ท่องโลกระบบชำระเงินไทย

จาก “เงิน” ในกระเป๋าสตางค์ สู่ “ข้อมูล” บนมือถือ

 

 

 

payment system history

จำได้ไหม คุณเคยพกเงินสดในกระเป๋าสตางค์เท่าไหร่?

 

สำหรับบางคนพอได้ยินคำถามนี้ คงทำให้ย้อนนึกไปถึงภาพจำในอดีตที่ต้องคอยนับเหรียญและธนบัตรในกระเป๋าว่ามีพอใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือไม่ แต่คนรุ่นใหม่บางคนอาจจะไม่มีภาพจำเหล่านั้นแล้ว เพราะวิธีการชำระเงินของไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันผู้คนคุ้นเคยกับการรูดบัตรเครดิต การโอนและสแกนจ่ายผ่านแอปบนโทรศัพท์มือถือมากกว่า ด้วยความสะดวกและคุ้นเคย บางคนจึงไม่ได้พกเงินสดติดกระเป๋ามานานแล้ว

 

พระสยาม BOT Magazine ขอพาท่านผู้อ่านมาท่องโลก “ระบบการชำระเงินไทย” ที่ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ครั้งนี้ไม่ได้แค่บอกเล่าเรื่องราวของเทคโนโลยีระบบชำระเงินที่ก้าวหน้าไปเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และพฤติกรรมทางการเงินของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย

payment system history

เงินสด” กับกระเป๋าสตางค์คู่ใจที่พาไปด้วยทุกที่

หากย้อนกลับไปเมื่อ 40-50 ปีก่อน ภาพคนยืนต่อแถวเพื่อใช้โทรศัพท์หยอดเหรียญมีให้เห็นได้ทั่วไป ธนบัตรใบละ 10 และ 20 บาท เป็นที่นิยมใช้ทั่วไป ส่วนธนบัตรใบละ 100 บาทถือเป็นมูลค่าค่อนข้างสูง และไม่ค่อยถูกนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันบ่อยนัก

 

ในยุคที่ยังไม่มีการชำระเงินรูปแบบดิจิทัล คนไทยใช้จ่ายด้วยเงินสดเป็นหลัก การเดินทางไปทำธุรกรรมที่สาขาธนาคารเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะไปฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน หรือชำระค่าสาธารณูปโภค จะเห็นว่าการทำธุรกรรมทางการเงินในสมัยนั้นมีต้นทุนค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องเวลา การเดินทาง การกรอกเอกสาร และการให้บริการที่จำกัดเวลาทำการ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่ทุกคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเงินสดไม่พอจ่าย เงินหาย หรือธนบัตรปลอม

 

แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีทางการเงินให้เลือกใช้มากขึ้น ต้นทุนของแต่ละบริการก็ถูกลงหรือไม่เสียเงินเลย แต่เงินสดยังมีบทบาทสำคัญกับผู้ใช้งานหลายกลุ่ม และมีการพัฒนาทั้งวัสดุ การออกแบบลักษณะต่อต้านการปลอมแปลง ตลอดจนการบริหารจัดการ เพื่อให้เงินสดดูใหม่ สะอาด ปลอดภัย และมีเพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ

“เช็ค” ใช้จ่ายเงินก้อนใหญ่ โดยไม่ต้องใช้เงินสด 

ประมาณช่วงปี 2490 เป็นต้นมา ระบบธนาคารไทยมีความมั่นคงขึ้นมาก ก็ได้มีการนำ “เช็ค” มาให้บริการเพื่อรองรับการทำธุรกรรมที่มูลค่าสูง เช่น การซื้อขายที่อยู่อาศัย รถยนต์ การค้าระหว่างบริษัท โดยไม่ต้องนำเงินสดจำนวนมากติดตัวไปด้วย แต่ยังคงความน่าเชื่อถือสูงอยู่ เพราะเป็นการใช้ “คำสั่งจ่ายเงิน” จากธนาคารแทนเงินสดซึ่งใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้

 

การใช้จ่ายด้วยเช็ค ทำให้เกิดการพัฒนาระบบหักบัญชี (Clearing) เพื่อให้ธนาคารสามารถโอนเงินระหว่างกันได้โดยไม่ต้องขนย้ายใบเช็ค ซึ่งปัจจุบันดำเนินการผ่านระบบหักบัญชีเช็คด้วยภาพเช็คที่เรียกว่า “ICAS” (Imaged Cheque Clearing and Archive System) และมีบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (NITMX) เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่ง ICAS ถือเป็นบริการพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงระบบเช็คของธนาคารให้มีประสิทธิภาพ

payment system history

“ATM” กดเงินสดทันใจ ไม่ต้องไปธนาคาร 

ในยุคที่เงินสดถูกใช้อย่างแพร่หลาย เทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาสนับสนุนการใช้เงินสดก็ได้มาถึงประเทศไทยในปี 2525 เมื่อมีการนำเครื่องถอนเงินสดอัตโนมัติ (Automatic Teller Machine) หรือที่เราเรียกกันจนติดปากว่า “ATM” มาให้บริการ ประชาชนจึงถอนเงินสดได้ตามจุดที่มีตู้ ATM โดยไม่ต้องไปเขียนเอกสารถอนเงินถึงเคาน์เตอร์ธนาคาร

 

ในระยะต่อมา มีการขยายขอบเขตบริการของตู้ ATM เพิ่มเติม คือนอกจากจะให้บริการถอนเงินและสอบถามยอดคงเหลือในบัญชีแล้ว ยังสามารถชำระเงิน เติมเงิน และโอนเงินผ่านตู้ ATM ได้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ธนาคารยังนำเครื่องรับฝากเงินอัตโนมัติ (Cash Deposit Machine: CDM) มาให้บริการ ประชาชนจึงเข้าถึงทั้งการฝากและถอนเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“บัตรอิเล็กทรอนิกส์” รูดจ่ายปลอดภัย ไม่ต้องใช้เงินสด

ในช่วงที่เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์พัฒนาขึ้น บัตรเครดิตและบัตรเดบิตเป็นอีกทางเลือกที่ได้รับความนิยม เพราะชำระเงินได้สะดวกและรวดเร็ว ใช้ได้ทั้งกับร้านค้าและการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ช่วยลดการพกเงินสดทำให้การทำธุรกรรมด้วยเงินก้อนใหญ่ปลอดภัยขึ้น

 

ปัจจุบันมีการพัฒนาบริการของบัตรเครดิตและบัตรเดบิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์บริบทการใช้ชีวิต เช่น การใช้บัตรแตะเพื่อใช้จ่ายค่าบริการขนส่งสาธารณะ การใช้จ่ายผ่าน e-commerce หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ โดยไม่ต้องกรอกเลขบัตรทุกครั้งที่มีการจ่ายด้วยการนำเทคโนโลยีอย่าง Tokenization มาใช้  และการรักษาความปลอดภัยผ่านรหัส OTP ซึ่งสร้างประสบการณ์การใช้จ่ายแบบไร้รอยต่อให้แก่ผู้ใช้งาน 

payment system history

“Internet banking” ก้าวสำคัญของการทำธุรกรรมออนไลน์

ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับระบบชำระเงินไทย การเข้ามาของ internet banking เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ทำให้ประชาชนทำธุรกรรมต่าง ๆ เช่น ตรวจสอบรายการธุรกรรม โอนเงิน ชำระค่าใช้จ่าย ผ่านเว็บไซต์ได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องไปที่สาขาธนาคาร ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพฤติกรรมการทำธุรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่รูปแบบออนไลน์ในปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ดีแม้ว่า internet banking จะเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วให้บริการของธนาคาร แต่ก็ยังมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เพราะต้องใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ที่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เสถียร เรียกได้ว่า “ดีขึ้น แต่ยังไม่สุด” แม้ปัจจุบันยังมีผู้ใช้งานอยู่ แต่ก็น้อยลงไปมาก เพราะการทำธุรกรรมผ่าน mobile banking สะดวกและเข้าถึงง่ายกว่ามาก 

“Mobile banking” เมื่อธนาคารย้ายมาอยู่บนฝ่ามือ

ในยุคที่ราคาสมาร์ตโฟนถูกลงจนคนจับต้องได้ มีฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย จึงกลายเป็นที่นิยมได้ในเวลาอันสั้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินพัฒนาบริการในรูปแบบ mobile banking ซึ่งยกระดับความคล่องตัวของการทำธุรกรรมแบบก้าวกระโดด เรียกว่า “ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา” จนทำให้ผู้คนปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกรรมในชีวิตประจำวันไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากเงินสดมาเป็นการโอนผ่านสมาร์ตโฟน นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “less-cash society” หรือสังคมที่คนใช้เงินน้อยลงอย่างแท้จริง

payment system

ก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบชำระเงินไทย

 

ในปี 2558 เมื่อการชำระเงินของไทยพลิกโฉมไปหลังจากการเข้ามาของ mobile banking กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ร่วมกันผลักดัน “แผนยุทธศาสตร์ National e-Payment” เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมให้คนไทยหันมาใช้การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้น

ภายใต้ยุทธศาสตร์ National e-Payment นี้ ธปท. ผลักดันการพัฒนาระบบพร้อมเพย์ เพื่อลดการใช้เงินสด ควบคู่ไปกับการเพิ่มความปลอดภัยในการชำระเงิน เพื่อให้เป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

 

ตามทิศทางพัฒนาระบบชำระเงินภายใต้ภูมิทัศน์ภาคการเงินไทย (Payment Directional Paper) ฉบับล่าสุด ธปท. ยังคงผลักดันระบบชำระเงินดิจิทัลให้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทุกระดับ ตั้งแต่ครัวเรือนฐานราก ไปจนถึงภาคธุรกิจและภาคการค้าระหว่างประเทศ โดยครอบคลุม 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ (1) การต่อยอดจากระบบชำระเงินปัจจุบัน (2) การยกระดับบาทเนตสู่มิติใหม่ และ (3) การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับนวัตกรรมด้านการชำระเงินในอนาคต

payment development

“พร้อมเพย์” game changer ของระบบชำระเงินไทย

การเปิดตัว “พร้อมเพย์” (PromptPay) ในปี 2559 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมากต่อโครงสร้างระบบชำระเงินของประเทศ เพราะการแทนที่เลขบัญชีธนาคารด้วยหมายเลขโทรศัพท์และเลขบัตรประชาชน ทำให้การโอนเงินกลายเป็นเรื่องง่าย สะดวก รวดเร็ว แถมยังไม่มีค่าธรรมเนียม พลิกเกมระบบชำระเงินไทยได้อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

ความสำเร็จของพร้อมเพย์ สะท้อนให้เห็นจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนกลายเป็นระบบชำระเงินพื้นฐานของคนไทยไปแล้วในปัจจุบัน จำนวนผู้ใช้งานและปริมาณการทำธุรกรรมเติบโตในอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่อง ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการชำระเงินดิจิทัลของไทย

“QR payment” ต่อยอดพร้อมเพย์ด้วยอีกขั้นของความสะดวก 

ความสำเร็จของพร้อมเพย์กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนามาตรฐาน Thai QR Payment ซึ่งเป็นรูปแบบการชำระเงินด้วย QR code ที่คนทั่วประเทศคุ้นเคย

ทุกวันนี้เราจะเห็นภาพร้านเล็ก ๆ อย่างรถเข็นขายผลไม้ หรือแม่ค้าขายข้าวเหนียวหมูปิ้งในตลาดก็มีบริการรับชำระเงินด้วย QR code เพราะแทบไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์อะไรเพิ่มเติม เพียงแค่มีรูป QR code ในสมาร์ตโฟน หรือพิมพ์ QR code มาติดที่ร้านก็รับชำระได้สะดวก ความง่ายทั้งต่อผู้ซื้อและผู้ขายเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ปริมาณธุรกรรมชำระเงินผ่าน QR payment สูงถึง 5,600 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 34%

 

ที่สำคัญ ภาครัฐได้นำ QR payment ไปต่อยอดกับบริการต่าง ๆ เช่น การโอนเงินสวัสดิการของรัฐ เงินคืนภาษี เงินช่วยเหลือตามมาตรการต่าง ๆ ไปยังประชาชนและภาคธุรกิจอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมี e-Donation ที่อำนวยความสะดวกในการขอลดหย่อนภาษี โดยส่งข้อมูลการโอนบริจาคเงินผ่าน QR code ขององค์กรการกุศลต่าง ๆ ไปให้กรมสรรพากรโดยตรง ทำให้การบริจาคเงินและการขอลดหย่อนภาษีมีความถูกต้อง โปร่งใส และรวดเร็วขึ้น

payment development

“e-Wallet” บริการชำระเงินที่ได้รับความนิยมบนสมาร์ตโฟน

เทคโนโลยีดิจิทัลบนสมาร์ตโฟนก้าวหน้าไปรวดเร็ว ทำให้เกิดบริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet) ที่อยู่บนมือถือ ซึ่งได้รับความนิยมและมีบริการแพร่หลายต่อเนื่องทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะ e-wallet มีข้อดีตรงที่บนแอปพลิเคชันเดียวกันสามารถเลือกจ่ายเงินโดยผูกกับแหล่งเงินได้หลากหลาย เช่น บัญชีเงินฝาก บัตรเครดิต และบัตรเดบิต ซึ่งเหมาะกับไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันที่คนไทยมีการใช้ e-money ในชีวิตประจำวันอยู่โดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการสั่งอาหารหรือเรียกรถ อีกทั้งยังมีโอกาสได้รับผลประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ คืนกลับมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นเงินคืน (cashback) หรือรางวัลจูงใจ (reward) ทำให้มีการใช้งานบัญชี e-money สูงถึง 107 ล้านบัญชีในปี 2568

“Cross-border QR Payment” ขยายความสะดวก ปลอดภัย ไปไกลถึงต่างประเทศ 

ตั้งแต่ปี 2561 ประเทศไทยพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการชำระเงินระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยว การค้า และธุรกิจบริการของประเทศ โดยเฉพาะการสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ให้เข้าถึงลูกค้าต่างชาติ ทั้งยังช่วยสนับสนุนการใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการทำธุรกรรมด้วย

 

หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือ ประเทศไทยมีการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินรายย่อยระหว่างประเทศเป็นคู่แรกของโลก ผ่านการเชื่อมต่อระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) กับระบบเพย์นาว (PayNow) ของสิงคโปร์ นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาการชำระเงินระหว่างประเทศด้วย Cross-border QR Payment ที่ทำให้คนไทยสามารถสแกน QR code เพื่อชำระค่าสินค้าได้ในต่างประเทศ ขณะเดียวกันชาวต่างชาติก็ใช้จ่ายผ่าน QR code ในไทยได้เช่นกัน โดยปัจจุบันได้ขยายบริการนี้ครอบคลุมถึง 9 ประเทศ และ 1 เขตปกครองพิเศษ ได้แก่ ญี่ปุ่น กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ลาว เกาหลี จีน และฮ่องกง

 

ล่าสุดในปี 2568 ไทยยังได้ร่วมมือกับเครือข่ายการชำระเงินระดับโลกและผู้ให้บริการของจีน ได้แก่ UnionPay Alipay+ และ WeChat Pay เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวจีนได้ใช้ช่องทางการชำระเงินที่คุ้นเคยได้ทันทีเมื่อเดินทางเข้ามาที่ประเทศไทย

payment development

“PromptBiz” ยกระดับ Digital Payment สู่ภาคธุรกิจ

PromptBiz เป็นอีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ก้าวเข้ามามีบทบาทด้านการค้าและการชำระเงินของภาคธุรกิจ โดยใช้ประโยชน์จากมาตรฐานข้อความสากล ISO 20022 ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำธุรกิจให้เป็นรูปแบบดิจิทัลอย่างครบวงจร เชื่อมโยงข้อมูลการค้าตั้งแต่การทำใบแจ้งหนี้ การวางบิล การชำระเงิน จนถึงการออกใบเสร็จ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดระยะเวลา ลดความยุ่งยากด้านการจัดส่งและตรวจสอบเอกสาร รวมถึงอำนวยความสะดวกในแง่การกระทบยอดตัวเลขเพื่อลดความผิดพลาดและความซ้ำซ้อนในการทำงานอีกด้วย

 

ที่สำคัญ PromptBiz ทำให้มีข้อมูลอยู่ในระบบดิจิทัลที่ยังจะช่วยสร้างโปรไฟล์ทางการเงินให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ทำให้มีโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินที่ดีขึ้นด้วย เช่น การขอสินเชื่อ การขอรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากภาครัฐ ซึ่งถือเป็นทิศทางการพัฒนาระบบชำระเงินภาคธุรกิจในระยะยาว  

“Tokenization & DLT” เทคโนโลยีดิจิทัลของการชำระเงินในอนาคต

ในอนาคต บริการชำระเงินรูปแบบใหม่ยังคงจะพัฒนาก้าวหน้าไปมากกว่าในปัจจุบันอีก โดยเฉพาะในแง่คุณสมบัติของ “เงิน” ซึ่งจะมีรูปแบบเป็น “หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์” มากขึ้น ด้วยการนำ 2 เทคโนโลยีดิจิทัลสำคัญมาใช้ต่อยอดนวัตกรรมระบบชำระเงิน ได้แก่

 

1. Distributed Ledger Technology (DLT) หรือที่คนส่วนใหญ่มักเรียกว่า “บล็อกเชน” (Blockchain) เป็นระบบจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (decentralized) ที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถทำธุรกรรมระหว่างกันได้โดยตรง รวมถึงรับรู้และตรวจสอบรายการพร้อมกันได้ ทำให้ระบบนี้มีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ

 

2. Tokenization เป็นกระบวนการแปลงสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ เช่น โฉนดที่ดิน รูปภาพ หรือสินทรัพย์ทางการเงิน ให้อยู่เป็นหน่วยแทนค่าดิจิทัลที่เรียกว่า “โทเคน” (Token) ทำให้ถูกแบ่งเป็นหน่วยย่อย ๆ และมีสภาพคล่องสูงขึ้น

เทคโนโลยีอย่าง DLT และ Tokenization จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนให้กับธุรกรรมทางการเงินที่จะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างการชำระเงินที่มีการกำหนดเงื่อนไขอัตโนมัติ (programmable payment) เช่น การกำหนดให้ระบบเก็บเงินที่ผู้ซื้อชำระเอาไว้ก่อน จนกว่าผู้ขายจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้สำเร็จ จึงจะสามารถโอนเงินไปยังปลายทางได้ ซึ่งนวัตกรรมนี้จะช่วยเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างการชำระเงินกับกระบวนการทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม 

payment development

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ระบบชำระเงินของไทยได้มีพัฒนาการและความก้าวหน้าไปมาก ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มีการเปลี่ยนผ่านไปจากการพึ่งพาเงินสดและธนาคาร ไปสู่ระบบชำระเงินดิจิทัลที่เชื่อมโยงภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพนี้ ทำให้ระบบชำระเงินไม่ได้เป็นเพียงช่องทางในการทำธุรกรรมอีกต่อไป แต่ได้กลายมาเป็นช่องทางสำคัญของ “เศรษฐกิจดิจิทัล” ในปัจจุบันไปแล้ว

 

อย่างไรก็ดี การพัฒนาบริการชำระเงินรูปแบบใหม่ ๆ ในอนาคตนั้น ธปท. ในฐานะผู้กำกับดูแล ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการ “ชั่งน้ำหนัก” โอกาสและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริม “นวัตกรรม” และการรักษา “เสถียรภาพ” โดยเฉพาะการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมและสอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจการเงินไทย

 

สุดท้ายนี้ โลกในอนาคตข้างหน้าสิ่งที่มีค่าอาจไม่ได้อยู่ในกระเป๋าสตางค์เสมอไป หากแต่ถูกปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบของ “ข้อมูล” ที่อยู่ในระบบ นอกจากเครื่องมือและลักษณะของเงินที่เปลี่ยนไป อนาคตยังเต็มไปด้วยโอกาสใหม่ ๆ ที่จะพาชีวิตยุคดิจิทัลให้สะดวก ปลอดภัยยิ่งขึ้นกว่าเดิม 

เรื่อง
เรียบเรียง

Tag ที่เกี่ยวข้อง

BOT Magazine Knowledge Corner Payment Systems PromptPay QR Code e-Money Cross-border payment นโยบายระบบการชำระเงิน