A YEAR IN REVIEW
เศรษฐกิจโลกและไทยในปี 2568
โดยเศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 2.4% ชะลอลงจาก 2.9% ในปี 2567 และต้องเผชิญกับปัจจัยลบจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ทำให้เครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจชะลอตัว
ทั้งนี้ ความท้าทายและความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเงินของไทยในปี 2568 มีดังนี้
หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม 2568 ก็ดำเนินนโยบายภาษีนำเข้าต่อประเทศต่าง ๆ โดยตั้งแต่ต้นปีได้ทยอยประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศคู่ค้าสำคัญและเก็บภาษีรายสินค้า (sectoral tariff) เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในวันที่ 2 เมษายน 2568 สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้ารายประเทศขั้นต่ำในอัตรา 10% และจะเก็บภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ในอัตราสูงกับประเทศต่าง ๆ ที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ส่งผลให้การค้าและเศรษฐกิจโลกผันผวนเพิ่มขึ้นมาก จนเกิดการเร่งส่งออกในช่วงก่อนที่ภาษีจะมีผลบังคับใช้
ดังนั้น ผู้นำประเทศต่าง ๆ จึงต้องเร่งเจรจาเพื่อต่อรองอัตราภาษีกับสหรัฐฯ โดยไทยถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 19% ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568
อย่างไรก็ดี ทั้งปี 2568 การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวดี เนื่องจากมีการเร่งส่งสินค้าก่อนที่ภาษี reciprocal tariff มีผลบังคับใช้ ประกอบกับสินค้าบางส่วนโดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลบวกจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามกระแส การลงทุนธุรกิจศูนย์ข้อมูล (data center) และธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent: AI) ยังได้รับการยกเว้นภาษีอยู่ ขณะที่ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบก็มีการปรับตัวและแบ่งรับภาระภาษีไว้บางส่วนแล้ว ทำให้มีการส่งออกสินค้าบางประเภทของไทยไปสหรัฐฯ ชะลอลง โดยเฉพาะสินค้าเกษตร
ในระยะข้างหน้ายังต้องติดตามผลกระทบของภาษีนำเข้าและนโยบายกีดกันการค้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ อาทิ ภาษีรายสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และภาษีรายประเทศกรณีถูกมองว่าเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (unfair trade practice) กับสหรัฐฯ
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2567 ทำให้คาดว่าภาคการท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวกลับมาดีเหมือนกับช่วงก่อนโควิด 19 แต่ในความเป็นจริงนักท่องเที่ยวจีนกลับลดลงมากตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เพราะความกังวลด้านความปลอดภัยหลังเกิดเหตุการณ์หลอกลวงนักท่องเที่ยวจีนและนักแสดงชาวจีนที่เดินทางมาไทย รวมถึงกระแสภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคนที่ถูกหลอกไปทำงานเป็นสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีฉากหลังเป็นประเทศไทย ตลอดจนเสียงวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการเดินทางมาเที่ยวในภูมิภาคนี้ ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเสียความเชื่อมั่นและลดลงจากปีก่อนที่ 6.7 ล้านคน มาอยู่ที่ 4.5 ล้านคนในปี 2568
นอกจากนี้ หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียต่างก็แข่งขันกันดึงดูดนักท่องเที่ยวผ่านมาตรการเชิงรุกต่าง ๆ เช่น ฟรีวีซา e-Visa และวีซาพิเศษ โดยมี promotion ส่งเสริมการท่องเที่ยว ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว นอกจากนี้ เงินบาทที่แข็งค่ามากกว่าคู่แข่งยังมีส่วนทำให้การท่องเที่ยวไทยแพงขึ้นในสายตาของนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงจาก 35.5 ล้านคนในปี 2567 เหลือ 33 ล้านคนในปีนี้
เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในประเทศเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 และ aftershock ที่เกิดขึ้นตามมาอีกหลายครั้ง ส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหวเป็นวงกว้างในพื้นที่ประเทศไทย 13 จังหวัด โดยกรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด และอาคารสูงหลายแห่งได้รับความเสียหาย
แม้ว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมจะมีไม่มากนัก แต่แผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยส่งผลกระทบด้านลบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่ออุปสงค์และราคาที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะอาคารชุดแนวสูงในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 2568 เป็นการซ้ำเติมภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างที่ซบเซาอยู่แล้วจากกำลังซื้อที่ชะลอและภาวะสินเชื่อที่ตึงตัว
แผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริกเตอร์ ซึ่งมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่กรุงมัณฑะเลย์ เมียนมา ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมาถึงประเทศไทย
แม้ว่าในปี 2568 นโยบายการค้าโลกจะมีความไม่แน่นอนสูง แต่กระแสการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศกลับเติบโตสูง โดยเฉพาะการค้าและการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี เช่น ธุรกิจ AI ธุรกิจ data center และธุรกิจ เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมีสัดส่วนถึงประมาณ 75% ของการลงทุนใหม่ (greenfield FDI) ทั่วโลก ส่งผลให้หลายประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยซึ่งเป็น supply chain สำคัญในการผลิตสินค้าเหล่านี้ ได้รับผลบวกผ่านการส่งออกไปด้วย ซึ่งก็ทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้นเช่นกัน
แรงส่งสำคัญของการส่งออกและการลงทุนของไทยในปี 2568 นี้ มาจากธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment: BOI) ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยขยายตัวที่ 36% เทียบกับปี 2567 โดยส่วนใหญ่เป็นความต้องการลงทุนในธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และ data center
ปัญหาความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ทำให้ทางการไทยตัดสินใจปิดด่านตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว จันทบุรี ตราด สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี ซึ่งแม้ทั้งสองประเทศจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกันแล้วเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 แต่สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและยังมีเหตุปะทะทางการทหารอีกครั้งในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาได้สร้างความเสียหายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้ครัวเรือนต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ต้องหยุดลงชั่วคราว โดยเฉพาะการค้าบริเวณชายแดนและการเดินทางข้ามแดนระหว่างกัน ซึ่งคิดเป็น 0.6% ของมูลค่าการส่งออกไทยในปี 2568 นอกจากนี้ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนยังกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนและธุรกิจ รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวบริเวณชายแดนและภูมิภาคใกล้เคียงด้วย
ที่มาภาพ : BBC News
ภายใต้ปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ในปี 2568 หลายธุรกิจได้มีการปรับตัวและปรับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ (1) ธุรกิจผลิตยานยนต์ โดยผู้ผลิตบางรายมีการควบรวมสายการผลิตเพื่อลดกำลังการผลิตรถยนต์สันดาปลง และบางรายขยายกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น (2) ธุรกิจผลิตเครื่องปรับอากาศ ซึ่งหันไปเน้นการผลิตเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์มากขึ้น และ (3) ธุรกิจผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ที่มุ่งผลิตสินค้าพรีเมียมมากขึ้นและเพิ่มสัดส่วนการผลิตอาหารสัตว์ที่ความต้องการมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี หลายอุตสาหกรรมยังปรับตัวได้ช้า ทำให้การผลิตยังไม่ฟื้นตัว และมีโรงงานทยอยปิดต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ขณะที่ธุรกิจบริการโดยเฉพาะโรงแรมและร้านอาหาร ยังเผชิญกับปัญหาอุปทานล้นตลาด (oversupply) โดยเฉพาะร้านอาหารขนาดเล็กที่มีการปิดตัวเพิ่มขึ้นถึง 13.6% เพราะการแข่งขันที่สูง และกำลังซื้อในประเทศและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมบางรายได้ปรับตัวหันไปทำตลาดใหม่ เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (wellness)
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 สำนักพระราชวังได้ออกประกาศแจ้งข่าวการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความโศกเศร้าแก่พสกนิกรชาวไทยทุกคน
คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. นำคณะผู้บริหารและพนักงานเข้าร่วมพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงนามถวายความอาลัย เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
หลังจากที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูลได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 ก็ได้ประกาศนโยบายเร่งด่วน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) เศรษฐกิจ (2) ความมั่นคง (3) สังคม (4) ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ (5) การบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย พร้อมทั้งได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ
ต่อมา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา ทำให้รัฐบาลมีสถานะเป็นรักษาการตามกฎหมาย ซึ่งกระบวนการเลือกตั้งและเตรียมจัดตั้งรัฐบาลใหม่อาจมีผลกระทบต่อกระบวนการจัดทำงบประมาณปีถัดไปได้
รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและการเดินทางในประเทศเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ประกอบด้วย (1) มาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนละครึ่งพลัส วงเงิน 44,000 ล้านบาท ให้แก่ประชาชนกว่า 20 ล้านคน และ (2) มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ได้แก่ มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวในประเทศสูงสุด 20,000 บาท และสิทธิพิเศษสำหรับการเดินทางไปจังหวัดรอง รวมถึงสิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับธุรกิจที่จัดสัมมนาและปรับปรุงโรงแรม โดยให้หักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าปกติ ซึ่งส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับดีขึ้น รวมถึงเพิ่มสภาพคล่องและช่วยกระตุ้นการบริโภคได้ในช่วงที่มีมาตรการ
ปี 2568 ประเทศไทยเผชิญเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นภาคกลางและภาคเหนือ ไปจนถึงเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในภาคใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งทำให้ประชาชนโดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ตอนล่าง ได้รับผลกระทบทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องหยุดชะงักชั่วคราว ทำให้ธุรกิจภาคการค้า การขนส่ง และการท่องเที่ยวได้รับความเสียหาย ขณะที่ธุรกิจรายเล็กจะมีข้อจำกัดในการฟื้นตัวที่มากกว่า
ทั้งนี้ ธปท. ได้ร่วมกับสถาบันการเงินออกมาตรการบรรเทาภาระหนี้และเสริมสภาพคล่องแก่ลูกหนี้ อาทิ การพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย การปรับโครงสร้างหนี้ และการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและฟื้นฟูกิจการ พร้อมทั้งกำชับให้สถาบันการเงินเร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ทันเวลา และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ที่มาภาพ : BBC News
ที่มาภาพ : ไทยรัฐ