ก็ Prompt มันร้อน | คนไม่ใช่หุ่นยนต์
คอลัมน์ “ร่วมด้วยช่วยคิด” | 15 มิถุนายน 2569
ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือเรื่อง I Am Not a Robot: My Year Using AI to Do (Almost) Everything and Replace (Almost) Everyone ของคุณ Joanna Stern ผู้เขียนจึงมอบหมาย Agentic AI ให้จัดทริปพักผ่อนแบบ 100% ทำให้ได้ซึมซับประสบการณ์ “ปล่อยมือ” ให้หุ่นยนต์ดูแลแผนการ ซึ่งผลตอบรับจากครอบครัวมีข้อติเดียว คือ AI เลือกแนะนำร้านอาหารในเครือเดียวกัน ทำให้รสชาติซ้ำซ้อนอยู่บ้าง ชะรอยว่าร้านอาหารในเครือนี้จะมีเคล็ดลับทำให้หุ่นยนต์ช่วยเชียร์ก็เป็นได้ ในเมื่อ AI ไม่ได้มีไว้เพียงแค่สำหรับค้นข้อมูล แล้วเราจะยอมให้หุ่นยนต์ตัดสินใจแทนได้แค่ไหน ?
คุณ Stern เขียนบันทึกการใช้ชีวิตร่วมกับหุ่นยนต์เต็มตัวตลอดปี 2025 ตั้งแต่การให้หุ่นยนต์ประเมินผลการตรวจมะเร็งและการรักษาฟัน ให้จัดทริปวันหยุดยาว (ที่ผู้เขียนลองทำตาม) ให้หุ่นยนต์เป็นคนรัก (และมีมุมชวน imagine ให้วาบหวาม) ตลอดจน ถึงกับลาออกจากงานประจำอันมั่นคงที่ Wall Street Journal ส่วนหนึ่งตามที่ AI สร้างความเชื่อมั่นให้เธอได้ประเมินตัวเองตามที่เป็นจริงโดยตัดปัจจัยความกลัวออกจากสมการตัดสินใจ
ในตอนท้ายของหนังสือคุณ Stern ถกจุดตัดทางความคิดสุดโต่งสองด้าน โดยเล่าประสบการณ์จากการสัมภาษณ์ Sam Altman CEO ของ OpenAI ที่เขย่าโลกเราด้วย ChatGPT และมีสารัตถะว่า การปล่อย AI เข้าสู่สังคม เป็นการให้บริการสาธารณะเพื่อสร้างเวลาปรับตัวและสร้างระบบป้องกันให้กับสังคม ดีกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เก็บหุ่นยนต์ไว้ในห้องทดลอง แล้วปล่อยให้หลุดออกมาคราวเดียวจนสร้างความโกลาหล ดังนั้น เราควรใช้งาน AI เป็นนักบินร่วม หรือ Co-pilot สำหรับ ขยายขอบเขตขีดความสามารถของมนุษยชาติ
มุมมองนี้ถูกตอบโต้จากฝ่ายค้าน (Red Team) เช่น นักประวัติศาสตร์คนดัง Yuval Noah Harari ได้กระตุกต่อมเตือนว่า AI ได้แฮ็กระบบปฏิบัติการของอารยธรรมมนุษย์ไปตั้งแต่ที่สามารถเข้าใจและสร้างภาษา ซึ่งควรจะเป็นคุณสมบัติเฉพาะของมนุษย์ โดยเน้นว่า AI ไม่ได้มีความรู้สึกลึกซึ้งกับพวกเรา แต่ก็เฉลียวฉลาดพอที่จะล่อลวงให้เราผูกพันจนไว้เนื้อเชื่อใจได้ สอดคล้องกับที่คุณ Stern ถามว่า มนุษย์กำลังโน้มน้าวให้หุ่นยนต์ทำงาน หรือหุ่นยนต์เป็นฝ่ายโน้มน้าวเรากันแน่ ?
จากหนังสือและมุมมองข้างต้น ผู้เขียนเองอดที่จะเอาหุ่นยนต์ AI มาเทียบเคียงกับวุ้นแปลภาษาของโดราเอมอนไม่ได้ หากแต่ Agentic AI ในวันนี้ แปลได้ทั้งภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อสารกัน และภาษาโค้ด ทำให้มนุษย์ที่ไม่มีความรู้ด้านเทคนิคก็สามารถสื่อสารกับหุ่นยนต์ให้ AI ทำงาน คิดและตัดสินใจแทนเราได้
คุณ Stern ทิ้งท้ายหนังสือไว้กับกฎ 6 ข้อ ซึ่งผู้เขียนขอหยิบยกบางข้อมาแลกเปลี่ยน อาทิ กฎข้อที่ 4 เราจะเลี้ยงดูมนุษย์ ไม่ใช่หุ่นยนต์ (I will raise humans, not robots) ในยุคที่ AI เป็นทางหลักไม่ใช่ทางเลือก แก่นแท้ของการเรียนรู้ผ่านกระบวนการที่ต้องฝึกฝน ดิ้นรน มุมานะฝ่าฟันอุปสรรคนานาประการ รวมถึงความผิดหวังท้อแท้ จะมีความจำเป็นยิ่งยวดควบคู่ไปกับการเรียนรู้ที่จะใช้งาน AI โดยต้องบ่มเพาะการตั้งคำถามและท้าทายคำตอบจากหุ่นยนต์ในการตัดสินใจสำคัญ ๆ การเคี่ยวกรำไม่เพียงแต่จะสร้างรสชาติชีวิต แต่จะทำให้เรายังมีสติใช้ AI ประกอบการตัดสินใจ โดยไม่ถูกชี้นำในเรื่องสำคัญ ๆ ของตนเองและครอบครัว ทั้ง การออม การลงทุน การเลือกอาชีพ การเลือกคู่ครอง ไปจนถึงการเลือกโรงเรียนลูก
กฎข้อที่ 3 แนะให้ทบทวนว่าใครกำลังจับตาเราอยู่ (I will think about who is watching) เพราะ Agentic AI ไม่ได้มองตาแล้วรู้ใจเรามาจากห้องทดลอง แต่หุ่นยนต์ต้องการข้อมูลส่วนตัวและเรียนรู้บริบทแวดล้อมของชีวิตเราอย่างลึกซึ้ง แล้วเราจะเอาความเป็นส่วนตัวไปแลกกับความสะดวกสบายหรือ ? ลองคิดดูว่าเมื่อ Gen AI บอกให้เรา scan ลายมือ เพื่อใช้ Prompt ดูลายมือ ซึ่งจะแม่นหรือไม่ยังไม่ต้องไปถก แต่เรากำลังนำข้อมูล Biometric Data ไปให้ระบบ ซึ่งจะมั่นใจได้เต็มที่ว่าจะปลอดภัย 100% ในยุคที่ภัยไซเบอร์ก้าวล้ำไปเช่นนี้ล่ะหรือ ?
หากย้อนคิดถึงยุคเว็บบอร์ดเฟื่องฟู เรามักพบกรณีที่เจ้าของกระทู้อ้างว่ายืมล็อกอินเพื่อนมาโพสต์ถามเรื่องส่วนตัว ไม่ต่างจากที่ AI ยกคำแนะนำให้เราสร้างตัวตนสมมติเวลาปรึกษาปัญหาชีวิต และระมัดระวังไม่ใส่ identity จริงลงใน Prompt อย่างเด็ดขาด แล้วเราจะไว้ใจได้จริง ๆ หรือ ในเมื่อ AI ก็รู้จักเราเป็นอย่างดีในฐานะสมาชิก ซึ่งหลายท่านเองก็คงจ่ายค่าสมัครเพื่อให้ใช้งานได้เต็มที่อีกด้วย ในยุคที่หุ่นยนต์สามารถปะติดปะต่อบริบทรายล้อมของเราได้ แล้วการใช้นามแฝงในการคุยกับ AI จะเพียงพอในการพิทักษ์ความเป็นส่วนตัวของเราจริง ๆ หรือ ?
ไม่นานมานี้ Agentic AI ลงสนามจริงมาสู่การให้บริการทางการเงิน ดังที่ผู้พัฒนา Claude ร่วมมือกับ AWS เผยแพร่คู่มือการสร้าง AI Agents สำหรับผู้ให้บริการทางการเงินใช้คัดกรองตัวตนของลูกค้า ปรับพอร์ตการลงทุน ไปจนถึงการตรวจจับภัยทุจริตดิจิทัล หุ่นยนต์จึงไม่ได้มีไว้ใช้แค่ตอบคำถามให้กับพนักงานธนาคารอีกต่อไป แต่กำลังทำตัวเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารเสียเอง ! กองทุน Norges Bank Investment Management (NBIM) ผู้บริหารกองทุนความมั่งคั่งของนอร์เวย์ ใช้ Claude เป็นเครื่องมือหลักทำให้ประหยัดเวลาได้ราวหนึ่งในห้าต่อสัปดาห์ ผ่านการเชื่อมโยง AI เข้ากับฐานข้อมูลการซื้อขายรายวันของผู้จัดการกองทุนทุกรายตั้งแต่ปี 1998 เพื่อช่วยคัดกรองความเสี่ยงและลดอคติในการตัดสินใจ บนหลักการ คือ AI เพียงช่วยวิเคราะห์ แต่มนุษย์เป็นคนตัดสินใจ หรือตัวอย่างธนาคารดิจิทัล N26 ที่ใช้ Claude automate งานในกระบวนการเป้าหมายได้สูงสุด 70% สะท้อนถึงความกล้าที่จะใช้ Agentic AI บริหารจัดการวงเงินมหาศาล ภายใต้สถาปัตยกรรมเชิงระบบที่รัดกุม อาทิ การไม่นำข้อมูลไปเทรนโมเดล การรันข้อมูลบนระบบปิด การปกปิดข้อมูล และการมอบหมายให้มนุษย์กำกับควบคุมอยู่เสมอ (human-in-the-loop) คำถามชวนคิดคือ ในระดับบุคคลแล้ว หากเราจะยกบัญชีและการลงทุนให้ AI ดูแล เรายึดหลักธรรมาภิบาลการใช้งานข้อมูลที่เข้มงวดแบบนี้แล้วหรือไม่ ?
AI สร้างคอนเทนต์ แต่คนแต่งแต้มความงามผ่านศาสตร์และศิลป์ เปิดปัญญาด้วยการศึกษา เปิดโลกทัศน์ผ่านการท่องเที่ยว และต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์จากการตัดสินใจ เราจึงตั้งกฎการอยู่ร่วมกับ AI ไม่ใช่หุ่นยนต์ !
**บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคลที่ทำงานร่วมกับ Gen AI และกลั่นกรองร้อยเรียงทุกถ้อยคำโดยมนุษย์
ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด**

ดร.นครินทร์ อมเรศ
ธนาคารแห่งประเทศไทย
คอลัมน์ "ร่วมด้วยช่วยคิด"
ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน 2569