“ประคองตน และ ปรับตัว” เพื่อร่วมกันฝ่าวิกฤติพลังงาน

คอลัมน์แจงสี่เบี้ย | 14 เมษายน 2569

สวัสดีช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์กันนะคะ ปีนี้ โลกร้อนขึ้นอีก ไม่เพียงแต่ภาวะโลกร้อนที่มีสาเหตุหลักจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมในชั้นบรรยากาศ แต่ยังมีวิกฤติพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซ้ำเติมด้วย

 

ความขัดแย้งครั้งนี้ ยืดเยื้อกินเวลากว่าที่หลายฝ่ายคาด ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกสูงขึ้นมาก มีผลต่อทุกประเทศ โดยกรณีของไทย พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง จึงกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ภาครัฐจึงมีนโยบายในการประคับประคองเศรษฐกิจและลดภาระค่าใช้จ่าย

 

แบงก์ชาติตระหนักดีถึงความยากลำบากของลูกหนี้ โดยเฉพาะคนตัวเล็ก ในช่วงเวลาไม่ปกติเช่นปัจจุบัน จึงได้ออกหนังสือเวียน เมื่อ 8 เม.ย. 69 ขอความร่วมมือ สถาบันการเงิน (สง.) (รวม SFIs) และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของแบงก์ชาติ เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงาน เพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินชีวิตและธุรกิจ ทั้งการผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้เดิม และการเติมเงินใหม่ โดยให้ สง. พิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในระยะยาวเพิ่มเตินอกเหนือจากสถานะทางการเงินปัจจุบันของลูกหนี้ที่ถูกกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งอาจไม่ใช่ภาวะปกติ 

ชวนกันสร้างพฤติกรรมทางการเงินที่ดี .. “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้”

เมื่อเริ่มมีปัญหาการชำระหนี้ ลูกหนี้และ สง. สามารถหารือกันก่อน ว่า มี product program รูปแบบใดที่เหมาะกับสถานการณ์ลูกหนี้

 

1. การผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้เดิม โดยขอให้ สง. (รวม SFIs) และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับ ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในเชิงป้องกัน (pre-emptive) ตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณว่าลูกหนี้มีปัญหาการชำระหนี้ เพื่อลดภาระค่างวดของลูกหนี้ เช่น ลดอัตราดอกเบี้ย ตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย เป็นต้น โดยให้ครอบคลุมลูกหนี้สินเชื่อทุกประเภท ทั้งนี้ ให้หารือทำความเข้าใจเงื่อนไขมาตรการกับลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน (หากมี) และแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบถึงผลที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว

 

2. สินเชื่อใหม่ โดยขอให้ สง. (รวม SFIs) และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของแบงก์ชาติ พิจารณาช่วยเหลือลูกหนี้ ด้วยการเติมเงินใหม่ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการลงทุนเพื่อการประหยัดพลังงาน โดยสามารถใช้ประโยชน์จาก โครงการ SMEs Credit Boost ที่เป็นกลไกลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าธุรกิจ นอกจากนี้ สง. (รวม SFIs) ยังสามารถพิจารณาให้สินเชื่อเพิ่มเติมแก่ SMEs ที่มีหลักประกันภายใต้กรอบหลักการ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง (SMEs Secure+)” ซึ่งเป็นการผ่อนปรนแนวทางการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้เป็นการเฉพาะชั่วคราว โดยสามารถพิจารณามูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสดของลูกหนี้ได้

 

ทั้งหมดนี้ เป็นทางเลือกเพื่อประคองตนในช่วงวิกฤติเช่นนี้ โดยลูกหนี้ควรศึกษา product program ให้เข้าใจ ก่อนตัดสินใจว่า รูปแบบใดที่เหมาะกับสถานการณ์ของตนเอง

 

คาถาสำคัญอีกข้อเพื่อฝ่าวิกฤติพลังงานครั้งนี้ คือ การปรับตัว ค่ะ

 

โดยกรณีบุคคล ควรยึดหลักการรับมือวิกฤติตามคำกล่าวของ อ. วีระ ธีรภัทร ที่ว่า  “1. อย่ามีหนี้
ถ้ามีก็อย่าไปเพิ่ม 2. ต้องมีรายได้ พยายามรักษางานที่มี แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ ถ้ามาตรฐานการครองชีพที่เป็นอยู่ ไม่สามารถรักษาไว้ได้ ก็ต้องยอมที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ลดลง” ซึ่งหมายถึง ให้ปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินให้เหมาะกับสถานะการเงินของแต่ละคน มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้มาก ให้มีเงินเหลือเก็บกันนะคะ

 

กรณีธุรกิจ อาจพิจารณาแปลงวิกฤติพลังงานครั้งนี้เป็นโอกาส โดยปรับกลยุทธ์องค์กร เช่น เปลี่ยนจากการใช้พลังงานฟอสซิลที่มีต้นทุนสูงและหายากในปัจจุบัน เป็น พลังงานสะอาด ซึ่งเข้ากับทิศทางความต้องการของโลกที่คำนึงสิ่งแวดล้อมด้วย รวมถึงการปรับใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล ควบคู่กัน  เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจตนเองและของประเทศชาติด้วย เท่ากับ ได้ประโยชน์ 2 เด้งเลยนะคะ

 

Go Green จึงเป็นทางรอด ไม่ใช่ทางเลือกค่ะ ครั้งนี้เป็นโอกาสที่ธุรกิจจะตัดสินใจปรับเปลี่ยน เพื่อรองรับทั้งวิกฤติพลังงานปัจจุบัน และ ทิศทางความต้องการของโลก เพื่อให้สามารถแข่งขันต่อไปได้ด้วยค่ะ

 

โดยแบงก์ชาติ มีเครื่องมือต่างๆ เพื่อรองรับการปรับตัวของภาคธุรกิจสู่การ Go Green นะคะ ทั้ง “Thailand Taxonomy” และ “SMEs Credit Boost” ค่ะ

 

Thailand Taxonomy คือ มาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิง เพื่อจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากท่านมีโครงการที่จะปรับเป็นธุรกิจ Go Green สามารถดูวิธีการนำ Thailand Taxonomy มาใช้อ้างอิง เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนมากยิ่งขึ้น โดยสามารถศึกษาจาก คู่มือการใช้มาตรฐาน Thailand Taxonomy

 

ส่วนโครงการ “SMEs Credit Boost” จะมาเติมเต็ม โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ หาก SMEs จะแปลงวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยการปรับเปลี่ยนเป็นธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ/ หรือ ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย ช่วยตอบโจทย์การแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานปัจจุบัน ควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความสามารถทางการแข่งขันของประเทศให้เท่าทันโลกยุคใหม่ด้วย

 

แบงก์ชาติเองได้ปรับบทบาท ดังคำกล่าวของผู้ว่าการ คุณวิทัย รัตนากร ที่ว่า “ด้วยสถานการณ์และความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยเผชิญ แบงก์ชาติจึงได้พยายามปรับบทบาทจากการเน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคเป็นหลัก ไปสู่การเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับคุณค่าที่แบงก์ชาติยึดถือ นั่นคือ การ “ยื่นมือ” เพื่อช่วยภาคธุรกิจและประชาชนอย่างจริงจัง”

 

ทุกวิกฤติที่ผ่านมา มีโอกาสแฝงอยู่เสมอ โจทย์ใหญ่ คือ การประคองตน เพื่อผ่านความยากลำบาก และ การปรับตัว โดยแปลงวิกฤติเป็นโอกาส เพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างยั่งยืนด้วยนะคะ เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันครอบครัวแห่งชาติ ผู้เขียนขอให้ทุกท่านมีความสุขกับครอบครัว ช่วยส่งกำลังใจให้กันและกัน รวมทั้งให้ทุกภาคส่วนผ่านวิกฤติพลังงานครั้งนี้ไปด้วยกันค่ะ

 

** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

ผู้เขียน

pornpen photo








ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย
ธนาคารแห่งประเทศไทย
คอลัมน์ "แจงสี่เบี้ย"
ฉบับวันที่ 14 เมษายน 2569

ความรู้ทางการเงิน บทความ