รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล 

รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล

คุณได้รับการติดต่อที่น่าสงสัยว่าเป็นมิจฉาชีพครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ วันนี้ เมื่อวาน อาทิตย์ก่อน หรือเดือนที่แล้ว?

ลองจินตนาการว่า ถ้าวันนี้คุณกดรับสายจากเบอร์แปลก ปลายสายคือชายที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่กองปราบปราม เขาแจ้งว่าบัญชีธนาคารของคุณพัวพันในคดีฟอกเงินใหญ่ หากไม่โอนเงินมาให้ตรวจสอบและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ภายในคืนนี้คุณอาจจะถูกจับกุม น้ำเสียงหนักแน่น เร่งรัด เสียงรอบข้างจากปลายสายคล้ายบรรยากาศในสถานีตำรวจ ไม่นานนักก็มีเอกสารราชการถูกส่งมาให้อ่านทางออนไลน์ พร้อมกันนั้นยังมีเจ้าหน้าที่อีกคนมาช่วยยืนยันว่าเป็นความจริง สถานการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในไม่กี่นาที

 

คำถามคือ คุณจะเชื่อเรื่องนี้ไหม? และจะทำอย่างไรต่อ?

 

เรื่องราวคล้ายกันนี้อาจผ่านหูผ่านตาทุกคนมาบ้าง บางคนอาจมีภูมิคุ้มกันด้านภัยการเงิน แต่บางคนก็อาจตื่นตระหนกจนถูกหลอก เรื่องนี้ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าใครฉลาดหรือรู้ทันมิจฉาชีพมากกว่า แต่ประเด็นสำคัญคือทุกคนล้วนมีโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อได้ไม่ต่างกัน

 

บทความนี้ พระสยาม BOT MAGAZINE ขอพาทุกท่านไปรู้จักกับ “ภัยการเงินดิจิทัล” ในหลากหลายรูปแบบ พร้อมทั้งสำรวจ “การรับมือของภาครัฐ” ว่าได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง และมาตรการเหล่านั้นส่งผลอย่างไรเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดโอกาสที่คนไทยตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ไม่มีใครปลอดภัย 100% เพราะมิจฉาชีพเจาะที่ใจ ไม่ใช่ระบบ 

 

รายงาน Global Anti-Scam Alliance (GASA) ปี 2568 ระบุว่าคนไทยสูญเสียเงินจากภัยทางการเงินสูงถึง 115,300 ล้านบาทต่อปี และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาคนไทยกว่า 72% เคยถูกมิจฉาชีพพยายามหลอกลวง ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าภัยการเงินดิจิทัลสามารถเกิดได้กับแทบทุกคน

รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล

หลายคนมักคิดว่า คนที่จะตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพคงมีแค่ผู้สูงอายุหรือผู้ที่ขาดความรู้เท่านั้น แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะกลุ่มคนอายุ 18-40 ปีที่มีความคุ้นเคยกับดิจิทัลสูง กลับมีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุ ในขณะที่ผู้มีรายได้สูงและการศึกษาดีก็ยังตกเป็นเหยื่อของการลงทุนฉ้อฉลไม่ต่างกัน

รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) พบว่าทุกช่วงอายุ ทุกระดับการศึกษา และทุกอาชีพ ล้วนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพด้วยกันทั้งสิ้น แต่จะถูกหลอกในสถานการณ์ที่ต่างกันออกไป

  

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะกลไกของการหลอกลวงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ทักษะ” หรือ “สติปัญญา” ของเหยื่อ หากแต่เกิดจากช่องว่างของ “สภาวะทางอารมณ์” ที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นอย่างตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็น “ความตกใจ” ที่บีบให้ต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้ “ความโลภ” ที่ทำให้ไม่อยากตรวจสอบ “ความรัก” ที่ปิดตาจากเหตุผล หรือ “ความกลัว” ที่ทำให้ไม่มีเวลาคิดและไม่กล้าปรึกษาใคร จึงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพในที่สุด

รูปแบบภัยการเงิน ที่หลอกคนมาแล้วนับไม่ถ้วน

รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล

จากข้อมูลในระบบ Thai Police Online (TPO) พบว่าในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 คนไทยสูญเงินจากการถูกหลอกให้โอนเองกว่า 5,442 ล้านบาท (ไม่รวมความเสียหายที่ไม่ได้แจ้งความเป็นคดี) ให้กับภัยการเงินดิจิทัลในหลากหลายรูปแบบ ดังนี้

 

อันดับ 1 หลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล คิดเป็น 32% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด และเป็นเงินกว่า 1,741 ล้านบาท กลลวงรูปแบบนี้มักเริ่มต้นด้วยการเข้าหาแบบหวังดี เช่น ชวนทำบุญ ช่วยหางาน และชักชวนให้สมัครสมาชิก หลังจากนั้นจะชวนทำภารกิจที่ได้ผลตอบแทนสูง แรก ๆ ก็ได้เงินกลับมาจริง เมื่อเหยื่อโอนเงินให้มากขึ้น ก็จะติดต่อมิจฉาชีพไม่ได้อีกเลย

รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล

อันดับ 2 หลอกให้ลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ คิดเป็น 29% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด และเป็นเงินกว่า 1,605 ล้านบาท รูปแบบการหลอกลวงไม่ได้เริ่มจากการชักชวนลงทุนในทันที แต่ใช้ระยะเวลาในการสร้างความน่าเชื่อถือก่อนแล้วจึงเริ่มชวนลงทุน เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินไปให้แล้วจะได้รับผลตอบแทนและถอนเงินนั้นออกมาได้จริงในช่วงแรก เพื่อสร้างความมั่นใจ เมื่อเหยื่อเชื่อว่าผลตอบแทนดี มิจฉาชีพก็จะใช้ข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อหลอกให้เพิ่มเงินลงทุนมากขึ้นอีก เช่น แจ้งว่าทำรายการผิดพลาด ต้องโอนค่าแก้ไขระบบมาเพิ่มก่อนจึงจะถอนเงินออกได้ เมื่อโอนเงินไปเพิ่มแล้วมิจฉาชีพก็จะเชิดเงินหนีไป

รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล

อันดับ 3 หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ คิดเป็น 17% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด และเป็นเงินกว่า 920 ล้านบาท รูปแบบนี้มิจฉาชีพมักปลอมเป็นบริษัทรับสมัครงานที่ได้ผลตอบแทนง่าย ๆ เช่น งานโปรโมตโรงแรม โดยให้เหยื่อโอนเงินไปก่อนเพื่อเป็นค่าเริ่มงาน ในช่วงแรก ๆ จะได้ค่าตอบแทนกลับมาจริง แต่งานต่อ ๆ ไปมิจฉาชีพจะอ้างว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มในการถอนเงินค่าตอบแทน เพื่อให้เหยื่อโอนเงินไปมากขึ้น และสุดท้ายจะติดต่อไม่ได้

รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังมีภัยการเงินรูปแบบอื่น ๆ อีก เช่น หลอกให้รัก (Romance Scam) SMS หลอกลวง แอปปลอม สลิปปลอม ซื้อของไม่ได้ของหรือได้อย่างอื่นที่มูลค่าต่ำกว่า แชร์ลูกโซ่ พนันออนไลน์ และแอปเงินกู้นอกระบบ ที่สร้างความเสียหายให้คนไทยเป็นวงกว้าง

รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล

ถูกหลอกแล้ว มีโอกาสแค่ไหนที่จะได้เงินคืน?

 

จากข้อมูลปี 2568 ตัวเลขกักเงินเฉลี่ย 9 เดือน อยู่ที่ 11.7% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด เพราะกว่าเหยื่อจะรู้ตัวว่าถูกหลอกให้โอนเงินจนไปถึงแจ้งเหตุมักใช้เวลาเฉลี่ย 19-25 ชั่วโมง ขณะที่เมื่อเงินเข้าบัญชีปลายทาง มิจฉาชีพใช้เวลาเพียง 3 นาทีก็โอนเงินออกไปได้มากกว่าครึ่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการโอนต่อไปยังบัญชีม้า การถอนเป็นเงินสด การแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือการกระจายออกไปต่างประเทศ ช่องว่างเวลาเกือบหนึ่งวันเต็มนี้คือความท้าทายของการตรวจจับและติดตามเงินคืน ดังนั้น หากรู้ตัวและแจ้งเหตุได้ทันที โอกาสในการตามเงินคืนก็จะมีมากขึ้น แต่ถ้าไม่ได้รู้ตัวทันที โอกาสที่จะตามเงินคืนก็จะมีน้อยลง เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในการตามเงินคืน คือ “ความเร็ว” ในการตามเส้นเงินว่ามิจฉาชีพโอนต่อเนื่องออกไปผ่านทางไหนบ้าง เพื่อให้สามารถระงับและอายัดบัญชีได้ทันท่วงที

รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล

“ร่วมมือกัน” วิธีการรับมือภัยดิจิทัลอย่างเป็นระบบ

 

หากมองทั้งระบบจะพบว่าภัยการเงินดิจิทัลมีความซับซ้อนสูงมาก เพราะความยากในการรับมือไม่ได้อยู่ที่เทคนิคหลอกลวงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการกระจายไปในหลากหลายแพลตฟอร์ม กระบวนการหลอกลวงหนึ่งครั้งอาจเริ่มจาก SMS ในโทรศัพท์มือถือผ่านระบบโทรคมนาคมที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หรือจากโซเชียลมีเดียที่ดูแลโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ก่อนจะนำไปสู่การโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารที่ ธปท. กำกับ แล้วสุดท้ายอาจถูกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยกระบวนการทั้งหมดนี้อาจเกิดขึ้นภายในวันเดียว ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถทำแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งได้ แต่จำเป็นต้อง “ร่วมมือกัน” ทุกภาคส่วน

 

การทำงานและความรับผิดชอบร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ ได้เกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

ฉบับแรกปี 2566 เน้นที่การกักเงินและการจัดการมิจฉาชีพ โดยกำหนดโทษคนที่เปิด/ขาย/ให้เช่า/ยืมบัญชี หรือเป็นธุระจัดการบัญชีม้า อีกทั้งยังกำหนดให้สถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจการให้บริการ e-Money มีหน้าที่รายงานเส้นทางเงิน แลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีและธุรกรรมน่าสงสัย และระงับเส้นเงินไว้เป็นการชั่วคราว

 

ฉบับใหม่ปี 2568 ได้กำหนดหน้าที่เพิ่ม ดังนี้

 

1. กำหนดให้บริษัทโทรคมนาคม (Telco) มีหน้าที่ตรวจสอบและคัดกรองเนื้อหา SMS ที่อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และระงับการให้บริการเมื่อได้รับแจ้งจากตำรวจหรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ว่ามีการใช้บริการผิดกฎหมาย

 

2. กำหนดให้ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (DA) มีหน้าที่เช่นเดียวกับสถาบันการเงิน (แลกเปลี่ยนข้อมูล ระงับธุรกรรม คืนเงินผู้เสียหาย ร่วมรับผิดชอบความเสียหาย) และปิดกั้นเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของผู้ประกอบธุรกิจ DA ที่ไม่ได้รับอนุญาต

 

3. ยกระดับศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) ให้มีการรวมศูนย์การจัดการทุกอย่างไว้ด้วยกัน เช่น รับแจ้งเหตุ ระงับธุรกรรม แลกเปลี่ยนข้อมูล ประกาศ/ปลดรายชื่อบุคคล ผ่านการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งผู้แทนร่วมปฏิบัติงานนี้

 

4. กระบวนการคืนเงินที่อายัดได้ กำหนดให้ ปปง. ตรวจสอบเงินที่อายัด หากเป็นเงินของผู้เสียหายจริงก็สามารถคืนเงินให้ได้เลยโดยไม่ต้องขึ้นศาล

 

และ 5. กำหนดกลไกการมีส่วนร่วมรับผิดชอบ (Shared Responsibility) ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหายกรณีละเลยหน้าที่และทำให้เกิดความเสียหาย เว้นแต่จะสามารถพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดไว้แล้ว

รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล
รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล

โดยสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องยกระดับการดูแลลูกค้า และมีส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหาย โดยแบ่งเป็น 2 ด้านดังต่อไปนี้

 

1. ป้องกันมิจฉาชีพเข้าถึงประชาชน

 

Telco ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ กสทช. จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ กสทช. กำกับไว้ โดยมีมาตรการสำคัญ เช่น การคัดกรองผู้ใช้ที่มีพฤติกรรมผิดปกติ การยกระดับการลงทะเบียนซิมด้วยเทคโนโลยี Biometrics (การยืนยันตัวตนด้วยลายนิ้วมือหรือใบหน้าแทนการใช้บัตรประชาชน) เพื่อสกัดการใช้ “ซิมผี” รวมถึงการควบคุมการส่ง SMS จากแอปพลิเคชันถึงคนทั่วไป การจำกัดซิมต่างชาติ และการจำกัดเวลาการใช้งานของซิมนักท่องเที่ยว

 

ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ETDA จะต้องดูแล ตรวจสอบและกลั่นกรองเนื้อหาที่อาจเข้าข่ายความผิด รวมถึงระงับโฆษณาหลอกลวงโดยเร็วเมื่อได้รับแจ้งจากกระทรวงดิจิทัลฯ

 

2. ปกป้องและติดตามเงินของประชาชน

 

สถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจการให้บริการ e-money ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ธปท. จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ธปท. กำหนดไว้ โดยมีมาตรการสำคัญ เช่น มาตรฐานการป้องกันการสวมรอยทำธุรกรรมที่กำหนดให้ธนาคารงดส่ง SMS ที่มีลิงก์แนบ การบังคับสแกนใบหน้าสำหรับโอนเงินเกิน 50,000 บาทต่อครั้ง หรือเกิน 200,000 บาทต่อวันเพื่อจำกัดความเสียหายและจัดการบัญชีม้า การจำกัดการใช้งาน mobile banking 1 คน 1 บัญชี 1 อุปกรณ์ การยกระดับกระบวนการรู้จักลูกค้า (KYC) ในการเปิดบัญชี และตรวจสอบลูกค้ากลุ่มความเสี่ยงสูงระดับเข้มข้น (EDD) ก่อนให้บริการ นอกจากนี้ยังพัฒนาระบบ Central Fraud Registry (CFR) เป็นฐานข้อมูลกลางที่ช่วยให้ธนาคารสามารถระงับบัญชีต้องสงสัยได้พร้อมกันทันที ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามเงิน

 

ผู้ประกอบธุรกิจ DA ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ก.ล.ต. จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจคริปโทฯ ต้องรับรายชื่อบัญชีม้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาใช้คัดกรองลูกค้าผ่านกระบวนการ KYC การระงับธุรกรรมที่มีความเสี่ยงและส่งต่อข้อมูลตามเกณฑ์ ศปอท. การจำกัดความเสียหายและจัดการบัญชีม้า และการตรวจสอบลูกค้าในระดับเข้มข้น

 

นอกจากมาตรการด้านการกำกับดูแลแล้ว ทุกหน่วยงานยังมีบทบาทด้านการส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนด้วย โดย ธปท. ได้ให้บริการช่วยเหลือหรือรับเรื่องร้องเรียนผ่านสายด่วน 1213 ขณะที่ ETDA รับเรื่องผ่านสายด่วน 1212 และ กสทช. ดำเนินการสร้างความตระหนักรู้ด้านภัยออนไลน์อย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางต่าง ๆ

 

อย่างไรก็ตามประชาชนก็ต้องมีสติ ไม่กดลิงก์ที่ไม่รู้จัก และตรวจสอบข้อมูลก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง เพื่อป้องกันตนเองและลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพด้วย

รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และความท้าทายที่ต้องสู้ต่อ 

 

ทุกมาตรการที่ผ่านมาเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยเฉพาะภัยจากแอปดูดเงิน (Unauthorized Fraud) ซึ่งเป็นรูปแบบที่มิจฉาชีพใช้มัลแวร์ควบคุมโทรศัพท์เพื่อโอนเงินโดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว จากที่ในปี 2566 เคยพุ่งสูงถึง 7,444 แต่ช่วงต้นปี 2568 ลดลงเหลือ 0 คดี ขณะที่ความเสียหายจากการหลอกให้โอนเอง (Authorized Fraud) ก็มีแนวโน้มลดลงจากปี 2567

 

นอกจากนี้ ธนาคารทั่วประเทศก็ได้ร่วมกันระงับบัญชีม้าสะสมแล้วกว่า 3.47 ล้านบัญชี บล็อกรายชื่อมิจฉาชีพไปแล้วกว่า 223,000 ราย โดยในการตรวจสอบและระงับบัญชีม้าจากเดิมในเดือนมกราคม ปี 2568 ต้องใช้เวลาในการตรวจจับถึง 3 วัน แต่ด้วยการร่วมมือกันในการพัฒนาระบบการตรวจจับบัญชีม้า ทำให้สามารถตรวจจับได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ภายในระยะเวลา 6 เดือนสามารถลดเวลาในการดำเนินการเหลือเพียง 10 ชั่วโมงเท่านั้น ระยะเวลาที่เร็วขึ้นได้สะท้อนให้เห็นว่าระบบตรวจจับและปิดกั้นมิจฉาชีพทำงานได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีการระงับบัญชีม้าคริปโทแล้วกว่า 29,000 บัญชี มูลค่าสินทรัพย์รวมประมาณ 186 ล้านบาท ณ มิถุนายน 2568

 

หลัง พ.ร.ก. ฉบับที่ 2 มีผลบังคับใช้ ช่วง 3 เดือนแรกสามารถป้องกันความเสียหายได้เกือบ 6,000 ล้านบาท อีกทั้งยังปิดกั้นเว็บไซต์พนันและมิจฉาชีพแล้วกว่า 33,000 รายการ และอายัดบัญชีต้องสงสัยได้เกือบ 182,000 บัญชี ขณะที่มีรายงานจากศูนย์ ศปอท. 1441 ว่าอาชญากรรมออนไลน์ลดลงไป 44% ในรอบ 1 ปี 

รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าการที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันนั้นได้เริ่มสร้างผลลัพธ์ที่ครอบคลุมเกือบทั้งห่วงโซ่ของอาชญากรรมได้มากขึ้น ยิ่งเคลื่อนไหวได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่จะหยุดเส้นเงินได้ก็ยิ่งมีมากขึ้นตาม ดังนั้น กรอบการร่วมรับผิดชอบที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังขับเคลื่อนไปด้วยกันนี้ อาจถือได้ว่ากำลังมาถูกทาง และตัวเลขที่ปรากฏออกมาก็เริ่มยืนยันว่าความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ นั้นเป็นผล

 

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของการป้องกันและจัดการอาชญากรรมออนไลน์นี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมายหรือระบบป้องกันต่าง ๆ เท่านั้น หากแต่ขึ้นอยู่กับ “ความตื่นตัว” ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐที่ต้องปรับตัวให้รวดเร็วอยู่เสมอ สถาบันการเงินและแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องยกระดับมาตรฐานตลอดเวลา และที่สำคัญที่สุดคือ การให้ความร่วมมือของประชาชนทุกคน ด้วยการมีสติ ไม่หลงเชื่อง่าย ๆ หาข้อมูลและตรวจสอบก่อนธุรกรรมทุกครั้ง ไม่ว่าสายโทรศัพท์ปลายทางจะฟังดูเชื่อถือได้แค่ไหนก็ตาม เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

 

ทำความรู้จัก CFR

Central Fraud Registry (CFR) คือ เป็นระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลเส้นทางการเงินของภาคธนาคาร เพื่อใช้ในการสืบสวนสอบสวนและอายัดบัญชีของผู้ต้องสงสัย

 

ที่มา : ก่อนจะมีระบบ CFR ธนาคารแต่ละแห่งทำงานแยกส่วน เมื่อตรวจพบบัญชีต้องสงสัยก็จัดการเฉพาะในระบบของตัวเอง มิจฉาชีพจึงสามารถโอนเงินข้ามไปยังธนาคารอื่นที่ยังไม่ทราบเรื่อง ธปท. จึงพัฒนา CFR ขึ้นเพื่อแก้จุดอ่อนนี้ โดยให้ธนาคารทุกแห่งร่วมเป็นเครือข่ายเดียวกันในการรวบรวมและแบ่งปันข้อมูล

 

ระบบทำงานอย่างไร : เมื่อธนาคารหนึ่งตรวจพบบัญชีต้องสงสัยหรือได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย ข้อมูลจะถูกส่งเข้าสู่ CFR ส่วนกลางทันที ธนาคารทุกแห่งในระบบจะเห็นข้อมูลนั้นพร้อมกันและดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกัน ได้แก่ ระงับการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดของบัญชีนั้น และอาจปฏิเสธการเปิดบัญชีใหม่จนกว่าเจ้าของบัญชีจะเข้ามาพิสูจน์ข้อเท็จจริง

รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล
รู้ได้อย่างไรว่าบัญชีไหนน่าสงสัย

ระบบจำแนกบัญชีม้าออกเป็น 5 ระดับตามระดับความเสี่ยงและหลักฐานที่มี

 

●  ดำ : บัญชีที่ยืนยันแล้วว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม มีการแจ้งความหรือคำสั่งจาก ปปง. อายัดหรือระงับทุกช่องทางทันที

 

●  เทาเข้ม : บัญชีที่มีผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีแล้ว แต่ยังไม่มีหมายอายัดเป็นทางการ

 

●  เทาอ่อน : บัญชีที่มีผู้เสียหายร้องเรียน แต่ยังไม่แจ้งความดำเนินคดี

 

●  น้ำตาลเข้ม : บัญชีที่มีความผิดปกติชัดเจนขึ้นจนธนาคารมั่นใจที่จะแจ้งตำรวจ เช่น เงินเข้า-ออกถี่ หรือโอนไปบัญชีม้าอื่น

 

●  น้ำตาลอ่อน : บัญชีที่มีพฤติกรรมผิดปกติโดยธนาคารตรวจพบเอง เช่น รับโอนจำนวนมากแล้วกระจายออกทันที แต่ยังไม่มีผู้เสียหายยืนยัน

 

ผลลัพธ์ : ณ เดือนธันวาคม 2568 ระงับบัญชีม้าสะสมได้กว่า 3.47 ล้านบัญชี บล็อกรายชื่อมิจฉาชีพ 223,000 ราย และในปี 2568 ยังสามารถตรวจจับบัญชีม้าได้ไวยิ่งขึ้น จากเดิมในปี 2568 เดือนมกราคม ต้องใช้เวลา 3 วัน แต่ในเดือนกรกฎาคม ลดเหลือเพียง 10 ชั่วโมงเท่านั้น

 

หมายเหตุ : หากบัญชีถูกระงับโดยไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งผ่านสายด่วน ศปอท. 1441 เพื่อพิสูจน์ และยืนยันตัวตน หลังจากนั้นจะได้รับการปลดล็อกภายใน 4 ชั่วโมง

รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อรับมือภัยการเงินดิจิทัล

เรื่อง : กองบรรณาธิการ วารสารพระสยาม BOT Magazine

Tag ที่เกี่ยวข้อง

BOT Magazine Knowledge Corner The Knowledge ภัยทางการเงิน บัญชีม้า