4 เทรนด์ใหม่การเงินโลก
ตอบโจทย์-ฉลาด-ว่องไว-จับได้ไล่ทัน

payment system history

“The end of the rules-based international order”

 

เป็นวลีเด็ดจากบทสรุปสุนทรพจน์ของมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาที่งาน World Economic Forum 2026 การกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้กลายเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ตอกย้ำความเปลี่ยนแปลงระดับโลก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำชาติมหาอำนาจประกาศต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการว่า (ระเบียบ) โลกแบบที่เรารู้จักได้จบลงไปแล้ว

 

แม้ถ้อยคำนั้นดูเหมือนจะมุ่งไปที่การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) แต่ความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจการเงินอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเมื่อระเบียบโลกเปลี่ยน เศรษฐกิจการเงินโลกก็ย่อมเปลี่ยน และในทางกลับกัน เมื่อเศรษฐกิจการเงินโลกเปลี่ยน ระเบียบโลกก็ย่อมต้องเปลี่ยนด้วยเช่นกัน

 

ในปี 2569 เศรษฐกิจการเงินโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ไม่น้อยไปกว่าระเบียบโลกใหม่ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจจะเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินของพวกเราไปโดยไม่รู้ตัว

 

พระสยาม BOT Magazine ขอพาไปสำรวจ 4 เทรนด์ใหญ่ที่จะกำหนดความเป็นไปของโลกการเงิน

1. Fast Payment การโอนไวที่ไปไกลขึ้น

หลายปีก่อน การโอนเงิน 5,000 บาทข้ามธนาคารหมายความว่าอีกฝ่าย “อาจได้รับพรุ่งนี้” และถ้าบังเอิญทำธุรกรรมช่วงสุดสัปดาห์ ก็อาจจะต้องรอเงินเข้าวันจันทร์ แต่ทุกวันนี้การเดินทางของเงินที่โอนนั้นไปถึงปลายทางภายในเวลาไม่กี่วินาที

 

การโอนเงินแบบรวดเร็วทันที (Fast Payment Systems: FPS) ไม่ใช่แค่ความสะดวกส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจทั้งระบบ การศึกษาในปี 2566 ประเมินว่า การโอนเงินแบบ Fast Payment มีส่วนช่วยให้ผลผลิตทางเศรษฐกิจ (economic output) ใน 40 กว่าประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้นรวมกว่า 164,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และในประเทศที่การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและรวดเร็วอย่างประเทศไทย ระบบโอนเงินไว “PromptPay” อาจมีส่วนช่วยเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศได้อีก 2% ของจีดีพีคาดการณ์ปี 2569     

 

ไทยอยู่แถวหน้าของกระแสนี้ โดยในปี 2568 มีปริมาณธุรกรรมเฉลี่ยที่ 74.6 ล้านรายการต่อวัน และมีผู้ลงทะเบียนใช้ PromptPay เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึง 4.6 ล้านหมายเลข รวมทั้งหมดมีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 92.1 ล้านหมายเลข ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) จัดไทยให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ระบบ Fast Payment เติบโตเร็วที่สุดในโลก  แต่ไทยไม่ได้โดดเดี่ยวในการปฏิวัตินี้ เคสของประเทศอื่นจะช่วยให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่าเทรนด์นี้กำลังพาโลกไปทางไหน

 

อินเดียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ระบบ Fast Payment กลายเป็น “ตัวพลิกเกมเศรษฐกิจ” อย่างที่รู้ ๆ กันว่า อินเดียเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน การจะทำให้ทุกคนเข้าถึงบริการทางการเงินจึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ในปี 2559 ธนาคารกลางอินเดียเปิดตัวระบบ Unified Payments Interface หรือเรียกสั้น ๆ ว่า UPI เป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบ Fast Payment ที่มีเป้าหมายให้ชาวอินเดียได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และสนับสนุนกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการธนาคารแบบดั้งเดิม ให้กลับเข้ามาอยู่ในระบบได้ผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล

 

การใช้งาน UPI ก็คล้ายกับ PromptPay ที่คนไทยคุ้นเคย ผู้ใช้จะต้องมีบัญชีธนาคารและแอปพลิเคชัน UPI เมื่อต้องการใช้งานจะเลือกธนาคารที่ต้องการใช้ แล้วโอนผ่านเบอร์โทรศัพท์ หรือ UPI ID (เป็นชื่อที่จำง่าย ๆ เช่น friend@upi) หรือสแกน QR code ก็ได้

 

หลังจากดำเนินการมาเกือบทศวรรษ UPI ได้รับการยกย่องว่าเป็นการปฏิวัติทางการเงินที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้คนได้ โดยในเดือนธันวาคม 2568 เพียงเดือนเดียวมีปริมาณธุรกรรมผ่าน UPI สูงถึง 21,630 ล้านรายการ และในปี 2567-2568 UPI ครองตลาดธุรกรรมรายย่อยไปแล้วกว่า 84%  โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากระบบนี้อย่างมากคือ บุคคลทั่วไปและร้านค้าขนาดเล็กทั้งในเมืองและชนบทที่เคยเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน นอกจากนี้ ธนาคารยังใช้ประวัติการทำธุรกรรม UPI เป็นฐานในการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มที่เคยถูกมองข้าม และมีแผนจะขยายผลไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

 

ในอนาคต ระบบ Fast Payment ทั่วโลกกำลังจะถูกต่อยอดให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ประเทศไทยก็กำลังก้าวต่อจากความสำเร็จของ PromptPay ไปสู่ความเชื่อมโยงระดับภูมิภาคผ่าน Project Nexus ซึ่งเป็นโครงการนำร่องของ BIS Innovation Hub ที่ในระยะแรกจะเชื่อมระบบ Fast Payment ของ 6 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินเดีย และอินโดนีเซีย ก่อนจะขยายไปสู่ระดับโลกในระยะต่อไป และคาดว่าจะเริ่มใช้งานได้จริงภายในปี 2569 ซึ่งหมายความว่าในอนาคตอันใกล้ การโอนเงินจาก PromptPay ไปยังบัญชีในอินเดียอาจเร็วขึ้นไม่ต่างจากการโอนภายในประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายและความเร็วไม่ได้มีแค่ด้านบวก การโอนเงินแบบทันทีหมายความว่า “หน้าต่างเวลา” ที่จะยกเลิกหรืออายัดธุรกรรมแทบไม่มีอยู่ มิจฉาชีพรู้ดีถึงข้อนี้ และออกแบบกลยุทธ์ให้เล่นกับพฤติกรรม “ความรีบ ความตกใจ และความกลัว” ของเหยื่อโดยตรง ความเสียหายส่วนใหญ่ในยุคนี้จึงไม่ได้เกิดจาก “ความไม่รู้” แต่เกิดจากพฤติกรรมของเหยื่อ

 

โจทย์ของผู้กำกับดูแลจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ความเร็ว” กับ “ความปลอดภัย” แต่คือทำให้สมดุลที่สุดในยุคที่เงินเดินทางเร็วกว่าการตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผลของมนุษย์

fast payment
UPI system India

2. เมื่อ AI เข้ามานั่งอยู่ในธุรกรรมของคุณ

ในปี 2569 Artificial Intelligence (AI) ไม่ใช่แค่เครื่องมือเสริม แต่กำลังกลายเป็น “พนักงานเงา” ที่มีส่วนร่วมในหลายขั้นตอนบริการทางการเงิน ตั้งแต่การอนุมัติสินเชื่อ การประเมินความเสี่ยง การตรวจจับการฉ้อโกง ไปจนถึงการแนะนำการลงทุน โดยมีตัวอย่างการนำไปใช้จริงในหลายประเทศ

 

ตามที่เราคุยกันไปเกี่ยวกับ Fast Payment ของประเทศอินเดีย ก็มีบริษัทฟินเทคหลายแห่งนำประวัติธุรกรรม UPI ยอดขายรายวัน ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้แอป ไปประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการขนาดเล็กที่เคยถูกปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคาร ผลลัพธ์คือเจ้าของร้านค้าขนาดเล็กหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่เคยมีเอกสารพร้อม ก็มีโอกาสกู้เงินเพื่อต่อยอดธุรกิจได้ครั้งแรกในชีวิต

 

ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore: MAS) เป็นหนึ่งในหน่วยงานกำกับดูแลที่นำ AI มาใช้อย่างเป็นระบบมากที่สุดในเอเชีย ผ่านกรอบ Veritas ซึ่งเป็นชุดแนวทางและเครื่องมือที่ให้สถาบันการเงินทดสอบว่าระบบ AI ของตนมีความยุติธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ตามหลัก FEAT (Fairness, Ethics, Accountability, Transparency)

 

ในระดับธนาคาร Oversea-Chinese Banking Corporation (OCBC) ได้นำ AI มาใช้ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติมาตั้งแต่ปี 2563 ในปีแรกที่ใช้งานสามารถลดการแจ้งเตือนที่ไม่ใช่ภัยจริง (false alerts) ได้ 35%  ลดการดำเนินการที่ไม่จำเป็น และกู้คืนความเสียหายจากการฉ้อโกงได้ราว 8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ 

 

อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ก็มีความเสี่ยงใหม่ที่เราคาดไม่ถึง เพราะปัจจุบัน AI ซับซ้อนเกินกว่าที่จะอธิบายระบบคิดและตัดสินใจ หรือที่เรียกกันว่าปัญหา “กล่องดำ” (black box) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจาก AI ที่เก็บข้อมูลไว้จำนวนมหาศาล สามารถบอกได้ว่ากลุ่มไหนมีการเงินที่เสี่ยงหรือไม่ แต่อาจจะอธิบายไม่ได้ว่าทำไม

 

ส่วนหนึ่งที่เพิ่มความซับซ้อนของปัญญาประดิษฐ์คือการมี “อคติซ่อนเร้น” (hidden bias) จากการเรียนรู้ข้อมูลในอดีต ถ้าข้อมูลนั้นมีอคติอยู่แล้ว AI ก็จะเรียน จดจำ และนำมาใช้ต่อ ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ กระบวนการนี้จะกลายเป็นวงจร กลุ่มที่เคยถูก AI ปฏิเสธ อาจจะยิ่งมีประวัติ “ถูกปฏิเสธ” สะสมในข้อมูล AI รุ่นต่อไปก็จะเรียนรู้ว่านี่คือ “กลุ่มเสี่ยง” และจะปฏิเสธวนต่อไปแบบนี้เรื่อย ๆ

 

ประเทศเนเธอร์แลนด์จ่ายค่าบทเรียนราคาแพงจากกรณีอคติของ AI เมื่อปี 2556 กรมภาษีและสวัสดิการ (Belastingdienst) เริ่มนำระบบเฟ้นหาความเสี่ยงมาคัดกรองผู้ทุจริตเงินอุดหนุนค่าเลี้ยงดูบุตร ระบบนี้จะเรียนรู้ด้วยตัวเองจากข้อมูลความเสี่ยงในอดีต เมื่อบวกกับการเลือกใช้ปัจจัย “มีสัญชาติที่สอง” เป็นตัวแปรความเสี่ยงร่วมด้วย ผลที่ได้คือกว่า 26,000 ครอบครัวถูกกล่าวหาว่าทุจริตจากการทำผิดเล็กน้อย เช่น ลืมเซ็นเอกสาร และโดนบังคับให้คืนเงินอุดหนุนทันที บางรายต้องคืนหลายหมื่นยูโร บางครอบครัวล้มละลาย บางรายสูญเสียบ้าน บางคู่ถึงขั้นหย่าร้าง ต่อมารัฐบาลทั้งคณะลาออกในปี 2564 โดยนายกรัฐมนตรี Mark Rutte ออกมาขอโทษต่อสาธารณชน และรัฐบาลต้องจ่ายค่าชดเชยรวมกว่า 4,000 ล้านยูโร 

 

สิ่งที่ทำให้กรณีเนเธอร์แลนด์น่าศึกษาอย่างยิ่งคือ ระบบดังกล่าวไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเลือกปฏิบัติตั้งแต่ต้น แต่ตัวแปร “สัญชาติ” เป็นสัญญาณที่มีอยู่ในข้อมูลอยู่แล้ว และ AI ก็หยิบมันขึ้นมาใช้เพราะมันทำนายผลได้ดีในทางสถิติ โดยไม่มีใครสังเกตว่ามันกำลังทำให้ความไม่เท่าเทียมกลายเป็นระบบไป

 

อีกความเสี่ยงหนึ่งจากการใช้ AI คือ “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ซึ่งคณะกรรมการเสถียรภาพทางการเงิน (Financial Stability Board: FSB) องค์กรระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มประเทศ G20 ชี้ว่า หากทุกธนาคารพึ่ง AI และโครงสร้างคลาวด์จากผู้ให้บริการไม่กี่รายเหมือนกัน เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็อาจล้มไปพร้อม ๆ กันทั้งระบบเหมือนดอมิโน อีกความเสี่ยงที่ใกล้ตัวคนทั่วไปมากที่สุด คือการโกงและหลอกลวงด้วย AI กำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วจนเราอาจรับมือและปรับตัวได้ไม่ทัน  

 

AI in financial services
risks from using AI

3. เมื่อทุกสิ่งกลายร่างเป็นโทเคน

สมมติว่าคุณตกลงซื้อพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 100,000 บาท ในระบบปัจจุบัน เงินจะออกจากบัญชีของคุณทันที แต่กว่าพันธบัตรจะ “ถึงมือ” คุณอาจต้องรอหนึ่งถึงสองวัน เพราะมีขั้นตอนการกระทบยอด การยืนยัน และการโอนสิทธิ์ผ่านคนกลางคั่นอยู่หลายชั้น

 

นักการเงินเรียกปัญหานี้ว่า “เงินกับสินทรัพย์ไปคนละจังหวะ” ซึ่งฟังดูเป็นเรื่องเทคนิค แต่ในทางปฏิบัติหมายถึงต้นทุนแฝงมหาศาลที่สะสมทั่วทั้งระบบ และท้ายที่สุดก็สะท้อนกลับมาในรูปค่าธรรมเนียมที่ผู้ใช้บริการจ่ายทุกวัน

 

แต่เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้ภายใต้กระบวนการ Tokenization คือการ “แปลงสิทธิความเป็นเจ้าของ” ในสินทรัพย์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร หน่วยกองทุน หุ้น ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ ให้กลายเป็น “โทเคน” ที่มีสถานะชัดเจนบนระบบบัญชีที่ตรวจสอบได้ และโทเคนนั้นสามารถโอนเปลี่ยนมือมือ แบ่งย่อย หรือชำระราคาได้ โดยไม่ต้องรอขั้นตอนหลังบ้านหลายชั้นอีกต่อไป

 

ลองจินตนาการง่าย ๆ แบบนี้ว่า แทนที่พันธบัตรจะเป็น “เอกสารที่อยู่ในระบบทะเบียน” แต่เมื่อผ่านกระบวนการ Tokenization แล้ว “พันธบัตรกระดาษ” จะกลายเป็น “พันธบัตรดิจิทัล” ที่โอนได้ในไม่กี่วินาที” แต่ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือความสามารถในการ “แบ่งย่อย” (fractional ownership)

 

สมมติว่าอาคารสำนักงานมูลค่า 500 ล้านบาทถูกแปลงเป็นโทเคนหนึ่งล้านเหรียญ เราก็สามารถซื้อสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเพียงเสี้ยวหนึ่งด้วยเงินไม่กี่พันบาท และรับผลตอบแทนตามสัดส่วน ประตูที่เคยเปิดเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่จะเปิดกว้างขึ้นสำหรับทุกคน และโลกอนาคตนี้กำลังเกิดขึ้นแล้วในหลายที่ทั่วโลก

 

ในปี 2565 ธนาคารกลางสิงคโปร์เปิดตัว Project Guardian ร่วมกับ JPMorgan DBS และ Marketnode เพื่อทดสอบการออกพันธบัตรดิจิทัลและการกู้ยืมผ่านสินทรัพย์โทเคนบนระบบ blockchain ผลลัพธ์ที่น่าสนใจที่สุดคือ สามารถทำธุรกรรมที่ปกติแล้วต้องใช้เวลาสองวันให้เสร็จสิ้นแบบเกือบทันที และลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ  โพรเจกต์นี้แสดงให้เห็นว่า Tokenization ไม่ใช่แค่แนวคิดในกระดาษ แต่ใช้ได้จริงในตลาดทุนระดับโลก

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 รัฐบาลฮ่องกงออกพันธบัตรเพื่อสิ่งแวดล้อม (green bond) ในรูปแบบโทเคนมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง นับเป็นพันธบัตรรัฐบาลโทเคนฉบับแรกของโลกที่ออกในตลาดจริง (ไม่ใช่แค่การทดลอง) บนแพลตฟอร์มของ Goldman Sachs โดยมีธนาคารกลางฮ่องกงทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการชำระราคา (clearing house) ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดคือการชำระราคาที่เร็วขึ้น ต้นทุนที่ต่ำลง และความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ง่ายกว่าระบบดั้งเดิม

 

อย่างไรก็ตาม เทรนด์นี้ยังอยู่ในช่วงต้น และองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (International Organization of Securities Commissions: IOSCO) เตือนอย่างชัดเจนว่า ผู้ลงทุนอาจสับสนระหว่างสิทธิการ “ถือโทเคน” กับ “ถือสินทรัพย์จริง” ซึ่งไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป ตัวอย่างที่เป็นประเด็นในยุโรปคือ หุ้นโทเคนบางประเภทที่ผูกราคากับหุ้นจริง แต่ไม่ได้ให้สิทธิผู้ถือหุ้น เช่น สิทธิออกเสียงหรือสิทธิรับเงินปันผลโดยตรง ผู้ลงทุนที่ไม่อ่านรายละเอียดจึงซื้อสิ่งที่ “ดูเหมือนหุ้น” แต่ไม่ใช่หุ้นจริง และเมื่อเกิดปัญหาก็ไม่มีสิทธิตามกฎหมายเหมือนผู้ถือหุ้นทั่วไป

 

BIS ชี้ในรายงานประจำปี 2568 ว่าอนาคตของระบบการเงินจะเป็น “โทเคน” ที่ทั้งเงินธนาคารกลาง เงินธนาคารพาณิชย์ และสินทรัพย์ต่าง ๆ ล้วนอยู่ในรูปแบบดิจิทัลบนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน

 

สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ในช่วงสนับสนุนให้เอกชนศึกษาและพัฒนานวัตกรรมทางการเงินที่มีการประยุกต์ใช้ Tokenization เช่น tokenized deposit และ tokenized e-money ผ่านกลไก regulatory sandbox โดยยังคงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่มีในปัจจุบัน เพื่อติดตามและประเมินความพร้อมก่อนให้บริการในวงกว้าง ขณะที่ THB stablecoin ซึ่งเป็นบริการชำระเงินรูปแบบใหม่ ธปท. ได้เปิดโครงการทดสอบนวัตกรรมการชำระราคาที่มีการกำหนดเงื่อนไขอัตโนมัติ (programmable payment) ภายใต้ enhanced regulatory sandbox ซึ่งเป็นอีกสัญญาณว่าเทคโนโลยีทางการเงินไทยกำลังเดินในเส้นทางเดียวกับโลก 

tokenization
tokenization

4. เมื่อภูมิรัฐศาสตร์กำลังเขียนกติกาการเงินโลกใหม่

ในงาน Munich Security Conference เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) หนึ่งในนักการเงินที่ทรงอิทธิพลทางความคิดมากที่สุดในโลกกล่าวบนเวทีเสวนาว่า “ระเบียบการเงินโลกกำลังพังทลายลง” ประโยคดังกล่าวนี้กลายเป็นพาดหัวข่าวทั่วโลก และทำให้แวดวงเศรษฐกิจการเงินโลกกลายเป็นที่สนใจ

 

หลังการประชุมไม่กี่ชั่วโมง ดาลิโอเผยแพร่บทวิเคราะห์เป็นลายลักษณ์อักษรผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่า โลกได้เข้าสู่ยุคที่ “กฎแห่งป่า” กลับมาให้เห็นเด่นชัดมากขึ้น จากเดิมที่ประเทศต่าง ๆ จะร่วมกันแก้ปัญหาผ่านองค์กรระหว่างประเทศหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหลักยึดที่เป็นสากลร่วมกัน แต่ในยุคของกฎแห่งป่านี้ ประเทศมหาอำนาจจะทำในสิ่งที่ตนทำได้ เพื่อรักษาผลประโยชน์โดยไม่สนกฎเกณฑ์เดิม  

 

แม้บทวิเคราะห์ของดาลิโอจะเน้นไปที่การย้อนดูประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านระเบียบการเงินโลก แต่ก็ชี้ให้เห็นแนวโน้มในปัจจุบันและอนาคตได้เป็นอย่างดีว่า แรงผลักดันจากปัจจัยเหล่านี้ทำให้หลายประเทศเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินทางเลือก” เพื่อลดการพึ่งพาระบบเดิม ๆ ที่อาจมีข้อจำกัดหรือความเปราะบางในเชิงอำนาจ

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ความเปลี่ยนแปลงในระบบการโอนเงินระหว่างประเทศ แม้ระบบ SWIFT จะครองความเป็นระบบโอนเงินมาตรฐานโลก ครอบคลุมกว่า 11,500 สถาบันในกว่า 200 ประเทศและเขตการปกครอง  แต่การที่สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรตัดรัสเซียออกจากระบบ SWIFT ในปี 2565 ส่งสัญญาณที่ทรงพลังไปทั่วโลกว่า ท่ามกลางการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์มีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของโลกเพียงระบบเดียวกลายเป็นความเสี่ยง ผลที่ตามมาคือหลายประเทศเร่งพัฒนาระบบทางเลือกอย่างจริงจัง

 

ในจุดนี้ เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการยกระดับระบบการชำระเงินของโลกให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ประเทศที่พัฒนาระบบการชำระเงินเป็นของตัวเองได้สำเร็จคือ จีนและรัสเซีย

 

ธนาคารกลางจีน (People Bank Of China: PBOC) เริ่มสร้างระบบ Cross-Border Interbank Payment System (CIPS) ตั้งแต่ปี 2558 นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการสร้างระบบส่งข้อความทางการเงินระหว่างประเทศทางเลือกนอกจาก SWIFT แม้ในปัจจุบันการทำธุรกรรมผ่าน CIPS จะมีน้อยกว่า SWIFT หลายเท่า แต่ก็มีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยในปี 2567 CIPS มีปริมาณธุรกรรมรวม 175 ล้านล้านหยวน (ราว 24 ล้านล้านดอลลาร์) โดยเพิ่มขึ้นถึง 43% จากปี 2566  เชื่อมต่อสถาบันการเงินใน 185 ประเทศ

 

ส่วนธนาคารกลางรัสเซีย (Central Bank of Russia: CBR) ได้พัฒนาระบบ System for Transfer of Financial Messages (SPFS) หลังถูกขู่ตัดออกจาก SWIFT ในปี 2557 ปัจจุบันมีสมาชิกราว 584 สถาบัน  ส่วนใหญ่เป็นธนาคารรัสเซียและธนาคารในกลุ่มอดีตสหภาพโซเวียต รวมถึงธนาคารบางแห่งของจีนและอิหร่าน ปริมาณธุรกรรมและการเชื่อมต่อระหว่างประเทศยังจำกัดมากเมื่อเทียบกับ SWIFT แต่ SPFS ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เมื่อถูกบีบก็สามารถสร้างระบบสำรองได้ 

geopolitic problem

สำหรับประเทศไทย มีบางเทรนด์ที่คุ้นเคย และบางเทรนด์อาจจะยังดูไกลตัว แต่ก็ส่งผลต่อชีวิตจริงในอีกไม่ช้า ทิศทางของเงินบาท ต้นทุนการนำเข้า ราคาพลังงาน และแม้แต่ดอกเบี้ยบ้านล้วนผูกพันกับระเบียบการเงินโลกที่กำลังเปลี่ยนรูป ไทยในฐานะประเทศการค้าขนาดกลางที่มีหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจทั้งกับจีนและโลกตะวันตก จำเป็นต้องอ่านกติกาใหม่ให้ทันก่อนที่โลกการเงินจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

เรื่อง : กองบรรณาธิการ พระสยาม BOT Magazine

Tag ที่เกี่ยวข้อง

BOT Magazine Knowledge Corner Payment Systems Global Trend Payment Direction FinTech AI Digital Finance