ผสานพลังปกป้องภาคการเงินไทย ไม่เป็นเครื่องมือให้ภัยทุจริต
ระบบการเงินเปรียบเหมือนเส้นเลือดของระบบเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงผู้ให้บริการหลายประเภทเข้าไว้ด้วยกัน สะท้อนถึงความก้าวหน้าของโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมทางการเงินของไทย ที่ไม่เพียงเพิ่มความสะดวกสบายและเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง แต่ยังช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้ในระยะยาว
แต่ความคล่องตัวนี้มีราคาที่ต้องแลก เพราะที่ผ่านมามีผู้ใช้ระบบการเงินเป็นเครื่องมือทุจริตและทำธุรกรรมผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงประชาชน การทุจริตคอร์รัปชัน การพนันผิดกฎหมาย หรือการส่งผ่านเงินเทา หากปล่อยไว้จะยิ่งเป็นความเสี่ยงต่อประชาชน สถาบันการเงิน และเศรษฐกิจไทยในภาพรวม
คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า “คอร์รัปชันเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญ ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ทรัพยากรหลุดหายไปจากระบบ ถ้าเราสามารถสกัดกั้นเงินเทาและคอร์รัปชันให้มีความยากลำบากขึ้นได้ ประเทศเราจะค่อย ๆ ดีขึ้น”
ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ธปท. และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. จำนวน 11 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่สถาบันการเงินไปจนถึงผู้ให้บริการ e-payment ผู้ให้บริการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ สมาคมและชมรม non-bank จึงผนึกกำลังร่วมประกาศเจตนารมณ์ภายใต้ “กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน” (Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities) เพื่อยกระดับการป้องกันภาคการเงินไทยไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือ ทางผ่าน หรือช่องทางสนับสนุนธุรกรรมผิดกฎหมายทุกประเภท
5 หลักการสำคัญ ภายใต้กรอบความร่วมมือฯ
1) เริ่มที่ผู้นำ : คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของทุกหน่วยงานที่เข้าร่วม ต้องกำหนดทิศทาง นโยบาย และธรรมาภิบาลองค์กรให้เหมาะสม
2) สร้างมาตรฐาน : ทุกหน่วยงานที่เข้าร่วมต้องวางแนวทางเพื่อป้องกันการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิดให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีมาตรฐานขั้นต่ำที่พึงปฏิบัติตามความเหมาะสมของแต่ละธุรกิจ
3) พัฒนาเชิงรุก : ทุกหน่วยงานที่เข้าร่วมต้องนำความเชี่ยวชาญ ข้อมูล เทคโนโลยี และศักยภาพที่เป็นจุดแข็งมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการให้ความรู้แก่ประชาชน
4) รวมพลังทั้งระบบ : ทุกหน่วยงานที่เข้าร่วมต้องส่งเสริมความร่วมมือ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ รูปแบบการกระทำผิด สัญญาณเตือน และแนวปฏิบัติที่ดีร่วมกัน
5) ป้องกันอย่างสมดุล : ทุกหน่วยงานที่เข้าร่วมต้องรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมาย ผลกระทบต่อความสะดวก การเข้าถึงบริการ การแข่งขันที่เป็นธรรม และนวัตกรรม
ที่ผ่านมา ธปท. ให้ความสำคัญและผลักดันมาตรการดูแล ป้องกัน และรับมือปัญหาภัยทุจริตทางการเงินมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกวาดล้างแอปดูดเงิน มาตรการจัดการบัญชีม้า และกำหนดเพดานการโอนตามพฤติกรรมลูกค้า
มาถึงวันนี้ ธปท. ได้ขยายบทบาทมาสู่การแก้ไขปัญหาภัยทุจริตทางการเงินและคอร์รัปชัน ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเงินของไทย โดยเริ่มจำกัดปริมาณการถอนเงินสด กำกับดูแลการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์ม ร่วมกำกับธุรกรรมซื้อขาย USDT โดยการนำของ ก.ล.ต. และยกระดับหลักเกณฑ์ KYC CDD และ EDD[1] สำหรับภาคธนาคารและผู้ให้บริการ e-payment
คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า “สิ่งที่ ธปท. ทำวันนี้คือเรากำลังจะยกระดับภาคการเงินของประเทศไทย ให้ทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับภาคการเงินมาทำงานร่วมกัน เราอยากให้ผู้ประกอบการทั้ง 24 ประเภท และ 11 สมาคม/ชมรม ทำงานร่วมกัน เราไม่ประสงค์ให้ภาคการเงินถูกใช้เป็นเครื่องมือ ทางผ่าน หรือเป็นช่องทางสนับสนุนธุรกรรมที่ผิดกฎหมายหรือเงินเทาทั้งหลาย
“เรื่องผิด ๆ เหล่านี้เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินเยอะ ธปท. หรือหน่วยงานที่เข้าร่วมในวันนี้อาจไม่มีอำนาจไปปราบปราม ไม่มีอำนาจไปจับกุม แต่เราสามารถสร้างความยากลำบาก สกัดกั้นเรื่องไม่ดีเหล่านี้ให้มันเกิดยากขึ้น เราสามารถสร้างคอขวดให้กับเงินเทาและยกระดับการปกป้องภาคการเงินได้ และแน่นอนเราไม่สามารถทำให้เรื่องไม่ดีเหล่านี้หมดไปได้ทันที แต่จะลดลงในปริมาณที่เยอะมาก” คุณวิทัยเสริม
การประกาศเจตนารมณ์ในครั้งนี้จะสำเร็จไม่ได้หากขาดพันธมิตรที่ร่วมให้คำมั่นในการช่วยกันดูแล สกัดกั้น แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และศักยภาพระหว่างกัน
เริ่มที่คุณผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทยและกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้กล่าวถึงความตั้งใจ บทบาท และความพร้อมของภาคการเงินในการขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือครั้งนี้ว่า
“ที่ผ่านมาสมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกได้ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบขององค์กรกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็น ธปท. ปปง. รวมไปถึงการปฏิบัติตามพระราชกำหนดป้องกันและปราบปรามทางเทคโนโลยี ร่วมกับทางกระทรวง DE และสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการเงินของประเทศไทย
“สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกจึงพร้อมที่จะสนับสนุนป้องกันมิให้มีการใช้ระบบการเงินไปในทางที่ผิดกฎหมาย ภายใต้กรอบความร่วมมือตามแนวทางของ ธปท. โดยบทบาทของสมาคมธนาคารไทยและธนาคารพาณิชย์ เราจะร่วมกันสนับสนุนการยกระดับการยืนยันตัวตนของลูกค้า รวมถึงยกระดับหลักเกณฑ์ KYC CDD และ EDD ตามกฎหมายฟอกเงินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง”
นอกจากนี้ คุณยอด ชินสุภัคกุล นายกสมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai และ LINE Pay ประเทศไทย ยังได้กล่าวถึงบทบาทและความพร้อมของผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย
“บทบาทของสมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทยมีหลักการสำคัญที่เรียกว่า “หลัก 3 ย.” ได้แก่ (1) ยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบตัวตนทั้งร้านค้าและผู้ใช้บริการ (2) การเพิ่มความยากลำบากให้กับคนทุจริต และ (3) การดำเนินการอย่างรวดเร็วให้เท่าทันมิจฉาชีพ”
ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นหมุดหมายสำคัญที่จะสกัดกั้นเงินเทาและการคอร์รัปชันให้ทำได้ “ยากขึ้น” เพื่อสร้างระบบการเงินที่มั่นคง ปลอดภัย น่าเชื่อถือ ประชาชนมีความมั่นใจและสามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายเพื่อดูแลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปพร้อม ๆ กับความอยู่ดีกินดีของผู้คน
อ่านรายละเอียด “กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน” เพิ่มเติมได้ที่ www.bot.or.th/th/finsafeguard.html
[1] KYC (Know Your Customer) – การรู้จักลูกค้า
CDD (Customer Due Diligence) – การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า
EDD (Enhanced Due Diligence) – การตรวจสอบสถานะลูกค้าเชิงลึกขั้นสูง
ผู้เขียน : กองบรรณาธิการ พระสยาม BOT Magazine