จับทางลมเหนือ
กนง. เจาะลึกท่องเที่ยวเชียงใหม่ในกระแสการปรับตัว

กนง. สัญจร เชียงใหม่

“เชียงใหม่” เป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตอันดับต้น ๆ ที่หลายคนนึกถึงเวลาอยากออกเดินทางไปพักผ่อนฮีลใจที่ไหนสักแห่ง ด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งลมหนาว ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ที่โอบล้อม อาหารพื้นเมืองรสชาติเป็นเอกลักษณ์ วัฒนธรรมล้านนาน่าหลงใหล อีกทั้งยังมีคาเฟ่เก๋ ๆ และร้านขายสินค้าแฮนด์คราฟต์สุดชิก เรียกว่าเชียงใหม่มีครบ ทำให้ใคร ๆ ก็อยากไปแอ่วเจียงใหม่ทุกทีที่มีโอกาส

 

ทว่าปัจจุบันเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้กำลังถูกทดสอบด้วยภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นโจทย์ที่เหล่าผู้ประกอบการต้องรับมือ และหากลยุทธ์มาปรับตัว ครั้งนี้โครงการ “กนง. สัญจร” จึงได้พากรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปฟังเสียงของผู้ประกอบการในแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อจับทิศทางลมเหนือ และเจาะลึกว่าการท่องเที่ยวเชียงใหม่ในวันนี้ยังสบายดีอยู่ไหม

ปรับโฉมตลาดวโรรส เติมเสน่ห์แลนด์มาร์กเชียงใหม่ 

จุดแรกที่ กนง. แวะไปเช็กอินและจับชีพจรการท่องเที่ยวคือ “ตลาดวโรรส” หรือที่ชาวเชียงใหม่รู้จักในชื่อ “กาดหลวง” แลนด์มาร์กที่ผู้คนมาซื้อของกินของฝากกันในทุกยุคทุกสมัย แต่กาดหลวงในวันนี้คนไม่เยอะเหมือนสมัยก่อน มีเสียงบ่นจากพ่อค้าแม่ค้าระงมว่ากลุ่มลูกค้าคนไทยต่างพากันรัดเข็มขัด โชคดีที่ยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ไต้หวัน ฮ่องกง เข้ามาช่วยพยุงยอดขายเอาไว้

คุณอาทิตย์ บุญยืน ทายาทรุ่นที่ 3 เจ้าของร้าน “แคบหมูแม่แช่ม” ร้านดังของกาดหลวง ยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยคิดยอมแพ้ให้กับวิกฤตที่เกิดขึ้นแม้ในวันที่เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างในตอนนี้ แต่รู้ดีว่าจะนั่งรอให้ลูกค้าเดินมาหาที่หน้าร้านอย่างเดียวไม่ได้อีกแล้ว จึงได้เริ่มรุกขยายตลาดออกไปสู่ภายนอกด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มช่องทางติดต่อทางไลน์บนถุงแคบหมู ทำแคบหมูเป็นถุงเล็ก ๆ เพื่อขายตามร้านก๋วยเตี๋ยวทั่วเชียงใหม่และต่างจังหวัด รวมถึงหาพันธมิตรเพื่อส่งไปขาย เช่น ร้านอาหารโอ้กะจู๋ และห้างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ในเชียงใหม่

 

“การกระจายสินค้าไปยังร้านค้าโมเดิร์นเทรดและร้านก๋วยเตี๋ยว ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแค่ยอดขายหน้าร้านได้เยอะ” คุณอาทิตย์เล่าให้ฟังด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแม้อากาศจะร้อนอบอ้าว

 

เมื่อถามถึงความหวังและกำลังใจ คุณอาทิตย์ก็ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ก็สู้กันไปเรื่อย ๆ ตอนนี้คงไม่ได้ไปคาดหวังอะไรที่มากมายเกินไป อยู่กับความจริง ค่อย ๆ ดูสถานการณ์ ค่อย ๆ ปรับตัว เฝ้าดูเศรษฐกิจไปเรื่อย ๆ หวังว่าในอนาคตทุกอย่างมันจะฟื้นตัวดีขึ้น”

่กนง. สัญจร เชียงใหม่

ฟากผู้บริหารตลาดวโรรสอย่าง คุณท็อฟ-กษิดิศ ชุติมา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อนุสารเชียงใหม่ จำกัด ทายาทรุ่นที่ 4 ของหลวงอนุสารสุนทรกิจ (สุ่นฮี้ ชุติมา) ในฐานะผู้กุมหางเสือพาเรือลำใหญ่ที่บรรทุกพ่อค้าแม่ค้าในกาดหลวงนับร้อยชีวิตฝ่าเศรษฐกิจในช่วงนี้เล่าว่า จำนวนคนเดินตลาดวโรรสแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ทีมผู้บริหารจึงต้องทำการบ้านและขยับไปลองทำสิ่งใหม่ ๆ ทำตลาดเชิงรุก ทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายระยะสั้น ทำการตลาดออนไลน์ และเร่งปรับโฉมให้ตลาดน่าเดิน

 

“ที่ผ่านมาพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าเยอะขึ้น รับฟังว่าทางตลาดจะช่วยซัปพอร์ตตรงไหนได้บ้าง สิ่งที่ทดลองทำไปแล้วก็คือ การแจกคูปองให้ลูกค้าเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในตลาดในช่วง low season ซึ่งก็ช่วยให้คนจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นได้จริง ๆ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก อีกทั้งกำลังปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในกาดหลวงให้ดูดี สะอาด และน่าเดินขึ้น เพื่อดึงดูดให้ผู้คนอยากกลับมาเช็กอินที่นี่อีกครั้ง” คุณท็อฟเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าที่มุ่งมั่น

่กนง. สัญจร เชียงใหม่

บ้านข้างวัด จุดเช็กอินแห่งใหม่ ที่รอการเชื่อมต่อ

เปลี่ยนบรรยากาศมาที่ “บ้านข้างวัด” คอมมูนิตี้เก๋ ๆ ย่านร่ำเปิง แหล่งรวมตัวของคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เต็มไปด้วยร้านกาแฟ งานคราฟต์ แกลเลอรี และพื้นที่สร้างสรรค์ สะท้อนเสน่ห์เชียงใหม่ในมุมร่วมสมัย

คุณมด-ณัฐพล เกิดสุวงศ์ เจ้าของแบรนด์ “Foniji Collections” เสื้อผ้าแฟชั่นแนวมินิมอลสัญชาติไทยที่หยิบเอาผ้าพื้นถิ่นมาดีไซน์และตัดเย็บ ได้เล่าให้ฟังว่า ทำแบรนด์นี้มา 5 ปีแล้ว ภายใต้แนวคิดในการพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับคนทุกวัยและสวมใส่ได้ง่ายในชีวิตประจำวัน โดยเห็นว่าสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวสินค้าก็คือ การพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย คุณมดจึงได้เลือกเปิดร้าน 2 สาขา นั่นก็คือที่บ้านข้างวัดและจริงใจมาร์เก็ต ซึ่งต่างก็เป็นแหล่งขายสินค้าแฮนด์เมดชื่อดังของเมืองเชียงใหม่ทั้งคู่ แต่มีความแตกต่างกันในแง่ของความสะดวกในการเดินทาง จึงอยากให้หน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้

 

“ทุกวันนี้เชียงใหม่มีแหล่งท่องเที่ยวสวย ๆ เยอะมาก แต่ระบบขนส่งสาธารณะยังเข้าไม่ถึงหากอยู่ในชุมชนเล็ก ๆ เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ ต่อให้สถานที่ท่องเที่ยวจะอยู่ไกลแค่ไหน ก็จะมีรถสาธารณะไปถึง ซึ่งหากภาครัฐแก้ปัญหาระบบขนส่งตรงนี้ให้นักท่องเที่ยวเดินทางได้สะดวกขึ้นได้ ก็จะช่วยกระจายรายได้และพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชนได้ดีมาก ๆ”

กนง. สัญจร เชียงใหม่

ออนใต้ฟาร์ม ท่องเที่ยววิถีเกษตร สร้างรายได้สู่ชุมชน

ไกลออกไปจากตัวเมืองเชียงใหม่แค่พียงไม่ถึง 40 นาที ใช้เวลาไม่นาน กนง. ก็ได้เดินทางไปถึงตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง เพื่อมาพูดคุยเจาะลึกเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสวนเกษตรอินทรีย์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่ “ออนใต้ฟาร์ม” กับคุณโญ-ภิญโญ วิสัย เจ้าของออนใต้ฟาร์มและประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ออนใต้ ผู้เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นที่สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชน ทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับชุมชนอื่นอีกมากมาย 

คุณโญเล่าว่าได้ก่อตั้งออนใต้ฟาร์มมาตั้งแต่ปี 2557 ด้วยแนวคิด “We grow for healthy food and future” โดยเริ่มจากการลงมือทำด้วยตัวเองเพื่อนำร่องให้คนในชุมชนได้เห็นและมีแรงบันดาลใจในการปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกจากพืชดั้งเดิมมาเป็นพืชทางเลือก ควบคู่กับการทำสวนเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน ไม่ต้องพึ่งพาแค่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวแต่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งผักและสมุนไพรนานาชนิดที่ปลอดสารพิษ จนกระทั่งนำมาต่อยอดมากเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่ช่วยสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกวันนี้

 

ด้วยความที่เกิดและเติบโตที่ตำบลออนใต้ คุณโญจึงไม่ใช่นักลงทุนที่มุ่งแต่หาผลประโยชน์ แต่เป็นเหมือนลูกหลานที่ตั้งใจจะพัฒนาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนในชุมชนให้ดีขึ้น จึงทำงานเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายในชุมชนได้หลากหลาย ทำให้คนในชุมชนยอมรับและพร้อมที่จะขับเคลื่อนไปด้วยกัน

 

เมื่อถามถึงผลกระทบจากวิกฤตต่าง ๆ คุณโญเล่าให้ฟังว่า “ออนใต้ฟาร์มเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 80% แม้สงครามทำให้นักท่องเที่ยวชาวยุโรปหายไปเยอะ แต่ในวิกฤตก็ย่อมมีโอกาส การเดินทางไปเที่ยวบางประเทศที่ลำบากขึ้น ทำให้เชียงใหม่กลายเป็นอีกทางเลือกของนักท่องเที่ยวซึ่งช่วยสร้างเม็ดเงินได้อย่างไม่คาดคิด” นอกจากนี้ คุณโญยังปรับตัวโดยหันมาควบคุมต้นทุนโดยใช้วัตถุดิบอินทรีย์ที่ปลูกเองภายในฟาร์มและรับซื้อจากชาวบ้าน ควบคู่กับการทำตลาดเชิงรุกเพื่อดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติให้แวะมาเที่ยวในชุมชน

 

สำหรับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐนั้น ในส่วนของการส่งเสริมผู้ประกอบการและผลักดันชุมชนต้นแบบ คุณโญมองว่าภาครัฐทำได้ดีอยู่แล้ว แต่ส่วนสำคัญที่อยากให้ทำต่อเนื่องคือ การดึงลูกค้าให้เข้ามาท่องเที่ยวมากขึ้น

 

“ออนใต้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ถ้าไม่มีนักท่องเที่ยวมา หรือไม่มีกลไกภาครัฐคอยแนะนำให้คนมาใช้บริการ รายได้และเงินทุนหมุนเวียนก็จะไม่เกิด หากภาครัฐช่วยแนะนำและส่งต่อลูกค้าให้ชุมชนต่อเนื่อง ชาวบ้านก็จะมีรายได้ มีกำลังใจ และทำให้เศรษฐกิจชุมชนเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

กนง. สัญจร เขียงใหม่

ม่อนศิริฟาร์ม ผลิตภัณฑ์มัลเบอร์รี ของดีที่รอต่อยอด

ในตำบลออนใต้มีพี่น้องในชุมชนเดียวกันที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลและยึดโยงเป็นเครือข่ายเหนียวแน่น หนึ่งในนั้นคือคุณแซม-กิตติพงศ์ ปาลี เจ้าของ “ม่อนศิริฟาร์ม” (Mon Siri Farm) สวนเกษตรผสมผสานที่เน้นปลูกมัลเบอร์รี หรือ ลูกหม่อน ที่ทำมากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเรียนรู้การปลูกหม่อน รวมถึงจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์มัลเบอร์รีแปรรูป เช่น น้ำมัลเบอร์รีสกัดเข้มข้น ชาใบหม่อน แยมมัลเบอร์รี น้ำพริกตาแดงมัลเบอร์รี และมัลเบอร์รีอบแห้ง

 

คุณแซมเล่าว่าปัจจุบันม่อนศิริฟาร์มต้องเจอกับศึกรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว โลกรวน ภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตลดลง หนำซ้ำการขายออนไลน์ยังโดนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เก็บค่าธรรมเนียมที่สูงมาก จึงหันมาปรับตัวด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวและสมุนไพรให้หลากหลาย เช่น ผักเชียงดา ตะไคร้ ชะอม มะนาว เพื่อหารายได้เสริม ซึ่งในอนาคตก็อาจต่อยอดและพัฒนาเป็นเกษตรเชิงท่องเที่ยวได้ พร้อมกันนี้ก็พยายามทำตลาดออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น โดยทำคอนเทนต์เพื่อสร้างการรับรู้ให้คนรู้จักฟาร์มมากขึ้นเป็นประจำ

 

ความท้าทายอีกข้อคือ ขาดการส่งเสริมการตลาดเพื่อต่อยอดโอกาสที่เกษตรกรจะได้เจอกับผู้ซื้อโดยตรง เพราะทุกวันนี้ยังต้องขายผลิตภัณฑ์มัลเบอร์รีผ่านคนกลางเป็นหลัก

 

“อยากให้ภาครัฐช่วยส่งเสริมการตลาดในด้านต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคเข้าถึงฟาร์มหรือเกษตรกรโดยตรง เพราะผลไม้ชนิดนี้ยังมีโอกาสไปต่อได้ ตอนนี้คนก็เริ่มสนใจมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ จึงอยากให้มีสื่อกลางช่วยกระจายข้อมูลไปถึงกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น” 

กนง. สัญจร เชียงใหม่

อิษดากระเป๋าผ้า ต่อยอดงานฝีมือชุมชนสู่รายได้

คุณจิ๊บ-ณัฐชากร จันต๊ะตึง ตัวแทนกลุ่ม “อิษดากระเป๋าผ้า” กลุ่มงานฝีมือที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 25 ปี ได้เล่าจุดเริ่มต้นของอิษดากระเป๋าผ้าโดยมีเหล่าแม่ ๆ นั่งเย็บผ้าอยู่ไม่ห่างว่า เป็นการรวมกลุ่มผู้สูงอายุและแม่บ้านในตำบลออนใต้ เพื่อสร้างอาชีพในการผลิตกระเป๋า เสื้อผ้า และของที่ระลึก ที่เน้นสไตล์พื้นเมืองที่ประณีตและเป็นเอกลักษณ์ สมาชิกคนไหนมีลูกเล็กก็กระเตงมาทำงานด้วยได้ 

 

แม้ธุรกิจจะมีขึ้นมีลง แต่คุณจิ๊บเล่าว่าวิกฤตที่หนักหนาสาหัสที่สุดคือโควิด 19 ที่ทำให้กลุ่มอิษดากระเป๋าผ้าต้องปรับตัวด้วยการหันไปรับจ้างตัดเย็บหน้ากากอนามัยจากผ้าในช่วงที่นักท่องเที่ยวลดลง ทั้งยังมีหน่วยงานรัฐมาจ้างผลิตกระเป๋าผ้ารักษ์โลก จึงมีรายได้มาประคองให้ผ่านพ้นช่วงนั้นมาได้ โดยปัจจุบันได้รับผลิตกระเป๋าให้แบรนด์ไทยชื่อดัง ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์สินค้าแฮนด์เมดที่แต่ละชิ้นมีลักษณะเฉพาะตัว

 

“ถ้าเศรษฐกิจดี ธุรกิจหน้าร้านก็ดีตาม แต่ถ้าซบเซา ลูกค้าก็หาย การจ้างงานเย็บผ้าของชาวบ้านในชุมชนก็ชะลอตามไปด้วย อยากให้รัฐช่วยเน้นเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยว ช่วยดึงดูดและพานักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม ศึกษาดูงานที่ชุมชนออนใต้เยอะ ๆ”

 

“แม่อยากเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาแอ่วและอุดหนุนสินค้าชุมชนของตําบลออนใต้กันนัก ๆ เจ้า จะได้เฮียนฮู้อัตลักษณ์ของชุมชนออนใต้ ลายปักบนเสื้อผ้าและงานฝีมือ ชาวบ้านจะได้มีรายได้เจ้า” คุณแม่อิษดา จอมบัวคำ ประธานกลุ่มอิษดากระเป๋าผ้า ที่กำลังยืนจัดเรียงกระเป๋าผ้าพื้นถิ่นหลากสี ได้เชิญชวนเป็นกำเมืองเสียงหวานเป็นการปิดท้าย 

กนง. สัญจร เชียงใหม่

ธุรกิจทัวร์ กับการปรับตัวยุค AI ผ่านท่องเที่ยววิถีชุมชน

จากมุมมองต่อการท่องเที่ยวภาคเหนือในสายตาของนักธุรกิจท่องเที่ยวระดับมืออาชีพอย่าง คุณโชค-สิทธิพงศ์ วงษ์สมบูรณ์ เจ้าของบริษัททัวร์และวางแผนการท่องเที่ยว “นอร์ทเทิร์น สไมล์ กรุ๊ป” (Northern Smile Travel) ผู้ที่คร่ำหวอดในการจัดทริปท่องเที่ยวให้ชาวต่างชาติทำให้ทราบว่า แม้ตลาดระยะไกลอย่างชาวยุโรปจะลดลงจากผลกระทบของสงครามก็ตาม แต่ก็มีตลาดระยะใกล้อย่างเอเชียเข้ามาทดแทนเพิ่มขึ้น

 

ทว่าจุดเปลี่ยนของธุรกิจท่องเที่ยวไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่ช่วยให้นักท่องเที่ยววางแผนเที่ยวได้เอง ยังไม่นับรวมแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ทำให้บทบาทของบริษัททัวร์แบบเดิม ๆ ลดลง เมื่อถามว่าผู้ประกอบการธุรกิจทำทัวร์ต้องปรับตัวอย่างไร คุณโชคคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า

 

“สิ่งที่ AI ทำแทนไม่ได้คือการหยิบยื่นองค์ความรู้ที่ลึกซึ้ง วิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกับชุมชน หรือเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ต้องส่งผ่านจากไกด์ท้องถิ่นที่เชี่ยวชาญจริง ๆ การปรับตัวจึงต้องอาศัยการผลักดันเรื่องอัตลักษณ์ของพื้นที่ให้จับต้องได้ โดยเฉพาะกระแส Health and Wellness ที่เชียงใหม่โดดเด่นมาก แต่ยังขาดการประชาสัมพันธ์ในตลาดโลกอย่างจริงจัง”

 

ในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว คุณโชคได้ฝากให้ภาครัฐช่วยกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล เพื่อสร้างสมดุลให้มีนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ไม่ให้ช่วงไฮซีซันกับโลว์ซีซันต่างกันเกินไป เพื่อให้ผู้ประกอบการและชาวบ้านมีรายได้ที่สม่ำเสมอ

กนง. สัญจร เชียงใหม่

เสียงจากพื้นที่ สู่นโยบายที่ตอบโจทย์

หลังจากลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการที่หลากหลายไปแล้ว ลองมาฟังมุมมองจากฝั่ง กนง. นั่นคือ คุณสมชาย หาญหิรัญ กันบ้างว่าคิดเห็นอย่างไรกับสิ่งที่ได้สัมผัสตลอดสองวันของโครงการ กนง. สัญจรปีนี้

 

คุณสมชายได้สะท้อนให้ฟังว่า เชียงใหม่ต้องเจอกับบริบทที่ท้าทายมากขึ้น โดยแม้ว่าจะมีธุรกิจบริการและภาคเกษตรกรรมให้พึ่งพาอยู่ แต่ที่ถือเป็นลมหายใจจริง ๆ ก็คือ ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันได้รับผลกระทบจากสงครามและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง และยังถูกทดสอบด้วยพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย

 

“สมัยก่อนตลาดวโรรสคือหัวใจสำคัญของตัวเมืองเชียงใหม่ ทั้งคนจากต่างจังหวัดและต่างอำเภอมาซื้อของไปขายต่อ หรือนักท่องเที่ยวมาซื้อของฝาก ในวันนี้แม้โครงสร้างตลาดไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมนัก แต่สิ่งที่ยากคือพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไปมาก ตอนนี้แทบจะไม่เห็นกรุ๊ปทัวร์แล้ว เปลี่ยนเป็นนักท่องเที่ยวที่มากันเองมากขึ้น ความต้องการก็หลากหลายขึ้น”

 

อีกทั้งคุณสมชายยังได้ชื่นชมว่าชุมชนออนใต้ถือเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการสร้างธุรกิจชุมชนผ่านการร่วมมือกับเครือข่ายต่าง ๆ ซึ่งมีนโยบายของรัฐคอยสนับสนุนคนในพื้นที่ โดยดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของชาวบ้าน พร้อมทั้งกล่าวทิ้งท้ายเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายว่า

 

“การลงพื้นของ กนง. ครั้งนี้ ทำให้ได้เจอกับผู้ที่ควรจะได้รับประโยชน์จากนโยบายการเงินอย่างแท้จริง นั่นคือ ผู้ประกอบการในชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะช่วยให้ กนง. กำหนดนโยบายการเงินได้ละเอียด แม่นยำ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง”

กนง. สัญจร เชียงใหม่

“ยื่นมือ ติดดิน” หลักคิดการทำนโยบายที่ตรงจุดของแบงก์ชาติ

ปิดท้าย กนง. สัญจร ปี 2569 ด้วยความคิดเห็นจากผู้ว่าการ ธปท. และประธาน กนง. คุณวิทัย รัตนากร ที่ได้เล่าว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้ได้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมากมาย ข้อมูลทั้งหมดมีประโยชน์มาก และ กนง. จะนำกลับไปปรับใช้เพื่อออกแบบนโยบายและมาตรการที่นำมาช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อย่างตรงจุด

 

“ยุทธศาสตร์สำคัญของแบงก์ชาติ นอกเหนือจากการทำหน้าที่หลักในการดูแลนโยบายการเงินและเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคแล้ว ยังพยายามเข้าไปช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการออกข้อบังคับหรือมาตรการเฉพาะจุดด้วย การลงพื้นที่แบบนี้จึงตอบโจทย์มาก ทำให้ผู้บริหารที่ร่วมเดินทางมาด้วยได้ข้อมูลและข้อเท็จจริงไปใช้ออกแบบมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยได้ตรงจุด สอดคล้องกับค่านิยมและปรัชญาของ ธปท. ที่ว่า ‘ยื่นมือ ติดดิน’ เพื่อที่จะได้เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและกลุ่ม SMEs ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ”

กนง. สัญจร เชียงใหม่
กนง. สัญจร เชียงใหม่
กนง. สัญจร เชียงใหม่
กนง. สัญจร เชียงใหม่

แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวโลกจะยังคงต้องเผชิญบททดสอบที่ยากและท้าทายมากแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ก็คือ หัวใจที่ไม่ยอมแพ้ของเหล่าผู้ประกอบการที่พร้อมจะปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนที่ตรงจุดและต่อเนื่อง เชื่อว่าการท่องเที่ยวเชียงใหม่จะกลับมาโลดแล่นอย่างมีชีวิตชีวาได้แน่นอน

เรื่อง : กองบรรณาธิการ พระสยาม BOT Magazine

Tag ที่เกี่ยวข้อง

BOT Magazine Knowledge Corner คณะกรรมการนโยบายการเงิน ภาวะเศรษฐกิจ เศรษฐกิจและการเงิน เศรษฐกิจไทย Special Scoop