มุมมองภาคธุรกิจต่อเศรษฐกิจไทยปี 2569-2570

Business Voices | Issue No. 3 | 26 กุมภาพันธ์ 2569

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แถลง GDP ไตรมาสที่ 4 และ GDP ทั้งปี 2568 ออกมาสูงกว่าที่หลายหน่วยงานคาด ซึ่งถือเป็นข่าวดี แต่นักวิเคราะห์ รวมถึงภาคเอกชน[1] หลายรายเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจที่เติบโตอาจเป็นเพียงภาพภายนอกที่พอไปได้ แต่ภายในมีอาการป่วยเรื้อรังที่ต้องผ่าตัดปรับโครงสร้าง

 

ธุรกิจห่วงธุรกิจขอฝาก
  1. เศรษฐกิจไทยปี 69 และ 70 จะโตต่ำและลากยาว และคาดว่าปีนี้ธุรกิจจะปรับตัวหนักกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา โดยเฉพาะรายกลางถึงรายใหญ่ที่เลือก lean ต้นทุนในทุกจุดขององค์กร เพื่อประคองตัว หรือ เพิ่มกำไร ทดแทนรายได้ที่ลดลง
  2. สภาพคล่องตึงมือมากขึ้น โดยเฉพาะรายกลางและรายเล็ก ทั้งจากกำลังซื้อที่น้อยลงและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
  3. เงินบาทแข็งค่ามีผลต่อคำสั่งซื้อและความสามารถแข่งขันบางธุรกิจ
  1. กฎเกณฑ์หรือกฎระเบียบที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ
  2. การส่งเสริมการลงทุน
  3. การช่วยสภาพคล่องแก่ธุรกิจและครัวเรือน

 

เศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพโตดี มีหลายธุรกิจที่แข่งขันได้ในระดับโลก เพียงแต่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน เช่น

  • อาหารสัตว์เลี้ยง : พัฒนาด้าน Biotech เพิ่มคุณภาพสินค้า ทำให้ขนสวย สุขภาพดี และลูกค้ายินยอมจ่ายในราคาสูง
  • สุขภาพและ wellness : สามารถใช้จุดแข็งด้านคุณภาพการรักษาพยาบาล มารองรับกระแสรักสุขภาพ และ longevity ที่เติบโตมากขึ้น 

1. ห่วงเศรษฐกิจไทยปี 69 และ 70 จะโตต่ำ และลากยาว

 

ทำให้ธุรกิจโดยเฉพาะรายกลางถึงรายใหญ่ปรับตัวด้วยการลดต้นทุน (lean) ทุกจุดขององค์กร โดยหลายธุรกิจ เช่น การค้า สุขภาพ อาหารแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และเครื่องนุ่งห่ม เปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ จากแข่งขันด้วยราคา เช่น ทำโปรโมชันรุนแรง หรือออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มหรือรักษายอดขาย เป็น ‘เน้นลดต้นทุน’ เช่น rescale ยุบสาขา ยุบสายพานการผลิต ลดคน เพื่อประคองตัวหรือเพิ่มกำไร ปีนี้จึงอาจเห็นบางธุรกิจมียอดขายทรงตัวหรือโตต่ำ แต่กำไรโตดี

ฺฺBOT meets with FTI

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยร่วมกันหารือมุมมองเศรษฐกิจและภาวะธุรกิจ (19 มกราคม 2569)

 

'เปลี่ยนกลยุทธ์ จากลดราคาเน้นยอดขาย เป็นทำกำไรโดย lean ทุกจุดขององค์กร'

#ธุรกิจการค้า

 

  • นำเข้าวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุน

 

ธุรกิจบางรายต้องแข่งกับสินค้าต่างชาติที่ราคาถูก ในระยะหลังจึงเลือกนำเข้าวัตถุดิบราคาถูกแทนการใช้วัตถุดิบในประเทศ เช่น ธุรกิจสิ่งทอนำเข้าเม็ดไนลอนมาผลิตเส้นใย นำเข้าเส้นใยมาผลิตเส้นด้าย นำเข้าผ้ามาย้อมสี ส่งผลให้ต้นทุนถูกลงและคุณภาพอยู่ในระดับที่รับได้ ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า แม้การ lean แบบนี้จะเป็นผลดีต่อธุรกิจ แต่ก็ทำให้ supply chain ในประเทศสั้นลงและมูลค่าเพิ่มจากการผลิตลดลง

 

  • ลดจำนวนแรงงาน และ กระบวนการผลิต

 

ปี 68 ธุรกิจส่วนใหญ่แค่ไม่รับคนเพิ่ม และให้หนึ่งคนทำหลายหน้าที่มากขึ้น แต่ปี 69 มีธุรกิจที่พูดถึงเรื่อง 1) ลดคน 2) ยุบรวมสายการผลิต มากขึ้น เช่น ธุรกิจเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภค วางแผนยุบสายการผลิตในกรุงเทพฯ ไปรวมกับต่างจังหวัด เนื่องจากอยู่ใกล้ distribution center ค่าขนส่งและค่าแรงถูกกว่า หรือ 3) จัด early retirement package เพื่อดึงดูดให้แรงงานลาออกแบบสมัครใจ

 

  • ลดการลงทุน

 

ปี 68 แม้ธุรกิจส่วนใหญ่จะยังลงทุนแบบระมัดระวัง แต่ยังเห็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในกลุ่ม data center และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการขยายสาขาของธุรกิจภาคบริการ เช่น การค้า บริการสุขภาพ แต่ปี 69 อาจเห็นการขยายสาขาน้อยลง และเปลี่ยนไปเน้นพัฒนาเทคโนโลยี ปรับประสิทธิภาพ หรือออกไปลงทุนในต่างประเทศผ่านการเป็น partner ร่วมลงทุนกับ local company มากขึ้น

 

2. สภาพคล่องตึงมือ โดยเฉพาะรายกลางและรายเล็ก

 

ธุรกิจที่รอดมาได้ในปีก่อนถือว่าเก่ง แต่อาการอาจจะหนักขึ้นในปีนี้ โดยบางรายอยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะดำเนินธุรกิจต่อหรือไม่

 

ตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นปัญหาชัดขึ้น แม้ยังไม่ขยายเป็นวงกว้าง :

  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขอยืดระยะเวลาชำระหนี้ผู้รับเหมาก่อสร้าง
  • ธุรกิจค้าส่งรายใหญ่ ให้ผู้ค้าปลีกรายย่อยชำระเป็นเงินสดแทนการให้ credit term เพราะกังวลเรื่องการผิดนัดชำระหนี้
  • ธุรกิจเครื่องนุ่งห่มรายเล็ก ยกเลิกไลน์การผลิตให้เหลือเฉพาะสินค้าที่ยังพอทำกำไรได้ 
BOT and commerce co-op

ธนาคารแห่งประเทศไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกันหารือมุมมองเศรษฐกิจและภาวะธุรกิจ (27 มกราคม 2569)

 

'ได้ใบสั่งซื้อ (Purchase order) มาแล้ว แต่กว่าจะได้เงิน คือ ไตรมาส 4 ปีนี้'

#ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

 

อย่างไรก็ดี เริ่มเห็นสถาบันการเงิน (สง.) ผ่อนคลายความเข้มงวดในสินเชื่อบางประเภท หรือกลุ่มลูกค้าที่ สง. เห็นว่ามีศักยภาพ เช่น สินเชื่อเพื่อการลงทุนสำหรับกลุ่มโรงแรมในพื้นที่ท่องเที่ยว สินเชื่อรถยนต์โดยเฉพาะรถยนต์นั่ง สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ประจำ เช่น พนักงานบริษัท และข้าราชการ ซึ่ง สง. ในบางภูมิภาคมองว่า กลุ่มนี้เป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ยังมีกำลังซื้อ

 

3. เงินบาทแข็งค่า

 

นอกจากส่งผลให้ธุรกิจส่งออกขาดทุนกำไรจากการแลกรายได้กลับมาเป็นบาท (conversion effect) แล้ว ยังส่งผลลบต่อคำสั่งซื้อสินค้า จำนวนหัวและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงส่งผลต่อความสามารถแข่งขันในบางธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า mass หรือสินค้า commodity ที่ทดแทนได้ง่ายและผู้บริโภคอ่อนไหวต่อราคา เช่น สินค้าเกษตร อาหารทะเลกระป๋อง กุ้งแช่เย็นแช่แข็ง และยางพาราแปรรูป

ตัวอย่างผลต่อภาคท่องเที่ยว :

  • นักท่องเที่ยวบางสัญชาติ เช่น กลุ่ม long-haul ที่รายได้ต่อหัวไม่สูง เช่น โปแลนด์ อาจเลือกเดินทางไปประเทศอื่นที่ค่าใช้จ่ายโดยรวมถูกกว่า หรือยังเลือกมาไทยแต่ใช้จ่ายน้อยลง
  • นักท่องเที่ยวไทย อาจตัดสินใจไปเที่ยวต่างประเทศมากขึ้นเพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่าในอดีต และถูกกว่าเที่ยวบางพื้นที่
    ในประเทศ

 

'กังวลว่าเงินบาทจะแข็งค่านาน และผันผวนเร็วเกินไป ทำให้แข่งขันและตั้งราคายาก'

#ธุรกิจส่งออกข้าว เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ท่องเที่ยว ขนส่ง

 

ข้อสังเกตจากมุมมองธุรกิจ

  • ระดับอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมต่อการทำธุรกิจ เปลี่ยนไปตามบริบทเศรษฐกิจ และต่างกันไปตามศักยภาพของแต่ละธุรกิจ โดยปัจจุบัน ธุรกิจส่วนใหญ่มองว่าอยู่ที่ราว 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งแข็งค่าขึ้นจากอดีต และสอดคล้องกับผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย (JETRO)
  • กังวลทั้งระดับอัตราแลกเปลี่ยนและความผันผวน ในระยะหลังเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากและเร็ว ธุรกิจจึงเริ่มกังวลเรื่องความเร็ว (speed) ในการแข็งค่าด้วยเช่นกัน
  • ธุรกิจเพิ่มการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยเริ่มเห็นธุรกิจที่เดิมอาจไม่นิยมทำ hedging หันมาทำ hedging มากขึ้น

 

ข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจ

  • มีกฎเกณฑ์หรือกฎระเบียบที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เช่น ควบคุมการเข้ามาแข่งขันของสินค้าต่างชาติ ให้สิทธิประโยชน์แก่ธุรกิจที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจมากกว่าผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตฯ ปรับกฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน อาทิ ภาษีที่ดิน การถือครองของชาวต่างชาติ และการจัดการผังเมือง
  • ส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะภาคบริการ ทั้งภาคการค้า สุขภาพ เช่น ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนใหม่
  • เพิ่มสภาพคล่อง / เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ เช่น มีโครงการรายใหญ่ช่วยรายย่อยทำแผนธุรกิจ สำหรับยื่นขอเงินทุนกับ สง. หรือมีโครงการรวบรวมข้อมูลธุรกิจรายย่อย เพื่อส่งให้ สง. พิจารณาสินเชื่อสำหรับผู้ที่มีศักยภาพ
  • ควบคุมระดับอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ให้ผันผวนเกินไป

 

มาตรการที่ ธปท. กำลังเร่งทำ

ปิดหนี้ไว ไปต่อได้

ช่วยลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPLsให้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในอนาคต

ภาครัฐ สง. และ ธปท. ได้ผลักดันโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ หรือโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ NPLs ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย ให้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ไว มีประวัติชำระหนี้ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบในอนาคต

ข้อมูลเพิ่มเติมของโครงการ :

https://www.bot.or.th/th/cleardebt.html

SMEs Credit Boost

เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ แก่ธุรกิจกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ

เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ กระทรวงการคลัง ธปท. และ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้ร่วมกันผลักดัน ‘โครงการ SMEs Credit Boost’ เพื่อค้ำประกันความเสี่ยงสินเชื่อใหม่ของธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งได้แก่

  • SMEs ภาคธุรกิจภายใต้โครงการ Reinvent Thailand (อาทิ ท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การค้า ตลอดจน supply chain ของกลุ่มธุรกิจนั้น) และโลจิสติกส์
  • SMEs หรือ ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีแผนยกระดับความสามารถในการแข่งขัน หรือ สร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจไทย เช่น เพิ่มการผลิตในประเทศลดการนำเข้า

ข้อมูลเพิ่มเติมของโครงการ :

https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251226.html

ดูแลและเพิ่มความเข้มงวดในการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ และการซื้อขายทองคำ

เพื่อลดความผันผวนค่าเงินบาท ลดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ และจัดการทุนเทา

ปีที่ผ่านมา ธปท. หารือร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรม ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ และธุรกรรมการซื้อขายทองคำ เช่น

  • เรียกเอกสารประกอบการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่มีมูลค่าตั้งแต่
    2 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป เพื่อเพิ่มการมองเห็นเส้นทางการเงินที่น่าสงสัย
  • ขยายวงเงินรายได้ที่ผู้ส่งออกไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศ (repatriation) จาก 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ/ครั้ง เป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ/ครั้ง เพื่อลดปริมาณเงินสกุลต่างชาติในระบบ
  • ปรับปรุงเกณฑ์การเบิกถอนเงินสดในปริมาณสูง เพิ่มความเข้มงวดใน
    การแลกเปลี่ยนเงินสดผ่านธุรกิจแลกเงิน และตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เข้าข่ายผิดปกติ เพื่อจัดการปัญหาทุนเทาและป้องกันเงินสดผิดกฎหมาย
    เข้าสู่ระบบการเงิน

ทั้งนี้ ในช่วงต้นปี 69 ธปท. ได้ออกมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดย

  • กำหนดวงเงินซื้อ-ขายทองคำ (สกุลบาท) ไม่เกินด้านละ 50 ล้านบาท/คน/แพลตฟอร์ม
  • กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับการซื้อ-ขายทองคำบนแพลตฟอร์ม (ทั้งสกุลบาทและดอลลาร์สหรัฐฯ)
  • กำหนดให้มีการรายงานข้อมูลธุรกรรมภาพรวมและข้อมูลที่มีนัยสำคัญเพิ่มเติม เพื่อลดปัญหาทุนเทา และลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

ข้อมูลเพิ่มเติมของมาตรการ :

https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260130-2.html

 

End Notes

 

[1] ธปท. หารือมุมมองเศรษฐกิจและภาวะธุรกิจ กับหลายบริษัทและหน่วยงานต่าง ๆ ทุกภูมิภาค อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สมาคมต่าง ๆ รวม 128 ราย 

 

ผู้เขียน

ID photo of Onanong Tanomjan

อรอนงค์ ถนอมจันทร์
เศรษฐกร ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย

Email: JULARATK@bot.or.th

 

งานเขียนชิ้นนี้ ต้องขอขอบคุณภาคเอกชนทั้ง 128 ราย ทุกภูมิภาค สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม และคุณรุจา อดิศรกาญจน์ คุณทิพย์ประภา เหรียญเจริญ คุณศุภณิดา รัตนบุรี และคุณภัทรวดี นิรฉัตรสุวรรณ สำหรับการดึงประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจ

 

**บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด**