ชโลทร ชูศรี
กับภารกิจเล่าเรื่องประเทศไทยจากหลังเลนส์

ชโลทร ชูศรี กับภารกิจเล่าเรื่องประเทศไทยจากหลังเลนส์

ในยุคที่โทรศัพท์ยังไม่ใช่สมาร์ตโฟน การถ่ายภาพเป็นกิจกรรมสำหรับ “ช่าง” โดยเฉพาะ ถือเป็นภารกิจที่ท้าทายและมีความสำคัญอย่างยิ่งในการบันทึกประวัติศาสตร์และความประทับใจ และนี่คือเรื่องเล่าเบื้องหลังภาพถ่ายงานประชุมเศรษฐกิจการเงินระดับนานาชาติครั้งแรกที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จากช่างที่บันทึกภาพประวัติศาสตร์ผ่านกล้องแอนะล็อกและม้วนฟิล์มเมื่อ 35 ปีก่อน

 

คืนก่อนที่คณะผู้สื่อข่าวต่างชาติจะเดินทางกลับ “คุณชโลทร ชูศรี” นั่งจัดภาพถ่ายอยู่บริเวณท้ายรถทัวร์ที่พัทยา รอบตัวคือซองกระดาษที่เขียนชื่อผู้สื่อข่าวแต่ละคนไว้ล่วงหน้า ภายในบรรจุภาพถ่ายของเจ้าของชื่อระหว่างเดินทางไปดูพื้นที่ Eastern Seaboard เยี่ยมชมวิถีเกษตรกรรมที่อำเภอพนัสนิคม และร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทย

 

ภาพทั้งหมดต้องจัดเตรียมให้เสร็จภายในคืนนั้น เมื่อเห็นช่างภาพนั่งทำงานอยู่ท้ายรถ ผู้โดยสารบนรถหลายคนจึงเดินมาดูว่า รูปของตนจะไปอยู่ซองใด

 

“เขามาดูวิธีการทำงาน แล้วพอเห็นชื่อเขาอยู่ตรงซอง เขาก็ดีใจ ประทับใจกัน เขาก็เลยช่วยลงข่าวให้เรา ทุกวันนี้ก็ยังคุยกันอยู่ใน Facebook”

 

เหตุการณ์เล็ก ๆ ที่ท้ายรถทัวร์อธิบายบทบาทของช่างภาพในการประชุม World Bank Group-IMF Annual Meetings ครั้งที่ 46 เมื่อปี 2534 ได้ดี โดยฟังก์ชันปกติ ภาพถ่ายทำหน้าที่บันทึกว่าใครมาประชุมหรือเกิดอะไรขึ้นในห้อง แต่มากไปกว่านั้น ภาพถ่ายเป็นของที่ระลึก เป็นเครื่องมือสื่อสาร และบางครั้งเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่สานต่อมาอีกนานหลังจากการประชุมสิ้นสุด

 

ก่อนการประชุมปี 2534 คุณชโลทรเป็นช่างภาพประจำสถาบันฝึกอบรมของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อ ธปท. จัดทีมช่างภาพสำหรับการประชุม Annual Meetings จึงคัดเลือกบุคลากรจากภายใน โดยเฉพาะสมาชิกชมรมถ่ายภาพที่ใช้กล้องเป็นประจำ มารวมเป็นทีมช่างภาพสิบกว่าคน

 

“พี่จับกล้องตั้งแต่อายุ 7 ขวบและเป็นช่างภาพหญิงคนเดียวในตอนนั้น” คุณชโลทรบอกเล่าเบื้องหลังการได้รับคัดเลือก ซึ่งเผยให้เห็นความภาคภูมิใจอย่างเต็มเปี่ยม 

 

คุณชโลทรเล่าว่า คิวงานของทีมช่างภาพทอดยาวราวสิบวัน ตั้งแต่พิธีเปิด ห้องประชุมใหญ่ ห้องประชุมย่อย ไปจนถึงกิจกรรมของผู้แทน คู่สมรส และสื่อมวลชน แต่ละคนต้องจดกำหนดการว่า เวลาใดต้องอยู่ที่ห้องไหน ต้องรู้จักเส้นทางภายในศูนย์การประชุม และต้องไปถึงก่อนเหตุการณ์สำคัญจะเริ่ม

 

ชโลทร ชูศรี กับภารกิจเล่าเรื่องประเทศไทยจากหลังเลนส์

การทำงานในพื้นที่ประชุมระดับโลกไม่ใช่เพียงการยกกล้องขึ้นกดชัตเตอร์ ช่างภาพต้องแต่งกายเรียบร้อย ติดบัตรประจำตัว สวมปลอกแขน และเข้าใจจังหวะว่าเมื่อใดควรเข้าไปหรือถอยออกมา

 

อีกโจทย์สำคัญคือการจำให้ได้ว่าใครเป็นใคร ผู้เข้าร่วมจำนวนมากเป็นรัฐมนตรี ผู้บริหาร และบุคคลสำคัญจากต่างประเทศ ขณะที่ยังไม่มีฐานข้อมูลออนไลน์ให้ค้นหาชื่อและใบหน้าได้ทันที

 

ทีมช่างภาพจึงเตรียมซองกระดาษหลายสิบซองไว้ที่ห้องรับรอง VIP สนามบินดอนเมือง ด้านหน้าซองเขียนชื่อพร้อมข้อมูลเที่ยวบินของแขกแต่ละคน เมื่อเจ้าตัวเดินทางมาถึง ช่างภาพจะบันทึกภาพขณะจับมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยหนึ่งรูป แล้วนำภาพไปล้างโดยแยกแขกแต่ละคนไว้ เมื่ออัดภาพแล้วก็ใส่ไว้ในซองที่เตรียมไว้ให้ตรงกับรายชื่อด้านหน้า หลังจากนั้น ภาพกิจกรรมตลอดงานทั้งหมดของบุคคลนั้นจะถูกเก็บลงในซองที่ได้ตั้งต้นไว้แล้ว วิธีนี้ช่วยให้ทีมจับคู่ชื่อกับใบหน้าได้ถูกต้องและลดโอกาสส่งภาพผิดคน

 

“เป็นช่างภาพไม่ใช่ว่าถ่ายอะไรก็ได้ ถ่ายคนต้องจำคนให้ได้”

 

ชโลทร ชูศรี กับภารกิจเล่าเรื่องประเทศไทยจากหลังเลนส์

นอกจากนี้ ช่างภาพยังใช้เฟรมแรกของภาพแต่ละชุดถ่ายป้ายหน้าห้องประชุม บนป้ายมีชื่อการประชุม หัวข้อ ห้อง และประเทศที่เข้าร่วม ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้รู้ในภายหลังว่า ภาพชุดนั้นบันทึกเหตุการณ์ใด ใครกำลังพบใคร และควรเขียนคำบรรยายภาพอย่างไร ซองกระดาษกับภาพป้ายหน้าห้องจึงเป็นระบบข้อมูลของช่างภาพในขณะนั้น

 

“เวลาถ่ายรูปจะนึกอยู่เสมอว่า เหมือนกำลังทำสตอรีบอร์ด แล้วถ่ายไปตามลำดับนั้น ให้ภาพเล่าเรื่องได้ในตัวมันเอง”

 

นอกห้องประชุม ภาพที่คุณชโลทรจดจำได้มากที่สุดกลับเป็นภาพเกี่ยวกับวัฒนธรรม เธอเห็นผู้มาเยือนเดินเข้าไปตามซุ้มงานเลี้ยงต้อนรับที่สวนอัมพรเพื่อดูการร้อยมาลัย ขอให้คนไทยผูกข้อมือ และสนใจกิจกรรมจากภูมิภาคต่าง ๆ ภาพเหล่านี้บันทึกความรู้สึกที่ผู้มาเยือนมีต่อประเทศเจ้าภาพได้ชัดเจน 

 

การนำพาผู้สื่อข่าวต่างชาติดูงานในช่วงท้ายของการประชุมขยายบทบาทของภาพถ่ายออกไปอีกขั้น ทำให้ผู้สื่อข่าวได้เห็นทั้งพื้นที่อุตสาหกรรม วิถีเกษตรกรรม และชีวิตนอกศูนย์การประชุม

 

“ถามว่าประเทศไทยได้รับอะไรกลับมา ก็ได้รับมิตรภาพค่ะ เยอะเลย ผู้ใหญ่ด้วยกันก็ยังติดต่อกัน เวลาขอความร่วมมืออะไรก็ง่ายขึ้น บางทีเขาเขียนจดหมายหรือเขียนการ์ดมาขอบคุณ”

 

ชโลทร ชูศรี กับภารกิจเล่าเรื่องประเทศไทยจากหลังเลนส์

35 ปีต่อมา คุณชโลทรยังติดต่อกับผู้สื่อข่าวบางคนผ่านโซเชียลมีเดีย หนึ่งในนั้นเป็นบรรณาธิการสื่อแห่งหนึ่งในอังกฤษ ซึ่งยังจำได้ว่าเธอคือช่างภาพที่ร่วมเดินทางเมื่อปี 2534 ทั้งสองคนตื่นเต้นและดีใจที่การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings กลับมาจัดที่ประเทศไทยอีกครั้ง

 

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของงานใหญ่ระดับโลกเมื่อ 35 ปีก่อน คุณชโลทรมองว่า แม้ทุกวันนี้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แต่ความท้าทายสำคัญยังเป็นการทำให้คนที่ไม่ได้ทำงานด้านเศรษฐกิจการเงินเข้าใจว่า การประชุมนี้คืออะไร ซึ่งจะช่วยให้คนจำนวนมากเข้าใจว่าเหตุใดการประชุมนี้จึงเกี่ยวข้องกับประเทศไทยและชีวิตของพวกเขา

 

ปี 2534 โจทย์ของช่างภาพคือทำอย่างไรให้ได้ภาพที่ถูกต้องและส่งถึงมือผู้รับทันเวลา ในปี 2569 ภาพถ่ายสามารถเดินทางไปทั่วโลกได้ภายในไม่กี่วินาที แต่ภาพที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงสัปดาห์ของการประชุมที่จะถึงนี้ มีศักยภาพอย่างมากที่จะกลายเป็น “ภาพของประเทศไทย” ที่ผู้มาเยือนจะจดจำไปอีกนาน 

ชโลทร ชูศรี กับภารกิจเล่าเรื่องประเทศไทยจากหลังเลนส์

ผู้เขียน : กองบรรณาธิการ พระสยาม BOT Magazine

Tag ที่เกี่ยวข้อง

BOT Magazine Inspiration Interview ความร่วมมือระหว่างประเทศ