2 เดือนหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลาง: ผลกระทบและการปรับตัวของธุรกิจไทย

Business Voices | Issue No. 6 | 01 พฤษภาคม 2569

ตลอดช่วงกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลสู่ภาคเศรษฐกิจจริงของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในช่วงแรกหลายธุรกิจยังสามารถ “ประคองตัว” ได้ด้วยสต็อกวัตถุดิบเดิมและสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และส่วนใหญ่ยังเลือกแบกรับต้นทุนไว้ก่อน

“ผ่านไป 2 เดือน ผลกระทบต่อภาคธุรกิจเพิ่มมากขึ้น”

“3 กลุ่มผลกระทบตามขนาดความรุนแรง”

“กลางปี 69 ต้องจับตาผลต่อสภาพคล่องและกำไรของธุรกิจ”

แต่วันนี้ผลกระทบปรากฏชัดขึ้น ภาคธุรกิจไทยเริ่มได้รับผลกระทบในวงกว้างมากขึ้น จากทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น และความไม่แน่นอนในการจัดหาสินค้าและวัตถุดิบ (supply chain disruption) ซึ่งเป็นปัจจัยที่หลายธุรกิจเผชิญร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในปัจจุบันเริ่มแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ ซึ่งสามารถแบ่งตามระดับความรุนแรงและรูปแบบได้ดังนี้

 

หมายเหตุ: ประมวลจากการหารือกับภาคธุรกิจตั้งแต่ 1 มี.ค. – 23 เม.ย. 2569

ผลกระทบระยะแรก

ธุรกิจส่วนใหญ่เผชิญแรงกดดันเดียวกันจากต้นทุนพลังงาน
ค่าขนส่ง และต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่างกัน
ตามโครงสร้างต้นทุน การพึ่งพาตลาด และขนาดของสต็อก

1. กลุ่มที่ “โดนก่อน เจ็บก่อน” ได้รับผลกระทบสูงและเร็ว

 

ผลกระทบในระยะแรกจึงกระทบธุรกิจที่อ่อนไหวต่ออุปสงค์ ธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบต้นน้ำจากตะวันออกกลาง และธุรกิจที่มีต้นทุนพลังงานสูง ค่อนข้างเร็วและชัดกว่ากลุ่มอื่น

 

  • ธุรกิจที่อุปสงค์หดตัวพร้อมต้นทุนพุ่งสูงขึ้น: โรงแรม

o เดือน มี.ค. 69 พบการเลื่อนและยกเลิกการจองห้องพักราว 10–20% ของยอดจองทั้งหมด โดยเฉพาะพื้นที่ ป่าตอง พะงัน สมุย ที่พึ่งพานักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และยุโรป

o ยอดจองล่วงหน้าหลังสงกรานต์ – พ.ค. 69 ที่ยอดจองต่ำกว่า 50% ตาม 1) เที่ยวบินจากตะวันออกกลางฟื้นเพียง 65–70% ของระดับปกติ 2) ราคาตั๋วเครื่องบินเพิ่ม 20-40% ตามราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น 3) ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวลดลง ทำให้บางส่วน wait and see สถานการณ์

 

  • ธุรกิจที่ Supply chain สะดุด เนื่องจากพึ่งพาวัตถุดิต้นน้ำจากตะวันออกกลางสูง: ปิโตรเคมี พลาสติก เคมีภัณฑ์ และปุ๋ย

o แนฟทา (สารตั้งต้นการผลิตเม็ดพลาสติก) หายไปจากตลาดโลกราว 20% จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้การผลิตเม็ดพลาสติกตึงตัว ซ้ำเติมด้วยราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ส่วนหนึ่งจากต้นทุนประกันขนส่งที่เพิ่มจาก 100 เป็น 600 ดอลลาร์/ตัน ส่งผลให้ราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกปรับเพิ่มกว่า 30%

o ยูเรีย (สารเคมีสำหรับผลิตปุ๋ย) พึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลาง 40% ทำให้ 1) ผู้ผลิตปุ๋ยบางรายเริ่มขาดแคลนวัตถุดิบและหยุดการผลิตชั่วคราว 2) ราคาปุ๋ยปรับเพิ่ม 20–50% อย่างไรก็ตาม ในเดือน เม.ย. 69 รัฐบาลและภาคธุรกิจอยู่ระหว่างเจรจาการนำเข้าปุ๋ยจากหลายประเทศเพื่อคลี่คลายสถานการณ์

 

  • ธุรกิจที่สัดส่วนต้นทุนพลังงานสูง ด้วยน้ำมันคิดเป็น 40–70% ของต้นทุนรวม: ขนส่ง สายการบิน และประมง

ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศเพิ่ม จาก 20 บาท/ลิตร ใน ก.พ. 69 เป็นเกือบ 50 บาท/ลิตร ในต้น เม.ย.

o ธุรกิจขนส่งเริ่มทยอยปรับราคาค่าบริการ เช่น ค่าขนส่งสินค้า ค่าโดยสารเรือประจำทาง ตั๋วเครื่องบิน ขณะที่บางสายการบินเริ่มยกเลิก/ลดเที่ยวบินช่วงเม.ย.-ส.ค. 69 เพื่อลดภาระต้นทุน ทั้งนี้ บางส่วนถูกยกเลิกสัญญาจากลูกค้า ขณะที่บางกลุ่มเริ่มขาดทุนจากงานภายใต้สัญญา เนื่องจากข้อจำกัดด้านสัญญาระยะยาว ทำให้ปรับราคาไม่ได้

o ธุรกิจประมง: 50–70% หยุดออกจับปลาแล้ว และคาดว่าจำนวนเรือที่หยุดออกเรือจะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

ผลกระทบเริ่มลามไปในหลายธุรกิจ:

 

หลายภาคธุรกิจเริ่มเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนและวัตถุดิบ แม้สต็อกเดิมยังช่วยประคองได้ชั่วคราว

 

2. กลุ่มที่ “แรงกดดันกำลังไล่ตามมา” จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและวัตถุดิบเริ่มตึงตัว

 

ผลกระทบยังไม่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด เนื่องจากหลายธุรกิจยังมีสต็อกรองรับได้ราว 1–3 เดือน แต่ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าบรรจุภัณฑ์พลาสติก ค่าขนส่ง และค่าระวางที่สูงขึ้น เริ่มกดดันธุรกิจเกือบทุกหมวดมากขึ้น

 

  • ธุรกิจร้านอาหารและการค้า

ราคาวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งสูงขึ้น รวมทั้งระยะเวลาขนส่งช้าสินค้าล่าช้าขึ้น

การค้า ช่วงแรกมีการเร่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น สบู่ แชมพู อาหารแห้ง น้ำมันพืช และปุ๋ยเคมี แต่ปัจจุบันคำสั่งซื้อเริ่มชะลอลง เพราะกำลังซื้อที่อ่อนแอ

ร้านอาหาร ลูกค้าลดความถี่การรับประทานอาหารนอกบ้าน หรือเลือกร้านที่มี ticket size ลดลง

 

  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง

ราคาวัสดุก่อสร้างเพิ่ม 20-30% เช่น เหล็ก ปูน อะลูมิเนียม

ต้นทุนขนส่งปรับเพิ่มขึ้น ตามราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ

o การขาดแคลนรถหรือหัวลากสำหรับก่อสร้าง ซึ่งอาจทำให้การส่งมอบงานล่าช้าในระยะถัดไป

 

  • ธุรกิจผลิตอาหารและเครื่องดื่ม

การส่งออกไปตะวันออกกลาง มีค่าระวางเรือเพิ่มขึ้น 100–600% และล่าช้า อีกทั้ง อาจมีค่าใช้ขนส่งทางบกเพิ่มเติม 1,000–1,500 ดอลลาร์/ตู้

o คำสั่งซื้อใหม่ถูกเลื่อนอย่างไม่มีกำหนด เช่น ทูน่ากระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยง น้ำผึ้ง

o ความล่าช้าการรับวัตถุดิบ เช่น ปลา จากการหยุดเดินเรือประมงบางส่วน

o ธุรกิจบางรายมีสต็อกบรรจุภัณฑ์รองรับการผลิตได้ถึงสิ้นเดือน เม.ย. 69

 

  • ธุรกิจผลิตยานยนต์และชิ้นส่วน

การส่งออกไปตะวันออกกลาง มีค่าระวางเรือเพิ่มขึ้น 100–600% และล่าช้า อีกทั้ง อาจมีค่าใช้ขนส่งทางบกเพิ่มเติม 1,000–1,500 ดอลลาร์/ตู้

o ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่ม 60–100% โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก เหล็ก อะลูมิเนียม และสี

o supplier บางรายเริ่มส่งมอบวัตถุดิบไม่ครบตามสัญญา ซึ่งอาจกระทบต่อ SMEs ที่มีสต็อกเพียง 1 เดือน ขณะที่รายใหญ่ที่มีสต็อกถึง 3 เดือน

3. กลุ่มที่ “ยังตั้งรับได้”: ได้รับผลกระทบจำกัดในปัจจุบัน

 

  • ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

o ยังได้รับผลกระทบจำกัดในระยะนี้ เนื่องจากคำสั่งซื้อและการผลิตเป็นสัญญาล่วงหน้า 3–6 เดือน และมีการซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าราว 6 เดือน

o แม้วัตถุดิบบางรายการ เช่น สารเคมีที่ใช้ในกระบวนการเคลือบ IC (treating process) จะเริ่มตึงตัว แต่ยังสามารถนำเข้าจากแหล่งอื่น เช่น ไต้หวัน เพื่อทดแทนได้

 

วัตถุดิบที่ต้องจับตา

  • เม็ดพลาสติก เริ่มตึงตัวในบางช่วง และราคาเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว
  • บรรจุภัณฑ์พลาสติก ราคาเพิ่มขึ้น 30% และกระทบอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น การผลิตอาหารสำเร็จรูป ร้านอาหาร
  • ปุ๋ยเคมี ราคาเพิ่มขึ้น 20–50% มีธุรกิจมีสต็อกถึงราว พ.ค. 69
  • สี ราคาเพิ่มขึ้น 30-40%

มองไปข้างหน้า และการปรับตัว

 

ความเร็วในการคลี่คลายสถานการณ์จะเป็นตัวกำหนดว่าผลกระทบจะทยอยบรรเทา หรือขยายกว้างไปสู่การลดการผลิตและการจ้างงาน

“การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นจุด trigger สำคัญ

ของการคลี่คลายสถานการณ์ supply chain disruption”

หากสถานการณ์คลี่คลายภายใน Q2/69

 

ถ้าสถานการณ์จบลงต้องจับตา

 o การขนส่งทางเรือจะทยอยกลับมาใกล้เคียงปกติ ภายในราว 6 สัปดาห์

 o ผลกระทบทางธุรกิจอาจยังลากยาวอีก 6 เดือน ถึง 1 ปี เพราะ 1) ต้นทุนจะยังค้างอยู่และค่อย ๆ ปรับลดลง 2) ความเสียหายจากโครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลาง เช่น กาตาร์ ที่ต้องใช้เวลาฟื้นฟู

 o ช่วงกลางปี 69: ต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งจะเพิ่มขึ้นอีก เพราะธุรกิจส่วนใหญ่สต็อกวัตถุดิบไว้ไม่เกิน 3 เดือน  

 o หลัง มิ.ย. 69 คาดว่า 1) ความเสี่ยงขาดแคลนวัตถุดิบจะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีและปุ๋ย 2) ผลผลิตเกษตรลดลงจากราคาปุ๋ยที่สูงขึ้น ซึ่งซ้ำเติมจากผลของภัยแล้ง 3) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัวทุกสัญชาติ

 

การปรับตัวของผู้ประกอบการ

  • แบกรับต้นทุนไว้ก่อน ธุรกิจส่วนใหญ่ยังเลือกแบกรับต้นทุนไว้ก่อนราว 3 เดือน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อยอดขาย  ทั้งนี้ เม.ย. 69 เริ่มมีการทยอยขึ้นราคาในกลุ่มที่จำเป็น เช่น ค่าขนส่งและสินค้าอุปโภคบริโภค
  • ปรับแผนการขาย/การผลิต เช่น 1) ผลิตเฉพาะสินค้าที่ขายดี 2) หาตลาดใหม่ทดแทนตลาดตะวันออกกลาง เช่น ส่งออกทูน่ากระป๋องไปญี่ปุ่นเพื่อระบายสต็อก 3) ปรับรูปแบบบริการ เช่น ธุรกิจขนส่ง ลดรอบวิ่ง คัดเลือกงานที่มีอัตรากำไรเหมาะสม ธุรกิจโรงแรม เพิ่มบริการเสริมเพื่อรักษาลูกค้า
  • Diversify วัตถุดิบเพื่อลดการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง ธุรกิจผลิตเม็ดพลาสติก นำเข้าจากจีน สหรัฐฯ และออสเตรเลีย ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ นำเข้าอะลูมิเนียมจากอินเดียแทน
  • ชะลอการลงทุนและรักษาสภาพคล่อง ธุรกิจส่วนมากยังคงระดับการจ้างงาน โดยบางธุรกิจ เช่น กลุ่มผลิตทูน่ากระป๋องและอัญมณี ลดกำลังผลิต 30–40% ลด OT หรือใช้ มาตรา 75* ในบางไลน์การผลิต ขณะเดียวกัน ยังคงการลงทุนที่จำเป็นต่อประสิทธิภาพการผลิต และบางรายเลื่อนการลงทุนออกไป

หากสถานการณ์รุนแรงยืดเยื้อเข้าสู่ H2/69

  • การจ้างงานอาจลดลง ธุรกิจอาจเริ่มปรับลดจำนวนการจ้างงานหลังจากรองรับผลกระทบไว้เองระยะหนึ่ง เช่น กลุ่มโรงแรมที่พึ่งพานักท่องที่ยวตะวันออกกลาง
  • การลงทุนลดลง ธุรกิจอาจเริ่มเปลี่ยนมุมมองจากการ wait and see เป็นการเลือกเฉพาะการลงทุนที่คุ้มค่า หรือลดการลงทุน

หมายเหตุ: *มาตรา 75 คือ ข้อกำหนดภายใต้ พรบ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่ให้นายจ้างใช้สิทธิหยุดกิจการชั่วคราว โดยให้ลูกจ้างหยุดงานและจ่ายเงินให้ไม่น้อยกว่า 75% ของค่าจ้าง

ผู้เขียน

ID photo of Saruta Watcharayoo a young woman with black hair and black eyes and light tan complexion wearing a brown sleeveless outfit with a white purse

ศรุตา วัชรอยู่ | เศรษฐกรอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย | Email: SarutaW@bot.or.th

 

 


 

 

งานเขียนชิ้นนี้ ต้องขอขอบคุณภาคเอกชนและภาครัฐสำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม รวมถึง คุณวรางคณา อิ่มอุดม คุณรุจา อดิศรกาญจน์ และคุณทิพย์ประภา เหรียญเจริญ ผู้ซึ่งทำให้งานเขียนชิ้นนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

**บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด**