ธปท. กับ การป้องกันการใช้ระบบการเงินไทยในทางที่ผิด
ธปท. ให้ความสำคัญกับการป้องกันการใช้ระบบการเงินไทยในทางที่ผิดอย่างเป็นเอกภาพและยั่งยืน โดยที่ผ่านมาได้มีหลักเกณฑ์และมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติ
1. ธปท. จะยกระดับหลักเกณฑ์และมาตรฐานขั้นต่ำ รวมถึงการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
1.1 ป้องกันไม่ให้บัญชีเงินฝากและ e-Money ถูกใช้เป็นช่องทางเคลื่อนย้ายเงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมผิดกฎหมาย
1.2 ป้องกันไม่ให้บริการรับชำระเงินถูกใช้เป็นช่องทางรับเงินให้กับร้านค้าผิดกฎหมาย
1.3 ป้องกันไม่ให้เป็นช่องทางในการแปลงสภาพเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ไปเป็นสินทรัพย์ที่ติดตาม ตรวจสอบ หรือสืบค้นเส้นทางการเงินได้ยาก
1.4 คุ้มครองผู้ใช้บริการที่อาจตกเป็นเหยื่อ หรือ ถูกใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนธุรกรรมผิดกฎหมาย
2. ธปท. จะวิเคราะห์ความเชื่อมโยง และแบ่งปันข้อมูลเชิงลึก (Insights) รูปแบบพฤติกรรมความเสี่ยงและแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices)
3. ธปท. จะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแล หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงธนาคารกลางต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ
ยกระดับการกำกับดูแลสถาบันการเงิน
มาตรการเงินสดและทองคำ
คุ้มครองผู้ใช้บริการจากการตกเป็นเหยื่อ
ยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบธุรกิจ Nonbank
วิเคราะห์และแบ่งปันข้อมูลกับสถาบันการเงิน
ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย
สำหรับธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจ e-Payment ให้มีระบบบริหารความเสี่ยงแบบครบวงจร (end-to-end) โดยต้องรู้จักลูกค้า (KYC) ยืนยันตัวตน ติดตามและตรวจจับธุรกรรมหรือพฤติกรรมที่ผิดปกติ (CDD/EDD) เมื่อพบความเสี่ยง และรายงานข้อมูลธุรกรรมผิดปกติต่อ ธปท. รวมทั้งมีแนวทางดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ
ธปท. กำหนดแนวทางการบริหารจัดการภัยทุจริตดิจิทัล (Digital Fraud Management: DFM) เพื่อให้ผู้ให้บริการทางการเงินยกระดับการป้องกันและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน ติดตามและตรวจจับ จัดการและแก้ไขเมื่อเกิดเหตุภัยทุจริตดิจิทัล รวมทั้งดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ >> อ่านต่อ
ธปท. กำหนดหน้าที่ของสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจ e-Payment ตามหลักการความมีส่วนร่วมรับผิดชอบที่กำหนดใน พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568
ธปท. ร่วมมือกับสถาบันการเงินออกมาตรการเชิงป้องกัน โดยกำหนดเพดานการโอนและชำระเงินต่อวันผ่านช่องทางดิจิทัลให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้เงินของลูกค้าแต่ละราย (มาตรการ Customer Profiling) เพื่อจำกัดการโอนเงินของมิจฉาชีพผ่านบัญชีม้าและจำกัดความเสียหายของประชาชนหากตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ >> อ่านต่อ
ธปท. กำหนดให้ผู้ให้บริการ e-Payment นำส่งข้อมูลร้านค้าตามกรอบ Merchant Data Analytics (MDA) เพื่อให้ ธปท. ใช้ประกอบการวิเคราะห์ความผิดปกติของร้านค้า ความเชื่อมโยงของร้านค้าที่อาจมีความเสี่ยงหรือถูกใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย รวมทั้งประเมินความเพียงพอและเหมาะสมของการกำกับดูแล >> อ่านต่อ
สถาบันการเงินต้องตรวจสอบวัตถุประสงค์และขอเอกสารประกอบ หากลูกค้าทำธุรกรรมถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต่อวัน เพื่อยกระดับการดูแลความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินถูกใช้เป็นช่องทางกระทำผิดกฎหมาย >> อ่านต่อ
กำหนดวงเงินซื้อหรือขายทองคำไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อคนต่อแพลตฟอร์ม (เฉพาะแพลตฟอร์มที่ชำระเป็นเงินบาท) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการซื้อขายและลดผลกระทบต่อเสถียรภาพค่าเงินบาท >> อ่านต่อ
ธปท. กำหนดให้บุคคลรับอนุญาตรับซื้อเงินตราต่างประเทศจากลูกค้าได้ไม่เกิน 8 แสนบาทต่อวันต่อราย ยกเว้นในบริเวณชายแดนหรือพื้นที่ที่กำหนดให้รับซื้อได้ไม่เกิน 2 แสนบาทต่อวันต่อรายลูกค้า >> อ่านต่อ
ธปท. ประกาศแนวนโยบายการบริหารจัดการภัยทุจริตจากการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อเป็นมาตรฐานขั้นต่ำให้ผู้ให้บริการทางการเงินถือปฏิบัติ โดยครอบคลุมการป้องกัน ตรวจจับ และรับมือ อาทิ (1) ห้ามส่งข้อความที่แนบลิงก์ เพราะอาจเป็นช่องทางหลอกลวง (2) จำกัดบัญชี mobile banking ของแต่ละธนาคารใช้ได้ 1 อุปกรณ์เท่านั้น (3) ใช้ระบบยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้า เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เช่น โอนเงินมากกว่า 50,000 บาทต่อครั้ง >> อ่านต่อ
- กำหนดมาตรฐานวงเงินเริ่มต้นสำหรับลูกค้ากลุ่มเยาวชน เพื่อลดความเสี่ยงที่มิจฉาชีพจะนำบัญชีของเยาวชนไปใช้ก่ออาชญากรรมทางการเงิน ดังนี้
- อายุ 10-12 ปี เฉพาะ e-money ไม่เกิน 3,000 บาท ต่อวัน
- อายุ 12-15 ปี ไม่เกิน 5,000 บาท ต่อวัน
- อายุ 15-18 ปี ไม่เกิน 10,000 บาท ต่อวัน
- กำหนดวงเงินโอนต่อวันสำหรับผู้สูงอายุให้เหมาะสมกับความเสี่ยงโดยคำนึงถึงพฤติกรรมการทำธุรกรรมในอดีต >> อ่านต่อ
สกัดกั้นความเสียหายตั้งแต่ระหว่างที่เหยื่อกำลังถูกหลอก โดยอาศัยข้อมูลบัญชีม้าที่มีอยู่ในระบบ (ทั้งจาก CFR และการจัดระดับความเสี่ยงบัญชีแบบ "สีม้า") มาประมวลผลร่วมกับข้อมูลการโอนเงินแบบเรียลไทม์ โดยธนาคารจะต้องแจ้งเตือนผู้โอนทันทีก่อนธุรกรรมสำเร็จ เพื่อให้ผู้โอนมีโอกาสฉุกคิดและยับยั้งการโอนเงินได้ทัน >> อ่านต่อ
ธปท. กำหนดรูปแบบพฤติกรรมผิดปกติ 24 รูปแบบ (Patterns) เพื่อเป็นแนวทางขั้นต่ำให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการระบบชำระเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ใช้ตรวจจับและจัดกลุ่มธุรกรรมผิดปกติอย่างเป็นมาตรฐาน >> อ่านต่อ
- กำหนดรูปแบบพฤติกรรมผิดปกติเพิ่ม 11 รูปแบบ (Patterns) สำหรับภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัล (Digital Fraud) เป็นแนวทางขั้นต่ำแก่สถาบันการเงิน
- แบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) จากการตรวจสอบเฉพาะเรื่อง (Thematic Exam) ภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัล (Digital Fraud) ครอบคลุมตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงาน (KPI) แบบครบวงจร (End-to-End) การควบคุมกำกับและตรวจสอบ (3 Lines of Defense) การทบทวนกฎการตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติ (Fraud Rule) การตัดเส้นเงินที่รวดเร็วแม่นยำ และการดูแลเรื่องร้องเรียน
- ร่วมวิเคราะห์เส้นทางการเงิน (Money Trail) ยกระดับเงื่อนไขจัดสีม้าให้ครอบคลุมกรณีซื้อของไม่ได้ของ
- ผลักดันการเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาคการเงิน (Central Fraud Registry: CFR) ตำรวจ (Thai Police Online: TPO) และศูนย์ Anti-Online Scam Operation Center: AOC เพื่อยกระดับการป้องกัน ตรวจจับ และสกัดกั้นธุรกรรมหรือบัญชีต้องสงสัย
- ร่วมกับตำรวจ อัยการ และศาล ผลักดันเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เร่งกระบวนการพิจารณาคดี
- ร่วมกับ BIS Innovation Hub ภายใต้โครงการ Nadim พัฒนา AI Fraud Scoring Model และ Protocol แลกเปลี่ยนพฤติกรรมทุจริตระหว่างสถาบันการเงินและธนาคารกลาง
- ลงนาม MOU กับ MAS สิงคโปร์ แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านไซเบอร์และภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัล ทั้งแนวโน้มภัยใหม่ แนวทางกำกับดูแล และการรับมือกับภัยคุกคาม (Incident)
- แลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรม FX stablecoin กับ ก.ล.ต. เพื่อตรวจจับธุรกรรมผิดปกติหรือเข้าข่ายผิดกฎหมาย พร้อมเสนอแนะเชิงนโยบาย เช่น การกำหนดวงเงินโอน (อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็น)
- ร่วมคณะ Joint Operation กับ ก.ล.ต. สตช. และ ปปง. เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก เพื่อสกัดอาชญากรรมทางการเงินร่วมกัน