BOT EconClass เศรษฐศาสตร์นอกห้องเรียน
ตอน “เศรษฐกิจไทย” ข้างนอกท้าทาย ข้างในเปราะบาง

Econclass

ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งสูงต่อเนื่อง สงครามที่เกิดขึ้นแม้จะไกลออกไปหลายพันกิโลเมตรแต่ส่งผลกระทบมาถึงค่าครองชีพของคนไทยอย่างรวดเร็ว สำหรับคนที่เรียนด้านเศรษฐศาสตร์นั้น เวลาดูข่าวคงอดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงสิ่งที่เกิดขึ้นกับความรู้ต่าง ๆ ที่ได้ศึกษามาจากห้องเรียน

 

ในยุคปัจจุบันที่ข้อมูลความรู้หาได้ไม่ยาก สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือ การวิเคราะห์ การตั้งคำถาม และการแลกเปลี่ยน หรือที่เรียกว่า active learning อันเป็นที่มาของกิจกรรม “BOT EconClass” ที่ ธปท. จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยล่าสุดได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์การเรียนรู้ ธปท. 

 

“ถามอะไรก็ได้ ไม่ใช่แค่นโยบายการเงิน ผมจะพยายามตอบให้ดีกว่า ChatGPT” (ยิ้ม) 

 

ดร.ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน และรองประธานคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) “คนทำงาน” ที่มารับหน้าที่เป็น “อาจารย์” สอนเศรษฐศาสตร์ในโลกจริงครั้งนี้ ได้กล่าวกับน้อง ๆ นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์จาก 5 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยรามคำแหง รวม 73 คน ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมเล่าเป้าหมายของชั้นเรียนในวันนี้ว่า ไม่ใช่การลงลึกเรื่องทฤษฎี แต่จะเป็นการชวนคุยชวนคิดมากกว่า 

 

เศรษฐกิจ “โตช้า” : เมื่อโลกเปลี่ยนไว แต่ไทยเปลี่ยนไม่ทัน

ดร.ปิติเปิดชั้นเรียนด้วยเรื่องราวเศรษฐกิจไทยที่มีศักยภาพการเติบโตต่ำลงต่อเนื่อง โดยเล่าย้อนกลับไปว่า หลังวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ศักยภาพการเติบโตของไทยอยู่ที่ 5.3% ต่อมาภายหลังผ่านพ้นวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2550 ก็ตกลงมาอยู่ที่ 3.5% และล่าสุดหลังวิกฤตโควิด 19 ในปี 2563 ก็ลดลงมาเหลือเพียง 2.7% เท่านั้น ซึ่งความน่ากลัวไม่ใช่แค่ศักยภาพการเติบโตที่ต่ำลง แต่คือการที่ตัวเลขเศรษฐกิจจริงออกมา “ต่ำกว่าศักยภาพ” 

thai economy

ในการหาทางออกให้เศรษฐกิจไทยนั้น ดร.ปิติแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 3 ขั้นว่า อันดับแรกต้องเข้าใจก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น สองคือดูให้ลึกถึงต้นเหตุว่าเกิดจากปัจจัยใด และสามคือดูว่าจะเข้าไปจัดการปัจจัยที่เป็นสาเหตุได้อย่างไรบ้าง จากนั้นได้ชวนนักศึกษาย้อนกลับไปดูปัจจัยการผลิต (inputs) ที่ใส่เข้าไปในระบบเศรษฐกิจเพื่อให้ได้ผลผลิตหรือ outputs ออกมา นั่นคือ “แรงงาน” และ “ทุน” รวมถึงประสิทธิภาพในการผลิต ที่เรียกว่า “ผลิตภาพ” (productivity)

ด้าน “แรงงาน” มีเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง หลังจากไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ (aging society) ทำให้จำนวนแรงงานเริ่มลดลง สิ่งนี้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงเรื่อย ๆ รองลงมาก็คือ “การลงทุน” ที่โตช้า และ productivity ที่ลดลง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ค่านิยมปัจจุบันที่คนมีลูกน้อยลง ประกอบกับความไม่แน่นอนในโลกที่สูงขึ้นนั้น ทำให้การแก้ปัญหาเรื่องแรงงานและการลงทุนทำได้ค่อนข้างยาก จึงเหลือเพียงเรื่องเดียว นั่นคือการเพิ่ม productivity ที่ไทยพอจะทำได้ ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยในกระบวนการผลิตและการให้บริการ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศขึ้นในภาพรวม

thai economy

“การจัดสรรทรัพยากรในประเทศ เช่น การเคลื่อนย้ายแรงงาน ก็สามารถทำให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นได้” 

 

ดร.ปิติชวนคิดพร้อมกับยกตัวอย่างภาพการจัดสรรทรัพยากรของไทยในปัจจุบัน คือ ทุกวันนี้มีแรงงานอยู่ในภาคเกษตรถึง 30% ซึ่งมีรายได้เพียง 32 บาทต่อชั่วโมง โดยสร้างมูลค่าเพิ่มได้เพียง 9% ของจีดีพีไทย ในทางกลับกัน แรงงานในภาคอุตสาหกรรมแม้มีสัดส่วนเพียง 16% แต่กลับมีรายได้สูงถึง 181 บาทต่อชั่วโมง (สูงกว่าภาคเกษตรถึงเกือบ 6 เท่า) จึงสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 30% ของจีดีพีไทย ลองจินตนาการดูว่า เพียงย้ายคนจากภาคเกษตรไปทำงานในภาคอุตสาหกรรม จีดีพีของไทยจะสูงขึ้นได้ขนาดไหน 

 

เช่นเดียวกันกับภาคบริการ ซึ่งมีคนทำงานอยู่ถึงครึ่งหนึ่งของแรงงานไทยทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นธุรกิจบริการแบบดั้งเดิม เช่น ท่องเที่ยว โรงแรม หากแรงงานเหล่านี้สามารถย้ายไปทำงานในภาคบริการที่เป็น modern services มากขึ้น เช่น บริการทำบัญชี สื่อสารการตลาด ที่ปรึกษาทางการเงิน ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจไทยและทำให้จีดีพีสูงขึ้นได้เช่นกัน 

resouce management
QR payment

นอกจากนี้ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยมีบริษัทที่มีผลประกอบการไม่ค่อยดี มีรายได้ต่ำไม่พอจ่ายหนี้ หรือถึงขั้นขาดทุน แต่ยังดำเนินการต่อมาเรื่อย ๆ อาจจะด้วยการกู้เงินเพิ่ม ซึ่งเรียกว่ากลุ่ม “zombie firms” คือที่จริงควรตายไปแล้ว แต่ยังไม่ตาย ทำให้มีแรงงานและเงินทุนส่วนหนึ่งถูกกักเอาไว้ใน zombie firms บริษัทเหล่านี้มีสัดส่วนอยู่ถึง 5-8% ทำให้คนและทุนถูกใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ในทางตรงกันข้าม บริษัทเกิดใหม่ หรือ “young firms” ที่อายุไม่ถึง 5 ปี เปรียบเสมือนคนรุ่นใหม่ ไฟแรง มักสร้างผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (Return on Asset: ROA) ได้สูงกว่าบริษัทที่เปิดมานาน แต่กลุ่มบริษัทเกิดใหม่ในไทยกลับมีสัดส่วนลดน้อยลงต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนข้อจำกัดในการจัดสรรทรัพยากรแรงงานและทุนของประเทศไทย

zombie vs young firms

“การย้ายคนจากภาคเกษตรไปยังภาคการผลิตทำได้ง่ายหรือยากขนาดไหน แล้วภาคเกษตรจะเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างไร?” นักศึกษาคนหนึ่งตั้งคำถาม  

 

ดร.ปิติอธิบายว่า การผลิตในภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ที่ภาคกลาง การจะเคลื่อนย้ายแรงงานให้ออกนอกภาคเกษตรจึงจำเป็นต้องขยายกิจกรรมเหล่านี้ออกไปยังพื้นที่อื่นมากขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐก็ได้พยายามผลักดันมากขึ้น เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) 

 

สำหรับภาคเกษตรที่ productivity ต่ำนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไทยมีเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากและมีพื้นที่เพาะปลูกขนาดเล็ก ขณะที่กฎหมายไทยยังมีข้อจำกัดในการรวมแปลงอยู่ แปลงขนาดเล็กจึงอาจไม่คุ้มทุนที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพ แตกต่างจากประเทศอย่างสหรัฐฯ และจีน ที่รวมแปลงให้มีขนาดใหญ่ได้ จึงมีโอกาสนำเครื่องจักรมาใช้ทุ่นแรงและลดต้นทุนได้มากกว่า

 

“บริษัทใหญ่ ๆ มีไม่เยอะ บางส่วนก็เป็น zombie ส่วน startup ก็เกิดยาก แล้วแรงงานในอนาคตจะเป็นยังไง?” นักศึกษาอีกคนหนึ่งถาม

 

ดร.ปิติให้ข้อสังเกตว่า ปัจจุบันบริษัท 20 อันดับแรกของไทยยังมีหน้าตาคล้ายกับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งต่างจากสหรัฐฯ ที่บริษัทอันดับต้น ๆ ได้เปลี่ยนแปลงจากอดีตไปหมดแล้ว สาเหตุเป็นเพราะไทยขาดระบบ safety net ที่ช่วยรองรับบริษัทที่ล้มและคนที่ตกงาน นอกจากนี้ กฎระเบียบที่ยุ่งยากยังทำให้บริษัทหัวหอกที่ตั้งขึ้นใหม่ไปต่อได้ยาก จึงยังไม่ค่อยเห็นอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เข้ามารับไม้ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างที่เคยเห็นในอดีต เช่น บริษัทญี่ปุ่นที่ได้เข้ามาบุกเบิกอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย จนทำให้เกิดธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นตลอดทั้ง supply chain เราจึงต้องสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ที่เมื่อขึ้นได้สำเร็จ จะสามารถดึงตัวขึ้นไปได้ทั้ง supply chain เหมือนการขึ้นบันไดเลื่อน ที่เรียกว่า escalator industries นั่นเอง

 

สิ่งสำคัญคือ การสร้างกฎกติกาที่จะช่วยสร้างแต้มต่อและแรงจูงใจให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ให้สามารถแข่งขันกับรายเดิมและธุรกิจขนาดใหญ่ได้ เช่น การสนับสนุนแหล่งเงินทุน เพื่อให้ธุรกิจเกิดใหม่เหล่านี้เข้ามาช่วยรองรับตลาดแรงงานไทย แต่ต้องทำคู่ขนานไปกับการพัฒนาทักษะใหม่ให้เท่าทันกับโลกด้วย

เมื่อสงครามใกล้ตัวกว่าที่คิด : น้ำมันโลกและผลกระทบต่อเงินเฟ้อไทย

 

หนึ่งในเรื่องที่มักถูกพูดถึงในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ก็คือ “เงินเฟ้อ” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ ธปท. ติดตามใกล้ชิดเพื่อใช้ประกอบการดำเนินนโยบายการเงิน โดย ดร.ปิติเล่าว่า ที่ผ่านมาเงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องและยังต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายที่ 1% อีกด้วย โดยล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ประมาณ -0.8% 

 

“เงินเฟ้อไทยส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยราคาพลังงานและอาหารสด ซึ่งควบคุมได้ยาก”

 

ดร.ปิติย้ำพร้อมทั้งอธิบายเพิ่มเติมว่า ราคาพลังงานมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อไทยสูงถึง 71% โดยจะผันแปรไปตามราคาพลังงานในตลาดโลกซึ่งไทยควบคุมไม่ได้ ขณะที่อีก 22% เป็นผลมาจากราคาอาหารสดซึ่งแม้จะเป็นเรื่องในประเทศ แต่ก็ควบคุมยากเพราะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศในแต่ละช่วงเวลา 

 

นอกจากนี้ การที่เงินเฟ้อไทยยังมีระดับต่ำกว่าหลายประเทศในเอเชีย ส่วนหนึ่งนั่นก็เพราะในตะกร้าเงินเฟ้อของไทยมีสินค้าหมวดพลังงานและหมวดอาหารอยู่ในสัดส่วนที่สูง ซึ่งทั้ง 2 หมวดนี้มีแนวโน้มราคาถูกลงในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งหลัก ๆ เป็นผลมาจากการค้นพบ shale oil ของสหรัฐฯ ที่ทำให้ปริมาณพลังงานในโลกเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2558 และรวมถึงการนำเข้าผักผลไม้บางอย่างจากจีนที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นมากหลังจากการขนส่งพัฒนาขึ้น 

inflation
thai inflation

“สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านและวิกฤตน้ำมันในตอนนี้ จะกระทบกับเงินเฟ้อไทยยังไง?” นักศึกษาคนหนึ่งสงสัย

 

ดร.ปิติจึงได้ย้อนความทรงจำให้ฟังว่า จริง ๆ เราเคยผ่านสถานการณ์แบบนี้มาแล้วเมื่อประมาณ 2-3 ปีก่อน ตอนนั้นสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นสูงถึงประมาณ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อไทยปี 2565 อยู่ที่ 7.9% สถานการณ์ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เงินเฟ้อไทยคงจะปรับสูงขึ้น เพราะไม่ได้มีเพียงผลกระทบทางตรงเท่านั้น แต่ยังมีผลทางอ้อมเนื่องจากน้ำมันเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิตสินค้าประเภทอื่น ๆ ด้วย จึงคาดว่าเงินเฟ้อไทยที่เคยต่ำจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์เอาไว้

“แล้วควรใช้กองทุนน้ำมันอุดหนุนราคาน้ำมัน หรือควรปรับลดภาษีสรรพสามิตมากกว่ากัน?” นักศึกษาคนหนึ่งหยิบยกเอาประเด็นจากข่าวขึ้นมาสอบถาม 

 

“จริง ๆ ไม่มีทางเลือกที่ดีที่สุด (the best) มีแต่ทางเลือกที่แย่น้อยที่สุด (the least worst)”

 

ดร.ปิติตอบและอธิบายเพิ่มเติมว่า ไม่ว่าทางเลือกไหนก็มีต้นทุนเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะกระจายภาระที่เกิดขึ้นนี้ไปให้ใครบ้าง เพราะหากภาครัฐลดภาษีสรรพสามิต ก็จะเก็บรายได้ (ภาษี) ได้น้อยลง ทำให้ภาครัฐมีเงินสำหรับดำเนินนโยบายอื่นให้กับประชาชนลดลงไปด้วย ขณะที่การใช้เงินกองทุนน้ำมันอุดหนุนก็ทำให้ขาดทุนเพิ่มขึ้นวันละ 2-3 พันล้านบาท คำตอบจึงอาจจะเป็นการเลือกใช้เครื่องมือหลายอย่างผสมผสานกัน

 

Q and A

เมื่อเศรษฐกิจต้องเลือก : แนวคิดในการทำนโยบาย

“การทำนโยบายการเงิน อะไรสำคัญที่สุดในการตัดสินใจ?” นักศึกษาอีกคนตั้งคำถาม 

 

ดร.ปิติจึงเล่าว่า ไทยเราใช้ “เป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น” หรือ Flexible Inflation Targeting ในการดำเนินนโยบาย โดยเป้าหมายของนโยบายการเงินมีอยู่ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การดูแลเงินเฟ้อ (inflation) การเติบโตทางเศรษฐกิจ (growth) และการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน (financial stability) 

 

ในการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แม้ว่าบางช่วงจะมีสิ่งที่กระทบกับเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในระยะสั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับปากท้องของประชาชนก่อน แต่การรักษาเสถียรภาพซึ่งเป็นเรื่องของระยะยาวก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน 

 

ยกตัวอย่างปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่สูงถึงกว่า 80% ของจีดีพีที่ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในการบริโภค เช่น หนี้บัตรเครดิต ไม่ได้เป็นหนี้ที่นำไปลงทุนและสร้างรายได้ ซึ่งในท้ายที่สุดภาระหนี้เหล่านี้จะทำให้ประชาชนมีรายได้เหลือให้ใช้จ่ายลดลง และกลายเป็นปัจจัยที่อาจฉุดรั้งเศรษฐกิจในอนาคตได้ 

 

ดังนั้น ในการตัดสินนโยบายและมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ จึงต้องวิเคราะห์ลงลึกเพื่อดูว่าจุดเปราะบางสำคัญอยู่ตรงไหน และมีอะไรที่ทำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ลูกหนี้ในระยะสั้นได้บ้าง แต่ต้องชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก (trade off) ให้ดี ด้วยเหตุนี้ ธปท. จึงเลือกใช้เครื่องมือหลากหลายทั้งมาตรการระดับมหภาคและมาตรการเฉพาะจุด เพื่อให้การแก้ปัญหาครอบคลุม มีประสิทธิผล และหลีกเลี่ยงการสร้างผลกระทบต่อการเติบโตและเสถียรภาพในระยะยาว

 

“ทำไมเวลาช่วยเหลือลูกหนี้ จะต้องมีเพดานว่าไม่เกินเท่าไหร่?” นักศึกษาให้ความสนใจเรื่องหนี้ครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง

 

ดร.ปิติจึงได้เล่าหลักคิดสำคัญในการช่วยเหลือลูกหนี้ว่า เป้าหมายสำคัญคือการช่วยคนที่กำลังเดือดร้อนด้วยการลดภาระหนี้ให้ตัวเบาขึ้น จะได้ดำเนินชีวิตต่อไปและไม่ล้มลง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องหลีกเลี่ยงการสร้างแรงจูงใจที่ผิดและทำให้เสียวินัยทางการเงิน (moral hazard) ด้วย เพื่อไม่ให้ลูกหนี้ก่อหนี้จนเกินศักยภาพของตัวเองอยู่เรื่อย ๆ

“ในโลกที่ต่างคนต่างอยู่มากขึ้นจากกระแส deglobalization ที่แรงขึ้น ไทยควรทำอย่างไร?” นักศึกษาชวนคิดกว้างขึ้นถึงบริบทโลก

 

“ดูแลข้างในบ้านให้ดี สร้างพันธมิตรในหมู่บ้าน และเลือกว่าควรคบใครในเรื่องอะไร” 

 

ดร.ปิติขยายความต่อว่า ในโลกที่ปั่นป่วน เปลี่ยนไปมา คาดเดายาก ไทยจะต้องอยู่ให้ได้ สิ่งสำคัญคือต้อง “keep the house in order” จัดระเบียบในบ้านให้ดี โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นพื้นฐานสำคัญอย่างการบริหารจัดการทรัพยากร การพัฒนาระบบการศึกษา แต่ทุกวันนี้ไทยมีจุดเปราะบางในบ้านหลายเรื่องที่ยังไม่ได้แก้ไขและกลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งการพัฒนา ที่ต้องเร่งมือคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สำเร็จก่อน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยา

 

ส่วนเพื่อนบ้านก็สำคัญเช่นกัน เพราะจะช่วยให้เราทนทานและรับมือกับปัญหาได้ดียิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องร่วมมือกับแค่ประเทศเดียวในทุก ๆ เรื่อง แต่สามารถเลือกพันธมิตรในโลกที่มีแนวคิดที่สอดคล้องกันในแต่ละด้าน ยกตัวอย่างเช่น การรวมกลุ่มเพื่อสร้างตลาดที่เชื่อมโยงกันในอาเซียน โดยที่ผ่านมา ธปท. ขยายการเชื่อมโยงระบบชำระเงินระหว่างประเทศผ่าน cross-border QR payment อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน โดยเชื่อมโยงเครือข่ายไปแล้วกับ 9 ประเทศ และ 1 เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะทำให้การใช้เงินสกุลท้องถิ่นเพิ่มขึ้น และลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในโลกที่ผันผวน 

Q and A

เมื่อทฤษฎีเจอกับโลกจริง : ประโยชน์ที่น้อง ๆ ได้รับ

 

นักศึกษาปี 1-2 จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

 

- ได้รู้กระบวนการทำงานของ ธปท. และหลายเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน

 

- เพิ่งเข้ามาเรียนได้ไม่นาน ทำให้ได้รู้เรื่องเศรษฐกิจเยอะขึ้นมาก 

 

- ได้แนวคิดไปใช้ต่อยอดชีวิตในมหาวิทยาลัยและการทำงานในอนาคต

 

- ได้รู้มุมมองว่าเพื่อน ๆ ที่เรียนเศรษฐศาสตร์เหมือนกันสนใจอะไร

 

- ได้เรียนรู้สิ่งที่หาไม่ได้ในห้องเรียน ทั้งความรู้รอบตัวและการทันต่อสถานการณ์โลก

opinions

นักศึกษาปี 2-3 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

- ได้เปิดโลกและเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต 

 

- ได้เห็นมุมมองของผู้บริหาร ธปท. 

 

- พี่รองผู้ว่าฯ รับฟัง ใส่ใจ และตั้งใจตอบคำถามเป็นอย่างดี 

 

- ได้รับรู้ข้อมูลเศรษฐกิจและการทำงานพัฒนาประเทศของ ธปท. 

opinion 2

นักศึกษาปี 2-4 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

- เริ่ดเลยล่ะ ได้คำตอบและเคลียร์เรื่องที่สงสัยมานาน 

 

- ใช่เลยอย่างที่อยากได้ เพราะได้เรียนรู้กระบวนการคิด การตั้งคำถาม และการมองภาพรวม 

opinion3

นักศึกษาปี 4 จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

- ได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์ในชีวิตจริงและเศรษฐกิจจริงจากตัวจริง

 

- ได้รู้ว่าทฤษฎีมันสอดคล้องกับโลกความเป็นจริงแค่ไหน

opinion4

นักศึกษาปี 3-4 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

- ได้รู้จักเรื่องราวและคำศัพท์ใหม่ ๆ อย่างเช่น zombie firms

 

- ได้รู้มุมมองที่กว้างขึ้น และนำมาตีความทางเศรษฐศาสตร์ 

 

- ได้รับฟังจากคนที่มีบทบาทสำคัญจริงในการทำนโยบายและดูแลเศรษฐกิจ

 

- บรรยากาศแตกต่างจากการเรียนมาก วิทยากรช่วยอธิบายเรื่องเศรษฐศาสตร์ให้เข้าใจง่าย 

opinion5

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความรู้ที่ได้ถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนกันในชั้นเรียน BOT EconClass ของปีนี้ พระสยาม BOT MAGAZINE หวังว่าเนื้อหาและบรรยากาศที่นำมาเล่าสู่กันฟัง จะช่วยให้ผู้อ่านไม่เพียงเข้าใจหลักการทำงานของ ธปท. เท่านั้น แต่ยังเห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่างหลักเศรษฐศาสตร์กับชีวิตจริงของเศรษฐกิจอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้สนใจได้ต่อยอดเรียนรู้และสำรวจเรื่องราวเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันต่อไป

ผู้เขียน

Tag ที่เกี่ยวข้อง

BOT Magazine Knowledge Corner คณะกรรมการนโยบายการเงิน เงินเฟ้อ ภาวะเศรษฐกิจ เศรษฐกิจและการเงิน เศรษฐกิจไทย Special Scoop