เสริม Micro SMEs อีสาน สร้างรากฐานสู่ความยั่งยืน

เพชรลักษณ์ บุญญาคุณากร | รัมณีย์ พระโคตร ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ | จักรภพ เมธธาวีชัย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม

19 ธ.ค. 2568

ธุรกิจรายย่อย (Micro SMEs) เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจอีสาน แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการต้องเผชิญความท้าทายหลายด้านทั้งจากสาเหตุภายนอกและภายในของธุรกิจ ซึ่งจะต้องรีบปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดได้ภายใต้บริบทในปัจจุบัน สาเหตุภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อความแข็งแกร่งของธุรกิจ คือ เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำ ขณะที่การแข่งขันทางธุรกิจกลับทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งจากผู้เล่นรายใหญ่ในประเทศและแรงกดดันจากตลาดต่างประเทศ ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจเนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังคงสูง ผู้ประกอบการรายย่อยในภาคอีสานจากการสัมภาษณ์ในพื้นที่ ได้สะท้อนภาพเช่นเดียวกันว่ายอดขายซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด

 

ส่วนสาเหตุจากภายในของธุรกิจ เช่น ความรู้ทางด้านการเงินและการบริหารจัดการยังเป็นข้อจำกัด ทำให้การปรับตัวให้อยู่รอดได้ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันยากขึ้น สะท้อนจากการเข้าถึงสินเชื่อที่ยังจำกัด ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาเงินทุนส่วนตัวและเงินเชื่อจากร้านค้า

 

เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงแก่ธุรกิจรายย่อย งานศึกษานี้จึงมุ่งเน้นการวิเคราะห์สาเหตุจากภายในของธุรกิจที่ทำให้รายย่อยไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ โดยได้ร่วมทำการศึกษากับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่มีประสบการณ์ให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ธุรกิจ SMEs ทั่วประเทศรวมถึงภาคอีสาน ซึ่งได้นำเสนอตัวอย่างจริงจากลูกหนี้ธุรกิจในภาคอีสาน แสดงให้เห็นว่าการปรับการบริหารจัดการภายในที่ดีช่วยแก้ปัญหาและเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สำเร็จ เพื่อให้ธุรกิจที่เผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกันสามารถนำแนวทางไปประยุกต์ใช้ได้

BANGKOK, THAILAND - MAY, 2020: thai female street vendor wearing a mask, looking around and waiting for customers in a busy crowded market street on Ramkamhaeng Rd.

บทนำ

ในอดีตเกือบ 4 ทศวรรษเศรษฐกิจไทยเคยเติบโตสูงถึงร้อยละ 7–10 จนได้รับสมญานามว่า “มหัศจรรย์แห่งเอเชีย” แต่หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้ง เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตการเงินโลก และการระบาดของโควิด-19 อัตราการเติบโตลดลงอย่างต่อเนื่อง เหลือเพียงร้อยละ 2.4 ในปีล่าสุด การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ประกอบการรายย่อย เนื่องจากเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวต่ำ กำลังซื้อของผู้บริโภคก็ลดลงตามไปด้วย ทำให้ยอดขายและรายได้ของธุรกิจรายย่อยหดตัว ขณะเดียวกันต้นทุนการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับสูง สภาพคล่องทางการเงินของกิจการจึงลดลง นอกจากนั้น ธุรกิจรายย่อยยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากธุรกิจรายใหญ่ที่ขยายตัวสู่ภูมิภาค และสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่เข้ามาแย่งชิงตลาดในประเทศ ส่งผลให้หลายธุรกิจขาดความสามารถในการปรับตัวและแข่งขันในตลาด

 

สอดคล้องกับข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ใน ไตรมาส 1  ปี 2568  สะท้อนว่าผู้ประกอบการ  SMEs  ร้อยละ 19.9 ประสบปัญหาจากกำลังซื้อหรือคำสั่งซื้อลดลง ตามด้วยต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และสภาพคล่องของธุรกิจที่ลดลงตามลำดับ

 

หากเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเค้กก้อนหนึ่ง เมื่อก่อนเค้กก้อนนี้มีขนาดใหญ่เพียงพอให้ทุกคนได้รับส่วนแบ่งอย่างทั่วถึง แต่เมื่อขนาดของเค้กเล็กลง และต้องแบ่งให้กับกลุ่มต่าง ๆ มากขึ้น กว่าจะมาถึงผู้ประกอบการรายย่อยจึงเป็นเพียงเค้กชิ้นขนาดเล็ก

 

ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจของ SMEs 

ปัญหาสัดส่วน
1) กำลังซื้อ/คำสั่งซื้อต่ำ 19.9%
2) ต้นทุนสูง17.3%
3) สภาพคล่องลด 15.7%
4) ดอกเบี้ยเพิ่ม   15.0%
5) สินค้าขายไม่ออก 13.2%
6) พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน8.6%
7) คู่แข่งมาก  7.2%
8) การจ้างงาน3.1%

ที่มา: สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) 

หมายเหตุ: ข้อมูลจากผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 2,780 ราย จาก 6 ภูมิภาค ระหว่างวันที่ 19-30 มี.ค. 2568 สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) 

“สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ SMEs หดตัวต่อเนื่อง ตามระดับความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มสูงขึ้น สถาบันการเงินจึงมีความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น”

%สัดส่วน NPL ของสินเชื่อธุรกิจ

อัตราการขยายตัวของสินเชื่อระบบสถาบันการเงิน

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

หมายเหตุ:  1. สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ วงเงินมากกว่า 500 ลบ. 2. สินเชื่อธุรกิจ SMEs วงเงินน้อยกว่าหรือเท่ากับ 500 ลบ. 3. ยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (non-performing loan: NPL) ที่ผิดนัดชำระมากกว่า 90 วันขึ้นไป ของสินเชื่อระบบสถาบันการเงิน ประกอบด้วยระบบ ธพ. (รวมบริษัทลูกของ ธพ.) SFIs และ Non-banks ที่ไม่ใช่บริษัทลูกของ ธพ. 

  ในด้านปริมาณการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 เห็นสัญญาณการชะลอตัวของสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในปี 2564 เป็นช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เริ่มคลี่คลายรัฐบาลได้ดำเนินการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ผู้ประกอบการกลับมาดำเนินธุรกิจได้ปกติมากขึ้น และสถาบันการเงินมีการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

  ในปี 2566 เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำ ประกอบกับการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มสูงขึ้น สถาบันการเงินจึงมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น สะท้อนจากปริมาณการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจ SMEs ที่ยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ของผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SMEs1) ในภาคอีสานไม่ต่างจากประเทศที่กำลังเผชิญกับยอดขายที่ซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากข้อมูลที่ได้ลงพื้นที่และพูดคุยกับผู้ประกอบการในท้องถิ่น เช่น

 

  • ผู้ประกอบการร้านกาแฟในย่านชุมชนที่มีผู้คนพลุกพล่าน สะท้อนว่า ปีนี้เป็นปีแรกหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลายที่ยอดขายลดลงมากที่สุดถึงร้อยละ 20 ขณะที่ต้นทุนการผลิตเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถปรับราคาขายตามต้นทุนได้ เนื่องจากเกรงว่าจะสูญเสียลูกค้าไปมากกว่าเดิม
  • ร้านขายส้มตำที่เปิดกิจการมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี สะท้อนสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันว่า ปีนี้ลูกค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยมีลูกจ้างช่วยงาน ปัจจุบันต้องเลิกจ้างเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และเจ้าของร้านซึ่งมีอายุต้องรับภาระดูแลกิจการทั้งหมดด้วยตนเอง

ที่มา: สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ปี 2567

หมายเหตุ: 1 วิสาหกิจขนาดเล็กที่มีการจ้างงาน ไม่เกิน 5 คน และมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ตามนิยามของ สสว. ในกฎกระทรวงปี 2561 สำหรับธุรกิจทุกประเภท เช่น การผลิต การค้า และการบริการ

 

ผู้ประกอบการในภาคอีสานส่วนใหญ่เป็นธุรกิจรายย่อย คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 90 อยู่ในภาคการค้าเป็นหลักคิดเป็นร้อยละ 43 รองลงมาคือ ภาคบริการและภาคการผลิต ตามลำดับ

ที่มา: กรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ ปี 2566

 

ธุรกิจรายย่อยส่วนใหญ่ใช้เงินทุนส่วนตัวที่ได้สะสมไว้ และมีเงินเชื่อกับร้านค้าเป็นหลัก จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ ปี 2566 ระบุว่า แหล่งเงินทุนจากเงินทุนส่วนตัวและเงินเชื่อกับร้านค้า รวมกันคิดเป็นเกือบร้อยละ 90 ของแหล่งเงินทุนทั้งหมด สะท้อนถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน

ที่มา: กรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ ปี 2566

 

เมื่อธุรกิจมีอายุการดำเนินงานมากขึ้น ก็น่าจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้หลากหลายประเภทโดยเฉพาะจากสถาบันการเงิน ด้วยความน่าเชื่อถือและหลักฐานทางการเงินมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจรายย่อยกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า ธุรกิจรายย่อยที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี มักใช้เงินทุนส่วนตัวและเงินเชื่อจากร้านค้าเป็นหลัก  และแม้อายุของธุรกิจจะมากกว่า 10 ปี สัดส่วนการใช้เงินทุนส่วนใหญ่ยังคงเป็นรูปแบบเดิมจากร้อยละ 96 เป็นร้อยละ 83 ซึ่งใกล้เคียงเดิม  สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจรายย่อยมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน

สรุป 4 สาเหตุหลัก ที่ทำให้ Micro SMEs เข้าไม่ถึงสินเชื่อ

สาเหตุภายนอกด้านเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรงส่งผลให้ธุรกิจรายย่อยมีความเปราะบางมากขึ้น แต่สาเหตุจากภายในของธุรกิจก็มีบทบาทสำคัญที่เป็นข้อจำกัดการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เช่น การขาดหลักฐานทางการเงิน ความรู้ด้านการบริหารจัดการ เป็นต้น ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเหล่านี้ไม่สามารถขยายกิจการหรือปรับตัวให้ทันกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้

 

จากประสบการณ์ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ธุรกิจ SMEs ทั่วประเทศ รวมถึงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถสรุปสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ 4 ข้อ ที่มีจุดร่วมที่สำคัญคือ “ความไม่รู้”  ได้แก่:

เพื่อให้เห็นภาพชัด งานศึกษาฉบับนี้ได้นำเสนอกรณีตัวอย่างจากการให้คำปรึกษาของศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs (บสย. FA Center) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นกรณีที่ธุรกิจรายย่อยสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง และประสบความสำเร็จในการเข้าถึงแหล่งทุน อันเป็นแนวทางที่ธุรกิจที่เผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกันได้ สามารถนำไปประยุกต์ได้

1. ไม่ทำบัญชีรายรับรายจ่าย

 

ร้านให้เช่าชุดราตรีและชุดแฟนซี

 

“ขอสินเชื่อเพื่อขยายกิจการ แต่ได้รับอนุมัติวงเงินไม่เพียงพอ จึงได้จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและจัดเตรียมหลักฐานการเดินบัญชีธนาคารเป็นระยะเวลา 6 เดือน และปรับลดวงเงินให้เหมาะสมพร้อมแสดงหลักฐานในการขออีกครั้ง ทำให้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ”

 

เจ้าของธุรกิจรายหนึ่งเปิดร้านให้เช่าชุดราตรีและชุดแฟนซี โดยเริ่มต้นธุรกิจจากเงินเก็บส่วนตัว เมื่อดำเนินกิจการไปได้ระยะหนึ่ง มีความต้องการขยายธุรกิจ จึงยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารเป็นจำนวน 1 ล้านบาท แต่ได้รับอนุมัติ 1 แสนบาท เพราะธนาคารให้วงเงินตามความสามารถในการชำระหนี้

ได้รับคำแนะนำจาก บสย.ว่า ก่อนการยื่นขอสินเชื่อควรจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย และเดินบัญชีธนาคาร (statement) อย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ทำให้

 

  • ธนาคาร: มีข้อมูลในการประเมินความสามารถของผู้กู้ โดยพิจารณาจากรายได้ที่เกิดขึ้นจริงและศักยภาพในการชำระหนี้
  • ผู้กู้: รู้รายได้ที่เกิดขึ้นจริงและกำหนดวงเงินกู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเองได้ หลังจากรวบรวมหลักฐานการซื้อขาย เช่น สลิปโอนเงินและใบเสร็จ เป็นระยะเวลา 6 เดือน และจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายทำให้รู้ว่าวงเงินที่เคยขอไปนั้นเกินศักยภาพของตนเอง จึงปรับลดวงเงิน และยื่นขอสินเชื่ออีกครั้ง โดยท้ายสุดได้รับการอนุมัติสินเชื่อ

 

สรุปปัญหาที่พบ คำแนะนำ และผลสำเร็จ 

  • ปัญหาที่พบ: ได้รับอนุมัติสินเชื่อไม่เพียงพอต่อความต้องการในการลงทุน
  • คำแนะนำ: 1) จัดทำบัญชีรายรับ/จ่าย และเดินบัญชี 2)ลดวงเงิน และยื่นขอสินเชื่อโดยเว้นระยะจากครั้งล่าสุด 6 เดือน
  • ผลสำเร็จ: 1) แบงก์เห็นความสามารถในการชำระหนี้ / ทำธุรกิจจริง 2) ทำให้รู้ความสามารถในการหารายได้ของตนเอง

ข้อคิดจากความสำเร็จ

“รู้จักตัวเองให้ชัดเจน”

จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและอย่าลืมเก็บหลักฐาน เช่น สลิปโอนเงินหรือใบเสร็จรับเงินเพื่อใช้ประกอบการขอสินเชื่อกับธนาคาร และยังช่วยให้รู้รายได้ที่แท้จริง นำไปวางแผนการกู้และเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อ

2. ขาดความรู้ด้านการบริหารจัดการ

 

ร้านขายของชำในชุมชน

 

“การกู้เงินเพิ่มไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ตัวอย่างร้านค้าที่ไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม แต่เลือกบริหารจัดการภายในอย่างเป็นระบบ มีการควบคุมสต็อกสินค้า รู้ต้นทุนที่แท้จริง และตั้งราคาขายอย่างเหมาะสมส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในธุรกิจดีขึ้น”

 

ร้านขายของชำแห่งหนึ่งเปิดกิจการกว่า 10 ปี แม้จะขายสินค้าได้ดี แต่บางเดือนกลับขาดสภาพคล่องสาเหตุหลักมาจากการบริหารจัดการที่ขาดระบบ ใช้เงินสดในการซื้อสินค้า ไม่มีการบันทึกข้อมูลและจัดทำบัญชีสต็อกสินค้า ผลคือเจ้าของร้านไม่รู้จำนวนและมูลค่าสินค้าที่มีอยู่ในร้าน ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสภาพคล่อง

 

จึงขอคำปรึกษาเพื่อเตรียมยื่นขอสินเชื่อจากธนาคาร และได้รับคำแนะนำให้เริ่มต้นจากการจัดทำระบบสต็อกสินค้า เพื่อให้ประเมินมูลค่ารวมของสินค้าที่มีอยู่ได้ และนำไปวางแผนการซื้อขายอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควรมีกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น การลดราคาสินค้าใกล้หมดอายุเพื่อช่วยระบายสต็อกให้เร็วขึ้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ร้านมีสภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น สินค้าคงเหลือลดลง และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการกู้เงินเพิ่มเหมือนในอดีต

 

สรุปปัญหาที่พบ คำแนะนำ และผลสำเร็จ 

  • ปัญหาที่พบ: ขาดสภาพคล่องจากการมีสินค้าค้างสต็อกจำนวนมาก และไม่มีระบบจัดการที่มีประสิทธิภาพ
  • คำแนะนำ: 1) จัดทำบัญชีรายการสต็อกสินค้า 2) จัดทำบัญชีรายรับ/จ่าย และควบคุมต้นทุน 3) ทำโปรโมชั่นเพิ่มยอดขาย
  • ผลสำเร็จ: 1) ยอดคงค้างสต็อกลดลง 2) เงินทุนหมุนเวียนดีขึ้น ไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม

ข้อคิดจากความสำเร็จ

“รู้จักการบริหารจัดการ”

การบริหารจัดการที่ดีเริ่มต้นจากการรู้ต้นทุน ควบคุมสต็อกสินค้า และตั้งราคาขายให้เหมาะสม ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาเงินกู้ และกู้หนี้เท่าที่จำเป็น

3. ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์/กู้เงินผิดประเภทจัดการ

 

3.1 ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

 

ธุรกิจล้างรถหยอดเหรียญ

 

“เงินกู้ควรนำไปใช้เพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ
หากใช้ไม่เหมาะสม อาจกลายเป็นภาระที่หนักอึ้งในระยะยาว”

 

เจ้าของธุรกิจล้างรถหยอดเหรียญรายหนึ่งเคยได้รับอนุมัติสินเชื่อในวงเงินค่อนข้างสูงจากธนาคาร เนื่องจากเป็นลูกค้าชั้นดีมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ได้นำเงินไปใช้ในธุรกิจจริงเพียงบางส่วน ส่วนที่เหลือนำไปลงทุนในตลาดหุ้น ส่งผลให้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยสูงจากจากวงเงินกู้ทั้งหมด และขาดสภาพคล่อง จึงขอสินเชื่อเพิ่มเพื่อนำไปหมุนเวียนธุรกิจ ธนาคารได้ปฏิเสธคำขอเนื่องจากเห็นว่าวงเงินเดิมยังเพียงพอ  

ได้รับคำแนะนำให้เริ่มจากการลดภาระหนี้ โดยคืนเงินส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ พร้อมทั้งหารายได้เสริม เช่น การปล่อยเช่าพื้นที่หน้าร้าน

 

หลังจากปรับแผนการเงินและบริหารภาระหนี้ได้ดีขึ้น สภาพคล่องของธุรกิจค่อย ๆ ฟื้นตัว และมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านไป 3 ปี ธุรกิจมีฐานะการเงินที่มั่นคงขึ้น จึงยื่นขอสินเชื่ออีกครั้ง และได้รับการอนุมัติเนื่องจากธนาคารเห็นได้ว่ามีรายได้และสภาพคล่องที่ดีขึ้น

 

สรุปปัญหาที่พบ คำแนะนำ และผลสำเร็จ 

  • ปัญหาที่พบ: 1) เงินกู้บางส่วนถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น การลงทุนในหุ้น ส่งผลให้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูง 2) ต้องการขอสินเชื่อเพิ่มเติม แต่ถูกธนาคารปฏิเสธ 
  • คำแนะนำ: 1) ลดภาระหนี้ ให้ปิดหนี้บางส่วน 2) หารายได้เสริมเพื่อเพิ่มรายได้ เช่น ให้เช่าพื้นที่หน้าร้าน 
  • ผลสำเร็จ: ขอสินเชื่อได้ โดยใช้เวลากว่า 3 ปีในการปรับธุรกิจให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและสภาพคล่องดีขึ้น

 

3.2 กู้เงินผิดประเภท

 

ร้านอาหารมังสวิรัติที่ปลูกผักเอง

 

“เพราะความไม่รู้ว่า..แม้ไม่ได้จดทะเบียนธุรกิจก็ขอสินเชื่อธุรกิจได้ จึงขอสินเชื่อส่วนบุคคลแทน ส่งผลให้ขาดสภาพคล่อง
เพราะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูง”

 

ผู้ประกอบการรายหนึ่งทำร้านอาหารมังสวิรัติและปลูกผักเอง มีความตั้งใจขยายกิจการโดยเพิ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็ง เมื่อยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารกลับไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดและเข้าใจผิดว่าการขอสินเชื่อธุรกิจจะต้องจดทะเบียนธุรกิจเป็นนิติบุคคล ทั้งที่ในความเป็นจริง บุคคลธรรมดาก็สามารถขอสินเชื่อธุรกิจได้ จึงขอสินเชื่อส่วนบุคคลซึ่งต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยสูงส่งผลให้แม้ยอดขายธุรกิจจะดี แต่ขาดสภาพคล่อง กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ที่มีดอกเบี้ยต่างกันของสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ที่ประมาณ 20–25% ต่อปี ขณะที่สินเชื่อธุรกิจอยู่ที่ 10-15% ต่อปี

 

ได้รับคำแนะนำให้เริ่มต้นจากการจัดทำแผนธุรกิจและแผนการหารายได้เพิ่ม เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ โดยแผนควรครอบคลุมถึงวัตถุประสงค์  จำนวนเงินทุนที่ต้องใช้ ช่องทางการจำหน่ายสินค้า การประมาณการยอดขาย และคำนวณรายได้กำไร จากการจัดทำแผนธุรกิจที่ชัดเจนจะช่วยให้ธนาคารสามารถประเมินศักยภาพได้ ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมเอกสารและข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนยื่นขอสินเชื่อธุรกิจอีกครั้ง

 

สรุปปัญหาที่พบ คำแนะนำ และผลสำเร็จ 

  • ปัญหาที่พบ: การขอสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อนำมาใช้ในธุรกิจ ส่งผลให้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยสูง แม้ยอดขายจะดี แต่ขาดสภาพคล่อง
  • คำแนะนำ: จัดทำแผนธุรกิจและแผนการหารายได้ให้ชัดเจน เพื่อขอสินเชื่อธุรกิจ
  • ผลสำเร็จ: อยู่ระหว่างการปรับธุรกิจ

ข้อคิดจากความสำเร็จ

“รู้จักผลิตภัณฑ์”

ควรศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางการเงินจากหลายแห่ง เพื่อเปรียบเทียบเงื่อนไข และเลือกให้เหมาะสมกับธุรกิจ อย่าตัดสินใจเร็ว พร้อมทั้งเตรียมเอกสารและหลักฐานทางการเงินให้ครบถ้วน

4. มีปัญหาหนี้

 

ธุรกิจโฮมสเตย์

 

“ตัดใจขายทรัพย์สินบางส่วนแล้วนำไปชำระหนี้ เพื่อรักษาสภาพคล่องของกิจการ ให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้”

 

  ผู้ประกอบการธุรกิจโฮมสเตย์ขนาดกลางประสบปัญหาการผิดนัดชำระหนี้กับธนาคาร ซึ่งยังไม่ถูกฟ้องร้อง จึงต้องการขอปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคาร

 

ได้รับคำแนะนำว่าก่อนเข้าเจรจา ผู้ประกอบการควรจัดทำแผนธุรกิจที่ชัดเจนและสะท้อนความเป็นจริง เช่น วิธีการเพิ่มรายได้ รูปแบบการชำระหนี้แบบขั้นบันได เช่น ปีแรกจ่ายเท่าใด ปีต่อไปเพิ่มขึ้นเท่าใด และเมื่อเจรจาสำเร็จ ผู้ประกอบการควรติดตามสถานะทางการเงินอย่างใกล้ชิด หากมีสัญญาณว่าทำตามแผนไม่ได้ ควรรีบกลับไปเจรจาใหม่ทันที

 

ในบางกรณี การขายทรัพย์สินบางส่วนที่ไม่ใช่ทรัพย์สินในการหารายได้ อาจเป็นทางออกที่ช่วยรักษาธุรกิจไว้ได้ เช่นในกรณีนี้ ผู้ประกอบการยอมขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อตัดชำระหนี้ ส่งผลให้ธุรกิจกลับมามีสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนดีขึ้น

 

สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อมีปัญหาหนี้ คือ อย่าหนี และอย่ากลัวที่จะพูดคุยกับเจ้าหนี้ การเจรจาอย่างมีข้อมูลและแผนรองรับ อาจเป็นทางออกที่ช่วยรักษาธุรกิจไว้ได้ หากไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร โทรปรึกษาแบงก์ชาติที่เบอร์ 1213 หรือหากเป็นหนี้ธุรกิจขอคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs (บสย. FA Center) เบอร์โทรศัพท์ 02-890-9999

 

สรุปปัญหาที่พบ คำแนะนำ และผลสำเร็จ 

  • ปัญหาที่พบ: ผิดนัดชำระหนี้ จึงต้องการปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารก่อนจะถูกขายทรัพย์ทอดตลาด
  • คำแนะนำ: 1) เตรียมแผนธุรกิจและแผนการชำระเงินก่อนการเจรจา 2) ถ้าไม่สามารถทำตามแผนได้ ควรรีบเจรจาใหม่ 3) ขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อชำระหนี้
  • ผลสำเร็จ: 1) แก้หนี้ได้ 2) มีสภาพคล่องขึ้น 

ข้อคิดจากความสำเร็จ

“รู้ว่าถ้ามีปัญหาสามารถปรึกษาใคร”

โอกาสก็เปรียบเสมือนประตูที่เปิดอยู่ หากไม่รีบเดินเข้าไป ประตูจะค่อย ๆ ปิดลง เปรียบเสมือนทางเลือกที่น้อยลง การแก้ปัญหาก็จะยากขึ้น

มุมมองส่งท้าย

การเสริมแกร่งจากภายในเมื่อมั่งคงแล้ว แต่จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง เปรียบเสมือนเรือที่ลอยอยู่ในมหาสมุทรท่ามกลางพายุ พายุในที่นี้ก็คือพายุเศรษฐกิจ จึงอยากบอกกับทุกท่านว่า ท่านยังต้องปรับตัวให้เร็ว ให้เท่าทันกับเหตุการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้อยู่รอดได้

“การปรับตัวเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดภายใต้คลื่นพายุทางเศรษฐกิจ”

ตัวอย่างการปรับตัวของธุรกิจรายเล็ก

 

1) เปลี่ยนกลยุทธ์ บริการเชิงรุก 

 

ร้านขายของชำในชุมชนปรับให้บริการเชิงรุก เพื่อความอยู่รอดในยุคที่การแข่งขันสูง 

ในยุคที่ร้านค้าขนาดใหญ่เข้ามาเปิดในพื้นที่ชุมชนมากขึ้น ร้านค้าขนาดเล็กแข่งขันยาก อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างจากร้านขายของชำในชุมชนที่ยังยืนหยัดอยู่ได้ด้วยการ “บริการเชิงรุก” โดยเพิ่มบริการที่ตอบโจทย์คนในหมู่บ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็น  “ผู้สูงอายุและเด็ก” ที่ไม่สะดวกเดินทางหรือใช้เทคโนโลยี เช่น บริการส่งของถึงบ้าน เติมเงินมือถือ “การเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง จึงเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอด”

 

2) เพิ่มช่องทางขาย และใช้เทคโนโลยีช่วยลดต้นทุน

 

น้ำพริกปลาร้าแม่สมทรง ขยายตลาดทั่วประเทศ

การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มขยายตลาด และลดต้นทุนแรงงาน ตัวอย่างคือ “น้ำพริกปลาร้าแม่สมทรง” เริ่มต้นจากวิสาหกิจชุมชน ปัจจุบันขยายตลาดส่งขายทั่วประเทศผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada และ Facebook  ทำให้เข้าถึงลูกค้าได้หลายกลุ่มมากขึ้น และได้นำเครื่องผสมอัตโนมัติมาใช้เพื่อลดต้นทุนแรงงาน 

 

เกษตรกรนำโดรนมาใช้ในเกษตรกรรม ช่วยลดต้นทุนแรงงาน

ในยุคที่ต้นทุนแรงงานสูงขึ้นและแรงงานภาคเกษตรเริ่มขาดแคลน เกษตรกรรายเล็กเริ่มใช้ “โดรนเพื่อการเกษตร” เพื่อช่วยลดการจ้างงานโดยเฉพาะขั้นตอนการพ่นยาและดูแลพืชผล ตัวอย่างจากไร่ทุเรียนในพื้นที่อีสานใต้ที่เริ่มนำโดรนมาใช้ในการพ่นยา ซึ่งไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพ



Disclaimer: งานศึกษานี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

 

หมายเหตุ: เนื้อหาในกรณีตัวอย่างนี้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม และไม่แสดงข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)