โรงเรียนต้นแบบฯ
พัฒนาเด็กไทยให้ฉลาดรู้ทางการเงิน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเดินหน้าส่งเสริมการแก้ไขปัญหาหนี้ในเชิงป้องกัน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้และทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ให้เป็นทักษะชีวิตแก่เยาวชนและคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต เพราะการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินตั้งแต่วัยเรียนจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและช่วยสร้างความมั่นคงให้ประเทศต่อไปได้ในระยะยาว
เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าวให้เกิดเป็นรูปธรรมและสามารถขยายผลในวงกว้างได้อย่างยั่งยืน ธปท. ได้ดำเนินการผลักดันการพัฒนาทักษะการเงินในภาคการศึกษาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำคลังข้อมูลและสื่อเพื่อการเรียนรู้ อาทิ กรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ หนังสือเนื้อหาความรู้ทางการเงิน ชุดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับช่วงชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยเผยแพร่บนเว็บไซต์ รวมถึงบอร์ดเกมการเงิน เพื่อให้ผู้สอนนำไปปรับใช้กับผู้เรียนกลุ่มต่าง ๆ และผู้ที่สนใจเรียนรู้ด้วยตนเอง และการจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียนแก่กลุ่มผู้ปกครองและนักเรียนนักศึกษาควบคู่ไปด้วย
นอกจากนี้ ธปท. ยังมีการพัฒนาครูผ่าน “โครงการครูสตางค์ K1: ครูสอนนักเรียน” เพราะครูคือบุคคลสำคัญในการส่งต่อความรู้ทางการเงินในห้องเรียน โดยเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2566 จัดอบรมเพื่อติดอาวุธให้ครูที่สนใจสร้างห้องเรียนการเงินของตัวเอง และมีกระบวนการให้คำปรึกษาตลอดโครงการ เพื่อเสริมสร้างครูให้มีความมั่นใจในการสอนและออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์กับผู้เรียนมากที่สุด
ในปีต่อมาได้พัฒนาครูสตางค์จำนวนหนึ่งที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์สร้างห้องเรียนการเงินมาให้พัฒนาเป็นแกนนำสอนความรู้การเงินในโรงเรียนและเป็นที่ปรึกษาให้กับครูโรงเรียนอื่น ๆ ภายใต้ “โครงการครูสตางค์ K2: ครูสอนครู” แม้ทั้ง 2 โครงการจะได้รับความสนใจและเสียงตอบรับจากครูทั่วประเทศกว่า 400 คน แต่ก็ยังถือว่าเป็นการทำงานที่มุ่งพัฒนาครูเป็นรายบุคคล อีกทั้งความสำเร็จของการสร้างห้องเรียนการเงินยังขึ้นอยู่กับบริบทด้านการสอนของครูแต่ละคน เช่น ความสอดคล้องของเนื้อหาที่นำไปประยุกต์ใช้กับเนื้อหาในวิชาที่สอนอยู่ จำนวนชั่วโมงของวิชาที่สอนหรือกิจกรรมในโรงเรียนที่ดูแล สื่อสนับสนุนการเรียนการสอน ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถขยายผลได้ทั้งโรงเรียนและไปยังโรงเรียนทั่วประเทศ
ในปี 2569 ธปท. จึงได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินโครงการ “โรงเรียนต้นแบบด้านการพัฒนาความฉลาดรู้การเงิน” ที่จะผลักดันให้ความรู้และทักษะทางการเงินเข้าไปสู่ระบบการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ในระยะแรกของโครงการจะเริ่มจากโรงเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาที่มีความพร้อมในการสร้างห้องเรียนการเงินสมัครเข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีโรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมทั้งสิ้น 84 แห่ง จาก 54 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ
โครงการนี้ไม่ได้ฝากความสำเร็จไว้กับครูเพียงลำพัง แต่ยังออกแบบกระบวนการให้ทุกคนทั้งครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ของเขตพื้นที่ เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการอย่างชัดเจน ตั้งแต่การกำหนดนโยบายส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเงินระดับสถานศึกษา ไปจนถึงการสนับสนุนโครงสร้างหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอนตามบริบทของโรงเรียนและชุมชน เพื่อให้แต่ละโรงเรียนสามารถดำเนินการส่งเสริมทักษะทางการเงินได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน โรงเรียน และชุมชนมากที่สุด
นอกจากนี้ ธปท. และ สพฐ. ยังได้วางระบบที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิดตลอดการดำเนินโครงการ เพื่อยกระดับการสนับสนุนครูและโรงเรียนที่ต้องการคำแนะนำ โดยสามารถประสานงานผ่านศึกษานิเทศก์ประจำพื้นที่ได้โดยตรง ขณะเดียวกันยังมีทีม “ครูสตางค์ K2” ซึ่งเป็นกลุ่มครูแกนนำผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงในการถ่ายทอดความรู้ทางการเงินในสถานศึกษา ทั้งยังผ่านการบ่มเพาะความรู้ด้านการเงินและพัฒนาทักษะการโค้ชอย่างเข้มข้นจาก ธปท. พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยประคับประคองและให้คำปรึกษา เพื่อให้โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการสามารถส่งเสริมทักษะทางการเงินแก่เยาวชนได้อย่างมั่นใจ
ที่ผ่านมาการเรียนรู้เรื่องการเงินใช้การท่องจำเนื้อหาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่หัวใจสำคัญคือการนำไปใช้ได้จริง โดยต้องมองทักษะทางการเงินเป็น “ทักษะชีวิต” เพราะชีวิตจริงของทุกคนมีความหลากหลายทั้งในด้านเศรษฐกิจ (ฐานะและรายได้) ด้านสังคม (บริบทของครอบครัว โรงเรียน และชุมชน) และด้านบุคคล (ความต้องการที่ต่างกัน) รวมถึงการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินของแต่ละช่วงวัยก็แตกต่างกัน เช่น วัยเด็กสามารถเปิดใช้บัญชีเงินฝากได้ พอเข้าสู่วัยรุ่นช่วงมัธยม-มหาลัยก็สามารถเริ่มเปิดพอร์ตการลงทุนได้
ดังนั้น การเรียนรู้แบบฐานสมรรถนะ (Competency-based Learning) จึงเป็นคำตอบที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเปลี่ยนมาเรียนรู้ผ่านโจทย์และสถานการณ์จำลอง ดึงโลกการเงินในชีวิตจริงให้ใกล้ตัวผู้เรียน ซึ่งอาจเริ่มจากผลิตภัณฑ์หรือบริการทางการเงินที่ผู้เรียนในวัยนั้นสามารถเข้าถึงได้ นำมาออกแบบเป็นกระบวนการให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนและแสดงพฤติกรรมที่สะท้อนถึงความรู้ ทักษะ รวมถึงเจตคติทางการเงินที่ถูกต้องและเหมาะสมตามช่วงวัยของตนเอง
ธปท. จึงจัดทำกรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ ขึ้นมา โดยเน้นการพัฒนาทั้งในด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ เพื่อใช้เป็นฐานคิดในการจัดการเรียนรู้เรื่องการเงินให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย ซึ่งมีหลักการและแนวคิด 3 ประการ คือ (1) สามารถนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตจริง และประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของตนเอง เพื่อความเป็นอยู่ทางการเงินที่ดี (Financial Well-being) (2) มีความยืดหยุ่นเพื่อให้ผู้สอนนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม กับบริบททางการเงินและพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละช่วงวัยที่มีความแตกต่างกัน และ (3) ส่งเสริมการพัฒนาการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ผู้สอนสามารถประเมินศักยภาพและกำหนดแนวทางพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังแบ่งสมรรถนะหลักออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ (1) การเข้าใจบทบาทและมูลค่าของเงิน (2) การจัดการรายได้และภาษี (3) การบริหารการใช้จ่ายและจัดการหนี้ (4) การออมและการลงทุน (5) การจัดการความเสี่ยง ภัยทางการเงิน และการประกันภัย และ (6) การรักษาสิทธิและรับผิดชอบต่อหน้าที่ผู้ใช้บริการทางการเงิน ซึ่งเนื้อหาแต่ละสมรรถนะจะมีความเข้มข้นและซับซ้อนขึ้นตามพื้นฐานความรู้ที่เกี่ยวข้อง (เช่น ทักษะการคำนวณ ความรู้เรื่องระบบเศรษฐกิจ) และลักษณะของผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เข้าถึงได้ในช่วงวัยที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม รูปแบบและบริบทในการใช้ชีวิตของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน กรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้จึงได้ออกแบบให้มีความยืดหยุ่น โดยสามารถเลือกนำไปใช้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนได้ เช่น หากมีเวลาไม่มากหรือเป็นกลุ่มเปราะบางอาจเลือกบางสมรรถนะที่เกี่ยวข้องหรือจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตไปสอนก่อน แต่หากผู้เรียนมีศักยภาพสูงและมีเวลาเพียงพอ อาจต่อยอดการเรียนรู้ไปถึงสมรรถนะของช่วงวัยที่สูงกว่า เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้เพิ่มเติมหรือเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตามความสนใจ
แม้ว่ากรอบสมรรถนะทางการเงินฯ จะช่วยให้ครูประเมินช่องว่าง และนำไปกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาผู้เรียนได้ชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติ กรอบสมรรถนะทางการเงินฯ นี้เปรียบเสมือน “วัตถุดิบพร้อมปรุง” (ready-to-cook) ที่ครูยังต้องลงแรงออกแบบกระบวนการเรียนรู้เพิ่มเติมเอง ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการเงินและเวลาในการออกแบบกิจกรรม
เพื่อเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวและขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้เกิดขึ้นจริง ธปท. จึงได้ต่อยอดพัฒนา “ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะทางการเงิน” ขึ้นมาเคียงคู่กัน เปรียบเสมือน “อาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน”(ready-to-eat) ที่ครูสามารถนำไปใช้สอนได้ทันที หรือนำไปปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เข้ากับบริบทของตนเองได้อย่างยืดหยุ่น โดยแบ่งเป็น 4 ช่วงชั้น ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาตอนต้นจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ช่วยให้การส่งต่อความรู้ทางการเงินเป็นเรื่องง่ายและนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที
สำหรับระดับมัธยมต้น ที่จะนำมาใช้ในโครงการนี้ กิจกรรมถูกออกแบบให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านสถานการณ์การเงินที่ใกล้ตัว ตั้งแต่การสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง การวางแผนการเงินด้วยหลัก SMART การจำลองบริหารเงินเดือนแรก ไปจนถึงการฝึกสังเกตภัยทางการเงินออนไลน์และการทำความเข้าใจอัตราแลกเปลี่ยน
ส่วนในระดับมัธยมปลาย กิจกรรมจะมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับอนาคตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเส้นทางชีวิตและอาชีพในอีก 5 ปีข้างหน้า การวิเคราะห์กลยุทธ์ทางการตลาดในฐานะผู้บริโภค การฝึกเป็น “นักรีวิวการเงิน” เพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติ กลยุทธ์การตลาด และผลิตภัณฑ์ทางการเงิน รวมถึงกิจกรรม “เปิดโต๊ะเจรจาเรื่องเงินในบ้าน” ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกสื่อสารเรื่องการเงินกับครอบครัว ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตต่อไป
นอกจากนี้ ครูแต่ละโรงเรียนมีอิสระในการเลือกรูปแบบห้องเรียนการเงินตามความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเป็นรายวิชาใหม่เพิ่มเติม การบูรณาการในรายวิชาหลักที่มีอยู่เดิม หรือการจัดเป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็นครั้งคราว ความยืดหยุ่นนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้โครงการสามารถปรับเข้ากับบริบทที่แตกต่างกันของโรงเรียนทั่วประเทศได้
ธปท. ตระหนักว่า “ปัญหาการเงินของไทย” ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกันทั้งประเทศ เพราะบริบทเศรษฐกิจสังคมของแต่ละพื้นที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดปัญหาที่เฉพาะเจาะจง และการออกแบบหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างทักษะทางการเงินให้กับนักเรียนก็ควรต้องสะท้อนความแตกต่างเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม
โครงการนี้มีโรงเรียนเข้าร่วมจากทั่วประเทศ บริบทของโรงเรียนแต่ละพื้นที่ก็ย่อมแตกต่างกัน จะเห็นได้ว่า ความแตกต่างนี้เองที่จะเป็นตัวกำหนดว่าห้องเรียนการเงินในแต่ละพื้นที่ควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งจากแผนดำเนินงานของทุกโรงเรียนสะท้อนให้เห็นว่า สมรรถนะที่โรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะเน้นสอนร่วมกัน คือ ทักษะการคิดก่อนตัดสินใจซื้อ การรู้เท่าทันภัยการเงินออนไลน์ และการออมตามเป้าหมาย เพราะพื้นที่มีความหลากหลายของบริบทสูงทั้งสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย และรายได้ และแม้ว่านักเรียนในเขตเมืองจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย แต่ก็เสี่ยงต่อการถูกกระตุ้นให้ใช้จ่ายจากโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมากกว่าพื้นที่อื่น
ส่วนภาคเหนือ จะเน้นทักษะการบริหารรายได้ที่ได้รับอย่างไม่สม่ำเสมอ การตัดสินใจก่อนซื้อ การรู้เท่าทันภัยทางการเงินออนไลน์ และการออมตามเป้าหมาย เนื่องจากครัวเรือนส่วนใหญ่มีรายได้แปรผันตามฤดูกาล โดยเฉพาะจากภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว นอกจากนี้ พื้นที่ชายแดนเศรษฐกิจพิเศษยังมีบริบทที่ต่างออกไป โดยมีความหลากหลายของระดับรายได้ค่อนข้างสูง นักเรียนที่มาจากครอบครัวรายได้สูงกว่าจึงมีโอกาสเข้าถึงสินค้าและบริการได้มากกว่าพื้นที่อื่น แต่ก็ยังขาดทักษะการเปรียบเทียบความคุ้มค่าและราคาก่อนตัดสินใจซื้อ
ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมรรถนะที่โรงเรียนให้ความสำคัญร่วมกัน คือ การออมก่อนใช้ การคิดก่อนซื้อ และการรู้เท่าทันภัยการเงินออนไลน์ เพราะเป็นพื้นที่ที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากภาคเกษตรกรรมและการรับจ้าง ซึ่งมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ ขณะที่บางพื้นที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีตลาดนัดชายแดนหมุนเวียนตลอดสัปดาห์ ทำให้นักเรียนคุ้นเคยกับการซื้อขายข้ามพรมแดน แต่ยังขาดความรู้เรื่องการบริหารเงินต่างสกุลและความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิผู้บริโภค นอกจากนี้ นักเรียนส่วนใหญ่ยังซื้อของออนไลน์ แต่ขาดความระมัดระวังต่อภัยทางการเงินดิจิทัลด้วย
สุดท้ายในภาคใต้ครูทุกโรงเรียนให้ความเห็นสอดคล้องกันว่าจะเน้นการสอนเรื่องการวางแผนใช้จ่ายจากรายได้ที่ได้รับอย่างไม่สม่ำเสมอ และการรู้เท่าทันภัยทางการเงิน เนื่องจากผู้ปกครองและนักเรียนส่วนใหญ่รับจ้างทำเกษตรโดยมีรายได้แบบรายวัน ซึ่งทำให้การวางแผนการเงินยาวกว่าสัปดาห์เป็นเรื่องที่ท้าทาย และบางโรงเรียนระบุในแผนดำเนินงานอย่างชัดเจนว่าต้องการเชื่อมโยงกรอบสมรรถนะทางการเงินเข้ากับหลักศาสนาอิสลามที่ใช้ในชีวิตประจำวันด้วย
จะเห็นได้ว่าในแต่ละพื้นที่ก็มีบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตที่ค่อนข้างแตกต่างกัน ครูจึงจำเป็นต้องเข้าใจบริบทของนักเรียนในพื้นที่ของตนก่อน แล้วจึงวางแผนการเรียนการสอนให้เหมาะสม เพื่อให้นักเรียนสามารถนำความรู้และทักษะทางการเงินไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันนั่นเอง
ความน่าสนใจของโครงการนี้ไม่ใช่แค่การเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินให้กับโรงเรียน ครู และนักเรียน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการร่วมมือกันของภาคส่วนทางการศึกษาในแต่ละพื้นที่ เพื่อร่วมกันสร้าง “ต้นแบบเชิงระบบ” ที่สามารถถอดบทเรียนออกมาเป็นโมเดลการเรียนรู้ที่หลากหลาย ตอบโจทย์บริบทที่แตกต่าง และพร้อมขยายผลใช้งานจริงทั่วประเทศในระยะต่อไป ผ่าน 3 มิติสำคัญ
1. การยกระดับการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินจากการเรียนรู้ในระดับ “ห้องเรียน” สู่การเรียนรู้ระดับ “สถานศึกษา” ซึ่งเป็นการฝังความรู้ทางการเงินเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยปีแรกของโครงการนี้จะเริ่มจากโรงเรียนนำร่องที่มีความพร้อม สร้างตัวอย่างหลักสูตรสถานศึกษาด้านความฉลาดรู้ทางการเงิน เพื่อขยายผลไปสู่โรงเรียนอื่น ๆ ทั่วประเทศในปีต่อ ๆ ไป
2. ความร่วมมือระหว่าง ธปท. และ สพฐ. ในการจัดทำโครงการนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญในการสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้” ร่วมกัน ผ่านการผสานพลังของภาคส่วนทางการศึกษาในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับเขตพื้นที่การศึกษาที่มีศึกษานิเทศก์เป็นแกนหลักในการช่วยเหลือโรงเรียน ระดับสถานศึกษาที่มีผู้บริหารร่วมขับเคลื่อนนโยบายให้ความฉลาดรู้ทางการเงินเข้าไปอยู่ในหลักสูตรสถานศึกษา ไปจนถึงระดับห้องเรียนที่มีครูเป็นผู้สร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้นักเรียนได้ลองผิดลองถูกก่อนไปเจอในชีวิตจริง ซึ่งการพิสูจน์ศักยภาพในปีแรกของโครงการนี้จะถูกนำไปพัฒนาต่อยอดสู่นโยบายและโครงการอื่น ๆ ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. การสร้างต้นแบบนี้เป็น “การเรียนรู้สองทาง” ที่สร้างประโยชน์ร่วมกัน โดยคลังข้อมูลและสื่อเพื่อการเรียนรู้ของ ธปท. ที่โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการสามารถนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้างระบบการเรียนรู้ภายในสถานศึกษาและสามารถให้ข้อมูลย้อนกลับจากการใช้งานจริงมาได้นั้น ธปท. จึงไม่ใช่แค่ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการเงินเท่านั้น แต่ยังร่วมเรียนรู้จากผลลัพธ์การใช้งานจริงในพื้นที่ผ่านเสียงสะท้อนจากผู้สอนและผู้เรียนด้วย ซึ่งข้อมูลที่จะได้รับมานั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อการนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาต่อยอดคลังข้อมูลและสื่อเพื่อการเรียนรู้ให้สมบูรณ์และตอบโจทย์ยิ่งขึ้น เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดต่อวงการศึกษาต่อไป
ไม่ว่าผลของโครงการจะเป็นเช่นไร กระบวนการที่กำลังเกิดขึ้นก็ได้เปิดมุมมองสำคัญให้กับสังคมไทยแล้วว่า ในโลกยุคใหม่ที่เรื่องเศรษฐกิจการเงินมีความสำคัญต่อชีวิตคนมากขึ้น ห้องเรียนควรเป็นพื้นที่ช่วยฝึกทักษะและเตรียมความพร้อมด้านการเงิน เพื่อให้คนไทยสามารถตัดสินใจทางการเงินได้อย่างเหมาะสม มีภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ดีต่อไป
เรื่อง : กองบรรณาธิการ พระสยาม BOT Magazine