบบดิจิทัลอย่างครบวงจร เชื่อมโยงข้อมูลการค้าตั้งแต่การทำใบแจ้งหนี้ การวางบิล การชำระเงิน จนถึงการออกใบเสร็จ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดระยะเวลา ลดความยุ่งยากด้านการจัดส่งและตรวจสอบเอกสาร รวมถึงอำนวยความสะดวกในแง่การกระทบยอดตัวเลขเพื่อลดความผิดพลาดและความซ้ำซ้อนในการทำงานอีกด้วย
ที่สำคัญ PromptBiz ทำให้มีข้อมูลอยู่ในระบบดิจิทัลที่ยังจะช่วยสร้างโปรไฟล์ทางการเงินให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ทำให้มีโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินที่ดีขึ้นด้วย เช่น การขอสินเชื่อ การขอรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากภาครัฐ ซึ่งถือเป็นทิศทางการพัฒนาระบบชำระเงินภาคธุรกิจในระยะยาว
ในอนาคต บริการชำระเงินรูปแบบใหม่ยังคงจะพัฒนาก้าวหน้าไปมากกว่าในปัจจุบันอีก โดยเฉพาะในแง่คุณสมบัติของ “เงิน” ซึ่งจะมีรูปแบบเป็น “หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” มากขึ้น ด้วยการนำ 2 เทคโนโลยีดิจิทัลสำคัญมาใช้ต่อยอดนวัตกรรมระบบชำระเงิน ได้แก่
1. Distributed Ledger Technology (DLT) หรือที่คนส่วนใหญ่มักเรียกว่า “บล็อกเชน” (Blockchain) เป็นระบบจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (decentralized) ที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถทำธุรกรรมระหว่างกันได้โดยตรง รวมถึงรับรู้และตรวจสอบรายการพร้อมกันได้ ทำให้ระบบนี้มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ
2. Tokenization เป็นกระบวนการแปลงสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ เช่น โฉนดที่ดิน รูปภาพ หรือสินทรัพย์ทางการเงิน ให้อยู่เป็นหน่วยแทนค่าดิจิทัลที่เรียกว่า “โทเคน” (Token) ทำให้ถูกแบ่งเป็นหน่วยย่อย ๆ และมีสภาพคล่องสูงขึ้น
เทคโนโลยีอย่าง DLT และ Tokenization จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนให้กับธุรกรรมทางการเงินที่จะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างการชำระเงินที่มีการกำหนดเงื่อนไขอัตโนมัติ (programmable payment) เช่น การกำหนดให้ระบบเก็บเงินที่ผู้ซื้อชำระเอาไว้ก่อน จนกว่าผู้ขายจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้สำเร็จ จึงจะสามารถโอนเงินไปยังปลายทางได้ ซึ่งนวัตกรรมนี้จะช่วยเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างการชำระเงินกับกระบวนการทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ระบบชำระเงินของไทยได้มีพัฒนาการและความก้าวหน้าไปมาก ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มีการเปลี่ยนผ่านไปจากการพึ่งพาเงินสดและธนาคาร ไปสู่ระบบชำระเงินดิจิทัลที่เชื่อมโยงภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพนี้ ทำให้ระบบชำระเงินไม่ได้เป็นเพียงช่องทางในการทำธุรกรรมอีกต่อไป แต่ได้กลายมาเป็นช่องทางสำคัญของ “เศรษฐกิจดิจิทัล” ในปัจจุบันไปแล้ว
อย่างไรก็ดี การพัฒนาบริการชำระเงินรูปแบบใหม่ ๆ ในอนาคตนั้น ธปท. ในฐานะผู้กำกับดูแล ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการ “ชั่งน้ำหนัก” โอกาสและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริม “นวัตกรรม” และการรักษา “เสถียรภาพ” โดยเฉพาะการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมและสอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจการเงินไทย
สุดท้ายนี้ โลกในอนาคตข้างหน้าสิ่งที่มีค่าอาจไม่ได้อยู่ในกระเป๋าสตางค์เสมอไป หากแต่ถูกปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบของ “ข้อมูล” ที่อยู่ในระบบ นอกจากเครื่องมือและลักษณะของเงินที่เปลี่ยนไป อนาคตยังเต็มไปด้วยโอกาสใหม่ ๆ ที่จะพาชีวิตยุคดิจิทัลให้สะดวก ปลอดภัยยิ่งขึ้นกว่าเดิม