สัมมนาสัญจร ประจำปี 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ ในหัวข้อ “เจาะอุตสาหกรรมเกษตรภาคเหนือ เปลี่ยนผ่านอย่างไรในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม”
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคเหนือ จัดงานสัมมนาสัญจร ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “เจาะอุตสาหกรรมเกษตรภาคเหนือ เปลี่ยนผ่านอย่างไรในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม” ในวันที่ 8 กันยายน 2569 ณ โรงแรม 42C The Chic Hotel จ.นครสวรรค์ เพื่อสื่อสารการดำเนินนโยบายของ ธปท. และเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นที่จะช่วยเสริมแกร่งให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคเหนือตอนล่างแก่ผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่
| กำหนดการ | |
| 09.00 น. | กล่าวเปิดงานสัมมนา โดย ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) |
| 09.40 น. | - “โอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจไทย สู่ความยั่งยืนของการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตร” โดยวรันธร ภู่ทอง ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย - “อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปภาคเหนือ เรียนรู้เพื่อปรับตัว อยู่รอดเพื่อเติบโต” โดย ธนพร ดวงเด่น ส่วนเศรษฐกิจการเงินภาค ธปท. สำนักงานภาคเหนือ |
| 10.15 น. | พักรับประทานอาหารว่าง |
| 10.30 น. | แลกเปลี่ยนความคิดเห็น “เจาะอุตสาหกรรมเกษตรภาคเหนือ เปลี่ยนผ่านอย่างไร ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม” - บัญชา ดำรักษ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านดอกไม้อินทรีย์ฟาร์ม - ศรุตา จันทร์หาญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลเด้น พีค โฮม ฟูด จำกัด - พีรศุษม์ ธีระโกเมน อุปนายกสมาคมและประชาสัมพันธ์ สมาคมบริษัทจัดการพลังงานไทย - กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชวนคุยโดย พิพัฒน์ อัฒพุธ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย จ.พิษณุโลก |
| 11.50 น. | กล่าวสรุปและปิดงานสัมมนา โดย ณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการ ธปท. สำนักงานภาคเหนือ |
เปิดงานสัมมนา โดย คุณชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธปท.
Talk ในหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจไทย สู่ความยั่งยืนของการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตร” โดย คุณวรันธร ภู่ทอง ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย
ธุรกิจเกษตรและอาหารเป็นหนึ่งใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ประเทศรายได้สูง ซึ่งคิดเป็น 30.9% ของ GDP ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารอันดับ 8 ของโลก และอันดับ 1 ของอาเซียน แต่ภาคเกษตรของไทยยังคงเผชิญความท้าทายจากผลิตภาพที่อยู่ในระดับต่ำ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ยังไม่ทั่วถึง ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ และความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกที่เริ่มชะลอตัว อย่างไรก็ดี ไทยยังมีโอกาสสำหรับการยกระดับจากการผลิตสินค้าเกษตรขั้นต้นไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในกิจกรรมกลางน้ำและปลายน้ำ ตามแนวโน้ม ความต้องการอาหารแปรรูปมูลค่าสูง อาหารเพื่อสุขภาพ และสินค้าที่มีมาตรฐานสากลรองรับ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืนและทั่วถึง ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ธุรกิจเกษตรและอาหารของประเทศ
เอกสารบรรยาย : โอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจไทย สู่ความยั่งยืนของการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตร
Talk ในหัวข้อ “อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปภาคเหนือ เรียนรู้เพื่อปรับตัว อยู่รอดเพื่อเติบโต” โดย คุณธนพร ดวงเด่น ธปท. สำนักงานภาคเหนือ
อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปภาคเหนือสร้างมูลค่าเพิ่มเกือบครึ่งหนึ่งของภาคการผลิตทั้งหมดและมีการจ้างงานถึง 36% ของทั้งภาคการผลิต อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือ GRP หมวดอาหารของภาคเหนือมีทิศทางชะลอลง ส่วนหนึ่งมาจากอุตสาหกรรมเกษตรส่วนใหญ่ยังเป็นการผลิตแปรรูปขั้นต้น รวมทั้งยังมีข้อจำกัดหลายประการ อาทิ (1) โอกาสในการเข้าถึงตลาดมูลค่าสูงยังมีไม่มาก (2) การลงทุนน้อยขาด Economy of Scale ทำให้แข่งขันในตลาดยากขึ้น (3) การพัฒนาสินค้าใหม่และสร้างมูลค่าเพิ่มยังน้อย และ (4) แรงงานสูงวัย คนรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคเกษตรน้อย ส่งผลต่อวัตถุดิบต้นน้ำ นอกจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในแล้ว ภาคเกษตรยังต้องเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะ Climate Change อย่างไรก็ดี จากการลงพื้นที่พบกรณีศึกษาธุรกิจบางส่วนในภาคเหนือที่ประสบความสำเร็จสะท้อนว่า นวัตกรรม R&D และการพัฒนาบุคลากร และการใช้เกษตรแม่นยำ เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปภาคเหนือ
เอกสารบรรยาย : อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปภาคเหนือ เรียนรู้เพื่อปรับตัว อยู่รอดเพื่อเติบโต
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในหัวข้อ “เจาะอุตสาหกรรมเกษตรภาคเหนือ เปลี่ยนผ่านอย่างไร ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม” โดยผู้เชี่ยวชาญ 4 ท่าน ได้แก่ คุณบัญชา ดำรักษ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านดอกไม้อินทรีย์ฟาร์ม คุณศรุตา จันทร์หาญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลเด้น พีค โฮม ฟูด จำกัด คุณพีรศุษม์ ธีระโกเมน ที่ปรึกษา บริษัท 8 มาดี จำกัด และอดีตอุปนายกสมาคมและประชาสัมพันธ์ สมาคมบริษัทจัดการ พลังงานไทย และคุณกรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ดำเนินรายการโดย คุณพิพัฒน์ อัฒพุธ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย จ.พิษณุโลก
สรุปประเด็นสำคัญจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ดังนี้
1. ยกระดับเกษตรไทยด้วย “ตลาดนำ นวัตกรรมนำ และบูรณาการทั้งห่วงโซ่”
การยกระดับภาคเกษตรและเกษตรแปรรูปต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งการเข้าถึงแหล่งน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และแรงจูงใจที่เอื้อต่อการปรับตัวของเกษตรกร เพื่อผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดมูลค่าสูงและเพิ่มผลิตภาพผ่านเทคโนโลยี หัวใจสำคัญของโมเดลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ คือ (1) การตรวจสอบย้อนกลับได้ มีมาตรฐานระดับที่สากลยอมรับ (2) ความเข้มแข็งของเครือข่ายในพื้นที่ สร้างแรงจูงใจและความร่วมมือของทุกคนในห่วงโซ่อุปทาน
2. เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้วยการปรับตัวด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
ต้นทุนพลังงานและกฎระเบียบ ข้อบังคับเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรและเกษตรแปรรูป เรื่องสำคัญ 4 ข้อสำหรับผู้ประกอบการ คือ (1) “รู้” ข้อมูลการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนตลอดกระบวนการผลิต (2) “วัด” เพื่อให้ทราบสถานะปัจจุบันและกำหนดแนวทางการปรับปรุงได้อย่างเหมาะสม (3) “ลด” ต้นทุนการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอน และ (4) “Certified” เพื่อให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องและพร้อมแข่งขันในตลาดต่างประเทศ หากธุรกิจสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอนาคต
3. สร้างมูลค่าเพิ่มผ่านเครือข่าย ความร่วมมือ และการมองตลาดเป็นตัวตั้ง
ความสำเร็จของผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเกิดขึ้นได้จากการรวมพลังเป็นเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดความเชี่ยวชาญร่วมกัน เพื่อยกระดับการผลิตและการตลาดด้วยเทคโนโลยี ควบคู่กับการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยหัวใจสำคัญคือ การมองหาตลาดและความต้องการของผู้บริโภคก่อนการผลิต เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างมูลค่าให้สินค้าได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ การนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาแปรรูป การจัดเก็บข้อมูลการผลิตอย่างเป็นระบบ และการขอการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค พร้อมเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสสำหรับผู้ที่พร้อมปรับตัว มีศักยภาพ และมีแนวคิดที่มุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง