Thailand on the Global Stage
เมื่อประเทศไทยกลับมาเป็นห้องประชุมเศรษฐกิจการเงินโลก

 

Thailand on the Global Stage เมื่อประเทศไทยกลับมาเป็นห้องประชุมเศรษฐกิจการเงินโลก

เดือนตุลาคม 2569 นี้ ประเทศไทยจะกลับมารับบทบาทเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 หรือ 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings อีกครั้งในรอบ 35 ปี

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม 2534 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมนี้เป็นครั้งแรก การจัดการงานในครั้งนั้น ไม่ใช่แค่การสร้างศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เพื่อต้อนรับอาคันตุกะด้านนโยบายเศรษฐกิจและการเงินจากทั่วโลก แต่ยังเป็นการเปิดตัวประเทศไทยต่อระเบียบเศรษฐกิจการเงินโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ 

 

ประเทศไทยในขณะนั้นเรียกได้ว่าเป็นดาวรุ่งของเอเชีย เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ย 11.7% ในช่วงปี 2530-2533 และเป็น 1 ใน 8 เศรษฐกิจสมรรถนะสูงที่ธนาคารโลกได้นำไปศึกษาในรายงาน The East Asian Miracle (ปี 2536) ด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังเดินหน้าในการเปิดเสรีมากขึ้นและผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจการเงินโลกอย่างรวดเร็ว ด้านการเมืองระหว่างประเทศ กรุงเทพฯ ยังเป็นฉากของระเบียบโลกที่กำลังเปิดกว้างหลังสงครามเย็น ที่ประชุม Annual Meetings เมื่อปี 2534 ได้เป็นประจักษ์พยานในการต้อนรับประเทศแอลเบเนียและมองโกเลียสู่การเป็นสมาชิกใหม่ พร้อมกับการรับผู้แทนสหภาพโซเวียต ที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระบบตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกราคา เรียกได้ว่าเป็นยุคสมัยแห่งการเปิดเสรีทางการค้าและการเงินอย่างแท้จริง

 

“ห้องประชุม” ที่กรุงเทพมหานครในปีนั้นจึงสะท้อนทั้งทิศทางของโลกที่มีต่อไทย และความมุ่งมั่นของไทยในฐานะส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจการเงินโลก

 

ระยะเวลา 35 ปีต่อมา เศรษฐกิจการเงินโลกเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ไทยเผชิญวิกฤตการเงินในปี 2540 โลกเผชิญวิกฤตซับไพรม์ในอีก 10 ปีถัดมา เทคโนโลยีเปลี่ยนจากแอนะล็อกสู่ดิจิทัล และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่โลกาภิวัตน์เผชิญกับแรงต้านมากขึ้นในหลายประเทศ เนื่องจากแม้จะสร้างความมั่งคั่งในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่กลับกระจายผลประโยชน์อย่างไม่ทั่วถึง และเพิ่มต้นทุนต่อสิ่งแวดล้อม

 

ในปี 2569 ที่โลกกำลังปรับตัวและจัดระเบียบเพื่อรับความท้าทายใหม่เหล่านี้ ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจึงกำลังจะมีบทบาทสำคัญอีกครั้ง

 

ออกแบบระเบียบเศรษฐกิจการเงินโลก จากเบรตตันวูดส์ถึงกรุงเทพฯ

Thailand on the Global Stage เมื่อประเทศไทยกลับมาเป็นห้องประชุมเศรษฐกิจการเงินโลก

จุดเริ่มต้นของการประชุมระดับโลกนี้ ต้องย้อนกลับไปกว่า 8 ทศวรรษ เมื่อปี 2487 ณ เมืองที่ชื่อว่า “เบรตตันวูดส์” (Bretton Woods) ในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐอเมริกา

 

ในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่สองกำลังใกล้จะสิ้นสุด ผู้แทนจาก 44 ประเทศมารวมตัวกันที่เมืองเบรตตันวูดส์เพื่อออกแบบระเบียบเศรษฐกิจการเงินโลกสำหรับยุคหลังสงคราม โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการสร้างระบบที่ช่วยลดความผันผวนทางเศรษฐกิจ ป้องกันวิกฤตที่อาจลุกลามระหว่างประเทศ และวางรากฐานให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวและเติบโตอย่างมั่นคง

 

ผลลัพธ์ของการประชุมครั้งนั้นคือ การถือกำเนิดของ 2 สถาบันที่เป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจการเงินระหว่างประเทศมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งก็คือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และ กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) แม้ทั้งสองสถาบันจะถือกำเนิดจากจุดเดียวกัน แต่ก็มีบทบาทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

 

IMF ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 191 ประเทศ ทำหน้าที่ดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศ ผ่านการติดตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก (Article IV Consultation) และพร้อมให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศที่ประสบปัญหาดุลการชำระเงินหรือวิกฤตทางเศรษฐกิจ 

 

ด้าน World Bank Group ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 189 ประเทศ มุ่งเน้นการพัฒนาในระยะยาว ตั้งแต่การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทุนมนุษย์ การลดความยากจน ไปจนถึงการรับมือกับความท้าทายร่วมสมัย เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยดำเนินงานผ่านองค์กรในเครือ 5 แห่ง[1]

 

ทั้งสองสถาบันมีลักษณะการบริหารคล้ายบริษัทที่ประเทศสมาชิกเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกัน อำนาจสูงสุดอยู่ที่ “สภาผู้ว่าการ” (Board of Governors) ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศสมาชิกทุกประเทศ โดยสภาผู้ว่าการจะประชุมพร้อมหน้าปีละ 1 ครั้ง เพื่อพิจารณาประเด็นสำคัญร่วมกัน จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2489 ซึ่งก็คือต้นกำเนิดของการประชุม “IMF-World Bank Group Annual Meetings”

 

การประชุมนี้ยึดตามธรรมเนียมเดิมมา 8 ทศวรรษ คือจัดที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สองปีติดต่อกัน แล้วจึงย้ายไปจัดในประเทศสมาชิกในปีที่สาม เพื่อยืนยันว่าสองสถาบันนี้เป็นของประชาคมโลก ไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่ง

 

ประเทศไทยได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในปี 2534 หลังจากนั้น เมืองอื่น ๆ ที่ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพ ได้แก่ มาดริด (2537) ฮ่องกง (2540) ปราก (2543) ดูไบ (2546) สิงคโปร์ (2549) อิสตันบูล (2552) โตเกียว (2555) ลิมา (2558) บาหลี (2561) และมาร์ราเกช (2566) ก่อนที่สภาผู้ว่าการเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2566 จะมีมติให้กลับมาจัดที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง ในปี 2569 

 

การได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพครั้งนี้จึงทำให้ไทยเป็นเพียง 1 ใน 3 ประเทศนอกสหรัฐอเมริกา ที่ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพการประชุมนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง เช่นเดียวกับ ตุรกีและญี่ปุ่น

 

ด้วยเหตุนี้ Annual Meetings จึงไม่ใช่เพียงการประชุมประจำปี แต่ยังเป็นเวทีสูงสุดของ IMF และ World Bank Group ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่สุดที่ประเทศสมาชิกใช้กำหนดทิศทางของระบบเศรษฐกิจการเงินโลกร่วมกัน

Thailand on the Global Stage เมื่อประเทศไทยกลับมาเป็นห้องประชุมเศรษฐกิจการเงินโลก

การกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งของไทย

 

การประชุม the IMF-World Bank Group Annual Meetings มีธรรมเนียมคือจัดประชุมที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สองปีติดต่อกัน แล้วสลับไปยังประเทศสมาชิกในปีที่สาม แต่การจะได้เป็นเจ้าภาพนั้นไม่ได้มีระบบหมุนเวียนไปทุกทวีปแบบฟุตบอลโลกหรือโอลิมปิก และไม่ได้หมุนเวียนอัตโนมัติตามลำดับสมาชิกแบบอาเซียน ประเทศที่สนใจจะต้องยื่นข้อเสนอและแสดงความพร้อมด้านต่าง ๆ ตามมาตรฐานของ IMF และ World Bank Group

 

เมื่อปี 2567 ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่ยื่นข้อเสนอขอเป็นเจ้าภาพการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings แต่ละประเทศที่ยื่นข้อเสนอจะต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เข้มข้น เพื่อพิจารณาความพร้อมว่าจะสามารถรองรับการประชุมที่มีความซับซ้อนและมาตรฐานสูงที่สุดงานหนึ่งของโลกได้จริง ทั้งด้านสถานที่และการจัดประชุม การคมนาคมขนส่งที่เชื่อมต่อกันอย่างครอบคลุมทั้งทางบกและทางอากาศ โรงแรมและโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานระดับสากล การรักษาความปลอดภัย ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนความสามารถในการต้อนรับผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกนับหมื่นคน

Thailand on the Global Stage เมื่อประเทศไทยกลับมาเป็นห้องประชุมเศรษฐกิจการเงินโลก

เมื่อการคัดเลือกสิ้นสุดลง ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพการประชุมอย่างเป็นทางการ เนื่องจากสภาผู้ว่าการเห็นว่าประเทศไทย “มีความพร้อม” ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจัดประชุม การท่องเที่ยว และการบริการที่สร้างความประทับใจมาหลายทศวรรษ

 

สถานที่จัดประชุมในครั้งนี้คือ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่มีประวัติผูกพันกับการประชุมนี้มาตั้งแต่แรก เพราะสร้างขึ้นเพื่อจัด 1991 Annual Meetings และเพิ่งได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ให้มีระบบอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีสนับสนุนทันสมัย ทั้งยังได้สร้างความประทับใจในการเป็นสถานที่จัดการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC 2022 Thailand) มาแล้ว

 

นอกจากนี้ กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองของประเทศกำลังพัฒนาที่มีโรงแรม ระบบขนส่ง โรงพยาบาล และประสบการณ์สามารถรองรับผู้เข้าร่วมงานระดับนานาชาติหลักหมื่นคนพร้อมกันได้ โดยประมาณการว่า ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นายธนาคาร นักเศรษฐศาสตร์ นักลงทุน สื่อมวลชน และภาคประชาสังคมมากกว่า 15,000 คน จาก 190 ประเทศทั่วโลก จะเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมที่กรุงเทพฯ

 

นอกจากนี้ เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ทาง IMF ได้มาติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมสู่การประชุม 2026 Annual Meetings โดยคุณคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF ได้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อความพร้อมและบทบาทของไทยผ่านคำกล่าวที่ว่า

 

“ประเทศไทยจะเชื่อมให้โลกเราใกล้กันมากขึ้นอีกครั้ง ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ การพูดคุยแลกเปลี่ยนและความร่วมมือจะมีบทบาทมากกว่าที่เคย และไม่มีสถานที่ใดเหมาะสมไปกว่านี้สำหรับสมาชิกทั้ง 191 ประเทศ ที่จะมาพบกันเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และร่วมสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่มีความยืดหยุ่นและเติบโตอย่างมีพลวัต”

Thailand on the Global Stage เมื่อประเทศไทยกลับมาเป็นห้องประชุมเศรษฐกิจการเงินโลก

“โอลิมปิกการเงิน” เมื่อโลกมารวมกันเพื่อออกแบบอนาคต

 

ไทยเปรียบเทียบการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ว่าเป็น “โอลิมปิกการเงิน” คำเปรียบนี้ไม่ได้หมายถึงรอบเวลาของการจัดงาน แต่ชี้ให้เห็นถึงขนาดและความสำคัญ หากโอลิมปิกที่รวบรวมนักกีฬาชั้นนำจากทั่วโลก ในการประชุมนี้ก็รวบรวมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน และผู้กำหนดนโยบายการพัฒนาไว้ในการประชุมเดียวกัน โดยผลลัพธ์ที่มุ่งหวังคือฉันทามติ แนวทางแก้ปัญหา และความร่วมมือที่ช่วยให้เศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพ ยืดหยุ่น และเติบโตอย่างทั่วถึงขึ้น

 

หัวใจของการประชุมคือ การตัดสินใจประเด็นสำคัญของสภาผู้ว่าการ IMF และ World Bank Group ตั้งแต่การรับสมาชิกใหม่ การกำหนดโควตา การเพิ่มทุน ไปจนถึงการแก้ไขธรรมนูญที่อยู่ในอำนาจของสภาผู้ว่าการ ขณะเดียวกัน คณะกรรมการระดับรัฐมนตรี 2 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการการเงินและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (International Monetary and Financial Committee: IMFC) และ คณะกรรมการเพื่อการพัฒนา (Development Committee) ทำหน้าที่สะท้อนเสียงของสมาชิกทั้งหมดผ่านระบบกลุ่มประเทศ การทำงานด้วยฉันทามติทำให้แถลงการณ์จากเวทีเหล่านี้มีน้ำหนักในฐานะเข็มทิศนโยบาย และเป็นสัญญาณว่าประชาคมโลกพร้อมขับเคลื่อนสองสถาบันไปในทิศทางใด

 

ทั้งนี้ การประชุมทางการยังเป็น “เวทีแลกเปลี่ยนนโยบาย” ของรัฐบาล ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ซึ่งคาดว่าจะมีมากกว่า 520 รายการ และการหารือทวิภาคีราว 1,500 ครั้ง การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จึงเปิดโอกาสให้ไทยได้ทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมประสาน นำประเด็นของไทยและอาเซียนเข้าสู่บทสนทนาระดับโลก และต่อยอดการพบปะให้เป็นเครือข่าย เงินทุน และความร่วมมือระยะยาว

Thailand on the Global Stage เมื่อประเทศไทยกลับมาเป็นห้องประชุมเศรษฐกิจการเงินโลก

กรุงเทพฯ 2569 : สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

 

ตลอด 8 ทศวรรษที่ผ่านมา วาระของ Annual Meetings สะท้อนและปรับเปลี่ยนตามบริบทเศรษฐกิจการเงินโลกเสมอ แม้ในการประชุมนี้ IMF และ World Bank Group จะเป็นผู้กำหนดกรอบใหญ่ของการหารือ แต่ประเทศเจ้าภาพก็มีพื้นที่นำเสนอประสบการณ์ในบทสนทนาระดับโลก ซึ่งเหมาะกับช่วงเวลานี้ที่ไทยกำลังปักหมุดตำแหน่งใหม่ในภูมิทัศน์เศรษฐกิจการเงินโลก

 

ประเทศไทยได้เลือกชูแนวคิดหลัก “ขอบฟ้าใหม่ของไทย : สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” (Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience) เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์การพัฒนาของไทยเข้ากับโจทย์เศรษฐกิจโลก

 

โดยแนวคิดนี้ก็แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ Empowering People ซึ่งหมายความถึงการพัฒนาโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง สามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยนวัตกรรมและจะสร้างโอกาสใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ รวมถึงยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนด้วย อีกส่วนคือ Building Resilience หรือ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อเตรียมตัวรับมือกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานเพื่อให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดและเติบโตต่อไปได้ในโลกที่ไม่แน่นอน

Thailand on the Global Stage เมื่อประเทศไทยกลับมาเป็นห้องประชุมเศรษฐกิจการเงินโลก

Showcase ที่โดดเด่นอีกอย่างของประเทศไทยคือ ระบบการเงินดิจิทัล ทั้งพร้อมเพย์ Standard QR code ตลอดจนการชำระเงินข้ามประเทศ (Cross-border QR) การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะได้สะท้อนศักยภาพด้านการพัฒนาภายใต้แนวคิดการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe & Inclusive Digital Finance: SIDF) เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกได้เห็นว่า นอกจากระบบการเงินดิจิทัลจะต้องมีความสะดวกและรวดเร็วแล้ว ก็ต้องมีความปลอดภัย และทุกคนจะต้องเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

 

นอกจากนี้ ธปท. ได้ผลักดัน “เข็มทิศนโยบาย” ที่จะเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ผ่านกรอบนโยบาย “Bangkok Blueprint” เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเรื่องภัยทุจริตและอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินยุคดิจิทัล ซึ่งเป็นผลลัพธ์ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทย IMF และ World Bank Group ที่ประเทศสมาชิกสามารถนำไปอ้างอิงและปรับใช้ได้หลังจบการประชุมอีกด้วย

Thailand on the Global Stage เมื่อประเทศไทยกลับมาเป็นห้องประชุมเศรษฐกิจการเงินโลก

สำหรับประเทศไทย การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะฝากหมุดหมายไว้บนเวทีเศรษฐกิจการเงินโลก และสำหรับคนไทยแล้ว ผลลัพธ์สุดท้ายของการจัดประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings จะไม่จบแค่ในห้องประชุมเท่านั้น แต่เป็นการเปิดประตูสู่ “โอกาสใหม่” ที่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น เยาวชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม ธุรกิจ และจังหวัดต่าง ๆ จะได้ต่อยอดความคิดและข้อเสนอที่เกิดจากที่ประชุม เพื่อนำไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป

[1] องค์กรในเครือ 5 แห่งของ World Bank Group ได้แก่ (1) ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการฟื้นฟูบูรณะและพัฒนา (International Bank for Reconstruction and Development: IBRD)​ (2) สมาพันธ์การพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development Association: IDA) (3) บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC) (4) หน่วยงานประกัน​การลงทุนพหุภาคี (Multilateral Investment Guarantee Agency: MIGA) และ (5) ศูนย์กลางระหว่างประเทศเพื่อยุติข้อขัดแย้งด้านการลงทุน (International Centre for Settlement of Investment Disputes: ICSID)

ผู้เขียน : กองบรรณาธิการ พระสยาม BOT Magazine

Tag ที่เกี่ยวข้อง

BOT Magazine ความร่วมมือระหว่างประเทศ The Knowledge Knowledge Corner